<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>89347</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/01/2021 13:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/01/2021 13:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอวรงค์&#039;จี้รมว.ศธ.เร่งปฏิรูปการศึกษาปูรากฐานซึมซับความเป็นชนชาติไทย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ม.ค.64-นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม แกนนำกลุ่มไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เรื่อง &amp;quot;#ขอจี้รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ&amp;quot; ระบุว่า นี่คือหนังสือแบบเรียนสังคมศึกษา วิชาหน้าที่พลเมือง ที่คุณครูท่านหนึ่งส่งมาให้ผม เพื่อขอให้ช่วยกระทุ้งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ หวังให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา เร่งปฏิรูปการศึกษาของชาติอย่างจริงจัง เพราะงานของกระทรวงศึกษา ไม่ใช่แค่การเรียนการสอน เพื่อนำไปสอบเท่านั้น แต่หมายถึงการปูพื้นฐานงานทรัพยากรมษุษย์ที่ดี ให้แก่ประเทศชาติด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กระทรวงศึกษาธิการ จึงมีความสำคัญมาก ในการปูรากฐาน เพื่อสร้างคุณภาพคนสู่สังคม และหนึ่งในสิ่งที่ต้องวางรากฐานที่ดีก็คือ การซึมซับความเป็นชนชาติไทย ซึ่งครอบคลุมถึงประวัติศาสตร์ ศีลธรรม วัฒนธรรม ประเพณี และหน้าที่พลเมืองที่ดี ขอย้ำว่าสิ่งเหล่านี้ สามารถผสมผสานกับสิ่งที่เราเรียกว่า ความทันสมัยของประเทศได้ ดังนั้นในสภาพสังคมที่เป็นแบบนี้ ท่านรัฐมนตรีน่าจะทำอะไรมากกว่านี้นะครับ!!!!&amp;quot;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89347</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.วรงค์  เดชกิจวิกรม, ปฎิรูปการศึกษา, รมว.ศธ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200705/image_big_5f016e1c126a4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17223</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2018 16:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2018 16:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รองนายฯชี้การศึกษาไทยน่าห่วง อยู่ท้ายๆ การแข่งขัน ผู้ลงทุน-ไม่มั่นใจ/ฝากความหวังไว้ที่การปฎิรูปการศึกษา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10ก.ย.61- ที่โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ - สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้จัดงานมหกรรม &amp;ldquo;ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปประเทศ&amp;rdquo; โดยมีพล.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน พร้อมทั้งกล่าวปาฐกถาพิเศษ ตอนหนึ่งว่า รัฐบาลให้ความสำคัญสนับสนุนการศึกษาค่อนข้างมาก ซึ่งภายในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 กำหนดไว้ชัดเจนว่ารัฐจะต้องจัดการศึกษาที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ อีกทั้งยังต้องดูแลอย่างทั่วถึงตั้งแต่เด็กปฐมวัย ผู้มีงานทำไปจนถึงผู้สูงอายุ ซึ่งที่ผ่านมาหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ได้ร่วมขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษามาตลอด อีกทั้งยังได้คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ที่เข้าเป็นแกนหลักที่เข้ามาช่วยวิเคราะห์ พร้อมข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม เจตนารมณ์ของการพัฒนาการศึกษา คือ เพิ่มประสิทธิภาพของบุคลากรภายในประเทศให้ทุกคนมีโอกาส มีความเสมอภาค เข้าถึงทุกโครงสร้างพื้นฐาน เพราะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ ซึ่งต้องสร้างคนที่มีความรู้ มีวินัย ความรับผิดชอบ เป็นคนดีของประเทศ และการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยสร้างความเสมอภาคได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองนายกฯ กล่าวว่า ความท้าทายในการแก้ปัญหาการศึกษาไทยที่ถูกมองว่าไม่ดีนั้น คือ การหาความจริงว่าคืออะไร เกิดจากปัจจัยไหน และทิศทางกระบวนการที่จะทำให้การศึกษาดีขึ้นจะทำได้อย่างไร เช่น การพัฒนาครู พัฒนาหลักสูตร การมีโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมผลักดันให้การเรียนการสอน การอบรมมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนั้น ต้องมีการสร้างกลไก ประกอบด้วยกฎหมาย กฎระเบียบ กติกาต่างๆ เป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้คอขวด อุปสรรคที่เกิดขึ้นผ่านขั้นตอนสู่การทำงานที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น &amp;nbsp;พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ... ที่มีการปรับปรุงแก้ไข ต้องช่วยกันดู ช่วยกันแก้อะไรที่เป็นคอขวดการศึกษา หรือ พ.ร.บ.การศึกษาปฐมวัย ที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ทำอย่างไรให้เด็กได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรมชาติบวกกับความรู้ และการใส่ใจให้ความสำคัญ อย่าปล่อยให้หลักสูตรที่เข้มข้นทำให้เด็กเสียดุลความเป็นธรรมชาติ ซึ่งการลงทุนกับเด็กปฐมวัยจะได้ผลตอบลัพธ์ถึง 7 เท่า และการเกิดกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาก็จะเป็นการช่วยเหลือกลุ่มเด็กด้อยโอกาสด้วย
พลเอกประจิน &amp;nbsp;กล่าวอีกว่า การศึกษาไทยน่าห่วง เพราะเกณฑ์ชี้วัดหลายแห่ง ระบุว่าไทยอยู่ในส่วนท้ายๆ ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประเทศ &amp;nbsp;นำไปสู่การสร้างงานในระดับสากล และอาเซียน เนื่องจาก ผู้ที่จะมาลงทุนจะมองว่าการศึกษาของไทยไม่ได้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ดังนั้นเราจะต้องเร่งแก้ไขเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ได้ เพื่อไปสู่จุดหมาย ไทยแลนด์ 4.0 แต่การจะพัฒนาอะไรสักอย่าง ต้องใช้เวลาเพราะไทยไม่ได้มีทรัพยากรมากมายที่ทำให้ทุกอย่างเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างเร็ว &amp;nbsp;ไม่ได้มีคนเก่งทุกสาขา ไม่ได้มีนวัตกรรม จึงต้องเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือในหลายพื้นที่ หลายวิชาการ เพราะความร่วมมือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เดินไปข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสภาการศึกษา (เลขาฯ สกศ.) กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายการปฏิรูปประเทศ โดยกำหนดให้การปฏิรูปการศึกษาเป็นประเด็นสำคัญในการเปลี่ยนแปลงประเทศสู่ความมั่นคง มั่นคั่ง ยั่งยืนนั้น ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาได้ร่วมกันดำเนินการพัฒนาการศึกษา ให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ และประชาชน โดยประสบความสำเร็จคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งได้ค้นพบการปฏิบัติที่ดี ควรค่าแก่การนำมาเผยแพร่ สกศ.จึงได้จัดงานปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปประเทศ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ผู้เกี่ยวข้อง ทั้งระดับนโยบาย ปฏิบัติ และผู้รับบริการเกี่ยวกับแนวทางในการปฏิรูปการศึกษาในมิติต่างๆ สร้างความร่วมมือในการพัฒนาการศึกษาทุกระดับ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17223</URL_LINK>
