<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>14835</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อานิสงส์ในประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากสงครามการค้าสหรัฐกับประเทศคู่ค้าอื่นๆ ทำตลาดทุนปั่นป่วนไปไม่น้อย โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยที่ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แค่โดนปลายหางนิดๆ ยังเซไปมากเลยทีเดียว ซึ่งตอนนี้กระแสได้เริ่มซาลงไปมากแล้ว เพราะตอบรับข่าวไปมากแล้ว จึงย้ายไปโฟกัสปัจจัยภายในประเทศที่จะมีผลกระทบต่อดัชนีหุ้นบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ผ่านมาได้มีการทยอยประกาศผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) งวดไตรมาส 2 ปี 61 โดยกลุ่มที่เป็นที่จับตาคือ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากรายได้ค่าธรรมเนียมเต็มๆ จากการยกเลิกค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัล แต่พลิกความคาดหมาย เนื่องจากไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ด้วยเพราะทางธนาคารหันไปเน้นการทำกิจกรรมอื่นเพื่อทดแทนรายได้ที่หายไปแทน จึงทำให้กลุ่มธนาคารพาณิชย์กลับมาน่าสนใจอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ตั้งแต่ปลายเดือน ก.ค.ถึงปัจจุบัน นักลงทุนต่างชาติได้เริ่มกลับมาซื้อสุทธิแล้ว หลังจากที่ผ่านมาอยู่ในสถานะขายสุทธิเกือบ 200,000 ล้านบาท ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อว่าจะกลับมาซื้อเพิ่มได้มากน้อยแค่ไหน นอกจากนี้ ด้วยตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ที่ดีอย่างต่อเนื่องของไทย ยังเป็นปัจจัยหนุนให้ดัชนีหุ้นไทยกลับมาปรับเพิ่มขึ้นอีกด้วย โดยนางจิตรลดา เลขาพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไอร่า จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ภาพรวมตลาดหุ้นในเดือน ส.ค.ได้รับปัจจัยบวกจากการเก็งกำไรผลประกอบการไตรมาส 2 พร้อมการประกาศจ่ายปันผลถึงกลางเดือน ส.ค.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ยังคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันอยู่ในกรอบ 65-70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งได้รับปัจจัยบวกจากการส่งออกของซาอุดีอาระเบียที่ลดลง และคาดสต็อกน้ำมันของตลาดโลกในไตรมาส 3/61 มีแนวโน้มลดลง จากความต้องการใช้น้ำมันจำนวนมาก รวมถึงความผันผวนของเงินสหรัฐโดยเฉพาะในช่วงที่อ่อนค่าลง ขณะเดียวกัน มองว่าแนวโน้มเศรษฐกิจดีต่อเนื่อง จากการคาดการณ์ว่าไตรมาส 2/61 มีการขยายตัวมากกว่า 4.0% หลังไตรมาสแรกเติบโต 4.8% สูงสุดในรอบ 5 ปี ทั้งนี้ คาดจีดีพีปีนี้จะขยายตัว 4.4% สูงสุดในรอบ 6 ปีตามการส่งออก คาดเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% และการท่องเที่ยวคาดรายได้เติบโต 11%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ขาดไม่ได้คือปัจจัยที่ยังคงกดดันภาพรวมการลงทุนในเดือนนี้ มาจากกระแสเงินทุนนักลงทุนต่างชาติยังขายสุทธิตลอด 7 เดือนแรกของปีนี้ จำนวน 190,699 ล้านบาท ส่วนในเดือน ก.ค.ยอดขายสุทธิชะลอตัวลงเหลือประมาณ 10,622 ล้านบาท ดีขึ้นจากเฉลี่ย 6 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ประมาณ 30,013 ล้านบาทต่อเดือน สำหรับปัจจัยที่ยังคงต้องจับตา คือ วันที่ 8 สิงหาคมนี้ จะมีการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คาดว่ายังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.50% ต่อปี แต่อาจมีการเริ่มส่งสัญญาณลดการใช้นโยบายผ่อนคลายลง หลังเศรษฐกิจขยายตัวดีต่อเนื่อง และอัตราเงินเฟ้อเข้าสู่เป้าหมาย คาดอาจมีการพิจารณาปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในปี 62&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บล.เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทิศทางของตลาดหุ้นจะขึ้นอยู่กับปัจจัยเรื่องภาษีสหรัฐกับจีน หลังจากจีนได้ประกาศจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐเพิ่มอีก 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้นท่าทีของสหรัฐต่อข่าวดังกล่าวพร้อมจะเป็นทั้งบวกและลบต่อตลาด อย่างไรก็ตาม นักลงทุนในตลาดหุ้นเอเชีย โดยเฉพาะไทย อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ มีการขายน้อยลง ขณะเดียวกันบางจังหวะเริ่มกลับมาซื้อหุ้นตั้งแต่ปลายเดือน ก.ค. ถือเป็นสัญญาณที่ดีของตลาด แต่คาดเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างประเทศจะยังไม่กลับเข้าตลาดหุ้นอย่างจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับปัจจัยในประเทศ การรายงานผลกำไรของ บจ.ไตรมาส 2 ณ วันที่ 3 ส.ค. บริษัทใน SET รายงานมาแล้ว 51 บริษัท มีตัวเลขที่ 90,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 12% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งช่วงก่อนสัปดาห์สุดท้ายคาดว่าจะนำส่ง 50% ของทั้งหมด มองว่ากำไรอาจไม่แย่อย่างที่เคยคาดถือเป็นอีกปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้น ขณะที่การกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐจะเริ่มเห็นการออกมาตรการมากขึ้น ทั้งการช่วยผู้มีรายได้น้อย กระตุ้นการลงทุนโครงการสาธารณูปโภค และการลงทุนในโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งเป็นบวกต่อหุ้นที่เกี่ยวข้อง ทั้งค้าปลีก นิคมฯ และรับเหมาก่อสร้าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถึงแม้จะมีปัจจัยลบเข้ามากดดันบ้าง แต่ยังมีแรงหนุนในประเทศเป็นส่วนใหญ่เข้ามาเสริม ทำให้ดัชนีหุ้นไทยไม่ดิ่งลงไปมาก ถึงอย่างไรก็ต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะแรงกดดันยังคงมีอยู่ตลอดเวลา แค่รอว่าจะมีใครจุดประเด็นขึ้นมาเท่านั้น.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ปฏิญญา มั่งคั่ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14835</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไอร่า จำกัด (มหาชน), ปฏิญญา มั่งคั่ง, วิน อุดมรัชตวนิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14390</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>น้ำใจช่วยสปป.ลาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจบภารกิจช่วย 13 หมูป่าติดถ้ำหลวงที่ จ.เชียงรายแล้ว เรียกได้ว่าความมีน้ำใจของคนทั่วโลกช่างล้นหลามเหลือเกิน ทำให้ภารกิจสามารถลุล่วงไปได้ด้วย ความสุขได้เกิดขึ้นแบบปลื้มใจไปตามๆ กัน และล่าสุด ธารน้ำใจทั่วโลกเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อวันที่ 23 ก.ค.61 ได้เกิดพายุฝนตกหนักในประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สปป.ลาว ส่งผลให้เกิดการทรุดตัวของเขื่อนดินย่อยส่วนดีของโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ &amp;ldquo;เซเปียน&amp;ndash;เซน้ำน้อย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยบริษัท ไฟฟ้า เซเปียน-เซน้ำน้อย จำกัด ผู้ดำเนินการก่อสร้างและพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเซเปียน-เซน้ำน้อย เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างเอสเค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น คอมปะนี ลิมิเต็ด 28%, โคเรีย เวสเทิร์น เพาเวอร์ คอมปะนี ลิมิเต็ด 25%, ลาว โฮลดิ้ง สเตท เอ็นเตอร์ไพรส์ 24% และ บมจ.ผลิตฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง 25% ซึ่งก่อสร้างได้ประมาณ 90% หลังเจอฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน ทำให้น้ำกว่า 6,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ไหลเข้าท่วมหลายหมู่บ้าน มีผู้เสียชีวิตและสูญหายจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นับเป็นอุทกภัยที่รุนแรงมาก เพราะก่อให้เกิดความสูญเสียเป็นจำนวนมาก ซึ่งหลายหน่วยงานทั่วโลกต่างพร้อมใจกันออกมาช่วยเหลือ ทั้งกำลังแรงและกำลังทรัพย์ และในฐานะที่ประเทศไทยและ สปป.ลาว เป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกันเสมอมา ก็ย่อมต้องช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในส่วนของธนาคารพาณิชย์ได้ออกมาเปิดบัญชีรับบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BBL) บัญชีกระแสรายวันชื่อ &amp;quot;ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม สปป.