<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119303</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2021 14:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2021 14:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่รอด!จับอดีตจนท.ปกครองสวมบัตรปชช.ให้ต่างด้าวหนีมาเก็บของเก่าขาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ต.ค.64- พ.ต.ท.ทนง เพิ่มพูน ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.) เขต 3 นายรักษ์กล้า สถานสุข รองหัวหน้าศูนย์ ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต รักษาราชแทน ผู้อำนวยการกองอำนวยการต่อต้านการทุจริต นายสุภาพ ศิริ ผู้อำนวยการกลุ่มงานปราบปรามคดีพิเศษ พ.ต.อ.ยุทธนา พฤกษารุ่งเรือง ผกก. 1 บก. ปส. 4 มอบหมายให้เจ้าหน้าที่กองอำนวยการต่อต้านการทุจริต และ ปปท. เขต 3 นำโดย พ.ต.ต. จักรกฤษณ์ ประจันพล ร.ท. เอกสิทธิ์ คงเขียว ว่าที่ ร.ต. หญิง ขวัญชนก ต้นกันยา นายรัญชนะ น้อยอิ่ม และนายภูเบศ แท่นนิล นักสืบสวนสอบสวนชำนาญการ ประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามยาเสพติด 4 นำโดย พ.ต.ท.สดายุ ณ นคร สว.กก.1 บก.ปส. 4 ร.ต.อ.กฤษณะ บุญมี รอง สว.กก.1 บก.ปส. 4 และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. หาดสำราญ จับกุมนายไพฑูรย์ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ที่ จ.18/2564 ลงวันที่ 2 ก.ย.64 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 และที่แก้ไขเพิ่มเติม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ปกครอง ระดับ 5 ที่ทำการปกครองอำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ อาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่รับผิดชอบ ลักลอบใช้รหัสของปลัดอำเภอ เข้าระบบทางทะเบียนและจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่บุคคลต่างด้าวที่ไม่มีสิทธิมีบัตรประจำตัวประชาชน รวม 28 ราย เหตุเกิดเมื่อปี 2549-2550 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จากการสืบสวน พบว่าผู้ต้องหาได้ลาออกจากราชการ และหลบหนีมาเก็บของเก่าขายในพื้นที่อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง สำนักงาน ป.ป.ท. จึงประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามยาเสพติด 4 จับกุม โดยจับกุมได้เมื่อวันที่ 9 ต.ค.เวลาประมาณ 21.00 น. บริเวณปากซอยยินดี ถนนท่าบันได หมู่ 1 ตำบลเทศบาล อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง เพื่อนำตัวผู้ต้องหาส่งสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 3 จังหวัดสุรินทร์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119303</URL_LINK>
                <HASHTAG>ป.ป.ท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211010/image_big_616283bc63b39.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91061</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/01/2021 14:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/01/2021 14:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ไล่บี้ &#039;ป.ป.ท.&#039; ดองคดีปู่คออี้และชาวกะเหรี่ยงถูกอุทยานเผาบ้านจนใกล้ขาดอายุความ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ม.ค.64 - นายสุรพงษ์&amp;nbsp;กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ตนได้ส่งหนังสือถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เพื่อสอบถามความคืบหน้าการดำเนินคดีของนายคออี้ มีมิ และชาวบ้านบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน เหตุถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานวางเพลิงเผาทรัพย์ &amp;nbsp;ซึ่งป.ป.ท.