<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>11308</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แห่ร่วมทุน BNK48 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระแสเกิร์ลกรุ๊ปน้องใหม่อย่าง &amp;ldquo;BNK48&amp;rdquo; กำลังมาแรง เพราะตั้งแต่เปิดตัวเมื่อปลายปี 60 จนมาถึงล่าสุด เพลงฮิตติดหู ร้องกันได้ทุกเพศทุกวัย อย่างเพลง &amp;ldquo;คุ้กกี้เสี่ยงทาย&amp;rdquo; บวกกับวัยใสของน้องๆ สมาชิกในวง ที่ทำให้เหล่าบรรดาแฟนคลับ หรือมีชื่อเรียกเฉพาะว่า &amp;ldquo;โอตะ&amp;rdquo; คลั่งไคล้กันทั้งบ้านทั้งเมือง ไม่เว้นแม้แต่บริษัทใหญ่ๆ ที่อยากจะเข้าไปร่วมลงทุนในบริษัท บีเอ็นเค48 ออฟฟิศ จำกัด ที่เป็นธุรกิจบริหารจัดการศิลปิน BNK48 นั่นเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งก่อนหน้านี้ มีหลายบริษัท หลายองค์กร รวมถึงผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ดึงเอาสมาชิกวง BNK48 ไปร่วมงาน ทั้งโปรโมตงาน แถลงข่าว และเป็นพรีเซนเตอร์ เรียกได้ว่า เป็นการสร้างความจดจำได้ดีทีเดียว และที่ฮือฮาคือ เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา บมจ.แพลน บี มีเดีย (PLANB) ผู้ให้บริการและรับจ้างผลิตสื่อโฆษณาภายนอกที่อยู่อาศัย ใช้เงินลงทุน 182 ล้านบาท เข้าถือหุ้นในบริษัท บีเอ็นเค48 ออฟฟิศ จำกัด ในสัดส่วน 35% เพื่อเพิ่มรายได้จากความหลากหลาย และเพิ่มศักยภาพการเติบโตของธุรกิจใหม่ที่มีมูลค่าสำคัญต่อธุรกิจบันเทิงหรืออื่นๆ อย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยการเข้าถือหุ้นครั้งนี้ PLANB มองเห็นศักยภาพจากการร่วมงาน และโอกาสทางธุรกิจ จึงเข้ามาร่วมลงทุน จะช่วยให้บริษัทมีการขายสื่อโฆษณาต่อยอดจาก BNK48 ได้ และคาดว่า BNK48 จะมีรายได้ในปีนี้ประมาณ 250-300 ล้านบาท และกำไรสุทธิมากกว่า 100 ล้านบาท ขณะเดียวกันบริษัทจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการบริหารจัดการศิลปินภายใน แต่จะช่วยในเรื่องสปอนเซอร์และการดำเนินงานด้านสื่อโฆษณาเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการเข้าถือหุ้นในบริษัทที่มีศิลปินดังแบบนี้ ทำให้นักวิเคราะห์มองว่าจะส่งผลดีต่อกำไรของ PLANB แต่เพิ่มขึ้นไม่มาก ประมาณ 3-4% โดยจะช่วยเร่งการเติบโตของผลประกอบการของ PLANB จากรายได้การขายสินค้า โฆษณา เพลง และการแสดงโชว์ต่างๆ ของ BNK48 ขณะเดียวกันก็ช่วยดันราคาหุ้น PLANB เมื่อวันที่ 24 พ.ค.61 ให้ปรับเพิ่มขึ้นได้สูงสุดที่ 6.70 บาท สูงสุดในรอบ 3 เดือนเศษ ก่อนจะปิดการซื้อขายที่ 6.25 บาท ลดลง 0.20 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 234.87 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้นล่าสุดมีบริษัทใหญ่ในวงการทีวีดิจิทัลที่รู้จักกันดี เจ้าของรายการที่เคยสร้างกระแสคนติดงอมแงมทั่วประเทศอย่าง &amp;ldquo;หน้ากากนักร้อง&amp;rdquo; ของ บมจ.เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ (WORK) ที่กระโดดลงไปร่วมทุนตั้งบริษัทใหม่ ชื่อ บริษัท บีเอ็นเค โปรดักชั่น จำกัด ทุนจดทะเบียน 4 ล้านบาท คิดเป็น 40,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 100 บาท แบ่งเป็น WORK ถือหุ้น 20,000 หุ้น หรือ 50% ส่วนบริษัท บีเอ็นเค48 ออฟฟิศ จำกัด ถือหุ้น 19,999 หุ้น หรือ 49.99% และนายจิรัฐ บวรวัฒนะ ถือหุ้น 1 หุ้น หรือ 0.01% เพื่อประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตรายการโทรทัศน์ เพื่อออกอากาศออนไลน์ จัดงานอีเวนต์ และคอนเสิร์ต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นที่รู้กันดีในวงการทีวีดิจิทัลว่าช่องเวิร์คพอยท์น่าจะกำลังหารายการใหม่ๆ เข้ามาเสริมทัพ หลังจากพักหลังๆ หลายรายการที่เคยเรตติ้งดี ได้เริ่มดร็อปลงอย่างเห็นได้ชัด โดย บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุว่า WORK มีแผนที่จะผลิตรายการวาไรตี้โชว์แนวใหม่ ซึ่งเป็น Exclusive ที่ดำเนินรายการผ่านศิลปินกลุ่ม BNK48 พร้อมตั้งเป้าเรตติ้งที่ 1 กว่าๆ และจะเริ่มออกอากาศในเดือน ก.ค.นี้ และเริ่มรับรู้รายได้โฆษณาในไตรมาส 3/61 ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มเรตติ้งช่วงไพรม์ไทม์ของ WORK
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งรายการดังกล่าวมีต้นทุนการผลิตต่อเทปไม่สูงมาก คาดอยู่ที่ 200,000-400,000 บาทต่อเทป ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตเดิม ทำให้คาดว่ารายได้และกำไรของ WORK จะปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อนหน้า จากเรตติ้งจะเพิ่มขึ้นจากผังรายการใหม่ในเดือน ก.ค.และ ส.ค. เช่น FAN 2018, BNK48, Thailand&amp;rsquo;s Got Talent รายได้จากคอนเสิร์ตของ Wanna-One World Tour ซึ่งเป็นหนึ่งใน 3 วงดังของเกาหลี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากจะมองในพื้นฐานของบริษัทที่เข้ามาร่วมแจมใน BNK48 ทั้ง PLANB และ WORK ก็ค่อนข้างที่จะแข็งแกร่งอยู่ไม่น้อย เนื่องจากทั้ง 2 บริษัทมีธุรกิจของตนเองที่สร้างรายได้พอตัวอยู่แล้ว แต่ก็หวังอยู่ไม่น้อยว่าศิลปินกลุ่มนี้จะเข้ามาช่วยดันกำไรให้เพิ่มขึ้นบ้าง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกันก็ต้องจับตาดูกระแสของ BNK48 จะไปได้ไกลแค่ไหน เพราะตอนนี้เริ่มมี BNK48 รุ่นที่ 2 ที่ยังไม่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ และยังไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามเท่ากับรุ่นแรกหรือไม่ อีกทั้งซิงเกิลล่าสุดอย่างเพลง &amp;quot;วันแรก&amp;quot; ที่อาจจะฮิตในกลุ่มโอตะ ที่ติดตามกันมาตลอด ก็ยังไม่ติดหู หรือร้องกันได้เหมือนกับเพลง &amp;quot;คุกกี้เสี่ยงทาย&amp;quot; ซึ่งก็ต้องจับตาดูกันต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11308</URL_LINK>
                <HASHTAG>BNK48, กระจกไร้เงา, คุ้กกี้เสี่ยงทาย, บมจ.เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ (WORK), บริษัท บีเอ็นเค48 ออฟฟิศ จำกัด, ปฏิญญา สิงห์พิสาร, โอตะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10594</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปัจจัยเสี่ยงยังรอเพียบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในช่วงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา เรียกได้ว่าตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ที่ประเดประดังเข้ามาไม่เว้นแต่ละวัน โดยปัจจัยภายในประเทศที่ฉุดเป็นหลัก คือ ประเด็นข่าว บมจ.ปตท. ที่ถูกกระพือข่าวในโซเชียลมีเดียอย่างหนัก ทั้งราคาน้ำมันแพง บอยคอตไม่เติมน้ำมันปั๊ม ปตท. และใส่ร้ายผู้บริหาร ทำให้ราคาหุ้น ปตท.ร่วงลงแรง ฉุดดัชนีหุ้นไทยให้ลงตาม เพราะสัดส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานค่อนข้างมีน้ำหนักต่อดัชนีเป็นอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่การเมืองเริ่มคลี่คลายลง หลังจากร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดความหวังกันอีกครั้งว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และจะเป็นไปตามโรดแมปที่รัฐบาลเคยสัญญาไว้แน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และอีกปัจจัยที่กดดันอย่างหนักจากต่างประเทศ คงหนีไม่พ้นความเอาแต่ใจของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่ก่อความวุ่นวายทางการค้ากับหลายประเทศ โดยเริ่มที่สงครามการค้ากับจีน โดยจะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีน จากนั้นก็มีการตอบโต้กันเรื่อยมา ต่อด้วยประกาศถอนตัวจากการทำข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน แล้วจะใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจในระดับสูงสุดต่ออิหร่าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จนมาถึงล่าสุด กับการเดินหน้าแผนสั่งเก็บภาษีเหล็กกล้า 25% และอะลูมิเนียม 10% โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่ประเทศเม็กซิโก แคนาดา และสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งแผนการดังกล่าวจะมีผลนับตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.เป็นต้นไป เรียกได้ว่าปั่นป่วนกันทั่วโลกจริงๆ ส่วนหลังจากนี้ก็ต้องจับตารอดูการประชุมกับผู้นำเกาหลีเหนือว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งกว่าตลาดหุ้นทั้งไทยและทั่วโลกจะผ่านสถานการณ์กดดันมาได้ ถือว่าล้มลุกคลุกคลานกันมามาก พอๆ กับวิ่งหลบกระสุนในสนามรบกันเลยทีเดียว ที่สำคัญนักลงทุนจำนวนไม่น้อยที่ต้องบาดเจ็บกับความไม่แน่นอนในแต่ละวัน เพราะการติดตามข่าวอย่างเดียว ไม่สามารถช่วยได้ 100% ที่เหลือต้องอาศัยดวงล้วนๆ เช่นกัน และถึงแม้ที่ผ่านมาสถานการณ์ในตลาดหุ้นจะหักปากกาเซียนมากี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ตาม การติดตามบทวิเคราะห์ต่างๆ ก็ยังคงพึ่งพาได้บ้าง ไม่มากก็น้อย ตามวิจารณญาณของแต่ละบุคคลไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยในเดือน มิ.ย.นี้ บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า คาดกรอบดัชนีหุ้นไทยเดือน มิ.ย. อยู่ที่ 1,710-1,780 จุด โดยตัวแปรสำคัญคือนักลงทุนต่างประเทศจะขายหุ้นต่อหรือไม่ และผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะออกมาแบบไหน ดังนั้น ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด จึงอยู่ในช่วงครึ่งเดือนแรก เพราะถ้านักลงทุนจะขายหนักที่สุด หรือดัชนีหุ้นไทยจะลงไปหา 1,710 จุด หรือต่ำกว่า 1,720 จุด ก็น่าจะอยู่ช่วงนี้ แต่หากเกิดขึ้นจริง จะเป็นจังหวะในการเข้าสะสมหุ้น ซึ่งมองว่าช่วงครึ่งหลังของเดือน มิ.