<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>21751</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/11/2018 16:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/11/2018 16:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หญิงหน่อย&quot; นำทีมเพื่อไทยลงพื้นที่ประตูน้ำ ชี้ประชาชนมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หญิงหน่อย&amp;quot; ควงลูกสาวลงพื้นที่ประตูน้ำ ชี้ ปชช. สะท้อนปัญหาเรื่องศก.แย่ ด้าน &amp;quot;กิตติรัตน์&amp;quot; ชี้ เป็นหน้าที่นักการเมืองที่มาแก้ ขณะที่ &amp;quot;โภคิน&amp;quot; ชี้ หาก 24 ก.พ.เลื่อนเลือกตั้ง มีปัญหาแน่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ห้างแพลทินัม แยกประตูน้ำ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยแกนนำพรรค อาทิ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกฯ นายโภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรมว.คลัง นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรมว.พาณิชย์ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีตรมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ โฆษกพรรคพท. เดินทางมารับฟังความคิดเห็นของประชาชนย่านประตูน้ำ พร้อมเชิญชวนให้ประชาชนมาสมัครสมาชิก นอกจากแกนนำพรรคเพื่อไทยแล้ว ยังมีครอบครัวของคุณหญิงสุดารัตน์ ทั้งสามี ลูกชาย ลูกสาว ลงพื้นที่ครั้งนี้ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า สำหรับการลงพื้นที่ในวันนี้ ประชาชน และผู้ค้าส่วนใหญ่สะท้อนปัญหาเศรษฐกิจที่ยอดขายตกลง บางร้านยอดขายตก 80-100% เป็นปัญหาหลักเรื่องกำลังซื้อในประเทศลดลง แม้จะมีการอัดงบประมาณลงไปในระดับรากหญ้า แต่ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ยังมีอุปสรรคในเรื่องของกฎหมยเกี่ยวกับการค้า ซึ่งขณะนี้ได้มอบหมายให้นายกิติรัตน์ และนายโภคินรับฟังปัญหา และหาแนวทางแก้ไข ขณะนี้ผู้ใหญ่และอดีตส.ส.จากพรรคทุกคนกำลังเร่งทำงานอย่างจริงจัง เพื่อวางนโยบายหาทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ประชาชน สิ่งที่น่าเสียดายคือ โอกาสของประชาชนที่ขณะนี้พรรคการเมืองถูกปิดกั้น ไม่ให้สื่อสารกับประชาชนได้ ทั้งที่กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งมีผลบังคับใช้แล้ว พรรคไม่กลัวเรื่องการหาเสียงไม่ทัน เพราะมั่นใจว่า แม้จะมีเวลา 60 วัน ก็ยังสามารถหาเสียงได้ทัน แต่กลัวเรื่องการปิดกั้นการรับฟังประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่พ่อค้า แม่ค้า สะท้อนปัญหาให้ฟังเรื่องกำลังซื้อของประชาชนที่หายไป สินค้าราคาแค่หลักร้อยบาทยังขายไม่ได้ ชี้ให้เห็นถึงภาวะรวยกระจุก จนกระจาย วิธีการแก้ปัญหาคือต้องกระตุ้นให้เกิดกำลังซื้อ ไม่ใช่เอาเงินไปแจกประชาชน สิ่งที่รัฐบาลกระจายงบประมาณลงไปนั้น ไม่ได้ผล และสิ่งที่รัฐบาลออกมาพูดกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงไม่ตรงกัน ดังนั้น นักการเมืองที่มาจากประชาธิปไตยจึงต้องเข้าม่วยแก้ปัญหาให้ประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายโภคิน กล่าวถึงกรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาเปิดไทม์ไลน์ การเลือกตั้งเห็นด้วยหรือไม่ ว่า วันนี้เราคิดว่าจะไปสู่ประชาธิปไตย ประชาชนรอวันเลือกตั้ง รอวันจะไปลงคะแนนเพราะไม่ได้ลงมา 7 ปีแล้ว จะเอาอย่างไรก็เอา ตอนนี้ทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากอยู่แล้ว กฎหมายพรรคการเมืองก็แก้ไปแก้มาแต่เราไม่มีทางเลือกอื่น ต้องเลือกระบบนี้ เราเลือกต่อสู้ด้วยสันติวิธี ทำอย่างที่เราจะทำได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าหากเลื่อนจากไทม์ไลน์ 24 นายโภคิน กล่าวว่า หาก 24 ก.