ลาว&amp;quot; เลขที่ 101-3-47900-9 สำนักงานใหญ่สีลม&amp;nbsp; ผ่านช่องทางเคาน์เตอร์สาขาทั่วประเทศ ตู้เอทีเอ็ม BeSure QR ผ่านพร้อมเพย์ เครื่องรับฝากเงินสดอัตโนมัติ (CDM) บัวหลวง ไอแบงก์กิ้ง (ธนาคารทางอินเทอร์เน็ต) และบัวหลวง เอ็มแบงก์กิ้ง (ธนาคารทางมือถือ) โดยธนาคารได้ยกเว้นค่าธรรมเนียมในการทำรายการโอนเงินทุกประเภท และจะพิจารณานำเงินดังกล่าวส่งมอบให้กับหน่วยงานของรัฐบาล หรือองค์กรการกุศลที่ดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยตรง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTB) บัญชี &amp;ldquo;หัวใจไทยส่งไป สปป.ลาว&amp;rdquo; บัญชีออมทรัพย์เลขที่ 067-0-12886-4 สาขาทำเนียบรัฐบาล โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมในการทำรายการโอนเงินเข้าบัญชีดังกล่าวทุกประเภท ซึ่งสามารถบริจาคผ่านช่องทางต่างๆ ของธนาคาร เช่น เคาน์เตอร์สาขาทั่วประเทศ ตู้เอทีเอ็ม และบริการ KTB netbank&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) (CIMBT) บัญชีกระแสรายวันนิติบุคคล ชื่อบัญชี &amp;quot;ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัย&amp;quot; เลขที่ 850-0-00231-5 ตั้งแต่วันนี้-31 ส.ค.61 โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอนเงินทุกช่องทาง เงินบริจาคทั้งหมดไม่หักค่าใช้จ่าย ทางธนาคารจะส่งต่อไปยังสถานทูตไทยใน สปป.ลาว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KBANK) บัญชีกระแสรายวัน บัญชี &amp;quot;สถานทูตลาวในประเทศไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย สปป.ลาว&amp;quot; เลขที่ 043-8-10025-3 ตั้งแต่วันนี้-31 ส.ค.61 โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอนเงินในทุกช่องทาง เงินบริจาคทั้งหมดจะเข้าบัญชีสถานทูตลาวในประเทศไทยโดยตรง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB) บัญชี &amp;ldquo;มูลนิธิสยามกัมมาจล-ไทยพาณิชย์ เพื่อผู้ประสบภัย&amp;rdquo; เลขที่ 111-3-90911-5 ผ่านช่องทาง SCB EASY, ตู้ ATM SCB และ SCB ทุกสาขาทั่วประเทศ โดยผู้บริจาคสามารถขอใบเสร็จรับเงินเพื่อนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ ระบุชื่อ-ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ในสำเนาหลักฐานการโอนเงิน แล้วส่ง E-mail มาที่ donation@scb.co.th หรือ Fax 0-2544-1040&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) (TBANK) บัญชีออมทรัพย์ ชื่อบัญชี &amp;ldquo;ธนชาตเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย&amp;rdquo; เลขที่ 004-6-18118-1 หรือที่เครื่องเบิกถอนเงินอัตโนมัติ (ATM) หรือผ่าน Thanachart Connect โดยผู้บริจาคสามารถแฟกซ์หลักฐานการโอนเงินพร้อมชื่อ ที่อยู่ และเบอร์ติดต่อ มาที่อีเมล foundation@thanachart.co.th หรือโทรสาร 0-2613-6080 เพื่อขอออกใบเสร็จจากสภากาชาดไทย และนำไปลดหย่อนภาษีได้ ธนาคารจะนำเงินที่ได้รับบริจาคทั้งหมดมอบให้สภากาชาดไทยเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้เดือดร้อนใน สปป.ลาว ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นับว่าเป็นน้ำใจที่ส่งถึงกันได้อย่างง่ายดาย ถึงแม้จะไปช่วยเหลือถึงที่ไม่ได้ แต่การช่วยเหลือผ่านช่องทางนี้ก็ถือเป็นน้ำใจที่เหลือเฟือ เพราะไทย-ลาวก็เปรียบเสมือนพี่น้องกันเสมอมา.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ปฏิญญา มั่งคั่ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14390</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน), ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KBANK), ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน), ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB), บริษัท ไฟฟ้า เซเปียน-เซน้ำน้อย จำกัด, ปฏิญญา มั่งคั่ง, สปป.ลาว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12827</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หุ้นเดือนก.