ดำเนินการล่าช้าจนใกล้ขาดอายุความ คดีดังกล่าว สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 5-9&amp;nbsp;พฤษภาคม 2554&amp;nbsp;นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และพวกเจ้าหน้าที่ของอุทยานแห่งชาติ ได้เข้ารื้อถอนเผาทำลายบ้านเรือน ยุ้งฉาง และทรัพย์สินอื่น ๆ ของนายโคอิหรือคออี้ มีมิ และของชาวบ้านอีกหลายราย ซึ่งเป็นชาวไทยพื้นเมืองดั้งเดิมเชี้อสายกะเหรี่ยงที่หมู่บ้านบางกลอยบนและใจแผ่นดินเสียหายราว 100&amp;nbsp;หลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคออี้ มีมิ ได้แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีต่อนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร พร้อมพวกที่วางเพลิงเผาทรัพย์ บ้านเรือนที่พักอาศัย ต่อพนักงานสอบสวนสภ.แก่งกระจาน และสำนวนถูกส่งไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมานายคออี้ และพวก ได้ฟ้องเป็นคดีขึ้นสู่ศาลปกครอง และคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด เป็นคดีหมายเลขดำที่ อส.๗๗/๒๕๕๙&amp;nbsp; คดีหมายเลขแดงที่ อส.๔/๒๕๖๑ โดยคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว ศาลวินิจฉัยได้ความแล้วว่านายชัยวัฒน์ฯ กับพวก เจ้าหน้าที่ของอุทยานแห่งชาติ ใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่กระทำความผิดในการรื้อถอนเผาทำลายทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างของนายโคอิ หรือคออี้ มีมิ กับพวก ซึ่งเป็นผู้ฟ้องคดีทั้งหกคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกระทำดังกล่าวของนายชัยวัฒน์ฯ กับพวกในทางกฎหมายอาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาต่อไปนี้ ได้แก่ มาตรา 157&amp;nbsp;ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด (อายุความ 15&amp;nbsp;ปี),&amp;nbsp;มาตรา 217&amp;nbsp;ความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น (อายุความ 10&amp;nbsp;ปี), มาตรา 218&amp;nbsp;(1) ความผิดฐานวางเพลิงเผาโรงเรือนที่คนอยู่อาศัย เช่น บ้านเรือน (อายุความ 20&amp;nbsp;ปี), มาตรา 218&amp;nbsp;(2) ความผิดฐานวางเพลิงเผาโรงเรือนอันเป็นที่เก็บหรือที่ทำสินค้า เช่น ยุ้งฉาง (อายุความ 20&amp;nbsp;ปี)&amp;nbsp; และ มาตรา 358&amp;nbsp;ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ คือทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพยของผู้อื่น (อายุความ 10&amp;nbsp;ปี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีนี้นับแต่วันที่นายชัยวัฒน์ฯ กับพวกกระทำความผิดดังกล่าวจนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่พฤษภาคม 2554 ถึงปัจจุบันนับเป็นระยะเวลานานกว่า 9&amp;nbsp;ปี 8&amp;nbsp;เดือนแล้ว ซึ่งความผิดตามมาตรา 217&amp;nbsp;วางเพลิงเผาทรัพย์ และ มาตรา 358&amp;nbsp;ทำให้เสียทรัพย์ ดังกล่าวข้างต้นกำลังจะขาดอายุความ 10&amp;nbsp;ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรพงษ์ กล่าวว่า มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจึงขอทราบความคืบหน้าในการดำเนินคดีดังกล่าวว่า ป.ป.ท. ได้ดำเนินคดีถึงขั้นตอนใด และมีกำหนดจะยื่นฟ้องผู้กระทำผิดดังกล่าวเมื่อไร โดยขอให้ ป.ป.ท.&amp;nbsp;เร่งรัดดำเนินคดีมิให้ขาดอายุความไม่ว่าความผิดฐานใด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91061</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีเผาบ้านปู่คออี้, ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร, ชาวบ้านบางกลอย, ป.ป.ท., ปู่คออี้, มูลนิธิผสานวัฒนธรรม, สุรพงษ์ กองจันทึก, แก่งกระจาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210126/image_big_600fc6a68bfa2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89769</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯขึงขังล้างบางบ่อนเหี้ยน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo; ขู่ล้างบางบ่อนพนันให้เหี้ยน สอบเส้นทางเงิน ยึดทรัพย์ ล่านายทุน ใช้ทุกสรรพกำลังทำงาน ทั้งตำรวจ ป.ป.ท. ดีเอสไอ แต่ยอมใจยังมีคนเล่นกันอีก บ่นพึมไม่เข้าใจพวกนี้อาชีพอะไร ขอร้องเถอะช่วยกันแบ่งเบาปัญหาลงบ้าง ผงะ! สน.หนองค้างพลูจับได้อีก 27 คน เป็นหญิงถึง 17 ราย ขณะเล่นกำถั่วกันเพลิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 13 มกราคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการติดตามปัญหาบ่อนการพนัน แรงงานเถื่อน ที่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2 ชุด ว่า คณะกรรมการดังกล่าวจะทำหน้าที่ติดตามผลการปฏิบัติงานและให้รายงานผลขึ้นมา ทั้งในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.), กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพราะเกี่ยวพันไปถึงเรื่องจับยึดทรัพย์ด้วย เช่นเดียวกับกรณีของยาเสพติด ซึ่งแต่ก่อนนี้มีการจับกุมอย่างเดียว แต่ไม่สามารถหาตัวนายทุนได้เจอ แต่ปัจจุบันมีการตรวจสอบเส้นทางการเงินด้วย ก็จะทำการยึดทรัพย์ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีผลงานตามระยะเวลา ซึ่งอาจจะมากขึ้นเรื่อยๆ จะแก้ปัญหากันได้เสียที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เช่นเดียวกับเรื่องของการพนันวันนี้ ก็ยังมีคนที่แอบไปเล่นอยู่ ในลักษณะที่ไปหาที่เล่น ผมก็ไม่เข้าใจว่าคนพวกนี้อาชีพเขาคืออะไร หรืออาชีพเขาคือการเล่นการพนัน ยังสามารถจับกุมได้อยู่ทุกวัน ทั้งรายย่อยเล่นกันไม่กี่คน เล่นตามโรงแรม ตามรีสอร์ต เราจำเป็นต้องแก้ปัญหาตรงนี้ให้ได้ ว่าทำอย่างไรคนไทยถึงจะลดสิ่งเหล่านี้ลงได้ เพราะการเล่นการพนันเวลาที่เสียหายแล้วยิ่งกว่าไฟไหม้บ้านหรือโจรปล้นบ้านเสียอีก เป็นภาระเรื้อรัง ครอบครัวก็ไม่มีความสุข ก็ขอร้องให้ช่วยกันบรรเทาตรงนี้ลง ขอร้องเถอะ จะได้ช่วยกันแบ่งเบาปัญหาลงไปบ้าง ไม่มีใครทำได้สำเร็จเพียงคนเดียว ต่อให้ร้อยนายกฯ ก็ทำไม่ได้ ถ้าทุกคนไม่ร่วมมือกัน ไม่ว่าใครจะเก่งกาจสามารถแค่ไหนก็ทำไม่ได้ทั้งนั้น ผมก็ไม่ได้รับว่าผมเก่งที่สุด แต่ผมมีความตั้งใจ มีเจตนารมณ์ที่บริสุทธิ์ที่จะทำทุกอย่างให้ได้ แต่ทั้งหมดต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ผมโทษใครไม่ได้ เพราะถ้ามัวแต่โทษกันไปมามันก็จะแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ ความร่วมมือก็ไม่เกิด&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเจ้าหน้าที่เรื่องบ่อนพนันและแรงงานเถื่อนว่า ขณะนี้ยังไม่เรียบร้อย เนื่องจากบางท่านไม่สะดวกที่จะมารับตำแหน่ง ?เพราะต้องมีการลงพื้นที่ด้วย และช่วงนี้อยู่ในสถานการณ์โควิด-19 จึงลำบาก ซึ่งตัวประธานคณะกรรมการไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นทหารหรือตำรวจ แต่อาจจะเป็นอดีตทหารหรือตำรวจก็ได้ แต่หากจะเป็นตำรวจอาจมีการโยงใยอะไรไปก็จะทำให้ลำบาก ทั้งนี้ คาดว่า 1-2 วันนี้จะได้ตัวคณะกรรมการ ถ้าคนที่เราทาบทามไว้เขาตอบรับ ซึ่งคนที่มาเป็นคณะกรรมการอาจไม่ใช่คนมีชื่อเสียง แต่มีประวัติดี มีประสบการณ์ในเรื่องเหล่านี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้จึงไม่ใช่ไปจับบ่อน แต่เป็นการจับตำรวจว่าทำไมถึงละเว้นปฏิบัติหน้าที่ เพราะฉะนั้นคณะกรรมการชุดนี้จะเข้าไปดูเบาะแสเรื่องราวต่างๆ โดยประสานกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง อาทิ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เนื่องจากต้องมีการตรวจสอบเส้นทางการเงิน รวมถึงต้องทำงานประสานขอข้อมูลกับสายด่วนรัฐบาล 1111 ทั้งในส่วนกลางและต่างจังหวัด&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า การทำงานจะเป็นการป้องปรามในอนาคตหรือสามารถเอาผิดในอดีตที่ผ่านมา นายวิษณุกล่าวว่า เราเน้นปัจจุบันกับอนาคต