                <HASHTAG>การศึกษาไทยรั้งท้าย, การศึกษาไทยแข่งขันไม่ได้, ปฎิรูปการศึกษา, ประจิน จันตอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180910/image_big_5b963ddf1eeaf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16830</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2018 20:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/09/2018 06:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คกก.อิสระเผยแผนปฎิรูปการศึกษาเสร็จสัปดาห์หน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4ก.ย.61-&amp;quot;คณะกรรมการอิสระฯ &amp;quot; เผยแผนปฎิรูปการศึกษาเสร็จในสัปดาห์หน้า ล่าสุดยกเรื่องการใช้ดิจิทัลเพื่อปฏิรูปการศึกษารวมอยู่ในแผนด้วย เตรียมเสนอ ครม.ภายในเดือนก.ย.นี้ &amp;ldquo;หมอจรัส&amp;rdquo; เผย ประเทศกำลังก้าวสู่ยุคดิจิทัล เกิดการขยายองค์ความรู้ การศึกษาก็ต้องเปลี่ยนแปลงตาม ปลดล็อคความคิดเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ ประธานอนุกรรมการเฉพาะกิจจัดทำร่างแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูปการศึกษา คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจจัดทำร่างแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ได้สรุปผลการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ที่มีการเผยแพร่ทางเว็บไซค์ www.thaiedreform.org ซึ่งมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษา และจากสรุปการรับฟังความคิดเห็นส่งผลให้คณะอนุฯ ต้องเพิ่มประเด็นเรื่องการใช้ดิจิทัลเพื่อปฏิรูปการศึกษา อีก 1 ประเด็น จากเดิมที่แผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษากำหนดไว้ 6 ประเด็น โดยประเด็นการใช้ดิจิทัลเพื่อปฏิรูปการศึกษานั้น จะยกระดับเรื่องการจัดทำดิจิทัลแพลทฟอร์มให้แก่สถานศึกษา การจัดทำบิ๊กดาต้า และการรู้เท่าทันดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ตนคาดว่าแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาจะจัดทำแล้วเสร็จภายในสัปดาห์หน้า และจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในเดือนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการการอิสระฯ กล่าวว่า สำหรับสาเหตุที่คณะกรรมการอิสระฯ เห็นว่าจำเป็นที่จะต้องแยกประเด็นดิจิทัลออกมานั้น เนื่องจากขณะนี้ประเทศกำลังก้าวสู่ยุคดิจิทัลแพลตฟอร์ม ทำให้เกิดการขยายองค์ความรู้ ซึ่งเมื่อโลกกำลังเปลี่ยนแปลงสู่อีกยุคหนึ่ง การศึกษาก็ต้องเปลี่ยนแปลงตาม โดยเฉพาะระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษาต้องเปลี่ยนวิธีการเรียนจากบังคับสู่ห้องเรียน ต้องไปสู่การเรียนรู้ด้วยวิธีอื่น ต้องมีบทเรียนใหม่ ให้ไปศึกษาหาความรู้เอง อีกทั้งในส่วนของคนวัยทำงานก็จำเป็นต้องปรับตัว ต้องเป็นกลุ่มคนอพยพเข้าสู่ยุคดิจิทัล จะคิดอย่างเดิมและจัดการศึกษาแบบเดิมไม่ได้ ต้องปรับผู้ทำหน้าที่บริหารเปิดโอกาสให้ครู คนรุ่นใหม่จัดการศึกษาได้ ต้องปลดล็อคความคิดเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสภาการศึกษา (เลขาฯ สกศ.) กล่าวว่า การทำงานของคณะกรรมการอิสระฯ ต้องดำเนินการอยู่บนพื้นฐาน 2 ด้าน คือ ด้านกฎหมาย โดยใช้รัฐธรรมนูญ เป็นตัวตั้ง และองค์ประกอบอื่นๆ เช่น แผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ และแผนปฏิรูปประเทศ และด้านผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งมีกลุ่มผู้รับบริการ กลุ่มผู้ให้บริการ และกลุ่มนักวิชาการ ซึ่งจากทั้ง 2 ส่วน กลายเป็นการดำเนินการของคณะกรรมการอิสระฯ ในด้านกฎหมาย ขณะนี้กฎหมาย ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ... และกฎหมายลูกอื่นๆ ได้ส่งไป ครม. แล้ว ส่วนแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา จะส่งให้ ครม.พิจารณาเดือนกันยายนนี้ และเมื่อแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาผ่านการพิจารณา หน่วยงานต่างๆต้องรับลูกต่อ ซึ่งในส่วนของสภาการศึกษานั้น สิ่งที่ต้องดำเนินการคือ แผนการศึกษาแห่งชาติ ที่อาจต้องทบทวนและพิจารณาให้สอดรับกับแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ซึ่งสภาการศึกษามีทีมงานรับลูกและพิจารณาต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16830</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการอิสระปฎิรูปการศึกษา, จรัส สุวรรณมาลา, จีรุตม์ ศรีรัตนบัลล์, ปฎิรูปการศึกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180123/image_big_5a671b111a659.