ค.ยังอ่อนไหว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ช่วงนี้ตลาดหุ้นไทยอ่อนไหวกับประเด็นข่าวสารมาก&amp;nbsp; ไม่ว่าจะข่าวเล็ก ข่าวใหญ่ หรือข่าวซ้ำๆ เดิมๆ ก็มีผลต่อจิตวิทยาได้ทุกเมื่อ เรียกได้ว่า &amp;ldquo;แค่วางมือบนบ่า น้ำตาก็ไหล&amp;rdquo; จริงๆ ซึ่งในหนึ่งวันของการซื้อขาย จะมีดราม่าเสมอ เช่นในช่วงเช้าดัชนีหุ้นอาจจะพุ่งขึ้นแรง แต่ในช่วงท้ายตลาดกลับเทขายเอาดื้อๆ ซะงั้น ที่สำคัญเงินทุนจากต่างชาติก็เทขายอย่างต่อเนื่อง ทำเอานักลงทุนหวั่นใจไปตามๆ กัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ถือได้ว่าดัชนีหุ้นผันผวนเป็นอย่างมาก และแรงขายของนักลงทุนต่างชาติก็มีมากเช่นกัน หลังจากการตอบโต้ของสงครามการค้าสหรัฐกับจีน ส่งผลกระทบไปทั่วโลก และยังต้องจับตาการเก็บภาษีนำเข้าจากจีนล็อตแรกในวันที่ 6 ก.ค.นี้ ว่าจะส่งผลอย่างไรบ้าง ซึ่งทางบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) วรรณ จำกัด ระบุว่า ปัญหาสงครามการค้าระหว่างประเทศสหรัฐและประเทศจีน ยังส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลก และตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เป็นระยะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ดี มองว่าปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นทั้งสองฝ่ายจะหาทางออกร่วมกันได้ และได้บทสรุปที่ชัดเจน ดังนั้น การพิจารณาลงทุนในตลาดหุ้นช่วงนี้ ควรเน้นเรื่องของปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก ซึ่งปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญและมีผลต่อตลาดอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า คือ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และการยุติมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) ของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ในปีนี้ เพราะการเปลี่ยนนโยบายทางการเงินจากผ่อนคลายมาเป็นเข้มงวด บ่งบอกได้ว่าเศรษฐกิจโลกยังมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและขยายตัวได้ดี ทำให้ต้องมีการควบคุมปริมาณเงินในระบบและอัตราเงินเฟ้อ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจโลกที่แข็งแกร่งแล้วนั้น ยังมองว่าธนาคารกลางทั่วโลกจะเริ่มพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อรักษาส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยในประเทศของตนกับประเทศสหรัฐ ไม่ให้แตกต่างกันมากจนเกินไป แต่ทิศทางการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวของแต่ละประเทศจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะอัตราดอกเบี้ยในประเทศต้องเหมาะสมและเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศด้วยเช่นกัน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านบริษัท หลักทรัพย์ (บล.) ไอร่า จำกัด (มหาชน) มองว่าภาพรวมตลาดหุ้นในเดือน ก.ค.จะได้รับปัจจัยบวกจากแรงเก็งกำไรผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไตรมาส 2 ปี 61 เริ่มจากกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ในช่วงประมาณกลางเดือนก.ค. รวมถึงราคาน้ำมันที่คาดได้รับผลบวกจากความร่วมมือลดปริมาณผลิตน้ำมันสูงกว่า 1.2 ล้านบาร์เรล ถึง 152% ประกอบกับการเพิ่มปริมาณผลิตน้ำมัน 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ของกลุ่มผู้ผลิตน้ำมัน (โอเปก) เพื่อชดเชยปริมาณส่งออกน้ำมันของอิหร่านและเวเนซุเอลา ดีกว่าคาดหมายก่อนหน้าที่คาดสูงถึง 1.5 ล้านบาร์เรล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับปัจจัยที่ยังคงต้องจับตาสำหรับเดือน ก.ค.นี้ คือ นโยบายการค้าของสหรัฐที่คาดยังมีความไม่แน่นอน และคาดสร้างความผันผวน รวมถึงส่งผลต่อความเชื่อมั่นลงทุน เช่นที่เกิดขึ้นเมื่อ มี.ค.-มิ.ย.ที่ผ่านมา นอกจากนี้ การประชุมเฟดที่จะจัดขึ้นในวันที่ 31 ก.ค.-1 ส.ค.นี้ คาดการณ์ว่ามีการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.75-2.00% และคาดปรับขึ้นอีก 2 ครั้งในเดือนก.ย.และ ธ.ค.