พ.ไม่เลือกตั้ง ใครทำให้เลื่อนอออกไปต้องมีปัญหาแน่ เพราะยืนยันไว้แล้ว แต่ก่อนวันที่ 24 ก.พ. การดำเนินการต่างๆ อยากให้ทำด้วยความยุติธรรม เราต้องให้โอกาสประชาชน อย่าไปกลั้นแกล้ง รังแก เพราะประชาชนเขาลำบากอยู่แล้ว อยากขอให้เริ่มต้นด้วยดี ไปสู่จุดนั้นและยอมรับผลการเลือกตั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าเวลาในการสื่อสารกับประชาชนเพียงพอหรือไม่ นายโภคิน กล่าวว่า พรรคเราไม่เป็นปัญหา เพราะเรามีบุคลลากรที่มีประสบการณ์จำนวนมาก คนมีความคิดความรู้ที่หลากหลาย ที่ผ่านมาเราเคยทำงาน ให้เห็นว่าทำได้ ปัจจุบันสถานการณ์แตกต่างไปมาก รู้ว่าจะต้องทำอะไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21751</URL_LINK>
                <HASHTAG>&quot;หญิงหน่อย&quot;, #พรรคเพื่อไทย, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, ปชช., ลงพื้นที่ประตูน้ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181111/image_big_5be7f8b46b591.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19006</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/10/2018 12:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2018 15:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไลน์หลุดพ่นพิษ!&#039;จุติ&#039;ฉะคนในปชป.ปล่อย-ลั่นไม่คบคนพฤติกรรมแบบนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3&amp;nbsp;ต.ค.61 - นายจุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่อดีตส.ส.พรรคตอบโต้กันดุเดือดเรื่องการหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคผ่านไลน์ ส.ส.พรรค ว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นประชาธิปไตยในการแสดงความคิดเห็น แต่คนที่เอาข้อความไปส่งให้สื่อไม่ควรทำ ถือว่าไม่เหมาะสมควร&amp;nbsp;ใช้วิจารณญาณ&amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นใคร เชื่อว่าเพื่อนไม่อยากคบคนที่มีพฤติกรรมประเภทนี้ ซึ่งตนก็ได้เตือนไปแล้วว่าให้ระมัดระวัง เรื่องนี้เป็นเรื่องภายใน อีกหน่อยถ้าคนไม่สามารถแสดงความเห็นโดยสุจริตได้ เขาก็จะเลิกแสดงความคิดเห็นกัน ซึ่งการเสนอความเห็นนั้นไม่ผิดแต่ไม่ควรเอาไปเผยแพร่ภายนอก&amp;nbsp;&amp;nbsp;เพราะภายในพรรคประชาธิปัตย์สามารถพูดกันได้เต็มที่ ใครมีเหตุผลเหนือกว่าก็ถือว่าชนะ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า พรรคอาจถูกมองว่ามีการทะเลาะกัน นายจุติ กล่าวว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;คนภายนอกที่ไม่เข้าใจวัฒนธรรมของพรรคประชาธิปัตย์ ก็อาจจะคิดว่าทะเลาะกัน แต่การเถียงกันภายในอย่างสุดขั้ว ก็เป็นปกติของพรรค จะเห็นได้จากการที่พรรคตัดสินใจจะบอยคอตการเลือกตั้ง ในพรรคเถียงกันยิ่งกว่านี้อีก&amp;nbsp;&amp;nbsp;เพราะในพรรคนี้ไม่มีใครสั่งใครได้ และเชื่อใจซึ่งกันและกัน แต่คนที่เอาความในไปขายภายนอกนั้นน่าประณาม ทั้งนี้จากปัญหาที่เกิดขึ้น คงไม่ต้องแก้ปัญหา แต่เราก็ต้องยอมรับ อะไรที่ทำไม่ดีก็ต้องช่วยกันแก้&amp;nbsp;&amp;nbsp;และอย่าไปมองว่าพรรคประชาธิปัตย์มีหลายกลุ่ม เพราะมีกลุ่มเดียว แต่มีหลายความคิด บางทีเถียงกันหน้าดำหน้าแดง เมื่อความคิดตกผลกแล้วก็จบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ประชาธิปไตยในเชิงปฏิบัติคือการแลกเปลี่ยนความคิดกันอย่างเสรีไร้ขอบเขตจำกัด แต่เป็นความคิดเห็นโดยสุจริต เมือใครมีเหตุผลดีกว่าคนส่วนใหญ่ยอมรับก็ต้องยอมรับกติกาอันนั้น หากไม่มีการโต้เถียงกัน ก็ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย เชื่อเสมอว่าประชาธิปไตยหากไม่มีการแสดงความคิดเห็น&amp;nbsp;ก็กลายเป็นความเงียบและตายในความมืด&amp;nbsp;&amp;nbsp;ดังนั้นต้องให้โปร่งใส สว่าง เปิดเผย แต่การหารือเป็นเรื่องของข้างในไม่ใช่เรื่องของข้างนอก ทุกคนมีคนละหนึ่งหุ้นเท่ากันหมดในประชาธิปัตย์&amp;rdquo;นายจุติ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19006</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายจุติ ไกรฤกษ์, ปชช., พรรคประชาธิปัตย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180524/image_big_5b06726c03be0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7231</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ห่วงปชช.เดินทางจี้จนท.ดูแล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ปชช.มุ่งหน้ากลับ กทม.หลังหมดเทศกาลสงกรานต์ &amp;quot;เหนือ-อีสาน-ใต้&amp;quot; รถคับคั่งทุกเส้นทาง จราจรติดขัดต่อเนื่อง &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ห่วงความปลอดภัยกำชับ จนท.ดูแลเป็นพิเศษ เตือนระวังพายุฝนช่วง 16-18 เม.ย. &amp;quot;ขนส่ง&amp;quot; เพิ่มรถโดยสาร &amp;quot;รฟท.&amp;quot; เสริมตู้โดยสารทุกขบวน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตลอดทั้งวันจันทร์ที่ผ่านมา ประชาชนที่ไปฉลองเทศกาลสงกรานต์ตามภูมิลำเนาและท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ได้เดินทางกลับเข้ากรุงเทพมหานคร ทำให้การจราจรทุกเส้นทางทั้งสายเหนือ สายตะวันออกเฉียงเหนือหรืออีสาน และสายใต้ มีปริมาณรถหนาแน่นและติดขัดเป็นช่วงๆ โดยเฉพาะจุดที่มีการก่อสร้างเส้นทาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.เอกราช ลิ้มสังกาศ รองผู้บังคับการตำรวจทางหลวง (รอง ผบก.ทล.) กล่าวว่า จากการตรวจสอบเส้นทางสายเหนือปริมาณรถหนาแน่น ที่ อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี เจ้าหน้าที่ต้องเปิดช่องทางพิเศษ และเร่งระบายรถ ส่วนเส้นทางสายอีสาน ถนนมิตรภาพตอนบน จากอุดรธานี ขอนแก่น มุ่งหน้าเข้าสู่นครราชสีมา มีปริมาณรถจำนวนมาก ช่วงต่างระดับสีคิ้วมีรถมากตลอดทั้งวัน ส่วนสายอีสานฝั่งตะวันออก เส้นทางสาย 304, 348 ภาพรวมปริมาณรถมากตลอดทั้งวัน เช่นเดียวกับเส้นทางสายใต้ มีปริมาณรถมากสะสมอยู่ช่วงต่างระดับวังมะนาว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เจ้าหน้าที่เปิดช่องทางพิเศษ เส้นทาง ถ.มิตรภาพ ตั้งแต่ จ.ขอนแก่น ช่วงแยกเมืองพล บ้านไผ่ &amp;nbsp;เพราะจะมีรถมารวมตัวกันจากอีสานใต้ เมื่อรถมุ่งหน้าเข้าสู่ จ.นครราชสีมาก็เปิดช่องทางพิเศษ ช่วงสีคิ้ว &amp;nbsp;ลำตะคอง หนองไผ่ หนองสาหร่าย ฟาร์มโชคชัย ทับกวาง เพราะเส้นทางช่วงนี้มีความลาดชัน รวมถึงต่อเนื่องเข้าสู่ถนนพหลโยธิน ช่วงกิโลเมตรที่ 101-74 ตรงจุดนี้ปริมาณรถคับคั่งที่จะมารวมกัน จากเส้นทางถนนพุแค-หล่มสัก ส่วนเส้นทางสายหนือเปิดช่องทางพิเศษช่วงต่างระดับนครสวรรค์และที่อินทร์บุรี &amp;nbsp;ส่วนเส้นทางสายใต้เปิดช่องทางพิเศษต่างระดับวังมะนาว&amp;quot; รอง ผบก.ทล.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานสภาพการจราจร บนถนนสายหลักในพื้นที่ จ.