ย.ตลาดหุ้นไทยเมื่อผ่านการรับรู้ข่าวในเชิงลบไปมากแล้ว จะสูงกว่าช่วงครึ่งเดือนแรก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกัน แรงขายของนักลงทุนต่างชาติยังมีอย่างต่อเนื่อง โดยเหตุผลหลักๆ คือ หมดยุคของดอกเบี้ยต่ำ และการปรับพอร์ตของนักลงทุน โดยเฉพาะการนำหุ้นจีนเข้าคำนวณดัชนี MSCI สัดส่วนประมาณ 0.7% ของดัชนี ส่งผลให้นักลงทุนต่างประเทศที่ซื้อขายอิงดัชนีตัวนี้มีการขายปรับพอร์ต เพื่อไปรอซื้อหุ้นจีน ซึ่งประเมินว่าแรงขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ จะมีต่อในเดือน มิ.ย. แต่คาดว่าจะเริ่มชะลอ เพราะปัจจัยด้านเศรษฐกิจที่ดี และการเมืองดูเป็นบวกมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ จำกัด ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยเดือน มิ.ย. ว่า คาดดัชนีหุ้นไทยจะแกว่งตัวในกรอบ 1,680-1,780 จุด โดยมีกรอบแนวรับที่ 1,700 และ 1,680 จุด ส่วนกรอบแนวต้านอยู่ที่ 1,750 และ 1,770 จุด สำหรับปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ การประชุมเฟดในวันที่ 12-13 มิ.ย. ความวุ่นวายทางการเมืองในยุโรปเริ่มจากอิตาลีที่ล่าสุดการจัดตั้งรัฐบาลมีทีท่าว่าจะล้มเหลว และอาจนำไปสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ และความเสี่ยงในการออกจากยูโรโซนที่มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เห็นได้ว่าความวุ่นวายต่างๆ ที่จะเป็นตัวกระทบกับตลาดหุ้นยังมีมาไม่ขาดสาย จบเรื่องหนึ่งก็ยังมีเรื่องหนึ่งมารอเสมอ ดังนั้น นักลงทุนต้องพิจารณาให้รอบคอบ หรือหากไม่มั่นใจก็ควรจะถือเงินสดในมือไปก่อน รอให้สถานการณ์ดีขึ้นก่อนค่อยลงทุนยังไม่สาย.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปฏิญญา สิงห์พิสาร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10594</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ณัฐชาต เมฆมาสิน, ตลาดหุ้นไทย, บมจ.ปตท., บริษัทหลักทรัพย์, บล.ทรีนีตี้ จำกัด, ปฏิญญา สิงห์พิสาร, ส.ส., สหภาพยุโรป, เม็กซิโก, แคนาดา, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9752</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/05/2018 20:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งออกยังได้อานิสงส์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นาทีนี้ถ้าไม่พูดถึงตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทย ก็คงจะเชยนิดๆ เพราะสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ออกมาประกาศจีดีพีไทยไตรมาสแรก ปี 61 อยู่ที่ 4.8% เร่งขึ้นจาก 4% ในไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 20 ไตรมาส โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวเร่งขึ้นของการบริโภคภาคเอกชน การใช้จ่ายของรัฐบาล การลงทุนรวม และการขยายตัวในเกณฑ์สูงอย่างต่อเนื่องของการส่งออกสินค้าและบริการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากการที่ตัวเลขจีดีพีออกมาสวยงาม ทำให้คาดว่าจีดีพีไทยปีนี้จะขยายตัว 4.2-4.7% จากปัจจัยสนับสนุนจากการปรับตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจโลกและระดับราคาสินค้าในตลาดโลก ซึ่งจะสนับสนุนให้การส่งออกและการผลิตสาขาอุตสาหกรรมขยายตัวในเกณฑ์ดี และสนับสนุนเศรษฐกิจในภาพรวมได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐบาลและการลงทุนภาครัฐยังอยู่ในเกณฑ์สูง และมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี การฟื้นตัวที่ชัดเจนมากขึ้นของการลงทุนภาคเอกชน การปรับตัวดีขึ้นและการกระจายตัวมากขึ้นของฐานรายได้ประชาชนในระบบเศรษฐกิจ ขณะที่ มูลค่าการส่งออกสินค้าคาดขยายตัว 8.9% &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถึงแม้ในครั้งนี้ การส่งออกดูเหมือนจะถูกลดบทบาทลง เปลี่ยนเป็นการขับเคลื่อนของรัฐบาลแทน แต่ยังคงเป็นฟันเฟืองที่สำคัญเหมือนเช่นที่ผ่านมา เพราะยังคงมีแนวโน้มที่เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะมีปัจจัยเข้ามากระทบหลายอย่างก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทางศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบีได้ประเมินการส่งออกของไทยปีนี้จะโตถึง 8.6% โดยการส่งออกไทยใน 4 เดือนแรกของปีนี้ทะยานขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อนอีก 11.5% ด้วยมูลค่าการส่งออกเฉลี่ย 20,444 ล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน จากปัจจัยบวกทั้งด้านราคาสินค้าตามผลของราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มสูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และด้านปริมาณตามการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการผลิต ส่งผลให้เกือบทุกกลุ่มสินค้า และเกือบทุกตลาดสำคัญเติบโตได้ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับมูลค่าการส่งออกไทยในช่วง 8 เดือนที่เหลือของปีนี้ คาดว่ามีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง แต่ในอัตราที่ชะลอตัวลงด้วยผลของฐานสูง ซึ่งการขยายตัวเป็นผลมาจากทั้งราคาและปริมาณที่เพิ่มขึ้น จากการศึกษาความสัมพันธ์ของราคาน้ำมันในตลาดโลกกับราคาสินค้าส่งออกในกลุ่มสินค้าเกษตรและสินค้าโภคภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน มีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกัน คือ ผลของราคาน้ำมันดิบที่เปลี่ยนแปลงทุก 1% จะทำให้ราคาสินค้าส่งออกเปลี่ยนไปในทิศทางเดียวกันประมาณ 0.11%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งทางศูนย์วิเคราะห์ฯ มองว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกในช่วงที่เหลือจะเฉลี่ยอยู่ที่ 71 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้น 30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ประมาณ 55 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ดังนั้น ผลทางด้านราคาที่เพิ่มขึ้นจะทำให้มูลค่าส่งออกในกลุ่มสินค้าเกษตร ยางพารา เคมีภัณฑ์ น้ำมันสำเร็จรูป และเหล็ก ที่มีสัดส่วนถึง 1 ส่วน 4 ของมูลค่าส่งออกรวมจะปรับตัวสูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ในระยะถัดไปยังคงมีประเด็นความเสี่ยงที่ผู้ส่งออกต้องติดตามอย่างใกล้ชิดอยู่ ได้แก่ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ที่แม้ว่าผลกระทบต่อการค้าไทยในระยะสั้นยังค่อนข้างจำกัด แต่ในระยะปานกลางถึงยาวยังคงต้องเฝ้าระวังติดตาม และเงินบาทที่มีทิศทางแข็งค่าต่อเนื่อง โดยคาดว่าสิ้นปีนี้อัตราแลกเปลี่ยนจะอยู่ที่ระดับ 31.0 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากระดับปัจจุบัน 3.5% จากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่ดีขึ้นต่อเนื่อง ทั้งจากรายได้การส่งออกสินค้า การท่องเที่ยว และด้วยแรงหนุนจากเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ยังแนะว่าผู้ส่งออกควรมองหาเครื่องมือที่จะช่วยป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน เพื่อบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากทิศทางค่าเงินบาทแข็งค่า และบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้สถานการณ์ต้นทุนที่มีทิศทางเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยรักษาอัตรากำไรและพยุงขีดความสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันตัวเลขเศรษฐกิจไทยดูสวยงามมาก มากจนน่าใจหาย ยิ่งตัวแปรที่เข้ามีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างการเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือต่างๆ จากรัฐบาล ยิ่งจะทำให้เศรษฐกิจติดเครื่องยนต์เดินต่อไปอย่างแข็งแกร่ง แต่ถ้าจะให้ดีจริงๆ ควรจะดูแลความเป็นอยู่ให้ทั่วถึง เพราะจีดีพีที่โตตอนนี้ดูเหมือนจะขัดแย้งกับปากท้องนิดหน่อย และกระจุกตัวมากเกินไป หากกระจายไปหลายๆ กลุ่ม คงจะดีกว่านี้แน่นอน.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ปฏิญญา สิงห์พิสาร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9752</URL_LINK>
                <HASHTAG>FDI, กระจกไร้เงา, จีดีพี, ปฏิญญา สิงห์พิสาร, ยางพารา, ราคาน้ำ, ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ, สศช., เงินบาทแข็งค่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8955</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แบงก์แข่งสินเชื่อดุ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถือเป็นมหกรรมทางการเงินที่ยิ่งใหญ่ของปีเลยทีเดียว กับงานมหกรรมการเงิน ครั้งที่ 18 Money Expo 2018 ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;Wealth Transformation มิติใหม่แห่งความมั่งคั่ง&amp;rdquo; ณ ชาเลนเจอร์ 2-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 10-13 พ.ค.