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12082</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/06/2018 18:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2018 18:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมอธีลั่นไม่ได้มัวปราบโกงจนลืมปฎิรูปชี้ทุจริตเป็นพื้นฐานทุกอย่าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;รมว.ศธ.&amp;rdquo; เผยรายงาน ผลการดำเนินงาน ด้านการศึกษา ถึง นายกฯ แล้ว ส่วนกระแสข่าวเรื่อง ศธ.มัวแต่มาปราบเรื่องทุจริต ลั่นถือเป็นอาการสำคัญ ต้องสร้างธรรมาภิบาล ควบคู่การปฏิรูปการศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการถึงกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้รายงานความคืบหน้าผลการดำเนินการเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาและผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลในช่วง 3 ปีที่ผ่านมานั้น &amp;nbsp;ขณะนี้ตนได้รายงานผลดำเนินการเกี่ยวกับปฏิรูปการศึกษาของ ศธ.ในช่วง 3 ปีให้นายกรัฐมนตรีรับทราบแล้ว &amp;nbsp;ซึ่งมีหลากหลายประเด็น เช่น การปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ เป็นต้น โดยเรื่องดังกล่าวตนจะแถลงความคืบหน้าอย่างเป็นทางการให้รับทราบในเร็วๆ นี้ อีกทั้งการปฏิรูปการศึกษาอีกส่วนหนึ่งก็อยู่ที่คณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูปการศึกษาที่กำลังดำเนินการและรับฟังความคิดเห็นเรื่องการจัดทำ พ.ร.บ.การศึกษาชาติ พ.ศ.... ซึ่งก็จะอยู่ในส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษาเช่นเดียวกัน ก็จะมีทั้งเรื่องการปฏิรูปโครงสร้าง ศธ.ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้ สำหรับประเด็นความคืบหน้าการสรุปผลการสืบสวนข้อเท็จจริง โครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา จังหวัดสงขลา หรืออควาเรียม วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ จ.สงขลา ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) นั้น นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัด ศธ. ได้แจ้งว่ากำลังส่งสำนวนเอกสารสรุปข้อมูลให้ พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษา รมว.ศธ.ตรวจสอบความถูกต้องตามข้อกฎหมายต่างๆ ว่ามีความครอบคลุมแล้วหรือไม่ ซึ่งคาดว่าภายใน 1-2 วันเรื่องนี้จะเสนอมาให้ตนพิจารณาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขณะนี้มีกระแสข่าวว่า ศธ.มัวแต่มาปราบเรื่องทุจริตไม่ยอมทำเรื่องดีๆบ้าง ผมขอบอกว่า เรื่องทุจริตถือเป็นอาการสำคัญที่เรียกว่านิติธรรม &amp;nbsp;ซึ่งเรื่องทุจริตหากไม่ได้รับการแก้ไขให้ถูกต้องไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งข้าราชการ การเล่นพรรคเล่นพวก สิ่งเหล่านี้เป็นหลักของการสร้างธรรมาภิบาลทั้งหมด การปฏิรูปการศึกษาต้องทำควบคู่กันไป ดังนั้นหากระบบธรรมาภิบาลไม่ดี จะจัดทำโครงการอะไรออกมาก็เละเทะไปหมด ซึ่งโครงการดีๆที่ ศธ.ทำอยู่ก็มีอยู่จำนวนมาก หากเด็กกินไม่อิ่มเพราะถูกโกงค่าอาหารกลางวัน ผมถามว่าถ้าไม่จัดการเรื่องทุจริตปฎิรูปการศึกษาจะสำเร็จได้หรือไม่ ดังนั้นทั้งปฏิรูปการศึกษาและเรื่องทุจริตสามารถเดินหน้าขับเคลื่อนไปพร้อมกันได้&amp;rdquo;รมว.ศธ.กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12082</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงศึกษาธิการ, ธรรมาภิบาลกระทรวงศึกษาธิการ, นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์, ปฎิรูปการศึกษา, หมอธีระเกียรติลั่นไม่ได้ปราบโกงจนลืมปฎิรูป</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180531/image_big_5b0fe46517317.