ไม่อยากไปย้อนอะไร เพราะอย่างไรบ่อนก็เป็นสิ่งผิดกฎหมายอยู่แล้ว รวมถึงเรื่องแรงงานเถื่อนด้วย เราจะไม่ย้อนดู เพราะมีเจ้าหน้าที่ทำอยู่แล้ว แต่จะดูในปัจจุบันและการวางมาตรการในอนาคต ที่สำคัญเราจะดูเฉพาะบ่อนและแรงงานเถื่อนที่โยงกับการแพร่ระบาดโควิด-19 เท่านั้น ส่วนที่ไม่มีการโยงก็ปล่อยเจ้าหน้าที่ปกติทำงานของเขาไป ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้เข้ามาทำงานเฉพาะในช่วงนี้เท่านั้น เสร็จภารกิจแล้วก็ไป ไม่ได้อยู่นาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ย่านฝั่งธนบุรี พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. ได้รับรายงานจาก พล.ต.ต.พงศ์อานันต์ คล้ายคลึง ผบก.น.9 กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.หนองค้างพลู สืบทราบเบาะแสการลักลอบเล่นการพนันกำถั่ว ก่อนเข้าทลายบ่อนดังกล่าวได้พร้อมของกลางและผู้ต้องหาจำนวนมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การจับกุมนี้สืบเนื่องจากเมื่อกลางดึกวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา พ.ต.ท.เอนก เข่งคุ้ม รอง ผกก.ป.สน.หนองค้างพลู นำกำลังเข้าตรวจค้นโกดังร้างชั้นเดียวดัดแปลงเป็นห้องติดเครื่องปรับอากาศ ไม่มีเลขที่ สุดซอยเพชรเกษม 104 แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กทม. จับกุมตัวผู้ต้องหารวม 27 คน เป็นชาย 12 คน และหญิง 17 คน อายุระหว่าง 40-60 ปี ขณะร่วมกันเล่นพนันกำถั่วพร้อมของกลางโต๊ะ 1 ตัว ไพ่ ไม้เขี่ย ตู้ใส่เงิน โทรศัพท์มือถือ หน้ากากอนามัยที่เตรียมไว้ให้บริการนักเล่น และอุปกรณ์อีกจำนวนหนึ่ง จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาและของกลางไปสอบสวนที่โรงพัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการสอบถามไม่มีใครยอมรับเป็นเจ้ามือ จึงแจ้งข้อหาร่วมกันลักลอบเล่นการพนันเอาทรัพย์สินกันโดยผิดกฎหมาย และ ฝ่าฝืนข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ตามข้อที่ 3 (ฉบับที่ 15) นำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินการส่งตัวไปดำเนินคดีที่ศาลแขวงบางบอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บ่ายวันเดียวกันนี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงอำเภอแม่สอด ได้รับตัวคนไทยกลุ่มเสี่ยงสูง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัยทำงานชายและหญิงที่ทำงานในบ่อนกาสิโนฝั่งเมียวดี สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ที่ได้เดินทางข้ามพรมแดนไทย-เมียนมา ขึ้นฝั่งแม่สอด จ.ตาก เป็นกลุ่มที่ 4 จำนวน 50 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนำทั้งหมดขึ้นรถลำเลียงพลของทางราชการจำนวน 2 คัน ออกเดินทางจากแนวชายแดนแม่สอดส่งเข้าจุดรับตัวภายในสถานที่กักกันแห่งรัฐระดับจังหวัดตาก หรือ local Quarantine ท่ามกลางมาตรการการคุมเข้มในการเคลื่อนย้ายคนไทยกลุ่มเสี่ยงกลุ่มนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และเมื่อขบวนรถลำเลียงคนไทยทั้ง 50 คนเดินทางมาถึง local Quarantine ทีมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขก็ได้ฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อโรคในรถลำเลียงพลและรถในขบวนทุกคัน รวมทั้งฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อโรคบริเวณกระเป๋าสัมภาระของคนไทยทั้ง 50 คน พร้อมนำตัวคนไทยทั้งหมดเข้าเซฟตี้โซนแยกกลุ่มชายและหญิง ก่อนอธิบายกฎระเบียบข้อปฏิบัติตนเองของผู้กักตัวทั้งหมดที่จะต้องปฏิบัติตนอย่างเข้มงวดตลอดการกักตัวเองเป็นเวลา 14 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปฏิบัติการรับตัวคนไทยกลุ่มเสี่ยงจากบ่อนกาสิโนฝั่งจังหวัดเมียวดี สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ข้ามแดนเข้า อ.แม่สอด จ.