นี้ โดยในงานจะมีกิจกรรมต่างๆ ให้เลือกชม และร่วมทำกิจกรรม ทั้งให้ความรู้และบริการต่างๆ &amp;nbsp;มากมาย ซึ่งงานจัดใหญ่ขนาดนี้เงินสะพัดต้องไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาทแน่นอน โดยตลอด 17 ปี สามารถสร้างยอดธุรกรรมเกิดขึ้นในงานเป็นมูลค่าถึงกว่า 1.8 ล้านล้านบาท จากผู้เข้าชมงานกว่า 15 ล้านคน โดยเฉพาะในงาน Money Expo 2017 มียอดธุรกรรมรวมกว่า 116,300 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำคัญผู้เข้าร่วมงานย่อมมาหาของถูกๆ กันเพียบ โดยในปีนี้ธนาคารพาณิชย์ต่างเข็นเอาแคมเปญเงินฝากและสินเชื่อมาแข่งกันอย่างดุเดือด เพื่อหวังเอามาทดแทนรายได้จากค่าธรรมเนียมที่หายไป จากการยกเลิกเก็บค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัล ทั้งนี้ ประชาชนที่เข้าชมงานสามารถเลือกใช้บริการอย่างครบวงจร จากธนาคาร สถาบันการเงิน บริษัทประกันชีวิต ประกันภัย ประกันสุขภาพ ทั้งสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อเอสเอ็มอี บัตรเครดิต บัตรเงินสด และเงินฝากทุกประเภท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาดูที่การแย่งชิงลูกค้าและความใจป้ำของแต่ละธนาคาร ว่าจะใจเด็ดกันแค่ไหน เริ่มที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KBANK) เสนอโปรโมชั่นสิทธิประโยชน์สุดพิเศษของผลิตภัณฑ์ทางการเงินหลากหลายรูปแบบ อาทิ สินเชื่อบ้านกสิกรไทย อัตราดอกเบี้ยสุดพิเศษ 0.60% นาน 8 เดือน สินเชื่อเอสเอ็มอีกสิกรไทย ลูกค้าที่ตั้งวงเงินสินเชื่อ 10 ล้านบาทขึ้นไป รับทันที &amp;quot;Samsung Smart TV 55&amp;quot; สินเชื่อบุคคลกสิกรไทย ดอกเบี้ยต่ำสุดหมื่นละ 2.25 บาทต่อวัน สินเชื่อรถช่วยได้กสิกรไทย ดอกเบี้ย 3.99% และฟรีค่าธรรมเนียม 1,500 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTB) นำบริการทางการเงินพร้อมโปรโมชั่นพิเศษ Krungthai Travel Card สำหรับผู้เดินทางไปต่างประเทศ โดยสามารถแลกเงินต่างประเทศในอัตราพิเศษถึง 7 สกุลเงิน สินเชื่อกรุงไทย SME รักกันยาวๆ ผ่อนนาน 10 ปี ปลอดเงินต้น 12 เดือน กู้ได้สูงสุด 100 ล้านบาท สินเชื่อ KTB SME บัญชีเดียว บสย.ค้ำประกัน ดอกเบี้ยคงที่ 5% ต่อปี นาน 2 ปี กู้ได้สูงสุด 100 ล้านบาท สินเชื่อ SME Soft Loan เพื่อซื้อหรือขยายเครื่องจักร ดอกเบี้ย 4% ต่อปี ผ่อนนาน 7 ปี ปลอดเงินต้น 12 เดือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีสินเชื่อกรุงไทย Super Easy สำหรับผู้มีรายได้ประจำ ดอกเบี้ยต่ำ 9% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา 3 ปี กู้ได้สูงสุด 1 ล้านบาท ไม่ต้องมีหลักทรัพย์หรือบุคคลค้ำประกัน ไม่มีค่าธรรมเนียมการจัดการเงินกู้ สินเชื่อที่อยู่อาศัย ผ่อนนาน 30 ปี ดอกเบี้ยพิเศษ 0.50% ต่อปี นาน 6 เดือน ฟรีค่าธรรมเนียมจดจำนอง 1% และค่าธรรมเนียมประเมินราคาหลักทรัพย์ประกัน เมื่อยื่นความจำนงภายในงาน ด้านเงินฝากธนาคารให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากพิเศษ 1.25% ต่อปี สำหรับลูกค้า 1,000 ท่านแรกที่เปิดบัญชีเงินฝาก Expo Xtra เงินฝากประจำ 3 เดือน ฝากขั้นต่ำ 50,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนทางด้านธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) (TBANK) รุกสินเชื่อบ้านเป็นหลัก ให้ลูกค้า 100 ท่านแรกที่สมัครสินเชื่อ &amp;ldquo;บ้านแลกเงิน&amp;rdquo; ผ่อน 0% นาน 3 เดือน และลูกค้า &amp;ldquo;รีไฟแนนซ์&amp;rdquo; ดอกเบี้ยพิเศษ 3.29% ฟรีค่าประเมินหลักประกัน และลูกค้าที่ใช้วงเงินกับธนาคาร ได้สิทธิ์รับ Central Gift Voucher มูลค่า 2,000 บาท ภายในงานนี้เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และสุดท้ายที่ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) (CIMBT) ให้ทางเลือกใหม่ของผู้ฝากเงินที่มีเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ สามารถโอนเข้ามาเพื่อเปิดบัญชีฝากประจำสกุลดอลลาร์สหรัฐ 6 เดือน รับดอกเบี้ยสูงถึง 2% ต่อปี หรือจะฝากสั้น 3 เดือน รับดอกเบี้ย 1.5% ต่อปี ฝากขั้นต่ำ 2,000 USD และไม่เกิน 100,000 USD ต่อราย นอกจากนี้ ผู้มีเงินสกุลบาทสามารถนำเงินบาทมาแลกเปลี่ยนเป็นดอลลาร์เพื่อเปิดบัญชีนี้ได้เช่นกัน โดยอ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคาร ณ วันทำรายการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายถึงได้ใจถึง งัดเอาสินเชื่อและดอกเบี้ยมานำเสนอกันแบบเหมือนจะปิดตัวธนาคารแล้วก็ว่าได้ เรียกได้ว่านี่คือนาทีทองของประชาชนทั้งหลายที่จะคว้าไว้ แต่อย่าลืมสอบถามถึงเงื่อนไขต่างๆ ก่อนตัดสินใจ เพราะของดีและฟรีไม่มีในโลก ดังนั้นควรพิจารณาก่อนจะดีที่สุด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8955</URL_LINK>