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8319</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/05/2018 09:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/05/2018 08:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เสนอปฎิรูป&quot;หลายกระทรวง&quot;ที่เกี่ยวข้องการศึกษา-เด็ก-เยาวชนไม่ใช่เฉพาะศธ.เท่านั้น   </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บอร์ดอิสระฯ เสนอปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เด็กและเยาวชนทั้งหมด ไม่ได้ทำเฉพาะโครงสร้างเฉพาะภายใน ศธ. เท่านั้น &amp;quot;เฉลิมชัย&amp;quot;ชี้เป็นครั้งแรกที่ทำการปฎิรูปจากล่างสู่บน จากเด็ก โรงเรียน สู่ระดับกระทรวง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูปการศึกษา กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาว่า ที่ประชุมได้มีการหารือเรื่องร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ ยังไม่ได้ข้อสรุปชัดเจน ส่วนที่ได้มีการพิจารณาและมีความคืบหน้า คือ การปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เพื่อให้ส่งผลต่อการพัฒนาโรงเรียนทั้งหมด 33,000 กว่าโรง และโรงเรียนเอกชนอีก 10,000 กว่าโรง จะต้องมีการทดลองการพัฒนาโรงเรียนต้องมีความหลากหลาย ไม่ใช่รูปแบบ แต่หลากหลายอย่างให้เหมาะสมกับโรงเรียนแต่ละขนาด ไม่ว่าจะเป็น ขนาดใหญ่ กลาง เล็ก หรือโรงเรียนห่างไกล แต่มุ่งเน้นการปฏิรูปโรงเรียนเป็นหลัก ซึ่งขณะนี้มีการดำเนินการทดลองการพัฒนาแล้วในกลุ่มโรงเรียนประชารัฐ 3,000 กว่าโรง และโรงเรียนร่วมพัฒนา 40 กว่าโรง และจะต้องขยายไปให้ครบถ้วนทั้งกว่า 3 หมื่นโรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ ประธานคณะอนุกรรมการปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา กล่าวว่า การปฏิรูปโครงสร้าง ไม่ได้ทำเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เท่านั้น แต่ต้องปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเด็กและเยาวชนทั้งหมดด้วย&amp;nbsp; เช่น กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นต้น ซึ่งหน้าที่ของคณะอนุกรรมการฯ ชุดนี้ จะดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย พ.ศ. 2560 หมวด 16 การปฎิรูปประเทศ มาตรา 258 จ ด้านการศึกษา ข้อ 4 ที่ระบุว่าปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนทุกระดับ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้ตามความถนัด และปรับปรุงโครงสร้างของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว โดยสอดคล้องกัน ทั้งในระดับชาติ และระดับพื้นที่ และที่ผ่านมามีการปฏิรูปโครงสร้างหลายครั้ง ซึ่งสำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง แต่การปรับปรุงโครงสร้างครั้งนี้&amp;nbsp;ไม่ใช่เป้าหมาย เพื่อปฏิรูปการศึกษาอย่างเดียว แต่มีเป้าหมายชัดเจน คือ เด็ก เยาวชน พลเมือง ทุกช่วงวัยเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ, กระบวนการเรียนการสอนมีคุณภาพ&amp;nbsp; และครู คณาจารย์ที่มาจัดการเรียนการสอนต้องมีคุณภาพ ซึ่ง 3 ส่วนนี้เป็นเป้าหมายหลัก การปฏิรูปโครงสร้างจึงเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในการสนับสนุนเป้าหมายดังกล่าวให้บรรลุผล&amp;nbsp; ไม่ได้มีเจตนามุ่งปรับปรุงโครงสร้างโดยไม่สนใจเรื่องอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อยากย้ำว่าการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ ไม่ได้ปฏิรูปโครงสร้าง ศธ.