ตามลำดับ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่งผลให้ประเมินกลยุทธ์การลงทุนในเดือน ก.ค. มีโอกาสฟื้นตัว หลังเดือนที่ผ่านมาดัชนีปรับลงสู่ระดับต่ำสุด 1,595.58 จุด นับจากต้นปีที่ผ่านมา คาดตลาดส่วนใหญ่สะท้อนปัจจัยลบจากประเด็นต่างประเทศ โดยเฉพาะสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและประเทศคู่ค้าที่สำคัญ เช่น จีน และกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (อียู) เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีประเด็นความเสี่ยงจากสถานการณ์ดังกล่าวข้างต้นมีความรุนแรงขึ้น อาจเป็นประเด็นที่สร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศ ส่งผลต่อการขยายตัวเศรษฐกิจของโลก และการจำกัดการลงทุนต่อทุกประเทศที่ยังมีความไม่แน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ยังต้องติดตามผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐ หากปรับเพิ่มขึ้น อาจกลับมามีผลต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงตลาดหุ้น และยังส่งผลให้เงินทุนต่างชาติยังไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ ทางด้านราคาน้ำมันคาดผลบวกจะส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยวางกรอบดัชนีหุ้นไทยเดือนก.ค.ไว้ที่ 1,670-1,717 จุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความผันผวนในตลาดหุ้นไทยและทั่วโลกขณะนี้ยังมีอยู่มาก ซึ่งนักลงทุนเองก็ควรที่จะพิจารณาถึงพื้นฐาน บจ.เป็นหลัก เพราะหุ้นบางตัวอิงกับการส่งออกที่อาจได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า หากเป็นไปได้ นักลงทุนควรกำเงินสดไว้แน่นๆ ก่อน เพื่อรอดูความชัดเจนในหลายๆ ด้าน แล้วค่อยตัดสินใจลงทุนก็ยังไม่สาย.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ปฏิญญา มั่งคั่ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12827</URL_LINK>
                <HASHTAG>(บลจ.) วรรณ จำกัด, กระจกไร้เงา, บริษัท หลักทรัพย์ (บล.) ไอร่า จำกัด (มหาชน), ปฏิญญา มั่งคั่ง, เงินเฟ้อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12095</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อานิสงส์ดอกเบี้ยขาขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ครึ่งปีแรกของปี 61 กำลังจะหมดไป เรียกได้ว่าตลาดหุ้นไทยผันผวนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะช่วงโค้งสุดท้ายในเดือน มิ.ย. เพราะเจอปัจจัยกดดันจากต่างประเทศกระหน่ำเข้ามากดดัน ทำให้ดัชนีหุ้นไทยหลุด 1,700 จุด อีกทั้งกระแสเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ ก็ไหลออกจนทำให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ลดลงอยู่ที่ประมาณ 16.5 ล้านล้านบาท จากเดือน ม.ค.61 อยู่ที่ 18 ล้านล้านบาท เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติเทขายรับเงินสด เพื่อรอจังหวะลงทุนใหม่อีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยในช่วงเดือน มิ.ย. ประเด็นสำคัญหลักๆ ที่เข้ามากดดันบรรยากาศการลงทุนทั้งของไทยและทั่วโลก คงหนีไม่พ้นสงครามการค้าสหรัฐกับจีน ที่มีความเข้มข้นขึ้นจากการตอบโตกันไป-มา หลังจากก่อนหน้านี้สหรัฐประกาศเก็บภาษีนำเข้าจากจีน วงเงิน 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และจีนประกาศตอบโต้คืนทันทีในมูลค่าที่เท่ากัน และล่าสุดทางสหรัฐได้พยายามจะจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มในอัตรา 10% วงเงิน 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ทั่วโลกเกิดความกังวลว่าจะกระทบกับเศรษฐกิจโลกได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทาง บล.เอเซียพลัส จำกัด ระบุว่า การไหลออกของเงินทุนต่างชาติมาจากกลไกเรื่องส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่มีอยู่เป็นทุนเดิม ถูกกระตุ้นให้รุนแรงยิ่งขึ้นด้วยความกังวลในเรื่องของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับอีกหลายประเทศ ทําให้การไหลออกของเงินทุนต่างชาติมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยในส่วนของตลาดหุ้น พบว่านักลงทุนต่างชาติขายสุทธิจากต้นปีถึงปัจจุบัน 175,000 ล้านบาท แยกเป็นการขายในช่วงเดือน มิ.