ตาก ดำเนินการมาแล้ว 4 ครั้ง รับตัวคนไทยกลุ่มเสี่ยงจากบ่อนกาสิโนเมียนมาแล้วทั้งหมด 125 คน โดยคนไทย 3 กลุ่มแรกที่ข้ามชายแดนมาก่อนหน้านี้ตรวจพบติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 52 ราย และต้องมาลุ้นผลตรวจสารคัดหลั่งคนไทยกลุ่มล่าสุดทั้ง 50 รายที่ข้ามแดนเข้ามาในวันนี้ว่าผลตรวจจะออกมาเช่นไร เบื้องต้นคาดว่าจะทราบผลตรวจในช่วงคืนนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ระดับสูง จะเดินทางมาตรวจสถานการณ์วันที่ 14 ม.ค. และรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์โควิดชายแดนแม่สอด ซึ่งคาดว่าจะมีการปรับแผนการปฏิบัติและมาตรการการรองรับคนไทยจากบ่อนการพนันฝั่งเมียนมาอีกครั้ง.
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89769</URL_LINK>
                <HASHTAG>บ่อนพนัน, ป.ป.ท., ยึดทรัพย์, ล้างบางบ่อนพนัน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210113/image_big_5fff0631ba0e0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79743</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2020 20:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2020 12:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตำรวจหนาวอีกรอบ!ป.ป.ช.เตรียมรื้อคดีบอสใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ต.ค.2563 - &amp;nbsp;นายนิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ส่งรายงานสำนวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส มาที่ ป.ป.ช.ว่า รับทราบเรื่องแล้ว โดยจะต้องไปดูสำนวนเดิมที่ ป.ป.ช.เคยวินิจฉัยชี้มูลวินัยเจ้าหน้าที่ตำรวจบางรายไปแล้วนั้น วันนี้จะดูทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้นว่าอะไรที่ ป.ป.ช.วินิจฉัยชี้มูลแล้วมีพยานหลักฐานใหม่ที่ ป.ป.ช.ยังไม่เคยวินิจฉัย เพราะตอนที่ ป.ป.ช.ส่งสำนวนไปนั้นอัยการสูงสุด (อสส.) ยังสั่งฟ้องอยู่ แต่วันนี้เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า อสส.สั่งไม่ฟ้อง จึงจะต้องดูขั้นตอนการสั่งไม่ฟ้องถูกต้องหรือไม่ และยังมีกระบวนการที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เสนอพยานหลักฐานเพิ่มเติม จะต้องดูไปพร้อมกัน ต้องดูตั้งแต่ต้นคดี เหตุเกิดที่ไหนอย่างไร มีใครเป็นพนักงานสอบสวน มีการทำสำนวนอย่างไร ส่วนไหนดำเนินคดีได้เพิ่มเติมก็ทำไป แต่ถ้าทำไม่ได้ ไม่มีพยานหลักฐานใหม่ถือว่าสิ้นสุด ส่วนใครจะผิดหรือไม่ผิดยังชี้แจงไม่ได้
&amp;nbsp;
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการรื้อคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ นอกจากตำรวจที่ถูกชี้มูลวินัยไปแล้วจะมีคนอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ นายนิวัติไชย กล่าวว่า ต้องดูข้อเท็จจริงก่อน เพราะมีคนที่เกี่ยวข้องเยอะ ต้องดูข้อเท็จจริงเป็นเรื่องๆ ไป วันนี้ยังไม่สามารถบอกได้ว่าใครจะเป็นผู้ถูกกล่าวหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีดังกล่าว ก่อนหน้านี้ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง ต่อ พล.ต.ต.กฤษฏิ์ เปียแก้ว เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5, พ.ต.อ.สุคุณ พรหมายน รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5, พ.ต.อ.ไตรเมต อู่ไทย รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5, พ.ต.อ.ชุมพล พุ่มพวง ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ, พ.ต.อ.สัมฤทธิ์ เกตุแย้ม, พ.ต.ท.วิบูลย์ ถิ่นวัฒนากูล และ พ.ต.ท.วิรดล ทับทิมดี กรณีสอบสวนช่วยเหลือนายวรยุทธ อยู่วิทยา ไม่ให้ถูกดำเนินคดีขับรถขณะเมาสุรา ขับรถเร็วเกินกว่าอัตรากฎหมายกำหนด และไม่ดำเนินการออกหมายจับนายวรยุทธ เพื่อให้ได้ตัวมาส่งพนักงานอัยการฟ้องดำเนินคดีตามกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้ต้องหาหลบหนี