เหมือนที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อมีการพิจารณาโครงการมีหลักการเพื่อตอบสนองให้มีพัฒนาการต่อเนื่องดีขึ้นอย่างได้ผล และทำให้การปฎิรูปการศึกษาเป็นไปอย่างราบรื่น และครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการปฏิรูปโครงสร้างจากล่างขึ้นบน คือ เริ่มจากปฏิรูปนักเรียน และโรงเรียน โดยยึดสถานศึกษาเป็นศูนย์กลางในการปฏิรูปการศึกษา&amp;nbsp; กระจายอำนาจไปสู่สถานศึกษา และมีดุลยภาพพอเหมาะ มีความกระทัดรัด และมีความทันสมัย รวมถึงมีความเรียบง่าย เพราะที่ผ่านมาโครงสร้างมีความซับซ้อน และซ้ำซ้อนด้วย ซึ่งทำให้เกิดความยุ่งยาก และครอบคลุมทุกมิติเรื่องการศึกษา&amp;quot;นพ.เฉลิมชัย กล่าวและว่า นอกจากนั้น ที่ประชุมได้มีข้อเสนอเบื้องต้น โดยพิจารณาด้านนโยบาย การกำกับดูแล และหน่วยปฏิบัติ ซึ่งขณะนี้มีการศึกษาเรื่องนี้แล้ว แต่ยังไม่ได้ข้อยุติว่าหน่วยงานใดจะกำกับ ดูแล ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีการพิจารณาถึงชื่อเรียกของสถานศึกษารูปแบบอื่นๆ ด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8319</URL_LINK>
                <HASHTAG>#เด็ก, ปฎิรูปการศึกษา, ปฎิรูปโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ, หมอจรัส สุวรรณเวลา, เยาวชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180123/image_big_5a671b111a659.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7775</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2018 18:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2018 18:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอธี&quot;ย้ำผลคะแนนสอบโอเน็ต ผู้บริหารต้องรับผิดชอบร่วมกันเชื่อนำไปสู่ปฎิรูปการศึกษา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพจาก winnews-tv&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หมอธี&amp;quot; ยกผลสอบโอเน็ต เป็นประเด็นที่ผู้บริหารทุกคนต้องร่วมรับผิดชอบ&amp;nbsp; เชื่อการสอบโอเน็ตจะนำไปสู่การปฏิรูปการศึกษาในอนาคต ด้าน &amp;quot;เลขาฯ กอศ.&amp;quot; ปลื้ม ผลคะแนนวีเน็ตของ ปวช. เพิ่ม กว่า 3%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ในการประชุมกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่ประชุมได้หารือถึงผลการวิเคราะห์คะแนนทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต ที่จัดสอบในระดับประถมศึกษาปีที่ 6 และมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 6 &amp;nbsp;ของปีการศึกษา 2560 &amp;nbsp;โดยสภาการศึกษา (สกศ.) และ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ได้ร่วมกันวิเคราะห์ และพบว่า ปัญหาใหญ่ที่คะแนนโอเน็ตต่ำมาจากกลุ่มโรงเรียนด้อยโอกาส แต่ก็พบโรงเรียนด้อยโอกาสบางแห่งจัดการศึกษาได้ดีเช่นกัน ดังนั้นเพราะการสอบโอเน็ตจะนำไปสู่การปฎิรูปการศึกษา&amp;nbsp;&amp;nbsp;ศธ. จึงได้ยกให้ประเด็นนี้เป็นเรื่องหลักสำคัญที่ผู้บริหารทุกคนต้องร่วมรับผิดชอบ เพราะเท่ากับว่าเรายังมีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอยู่และการสอบโอเน็ตจะนำไปสู่การปฏิรูปการศึกษาในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้านนายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาฯ กอศ.) กล่าวว่า ในส่วนของการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านอาชีวศึกษา หรือ วีเน็ต ปีการศึกษา 2560 ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ผู้เข้าสอบจำนวน 133,243 คน และ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) 120,817 คน โดยพบว่า ผลคะแนนวีเน็ตของ ปวช. อยู่ที่ 41.60 เพิ่มขึ้นจากปีการศึกษา 2559 อยู่ที่ร้อยละ 3.67 โดยมีนักศึกษาทำคะแนนเฉลี่ยดีเยี่ยม 254 คน &amp;nbsp;ขณะที่ระดับปวส.