นครราชสีมา มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ พบมีปริมาณรถสะสมอย่างมาก โดยเฉพาะถนนมิตรภาพบริเวณสะพานต่างระดับแยกปักธงชัยบายพาสเลี่ยงเมืองนครราชสีมา ซึ่งตรงจุดนี้เป็นบริเวณที่ปริมาณรถยนต์จากจังหวัดขอนแก่นมาสมทบกับถนนสาย 304 กบินทร์บุรี-ราชสีมา จึงทำให้มีปริมาณรถจำนวนมากที่วิ่งลงจากสะพานต่างระดับทั้งสองเส้นทางต้องหยุดชะลอตัวและเคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ ซึ่งคาดว่าสภาพการจราจรบนถนนมิตรภาพจะหนาแน่นต่อเนื่องไปตลอดทั้งคืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนสภาพการจราจรโดยภาพรวม บนถนนมิตรภาพขาเข้ากรุงเทพฯ มีรถหนาแน่นอยู่หลายจุด &amp;nbsp;ได้แก่ จุดที่ 1 บนถนนมิตรภาพบริเวณวิหารหลวงปู่โต อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา การจราจรหนาแน่นไปจนถึงสุดเขื่อนลำตะคอง อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา รวมเป็นระยะทางยาวกว่า 40 กิโลเมตร เนื่องจากบริเวณนี้มีการก่อสร้างถนนมอเตอร์เวย์ บางปะอิน-นครราชสีมา และมีทางขึ้นเขาลงเขาอยู่หลายจุด รวมทั้งมีการบีบเลนถนนให้เหลือเพียง 2 เลนในบางช่วง และทางเบี่ยงอีก ส่งผลให้รถชะลอตัวและติดขัดเป็นอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จุดที่ 2 บริเวณหน้าฟาร์มโชคชัย ต.ปากช่อง อ.ปากช่อง ถึงบริเวณศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาติ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี รวมเป็นระยะทางยาวกว่า 20 กิโลเมตร ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เปิดช่องทางพิเศษ ให้รถสามารถวิ่งสวนเลนได้ในบริเวณช่วงศูนย์รถยนต์โตโยต้า อ.สีคิ้ว ขาเข้ากรุงเทพมหานคร เปิดช่องทางพิเศษตั้งแต่ยูเทิร์นมอจะบก ถึง กม.ที่ 86 เพื่อเร่งระบายรถให้สามารถเคลื่อนตัวได้ต่อเนื่อง
&amp;#39;บิ๊กตู่&amp;#39; ห่วง ปชช.เดินทาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เตือนประชาชนที่เดินทางกลับจากภูมิลำเนาเข้าสู่ กทม.ให้ระมัดระวังพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงจากอิทธิพลของพายุฤดูร้อน ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 16-18 เม.ย.นี้ โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือ อีสาน ตะวันออก และภาคกลางบางส่วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นายกฯ ได้รับรายงานข้อมูลสภาพอากาศที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางของพี่น้องประชาชน &amp;nbsp;จึงขอให้ขับรถอย่างมีสติ มีน้ำใจ ปฏิบัติตามกฎจราจร เมาไม่ขับ และขับช้าลงเพื่อให้ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย เพราะหากมีพายุฝนเกิดขึ้นจะทำให้ถนนลื่น ทัศนวิสัยไม่ดีพอ หรือวัตถุต่างๆ รอบตัวอาจปลิวพัดมา ก่อให้เกิดอุบัติเหตุจนเป็นอันตรายได้&amp;quot; พล.ท.สรรเสริญกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า นายกฯ กำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามจุดต่างๆ เพิ่มความเอาใจใส่ประชาชนเป็นพิเศษ เพราะเมื่อมีฝนตกหรือลมแรงมากจะส่งผลกระทบต่อการสัญจรบนท้องถนน โดยหากประชาชนประสบปัญหาสามารถขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ได้ทุกจุด &amp;nbsp;รวมทั้งให้ทุกหน่วยดำเนินการตามแผนรองรับประชาชนที่เดินทางกลับ กทม. โดยเฉพาะการจัดระบบขนส่งโดยสารให้เพียงพอต่อความต้องการ ทั้งจากจุดศูนย์กลางตามจังหวัดต่างๆ ในภูมิภาค และการส่งต่อผู้โดยสารจากสถานีขนส่งและสถานีรถไฟเมื่อเข้ามายัง กทม.ให้เกิดความต่อเนื่องและรวดเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นายกฯ ย้ำความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก จึงขอให้เจ้าหน้าที่จัดกำลังดูแลรักษาความเรียบร้อยในสถานที่ที่มีผู้คนหนาแน่นเช่นเดียวกับที่ได้ปฏิบัติมา และขอบคุณทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และพลเรือนจิตอาสาที่ร่วมกันเสียสละทำหน้าที่อำนวยความสะดวก ช่วยเหลือดูแลพี่น้องประชาชนตลอดช่วงเทศกาลอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้ทุกคนมีความสุขและปลอดภัย &amp;nbsp;แม้จะเป็นวันหยุดพิเศษที่กำลังพลแต่จะนายควรจะอยู่กับครอบครัวอย่างพร้อมหน้าก็ตาม&amp;quot; โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.