ย. กว่า 44,000 ล้านบาท ซึ่งซื้อสุทธิเพียงพียงวันเดียวคือ 1 มิ.ย.61 มูลค่า 135 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศ เป็นกลุ่มเดียวที่ซื้อสุทธิมาอย่างต่อเนื่อง พบว่าแรงซื้อเริ่มอ่อนลง โดยเดือน มิ.ย. ซื้อสุทธิประมาณ 21,000 ล้านบาท ด้วยภาพแรงขายที่แรงขึ้น แต่แรงซื้อเบาลง ทำให้ดัชนีหุ้นไทยย่อตัวลงมาอย่างมีนัยสำคัญ หากพิจารณาในมุมของปัจจัยพื้นฐาน กลับเห็นพัฒนาการเชิงบวก ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของเศรษฐกิจโดยภาพรวม และฐานะของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่แข็งแกร่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากสงครามการค้าที่คอยเป็นปัจจัยกดดันแล้ว ก่อนหน้านี้ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และส่งสัญญาณปรับขึ้นอีก 2 ครั้ง ทำให้ปีนี้ปรับขึ้นทั้งหมด 4 ครั้ง ก็สร้างความผันผวนต่อตลาดหุ้นไม่น้อย ถึงแม้จะตอบรับข่าวไปบ้างแล้วก็ตาม ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลก ต่างเริ่มทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตาม และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.61 ก็ถูกจับตาว่าจะมีแนวโน้มปรับขึ้นหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งผลออกมาไม่ได้เหนือความคาดหมาย เพราะส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า กนง.จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ แต่ที่ออกมาผิดคาด คือ การแตกเสียงในที่ประชุม โดยมีมติ 5 ต่อ 1 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% ต่อปี และ 1 เสียงให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 1.5% เป็น 1.75% ต่อปี เนื่องจากเห็นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมีความชัดเจนเพียงพอ และภาวะการเงินที่ผ่อนคลายมากอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจส่งผลให้ประชาชนและภาคธุรกิจประเมินความเสี่ยงของภาวะการเงินในอนาคตต่ำกว่าที่ควร จึงเห็นควรให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้เพื่อเริ่มสร้างขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินสำหรับอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ บล.เอเซียพลัส ยังมองว่า กนง.จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในไตรมาส 4/61 โดยเริ่มจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยกับสหรัฐที่กว้างมากขึ้น ซึ่งสหรัฐอยู่ที่ 1.75% และกำลังเพิ่มขึ้นเป็น 2-2.25% ในสิ้นปี ตามด้วยทิศทางของเงินเฟ้อในไทย ที่ตัวเลขในเดือน พ.ค.61 อยู่ที่ 1.49% มีแนวโน้มขึ้นไปเหนืออัตราดอกเบี้ยนโยบาย และหุ้นปลอดภัยจากดอกเบี้ยขาขึ้น คือ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ จากโครงสร้างสินเชื่อกว่า 70% เป็นดอกเบี้ยลอยตัว เป็นบวกต่อรายได้ดอกเบี้ยรับ ด้านสัดส่วนเงินฝากกว่า 50% เป็นดอกเบี้ยคงที่ ส่งผลดีต่อการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถึงแม้หุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะยังมีแรงกดดันจากการยกเลิกค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งในไตรมาส 2/61 จะได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ แต่ด้วยแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น จะช่วยเอื้อประโยชน์ต่อการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ได้แน่นอน.&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;right&quot; style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:right&quot;&gt;ปฏิญญา มั่งคั่ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12095</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, คณะกรรมการนโยบายการเงิน, จีน, ดัชนีหุ้นไทย, บล.เอเซียพลัส จำกัด, ปฏิญญา มั่งคั่ง, มาร์เก็ตแคป, สหรัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