คะแนนวีเน็ตร้อยละ 37.11 ลดลงจากปีการศึกษา 2559 ร้อยละ 0.24 มีนักศึกษาที่ทำคะแนนได้ดีเยี่ยม 21 คน ทั้งนี้ตนมีแนวทางยกระดับคะแนนวีเน็ต โดยต้องการให้วิทยาลัยและนักศึกษาเห็นความสำคัญของการทดสอบนี้ ซึ่งตนจะให้เป็นแนวปฎิบัติแก่ทุกวิทยาลัยได้นำคะแนนวีเน็ตมาใส่ไว้ในใบจบการศึกษาของผู้เรียนด้วย เพราะแนวทางนี้จะเป็นผลดีต่อผู้เรียนเมื่อไปทำงานในสถานประกอบการจะได้เห็นว่านักศึกษาอาชีวะมีทักษวิชาชีพที่เก่งแล้วยังมีความโดดเด่นในด้านวิชาการด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;นอกจากเราจะส่งเสริมทักษะวิชาชีพเด็กอาชีวะแล้ว ในด้านวิชาการก็มีความจำเป็นเช่นกันและทิ้งไม่ได้ เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่านักศึกษาเมื่อเข้าทำงานไม่สามารถเป็นหัวหน้างานได้ เพราะยังขาดทักษะด้านการสื่อสาร ทักษะการคิดและการแก้ปัญหา ซึ่งการส่งเสริมให้เด็กเห็นความสำคัญของการสอบวีเน็ตจะทำให้เด็กตั้งใจเรียนตั้งแต่ในห้องเรียนในวิชาทฤษฎีและยกระดับความสารมารถของตนเองได้ ขณะเดียวกัน รมว.ศธ.ยังได้ย้ำให้นำผลคะแนนโอเน็ตและวีเน็ตไปใช้ประโยชน์และสู่การปฏิบัติ ดังนั้นผมจึงได้ตั้งคณะทำงานวิเคราะห์จุดอ่อนเป็นรายวิทยาลัย เพื่อยกระดับผลคะแนนทั้งระบบต่อไป&amp;rdquo; เลขาฯ กอศ.กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7775</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โอเน็ต, นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์, ปฎิรูปการศึกษา, ผู้บริหารศธ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180424/image_big_5adf13ca6d414.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7720</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2018 08:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2018 08:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชู&quot;KKU Smart Learning&quot;โมเดลปฎิรูปศึกษา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;หมอธี&amp;quot; ลั่น การปฏิรูปการศึกษาต้องมีความร่วมมือทุกฝ่าย ทำในสิ่งที่ทำได้ ไม่ใช่คิดแผนงานกันแบบลอยๆ พร้อม ประเมินผลควบคู่ เล็งใช้ ขอนแก่นเป็นโมเดลสำคัญ ชู โครงการ KKU Smart Learning พัฒนาสมรรถนะนักเรียนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี เตรียมขยายไปยังโรงเรียนมัธยมฯด้อยโอกาส&amp;nbsp; เล็งยกระดับไปทุกระดับชั้น ครอบคลุมทุกภูมิภาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติขอนแก่น (KICE) - นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวบรรยายพิเศษตอนหนึ่งหัวข้อ &amp;ldquo;การปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปการเรียนรู้ เพื่อมุ่งสู่วิสัยทัศน์ THAILAND 4.0&amp;quot; ในงาน Smart Learning Expo ครั้งที่ 1 ว่า การปฏิรูปการศึกษาไม่ใช่เรื่องของจินตนาการหรือการปรับโครงสร้าง แต่การปฏิรูปการศึกษาควรเป็นการนำข้อผิดพลาดของการศึกษาว่ามาช่วยกันแก้ไข โดยเริ่มจากที่เราเป็นอยู่ รู้จักมองตัวเอง วัดตัวเองว่าอยู่ในระดับใด และจะก้าวต่อไปอย่างไร โดยอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานทุกภาค และการปฏิรูปการศึกษาจะต้องทำในสิ่งที่ทำได้ไม่ใช่คิดแผนงานกันแบบลอยๆ เหมือนนามธรรม&amp;nbsp; รวมถึงมีการประเมินผลด้วยว่าสิ่งที่เราดำเนินการมาถูกทิศทางจนสามารถยกระดับคุณภาพการศึกษาได้หรือไม่ และการปฏิรูปการศึกษาจะเกิดขึ้นได้ส่วนหนึ่งก็มาจากปัจจัยภายนอก ที่เข้ามาช่วยกระตุ้น โดยเฉพาะโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ&amp;nbsp; (PISA) มาช่วยวัดทักษะและจัดลำดับคุณภาพการศึกษาของแต่ละโรงเรียนให้ ซึ่ง ศธ.ก็มีการทำเช่นนั้นควบคู่ไปกับการปฏิรูปการศึกษาจากภายใน ศธ.