อ.หญิง ศิริจันทร์กล่าวว่า คสช.ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ปรับการอำนวยการจราจรให้สะดวกที่สุด และทันต่อสภาพการใช้ถนนทั้งในสายหลัก สายรอง และทางลัด พร้อมเปิดเส้นทางพิเศษเพื่อเร่งระบายการจราจรให้คล่องตัวที่สุด ควบคู่ไปกับการเข้มงวดในมาตรการสร้างความปลอดภัยดื่มไม่ขับ จับยึดรถ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กล่าวว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจตราความเรียบร้อยและอำนวยความสะดวกพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ โดยคาดว่าจะมีประชาชนเดินทางเข้ามากรุงเทพฯ เฉลี่ยวันละ 1.4-1.5 แสนคน &amp;nbsp; ซึ่งจะทำให้ประชาชนเข้ามาใช้บริการที่สถานีขนส่งจำนวนมาก ตำรวจในพื้นที่รับผิดชอบต้องออกตรวจตราความเรียบร้อย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผบ.ตร.สั่งให้ตำรวจทุกพื้นที่ออกตรวจตราความเรียบร้อย พร้อมทั้งเฝ้าระวังกลุ่มมิจฉาชีพที่อาศัยจังหวะช่วงเทศกาลขนย้ายยาเสพติดหรือสิ่งของผิดกฎหมาย และให้ช่วยจัดการปัญหาจราจร กวดขันเรื่องปัญหารถแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสาร และประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนเผื่อเวลาในการเดินทางล่วงหน้า&amp;quot; พ.ต.อ.กฤษณะกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษก สตช.กล่าวว่า ผบ.ตร.ยังให้กองบัญชาการตำรวจนครบาลจัดรถตู้โดยสารรับประชาชนที่เดินทางกลับจากภูมิลำเนาในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ เพื่อแก้ไขปัญหารถโดยสารไม่เพียงพอในช่วงเทศกาลที่ผ่านๆ มาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ จนถึงวันที่ 17 เม.ย.นี้
เพิ่มรถโดยสาร-รถไฟ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สถานีขนส่งหมอชิต ผู้สื่อข่าวรายงานว่าประชาชนทยอยเดินทางกลับเข้ามาพร้อมกับสัมภาระอย่างต่อเนื่อง รถโดยสารแต่ละเส้นทางต่างนำผู้โดยสารเข้ามายังสถานี โดยในช่วงเวลา 16.00-18.00 &amp;nbsp;น. เป็นช่วงที่รถโดยสารในเส้นทางระยะยาวนำผู้โดยสารมาถึงยังสถานีขนส่งหมอชิต รวมทั้งคาดว่าจะมีผู้เดินทางตลอดทั้งคืนจนถึงวันที่ 17 เม.ย.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่การอำนวยความสะดวกของเจ้าหน้าที่ ได้ประสานขอความร่วมมือเรื่องรถแท็กซี่แล้ว ในเรื่องรถเมล์ ขสมก.ก็ได้จัดเตรียมไว้เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนแล้วเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม &amp;nbsp;สำหรับยอดผู้โดยสารที่เดินทางกลับในส่วนของสถานีขนส่งหมอชิตเอกมัยและสายใต้ มีจำนวน 88,451 &amp;nbsp;คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับที่สถานีรถไฟหัวลำโพง มีประชาชนทยอยเดินทางกลับจากภูมิลำเนา หลังจากเฉลิมฉลองในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2561 เพื่อเข้าสู่กรุงเทพมหานครกันอย่างต่อเนื่อง โดยผู้โดยสารระยะไกลโดยเฉพาะสายเหนือและอีสานต่างหอบหิ้วสัมภาระ ข้าวสารอาหารแห้งและของฝากกลับมาด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้เตรียมรถไฟขบวนเสริมเที่ยวกลับกว่า 11 ขบวนรองรับความต้องการของประชาชนที่จะเดินทางกลับเข้ามา สามารถรองรับได้กว่า 120,000 คน รวมทั้งมีเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจคอยเดินตรวจตราบริเวณโดยรอบสถานี พร้อมทั้งมีจิตอาสา ลูกเสือ เนตรนารี คอยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนในการขึ้นรถโดยสารสาธารณะบริเวณหน้าสถานีรถไฟหัวลำโพงด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ จ.