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79743</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ, นายนิวัติไชย เกษมมงคล, นายวรยุทธ อยู่วิทยา, บอส, ป.ป.ช., ป.ป.ท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201007/image_big_5f7d55bd26236.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78237</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2020 14:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2020 14:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อรรถพล&#039; เผย &#039;เนตร นาคสุข&#039; ร่วมประชุมอัยการ หนังสือลาออกยังไม่มีผล มั่นใจจะตั้งสอบได้ทันกำหนด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22&amp;nbsp;ก.ย.63 - ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.แจ้งวัฒนะ นายอรรถพล ใหญ่สว่าง ประธานคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุม ก.อ. ครั้งที่&amp;nbsp;10/2563&amp;nbsp;ถึงความคืบหน้าภายหลังรับสำนวนการสอบสวนคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส จากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงชุดนายวิชา มหาคุณ ที่มาจากเลขาธิการ ป.ป.ท. ว่า เนื่องจากครั้งที่แล้วสำนวนที่ได้มาจากเลขาฯ ป.ป.ท. ปรากฏว่าเป็นสำนวนฉบับย่อ จึงได้ทำหนังสือไปถึงเลขาฯ ป.ป.ท. เพื่อขอฉบับเต็ม ในวันนี้ช่วงเช้าได้รับแจ้งจากเลขาฯ ป.ป.ท. ว่าเอกสารสำนวนฉบับเต็มพร้อมคลิปเสียงได้มีการรวบรวมไว้หมดแล้ว แต่จะต้องเข้าคณะกรรมการในส่วนของ ป.ป.ท.อีกครั้งหนึ่ง แล้วท่านจะนำมาส่งถึงตนด้วยตัวเองเร็วๆ นี้ เพราะการจะไปสอบบุคคลใดที่เกี่ยวข้องหรือเน้นสอบเฉพาะบางคนนั้นไม่ถูกต้อง เราต้องได้เอกสารแล้วสอบทีเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอรรถพล กล่าวต่อไปว่า เมื่อได้เอกสารเต็มมาแล้ว ตนในฐานะประธาน ก.อ. จะพิจารณาก่อนว่าเป็นอย่างไร เรื่องนี้นายกฯ กำชับว่าเอกสารต้องส่งกับประธาน ก.อ.เพียงคนเดียว ตนจึงต้องดูในเบื้องต้นว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้าง โดยจะมีการประชุม ก.อ. ในครั้งหน้าวันที่&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ต.ค. นี้ จะแจ้งไปยังเลขาฯ ก.อ. ขณะนั้น เพื่อที่จะนำเสนอเข้าที่ประชุม ก.อ.ได้ทันวันที่&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ต.ค. นี้หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนประเด็นเรื่องคลิปเสียงอัยการและจะต้องสอบใครบ้างนั้น นายอรรถพล กล่าวว่า ตนทราบจากสื่อ เราจะต้องดูเอกสารสำนวนฉบับเต็ม&amp;nbsp;6,000&amp;nbsp;กว่าหน้า และคลิปเสียง ซึ่งตอนนี้เรายังไม่ได้รับ&amp;nbsp;การจะตั้งสอบใครนั้น ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ซึ่งมีทั้งหลักเกณฑ์การสอบอัยการทั่วไป และหลักเกณฑ์การสอบในระดับรองอัยการสูงสุด จะเป็นไปตามที่เพิ่งประกาศราชกิจจานุเบกษาไปเร็วๆ นี้ อัยการสูงสุดจะเป็นผู้พิจารณาเริ่มแรก แต่ต้องเสนอเข้า ก.อ. ในการตั้ง ถ้ามีบุคคลที่เกี่ยวข้องแล้วจำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์ในการที่ระบุให้สอบในอนาคตต่อไป ก็จะต้องพิจารณาดูว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวได้มีการออกประกาศราชกิจจาฯ แล้วหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามถึงอัยการสูงสุดที่ผ่านมาได้ดำเนินการอะไรหรือไม่ นายอรรถพล กล่าวว่า อัยการสูงสุดได้เคยตั้งคณะทำงานก่อนหน้านี้แล้ว แต่ก็ปรากฏข่าวว่าคณะทำงานลาออก อัยการสูงสุดก็ไม่นิ่งนอนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามถึงการดำเนินการหลังได้รับสำนวนฉบับเต็มแล้ว นายอรรถพล กล่าวว่า หากได้รายงานจากชุดนายวิชาแล้ว จะดูว่ามีใครเกี่ยวข้อง ตนคิดว่าความรู้ความสามารถของตนเองหากได้อ่านแล้วจะเข้าใจ ประธาน ก.