ไปด้วย เพราะการปฏิรูปการศึกษาจะต้องทำให้ประชาชนเห็นการเปลี่ยนแปลงว่าลูกหลานเข้าสู่ระบบการเรียนแล้วมีความสุขในห้องเรียนหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาการปฏิรูปการศึกษาของเรามีแต่โครงการต่างๆ และคำสั่งที่มาจากส่วนกลาง ดังนั้นเราจะใช้ขอนแก่นเป็นโมเดลสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา เพราะมหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้จัดโครงการ KKU Smart Learning&amp;nbsp; ขึ้น ซึ่งถือโครงการพัฒนาสมรรถนะนักเรียนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นการจัดห้องเรียนเทคโนโลยี เนื้อหาหลักสูตรแบบออนไลน์&amp;nbsp; คู่มือการจัดการเรียนสำหรับครู นำร่องระดับมัธยมศึกษาใน 3 วิชา ได้แก่ วิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ซึ่งตนได้ขอให้เพิ่มวิชาภาษาไทยเข้าไปด้วย ทั้งนี้ จะให้มีการขยายโครงการนี้ไปยังโรงเรียนมัธยมศึกษาระดับอื่นๆ ที่ด้อยโอกาส และในอนาคตจะต้องยกระดับไปทุกระดับชั้น ให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค ซึ่งมหาวิทยาลัยอื่นๆ ควรนำไปศึกษา เพื่อพัฒนาให้เหมาะสมตามตามสภาพของโรงเรียนในแต่ละพื้นที่ด้วย ซึ่งถือว่ามหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นแบบอย่างของการปฎิรูปการศึกษามี่เป็นรูปธรรม&amp;nbsp; เพราะนี่คือศาตร์แห่งการยกระดับคุณภาพการศึกษาที่หลากหลายคณะในมหาวิทยาลัยช่วยกันทำ ดังนั้นเราไม่จำเป็นจะต้องยึดติดกับคณะศึกษาศาตร์เพียงอย่างเดียว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายกิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) กล่าวว่า&amp;nbsp; มข. โดยฝ่ายวิจัยและการถ่ายทอดเทคโนโลยี และโครงการพัฒนาสมรรถนะนักเรียนระดับมัธยมศึกษาด้วยนวัตกรรม KKU Smart Learning ได้จัดงาน Smart Learning Expo ครั้งที่ 1 มหกรรมการเรียนรู้แบบสมาร์ท ครั้งแรกของประเทศไทย ซึ่งโครงการ KKU Smart Learning เริ่มต้นในปี 2560 เน้นการถ่ายทอดนวัตกรรมการเรียนการสอนที่เกิดจากการวิจัยของ อาจารย์มข.สู่การใช้จริงในพื้นที่ ซึ่งเน้นการพัฒนาความรู้นักเรียนในวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และส่งเสริมทักษะนวัตกรรมและการเรียนรู้ ทักษะด้านสื่อ สารสนเทศและเทคโนโลยี รวมทั้งทักษะด้านชีวิตและอาชีพ ทั้งนี้ หลักสำคัญของ KKU Smart Learning คือ ในการนำไปสู่สมรรถนะที่คาดหวัง ผู้เรียนจะต้องได้รับความรู้ในเนื้อหาของหลักสูตรในระดับชั้นที่เรียน ได้รับการพัฒนาทักษะการเรียนรู้โดยผ่านกระบวนการเรียนการสอนที่ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ การเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านสื่อและเทคโนโลยี และชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมสอดคล้องกับเนื้อหา และสอดคล้องกับโปรแกรมการวัดสมรรถนะของพิซ่า ซึ่งเป็นจุดเด่นของ KKU Smart Learning ที่ช่วยให้ก้าวข้ามข้อจำกัดในด้านการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ ห้องปฏิบัติการ ห้องทดลอง โดยสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้แบบเสมือนจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกิตติชัย กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบัน มข.กำหนดดำเนินการโครงการ KKU Smart Learning ระยะเวลา 3 ปี โดยในปีแรก ปีการศึกษา 2560 มีเป้าหมายดำเนินงานเป็นชั้นม.1 ใน 45 โรงเรียน เขตจังหวัดขอนแก่น ร้อยเอ็ด มหาสารคาม และกาฬสินธุ์ มีครูเข้าร่วมโครงการ 270 คน และนักเรียนจำนวน 6,000 คน ปีการศึกษา 2561 ขยายโครงการครบคลุม 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ 195 โรงเรียน นักเรียน 31,200 คน และจนครบเป้าหมายโครงการจะมีครูเข้าร่วมโครงการ 4,050 คน นักเรียน 81,000 คน โดย มข.ได้มีการลงนามความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 19-33.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7720</URL_LINK>
                <HASHTAG>KKU Smart Learning, ขอนแก่นโมเดล, นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์, ปฎิรูปการศึกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180421/image_big_5adabdf9a9137.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