สงขลา มีประชาชนไปต่อแถวซื้อตั๋วโดยสารเดินทางตั้งแต่ช่วงเช้ามืดเพื่อเดินทางกลับไปทำงานให้ทันในวันที่ 17 เม.ย.หลังหยุดยาวมา 5 วัน โดยรถไฟ 2 เที่ยวแรกในเส้นทางสายใต้ที่ออกในเวลา 06.30 น. ทั้งหาดใหญ่-สุไหงโก-ลก และหาดใหญ่-ชุมพร มีจำนวนผู้โดยสารหนาแน่นเกือบเต็ม เช่นเดียวกับขบวนรถไฟจากกรุงเทพฯ ที่จะทยอยเดินทางถึงสถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ ทุกขบวนเต็มหมดบางส่วนต้องยอมตีตั๋วยืน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมาน รักษาวงศ์ สารวัตรงานเดินรถแขวงหาดใหญ่ กล่าวว่า ได้เพิ่มตู้โดยสารรถไฟสายใต้เต็มพิกัดการลากจูงทุกขบวน ทั้งขบวนท้องถิ่นและขบวนรถด่วน รถเร็วกรุงเทพฯ เพื่อให้เพียงพอต่อจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงสิ้นสุดวันหยุดสงกรานต์ซึ่งมีผู้โดยสารเป็นจำนวนมาก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7231</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม., กรมการขนส่งทางบก, บิ๊กตู่, ปชช., พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ, พ.ต.อ.เอกราช ลิ้มสังกาศ, พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง, พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา, พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด, รฟท., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เทศกาลสงกรานต์, เหนือ-อีสาน-ใต้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180416/image_big_5ad4b607e8fee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6241</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2018 14:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชำแหละ1ปีปฏิรูปตำรวจ ชี้เหลวมุ่งประโยชน์สีกากี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เครือข่าย ปชช.ชำแหละ &amp;quot;1 ปี ปฏิรูปตำรวจ&amp;quot; &amp;nbsp;ล้มเหลว ไม่ตอบโจทย์ประชาชน ไร้ทิศทางการพัฒนา &amp;nbsp;ทำเพื่อผลประโยชน์คนสีกากี ออกแถลงการณ์จี้ยึด 8 แนวทางปฏิรูปของ คป.ตร. พร้อมเร่ง 6 เรื่องด่วน ยุบ บช.ภ.1-9 แยกงานสอบสวน ดึงอัยการช่วยคุมงานสอบสวน &amp;quot;อนุกรรมการฯ ชุดบุญสร้าง&amp;quot; ยอมรับทำงานขัดแย้งกับ กก.ฝ่าย ตร.ตลอด &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย วันที่ 1 เม.ย. เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (คป.ตร.) Police Watch จัดเสวนาหัวข้อ &amp;ldquo;ตรวจการบ้าน 1 ปี ปฏิรูปตำรวจ แก้ปัญหาประชาชนได้จริงหรือไม่&amp;rdquo; หลังจากคณะปฏิรูปตำรวจ ที่มี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) สรุปการทำงาน 3 ด้าน คือ ด้านบริหารบุคคล ด้านอำนาจหน้าที่และภารกิจ และด้านการบังคับใช้กฎหมายและระบบการสอบสวนคดีอาญา จำนวน 18 หน้ากระดาษ เพื่อส่งมอบให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย หนึ่งในผู้ร่วมเสวนากล่าวตอนหนึ่งว่า การปฏิรูปตำรวจตลอด 9 เดือนที่ผ่านมา ไม่ได้อะไรเลย งานด้านบริหารบุคคลไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใดๆ ศูนย์รวมอำนาจยังอยู่ที่ สตช. อยู่ที่ตัว ผบ.ตร. ไม่มีการกระจายอำนาจ ถึงแม้จะมีการเขียนไว้ให้กระจายอำนาจไปยังกองบัญชาการ แต่ไม่มีการกระจายอำนาจไปยังกองบังคับการจังหวัด เพราะตามจริงแล้ว การปฏิรูปโครงสร้าง สตช.จะต้องลดลง ตำรวจมีประมาณ 220,000 นาย อยู่ที่ สตช.