                <HASHTAG>Money Expo 2018, กระจกไร้เงา, การทำธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัล, ธนาคารพาณิชย์, ปฏิญญา สิงห์พิสาร, มิติใหม่แห่งความมั่งคั่ง, สินเชื่อกรุงไทย Super Easy, อิมแพ็ค เมืองทองธานี, แคมเปญเงินฝากและสินเชื่อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7961</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แบงก์เล็กมาแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จบไปแล้วกับการรอคอยผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ทั้ง 11 แห่ง ประจำงวดไตรมาสแรกของปี 61 ที่ต่างตั้งตารอว่าจะออกมาเป็นอย่างไร เพราะที่ผ่านมามีประเด็นข่าวออกมาไม่ขาดสาย ทำให้นักลงทุนต่างจับตากันเป็นพิเศษ ซึ่งผลกำไรสุทธิออกมายังคงทำได้ดีตามคาดการณ์ แต่กลายเป็นธนาคารขนาดกลางและเล็กที่มีการเติบโตดีกว่าธนาคารขนาดใหญ่ เพราะจากการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญที่เพิ่มขึ้นของธนาคารใหญ่นั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยในไตรมาส 1/61 มีกำไรสุทธิรวม 55,030 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 992 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/60 ที่อยู่ที่ 54,038 ล้านบาท มาจากการปล่อยสินเชื่อที่ขยายตัวเร่งขึ้น ทำให้รายได้ดอกเบี้ย รายได้จากค่าธรรมเนียมและบริการปรับตัวเพิ่มขึ้น สะท้อนถึงทิศทางของเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งส่งออกและการท่องเที่ยว รวมถึงภาครัฐเร่งเดินหน้าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ภาคเอกชนเกิดการลงทุนและความต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นที่แน่นอนว่าธนาคารใหญ่อย่างธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB) จะต้องมีกำไรสุทธิสูงที่สุดอยู่แล้ว อยู่ที่ 11,364 ล้านบาท กอดคอมากับธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KBANK) ที่มีกำไรสุทธิ 10,766 ล้านบาท และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BBL) กำไรสุทธิ 9,004 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่เมื่อเทียบอัตราการเติบโต กลับพบว่าธนาคารที่มีการเติบโตมากที่สุด 3 อันดับ คือ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) (CIMBT) โต 39.3% บมจ.แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป (LHBANK) โต 31.5% และ บมจ.ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) โต 18.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กลายเป็นมาแรงแซงทางโค้งพวกบิ๊กๆ ไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTB) ยังคงครองตำแหน่งกำไรลดลงมากที่สุด โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 7,398 ล้านบาท ลดลง 16.95% ตามมาด้วย SCB กำไรสุทธิ 11,364 ล้านบาท ลดลง 4.6% และธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) (KKP) กำไรสุทธิ 1,518 ล้านบาท ลดลง 0.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนการตั้งสำรองหนี้เผื่อสงสัยจะสูญในไตรมาสแรกรวมอยู่ที่ 40,346 ล้านบาท โดยธนาคารที่ตั้งสำรองสูงสุดคือ KBANK จำนวน 7,800 ล้านบาท BBL จำนวน 7,322 ล้านบาท และ KTB จำนวน 6,908 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถึงแม้ในไตรมาสแรกกำไรจะออกมาดีก็ตาม แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ เพราะนี่ไม่ใช่ตัวชี้วัดของทั้งปี เพราะยังไม่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกค่าธรรมเนียมการใช้บริการผ่านช่องทางดิจิทัล ที่คาดว่าในไตรมาส 2 จะโดนแบบเต็มๆ โดยนางภรณี ทองเย็น อุปนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน และรองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สมาคมนักวิเคราะห์คาดการณ์กลุ่มธนาคารพาณิชย์ปีนี้เหลือโต 8% จากเดิมคาดโต 14%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน นายเกียรติศักดิ์ เจนวิภากุล กรรมการ สมาคมนักวิเคราะห์ และกรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การลดค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์ จะกระทบกำไรธนาคารพาณิชย์ปีนี้ โดยธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KBANK) กระทบ 7%, ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB) กระทบ 5%, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BBL) และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTB) กระทบ 4% และธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) (BAY) กระทบ 2%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในขณะที่คาดการณ์กันว่ากำไรในส่วนของค่าธรรมเนียมจะหายไป กลับกันในส่วนของยอดการทำธุรกรรมทางแอปพลิเคชันกลับเพิ่มขึ้น โดย KBANK โชว์ยอดตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย.61 มีลูกค้าใหม่สมัครใช้แอป KPLUS เพิ่มขึ้น 37% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสมัครผ่านช่องทางสาขาเป็นหลัก โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม แหล่งท่องเที่ยว และมหาวิทยาลัยต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านจำนวนการทำธุรกรรมทุกประเภทผ่านแอป KPLUS อยู่ที่ 20 ล้านรายการต่อวัน หรือเพิ่มขึ้น 2.5 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยประเภทบริการของ KPLUS ที่มีปริมาณการใช้บริการเพิ่มขึ้น คือ โอนต่างธนาคารแบบทันที (ORFT) เพิ่มขึ้น 63% ส่วนเติมเงินและจ่ายบิลค่าสินค้าและบริการ เพิ่มขึ้น 26% ทั้งนี้ ตั้งเป้าในปีนี้จะมีจำนวนลูกค้าที่ใช้บริการแอป KPLUS เพิ่มขึ้นเป็น 10.8 ล้านราย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถึงแม้การเปลี่ยนแปลงจะนำไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น แต่ก็ยังต้องติดตามกันต่อไป ว่าธนาคารต่างๆ จะงัดลูกเล่นอะไรออกมาเพื่อดึงลูกค้า และเพิ่มกำไรให้มากขึ้น ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายมากทีเดียว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7961</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, การตั้งสำรองหนี้, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BBL), ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KBANK), ธนาคารขนาดกลาง, นางภรณี ทองเย็น, นายเกียรติศักดิ์ เจนวิภากุล, บริษัทหลักทรัพย์, ปฏิญญา สิงห์พิสาร, สมาคมนักวิเคราะห์คาดการณ์กลุ่มธนาคารพาณิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6562</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2018 21:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ถือรอปันผล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในช่วงเดือน เม.ย. ดัชนีหุ้นไทยนอกจากจะถูกกดดันด้วยการขายลดความเสี่ยงก่อนวันหยุดยาวในช่วงเทศกาลสงกรานต์แล้ว ยังมีแรงกดดันจากการประกาศจ่ายปันผลและการขึ้นเครื่องหมายผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับเงินปันผล (XD) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ประมาณ 70 บริษัท ซึ่งเป็น บจ.ที่มีมาร์เก็ตแคปใหญ่ โดยจะเป็นปัจจัยกดดันดัชนีประมาณ 11 จุด ทำให้ดัชนีหุ้นไทยในเดือน เม.ย.ปรับขึ้นได้ไม่มาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยนักลงทุนบางส่วนเลือกที่จะถือหุ้นเพื่อรอปันผล แทนการซื้อขายบนกระดาน เพราะอย่างน้อยยังมีการันตีว่าถึงอย่างไรก็ได้เงินคืนอย่างแน่นอน ซึ่งจะน้อยหรือมาก ก็ขึ้นอยู่กับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) นั้นๆ ว่ามีการเติบโตมากน้อยเพียงใด รวมถึงเงื่อนไขนโยบายที่เคยประกาศไว้ว่าจะมีการจ่ายปันผลปีละกี่ครั้ง นอกเหนือจากนั้น ก็ต้องดูพื้นฐานของ บจ.ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความเห็นของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.ทิสโก้) ระบุว่า จากสถิติย้อนหลัง 7 ปี พบว่ากว่า 70% ในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย.ของทุกปี เป็นช่วงที่หุ้นไทยจะปรับตัวขึ้น โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการที่นักลงทุนเข้ามาช้อนซื้อหุ้นปันผลดีก่อนที่ บจ.จะประกาศจ่ายปันผล หากนักลงทุนเข้าซื้อหุ้นหลังตรุษจีนและถือต่ออีก 1 เดือน หรือขายออกในสิ้นเดือน มี.ค. จะได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 2.8% หากถือไว้ 2 เดือน หรือขายออกช่วงสิ้นเดือนเม.ย. จะได้รับผลตอบแทนเฉลี่ย 4.8%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งในปี 60 นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า มี บจ. ประกาศจ่ายเงินปันผลรวมทั้งสิ้น 487 บริษัท (ไม่รวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน) มูลค่ารวม 478,092 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ แบ่งเป็น บจ.ใน SET 400 บริษัท มูลค่าเงินปันผล 473,270 ล้านบาท และ บจ.ใน mai 87 บริษัท มูลค่าเงินปันผล 4,822 ล้านบาท โดยมูลค่าเงินปันผลส่วนใหญ่ หรือ 52% ของทั้งหมด เกิดจาก บจ.หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค ธนาคาร และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นอกจากนี้ มีอัตราเงินปันผลตอบแทน โดยเฉลี่ยเท่ากับ 3.41% ขณะที่ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Property fund &amp;amp; REITs) มีอัตราเงินปันผลตอบแทนโดยเฉลี่ย 5.97% และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน มีอัตราเงินปันผลตอบแทนโดยเฉลี่ย 7.04%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;บจ.