อ. แม้ไม่ได้สอบเอง แต่รู้ว่าควรสอบใคร หากสอบแล้วจะเป็นไปตามที่เราได้ข้อมูลหรือไม่นั้นก็ต้องว่ากัน คล้ายกับการพิจารณาชั้นศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนหนังสือลาออกของนายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด มีผลหรือไม่ นายอรรถพล กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีผล วันนี้นายเนตรยังมาประชุม ก.อ. ตามปกติ หนังสือลาออกสามารถยับยั้งได้&amp;nbsp;3&amp;nbsp;เดือน ยังไม่ได้ตั้งสอบอะไรเลย อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าจะตั้งสอบได้ทันก่อนครบกำหนด&amp;nbsp;3&amp;nbsp;เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอรรถพล กล่าวอีกว่า จากที่นายกฯ ได้กำชับให้ส่งมายังมือตน ตนในฐานะคนรับมอบต้องลงทุนอ่านสำนวนเอง&amp;nbsp;6,000&amp;nbsp;กว่าหน้า ตนอ่านได้เร็ว ไม่เกินสัปดาห์น่าจะจบ จึงคาดว่าจะนำเสนอเข้าที่ประชุม ก.อ. ได้เร็ว ยืนยันว่าความเห็นส่วนตัวถ้ามีใครเกี่ยวข้องต้องสอบให้หมด เพื่อให้แสดงความบริสุทธิ์ของตัวเองด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมได้มีโอกาสพบท่านนายกรัฐมนตรีตอนวันประชุม วปอ. ซึ่งผมเป็นกรรมการสภา วปอ. และท่านนายกฯ เป็นประธาน ท่านก็อยากให้สอบให้ละเอียด มีการคุยในประเด็นนี้ด้วย ดังนั้นก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมต้องขยันขึ้น และจะรีบอ่านโดยเร็วที่สุด&amp;rdquo; นายอรรถพล กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78237</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีบอส กระทิงแดง, บอส อยู่วิทยา, ป.ป.ท., วรยุทธ อยู่วิทยา, อรรถพล ใหญสว่าง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200818/image_big_5f3ba64454600.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77370</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2020 12:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2020 12:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วิษณุ&#039;ขีดเส้น1สัปดาห์7หน่วยงานแจงคืบหน้าคดีบอส ยันไร้ชื่อส.ส.มีเอี่ยว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ก.ย. 63 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าผลสอบคดี นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) กำลังพิจารณาในช่วง 10 วันที่ผ่านมา ว่า เราเพิ่งแจ้งไปเมื่อวันที่ 9-10 ก.ย. แต่เขายังไม่ได้รายงานมา โดยให้เวลา 7 วัน ในการรายงานกลับมาในเบื้องต้น แต่เวลาแค่ 7 วัน แค่อ่านสำนวน อ่านพยาน อ่านหลักฐาน ก็คงไม่ทัน อย่างน้อยให้บอกกลับมาว่ากำลังทำอะไรอยู่ ซึ่งได้แจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 7 แห่ง ทั้งสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สภาทนายความ ให้แจ้งความคืบหน้ากลับมาเพื่อรายงานนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp; ส่วนจะแถลงต่อสาธารณะหรือไม่ทาง ป.ป.ท. จะเป็นผู้พิจารณา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า ความชัดเจนว่าในคดีดังกล่าวมีข้าราชการระดับสูง หรือนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ในรายงานการสอบชุดที่นายวิชา มหาคุณ เป็นประธาน พบว่าพฤติกรรมบางคนชัดเจน บางคนอาจยังไม่ชัดเจน คณะกรรมการก็มองอยู่ว่ามีความเกี่ยวข้องหรือไม่ ขณะที่บางคนชัดเจนแต่จะผิดหรือไม่ผิดแต่ละหน่วยงานก็ไปพิจารณาตามกฎหมายของเขา เช่น อัยการก็ใช้กฎหมายของอัยการ ดีเอสไอก็แจ้งไปแล้ว ซึ่งเขาขอเอกสารบางอย่างเพิ่มเติม เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจเพราะการอ่านเอกสารแค่ 30-40 หน้า คงไม่ทำให้เข้าใจ และในเมื่อเขาต้องเป็นพนักงานสอบสวนก็ต้องการข้อมูลที่มากกว่านั้น เพื่อที่จะไปสอบใหม่ จึงมอบหมายให้ ป.