หรือส่วนกลางประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ก็พอ นอกจากนั้นให้ลงไปที่จังหวัดแต่ละพื้นที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การปฏิรูปครั้งนี้เห็นร่องรอยตั้งแต่การตั้งคณะกรรมการครึ่งหนึ่ง 15 คน ก็ส่อแววเหลวแล้ว สารพัดคณะกรรมการ สรุปก็อยู่ที่ประธานคนเดียว เพิ่มเงินสารพัดค่าตอบแทน การเพิ่มเงินเดือนผมไม่ได้ว่า แต่ต้องดูที่ผลงานด้วย ถ้าผลงานไม่มี มาขอเพิ่มไร้เหตุผล &amp;nbsp;งานต้องออกมาดีก่อนมาขอเพิ่มค่าตอบแทน พอพูดเรื่องเงินเดือน ไปเอารายงานต่างประเทศมาอ้าง แต่โครงสร้างเอาแบบไทยๆ&amp;quot; ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตรองผู้บังคับการจเรตำรวจ กล่าวตอนหนึ่งว่า การปฏิรูปครั้งนี้ไม่เห็นมีอะไรแตกต่างไปจากเดิม ไม่เป็นโล้เป็นพาย การสอบสวนขาดการตรวจสอบอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นอันตรายมาก คนที่มาเป็นพยานกลับจะถูกแจ้งข้อหาเอาง่ายๆ การสอบสวนพยานบุคคลมีปัญหา การสอบสวนต้องเป็นวิทยาศาสตร์มีการบันทึกภาพและเสียง เมื่อขั้นตอนการสอบสวนนี้เข้ามาการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง ผกก.จะลดลงครึ่งหนึ่งเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ปัญหาของตำรวจอยู่ที่ขาดการตรวจสอบทุกมิติ ที่ผ่านมามีการเรียกร้องให้แยกงานสอบสวนออกจาก สตช. สรุปอ้างว่างานสอบสวนและสืบสวนเป็นเนื้อเดียวกันไม่สามารถแยกจากกันได้ งานสอบสวนธรรมชาติแตกต่างจากงานตำรวจ เพราะงานสอบสวนเป็นงานเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม แต่ตำรวจเอางานรายงานตัวเป็นเรื่องใหญ่กว่า เมื่อนายมาโรงพักต้องเข้ารายงานตัว แต่งานสอบสวนเป็นเรื่องเล็ก การปฏิรูปครั้งนี้เป็นการปฏิรูปเพื่อตำรวจ จะว่าอะไรขนาดคณะกรรมการคนนอกยังมีลูกหลานเป็นตำรวจที่ยังรอเวลาเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง บางคนยังเป็นที่ปรึกษา ผบ.ตร. แล้วจะปฏิรูปสำเร็จได้อย่างไร&amp;quot; พ.ต.อ.วิรุตม์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ ร.ต.อ.ดร.วิเชียร ตันศิริคงคล ประธานหลักสูตรรัฐศาตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยบูรพา&amp;nbsp; กล่าวว่า หลังจากอ่านข้อสรุปจำนวน 18 หน้าของคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจแล้ว ทุกจุดมีช่องโหว่ตั้งแต่ขั้นตอนการแต่งตั้งคณะกรรมการ มีตำรวจถึง 15 คน ต่างประเทศการปฏิรูปแต่ละอย่างคนที่มาเป็นคณะกรรมการต้องมีการสัมภาษณ์ถึงทัศนคติ ไม่ใช่เลือกใครมาเป็นก็ได้ โจทย์การปฏิรูปตำรวจครั้งนี้เพื่อการปฏิรูปประเทศ แต่การปฏิรูปครั้งนี้เป็นการปฏิรูปเพื่อตำรวจ คนที่ได้ก็คือตำรวจ ประชาชนได้น้อยมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ดร.น้ำแท้ มีบุญสร้าง อัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดกาญจนบุรี และเป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการปฏิรูปตำรวจ ยอมรับตอนหนึ่งว่า การทำงานมีการขัดแย้งกับคณะกรรมการฝ่ายตำรวจ กระบวนการยุติธรรมไทยมีจุดอ่อนผิดตั้งแต่เชิงปรัชญา วิธีคิด การใช้ โดยเฉพาะงานสอบสวน ลิดรอนสิทธิมนุษยชน คดีหนึ่งต้องมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหลายฝ่ายไปตรวจสอบอย่างอิสระ ทั้งอัยการ กองพิสูจน์หลักฐาน ฝ่ายปกครอง หรือแม้กำนันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ แต่บ้านเรามีเพียงตำรวจที่เห็นพยานหลักฐาน เมื่อมีพยานเห็นเหตุการณ์หลายคนหรือหลายส่วน ตำรวจก็ไม่สามารถบิดเบือนพยานหลักฐานได้ จากผิดมากเป็นผิดน้อย หรือทำให้อัยการยกฟ้องเลย การทำสำนวนเป็นไปแบบที่ตำรวจอยากให้เป็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การเรียกร้องให้อัยการเข้าไปตรวจสอบก็ไม่เป็นผล ฝ่ายที่ค้านก็อ้างสารพัดปัญหา อัยการจะมีเวลาเข้าไปตรวจสอบกับตำรวจหรือ การเข้าร่วมตรวจสอบไม่ใช่ทุกคดี จะเข้าไปร่วมสอบเฉพาะคดีที่มีปัญหาเท่านั้น ก่อนจะมีการแจ้งข้อหาหรือส่งฟ้องอัยการ เพราะต่างประเทศก่อนแจ้งข้อหาอัยการต้องเข้าไปตรวจสอบก่อน ผู้ต้องหาถูกข่มขู่หรือทำร้ายร่างกายหรือไม่ แต่บ้านเราเมื่อได้ตัวที่คิดว่าเป็นคนร้ายมาแจ้งข้อหาหนักไว้ก่อน เมื่อส่งอัยการ อัยการไม่ฟ้อง บางคนติดคุกฟรี สรุปกระบวนการยุติธรรมบ้านเราต้องไม่ให้มีการบิดเบือนพยานหลักฐาน&amp;quot; หนึ่งในคณะอนุกรรมการปฏิรูปตำรวจระบุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นเครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (คป.ตร.) ออกแถลงการณ์ &amp;quot;ผลการตรวจการบ้าน 1 ปี&amp;quot; ว่า ข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจยังไม่ได้ตอบโจทย์ประชาชน เป็นข้อเสนอการปฏิรูปที่ผิวเผิน ไม่ได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนได้ประโยชน์แต่อย่างใด คป.ตร.จึงมีความเห็นร่วมกันคือ ด้านบริหารงานบุคคล &amp;nbsp;วิธีแต่งตั้ง ผบ.ตร. ที่ตัดอำนาจ ก.ต.ช. โดยให้ ผบ.ตร. เสนอชื่อให้ ก.ตร.พิจารณาคัดเลือกนั้น เป็นการลดทอนอำนาจของประชาชน การปฏิรูประบบบริหารงานที่แท้จริงคือการกระจายอำนาจสู่จังหวัด หรือการปรับโครงสร้างเป็นตำรวจจังหวัด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านอำนาจหน้าที่และภารกิจตำรวจ ยังไม่ได้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 ก.ย.2558 ที่เห็นชอบตามข้อเสนอแนะของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในการให้โอนตำรวจ 11 หน่วย ส่วนด้านการบังคับใช้กฎหมายและระบบการสอบสวนคดีอาญา มีแนวทางเพียงให้มีสายงานสอบสวนเช่นเดิม แต่ไม่ได้มีการกำหนดหลักประกันความเป็นอิสระในการหน้าที่ตามกฎหมายโดยไม่ถูกกลั่นแกล้งรังแกจากการแต่งตั้งโยกย้ายหรือลงโทษทางวินัยจากผู้บังคับบัญชาฝ่ายตำรวจ ไม่ได้แยกงานสอบสวนเป็นอิสระตามเสียงเรียกร้องของพนักงานสอบสวนทั่วประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท้ายแถลงการณ์ คป.ตร. ยืนยันแนวทางการปฏิรูป 8 ข้อ ที่เครือข่ายประชาชน 102 องค์กร เคยยื่นเรื่องให้นายกฯ และเร่งดำเนินการให้เกิดความชัดเจน คือ 1.ยุบกองบัญชาการตำรวจภาค 1-9 เพื่อลดสายการบังคับบัญชาที่ซ้ำซ้อนสร้างปัญหาให้สถานีตำรวจ 2.โอนสำนักงานจเรตำรวจไปสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ผู้ปฏิบัติไม่อยู่ในระบบยศเช่นเดียวกับทหาร มีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบหาข้อเท็จจริงในเรื่องร้องเรียนต่างๆ ด้วยความยุติธรรมอย่างแท้จริง 3.แยกงานนิติวิทยาศาสตร์และงานพิสูจน์หลักฐานและงานสอบสวนออกจากตำรวจให้เป็นสายงานเฉพาะ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ให้อัยการมีอำนาจตรวจสอบควบคุมการสอบสวนคดีที่มีโทษจำคุกเกินห้าปี คดีสำคัญหรือคดีที่มีการร้องเรียนทุกคดี &amp;nbsp;5.การสอบสวนต้องกระทำในห้องที่จัดเฉพาะ มีระบบบันทึกภาพและเสียงอัตโนมัติเก็บเป็นหลักฐานไว้ให้อัยการและศาลเรียกตรวจสอบได้เมื่อจำเป็นทุกคดี 6.ยกเลิกเงินรางวัลนำจับคดีจราจร และการสั่งปรับต้องกระทำโดยศาลเพื่อความยุติธรรมเช่นเดียวกับประเทศที่เจริญทั่วโลก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6241</URL_LINK>
                <HASHTAG>คป.ตร., คสช., ดร.น้ำแท้ มีบุญสร้าง, ปชช., พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต, ร.ต.อ.ดร.วิเชียร ตันศิริคงคล, สตช., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180401/image_big_5ac0e35359b2a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