ป.ท. ไปประสานในเรื่องดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงข้อกังวลว่าคดีดังกล่าวจะสามารถเอาผิดนักการเมืองและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลนี้ได้หรือไม่นั้น รองนายกฯ กล่าวว่า บุคคลที่เกี่ยวข้องรู้อยู่แล้วว่ามี 8 ประเภท มีทั้งนักการเมืองและไม่ใช่นักการเมือง เป็นผู้ที่อยู่ในวิชาชีพเป็นข้าราชการประจำ แต่ขณะนี้ไม่ปรากฏรายชื่อนักการเมืองที่เป็น ส.ส. ในเวลานี้อยู่เลย แต่ถ้าเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ชุดที่แล้ว และครบวาระพ้นหน้าที่ไปแล้ว คณะกรรมาธิการบางคนที่พ้นวาระไปแล้ว แม้บางคนจะมานั่งอยู่ในวุฒิสภาขณะนี้ ก็ถือว่าเป็นคนละสภากัน ส่วนในแง่ของการสอบสวนจะย้อนหลังได้หรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ เพราะเวลานี้เจ้าหน้าที่กำลังทำงานประสานกันอยู่ และทางสภาจะรับเรื่องไว้ได้หรือไม่ เพราะการทำหน้าที่จบแล้ว ทั้งนี้เมื่อตั้งเข้ามาใหม่ก็เข้ามาตามรัฐธรรมนูญคนละฉบับและเป็นคนละสภา ก็อาจจะเป็นปัญหาบ้างแต่ถึงอย่างไรก็อยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช. ที่จะสามารถสอบได้ทั้งหมด ที่จะเป็นปัญหาบ้างจะเป็นในการสอบในเชิงจริยธรรม เพราะถ้าสอบในกรณีนี้ได้ก็คงสอบ ส.ส. ย้อนหลังไปได้ 3-5 สมัย แต่ทางสภาคงไม่สมัครใจที่จะทำ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77370</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขีดเส้น7วัน, คดีบอส, ป.ป.ท., วิษณุ เครืองาม, สนช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200505/image_big_5eb0d3f87b7c2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77235</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2020 19:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2020 19:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อรรถพล&#039; รอเลขาฯก.อ.สรุปผลสอบชุดวิชา จับตาอัยการใครเอี่ยวคดีบอส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ย.63 -&amp;nbsp;นายอรรถพล ใหญ่สว่าง ประธานคณะกรรมการอัยการ กล่าวถึงความคืบหน้าได้รับหนังสือจากเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท.ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ซึ่งหนังสือมีการเเนบรายละเอียดผลการสอบสวนของ นายวิชา มหาคุณ ในคดีการสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา ทายาทเครื่องดื่มชูกำลังในวันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่านมาว่า ขณะนี้ นายวิเชียร สุดรุ่ง อธิบดีอัยการสำนักงานคณะกรรมการอัยการ ในฐานะเลขาฯก.อ.กำลังตรวจรายละเอียดของเอกสารรายงานว่ามีอัยการที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีนี้มีกี่คนเเละใครบ้าง แล้วจึงนำเสนอตนในฐานะประธาน ก.อ.เผื่อมีหนังสือแจ้งไปยังเลขาปทท.ภายในวันที่ 16 ก.ย. เนื่องจากหนังสือจากเลขาฯปปท.ได้เเจ้งหน่วยงานที่มีการส่งหนังสือให้ขอตรวจสอบเเละจะต้องรายงานกลับใน 7 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหากยังทำไม่เสร็จก็จะต้องรายงานความคืบหน้าทุก 7 วัน ซึ่งขั้นตอนหลังจากนี้หากนายวิเชียร ในฐานะ เลขาฯ ก.อ.ได้ทำรายงานสรุปผลเข้ามายังตน ซึ่งขั้นตอนต่อไปเราจะก็จะนำเสนอวิธีการตรวจสอบเพื่อให้ ก.อ.พิจารณาในวันที่ 22 ก.ย.ซึ่งเป็นวันประชุม ส่วนรายละเอียดต้องรอรายงานสรุปผลจาก เลขาฯก.อ.ก่อ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77235</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีบอส กระทิงแดง, นายอรรถพล ใหญ่สว่าง, ป.ป.ท., วิชา มหาคุณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200818/image_big_5f3ba64454600.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