ไทยส่วนใหญ่มีผลประกอบการดี และจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ ด้วยอัตราผลตอบแทนที่อยู่ในระดับดี ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้ลงทุนพิจารณาลงทุนในหุ้นไทย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านความแข็งแรงของ บจ.ใน SET ที่ประกาศจ่ายเงินปันผลสูงสุด 5 อันดับแรก คือ บมจ.ปตท. (PTT), บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC), บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC), ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) มีมูลค่ารวมกัน 132,085 ล้านบาท หรือ 28% ของมูลค่าเงินปันผลทั้งหมดใน SET&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับ บจ.ใน mai ที่ประกาศจ่ายเงินปันผลสูงสุด 5 อันดับแรก คือ บมจ.ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส (FSMART), บมจ.บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป (BROOK), บมจ.บางกอก เดค-คอน (BKD), บมจ.ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ (TSE) และ บมจ.ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ (FPI) มีมูลค่าเงินปันผลรวม 1,470 ล้านบาท หรือ 30% ของมูลค่าเงินปันผลทั้งหมดใน mai&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อพิจารณาในด้านการลงทุนในหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลสูง บจ.ที่จ่ายเงินปันผลต่อหุ้นสูงสุด 5 อันดับแรก คือ บมจ. กันยงอีเลคทริก (KYE), บมจ.กู๊ดเยียร์ (ประเทศไทย) (GYT), บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC), บมจ.ปตท. (PTT) และ บมจ.อาหารสยาม (SFP) โดยประกาศจ่ายเงินปันผลต่อหุ้นในปี 60 มูลค่าตั้งแต่ 16.50 ถึง 30.36 บาทต่อหุ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน บจ.ที่มีอัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) สูงสุด 5 อันดับแรก คือ บมจ.แปซิฟิกไพพ์ (PAP), บมจ.พรีเมียร์ เทคโนโลยี (PT), บมจ.บางสะพานบาร์มิล (BSBM), บมจ.หลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) (KGI) และ บมจ.ทรีนีตี้ วัฒนา (TNITY) โดยมีอัตราเงินปันผลตอบแทนตั้งแต่ 9.42% ถึง 15.23%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความเสี่ยงจากการซื้อขายหุ้นบนกระดานในภาวะที่ตลาดหุ้นกำลังผันผวนในปัจจุบันยังมีอยู่มาก หากนักลงทุนไม่ได้คิดมากกับตัวเลขกำไรที่จะได้มา หรือไม่รีบร้อนมากนัก การถือไว้เพื่อรับปันผลจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ค่อนข้างมีความเสี่ยงในการขาดทุนน้อย และที่สำคัญมีโอกาสได้ผลตอบแทนคืนจริงๆ แต่ต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่า และความเหมาะสมของระยะเวลาที่ถือไว้ด้วย เหนือสิ่งอื่นใดที่จะขาดไม่ได้ คือพื้นฐานของบริษัทที่ต้องแน่นปึ้กจริงๆ ถึงจะคุ้มค่าการรอคอย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6562</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, การขายลดความเสี่ยง, ดัชนีหุ้น, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, นางเกศรา มัญชุศรี, ปฏิญญา สิงห์พิสาร, เงินปันผล, เทศกาลสงกรานต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5835</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2018 21:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/03/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เริ่มต้นสงครามการค้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตไปเมื่อปลายสัปดาห์ก่อน เมื่อทางการจีนได้ออกมาตอบโต้รัฐบาลสหรัฐ ด้วยการเล็งเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ 128 รายการ มูลค่า 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นการตอบโต้กลับครั้งแรกของทางการจีน หลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ลงนามกฎหมายฉบับใหม่ ขึ้นภาษีที่นำเข้าจากจีน 1,300 รายการ จะทำให้สหรัฐมีรายได้เพิ่มอีกประมาณ 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้การตอบโต้จากจีนครั้งแรกถือว่าเป็นการประกาศ &amp;ldquo;สงครามทางการค้า&amp;rdquo; ระหว่างสองประเทศ โดยทางการจีนจะใช้มาตรการทุกทาง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ ขณะที่สหรัฐก็ตั้งข้อจำกัดของการลงทุนจากจีนในสหรัฐ เพื่อลดการขาดดุลทางการค้ากับประเทศจีนให้มากกว่าเดิม ทำให้ตลาดหุ้น ทองคำ พันธบัตร และอื่นๆ ทั่วโลก ปั่นป่วนกันเลยทีเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ถึงแม้ตลาดหุ้นทั่วโลกจะดิ่งและตื่นตระหนกกันเพียงใด สำหรับตลาดหุ้นไทยกลับไม่ระคายเคืองมากนัก โดยทันทีที่เปิดการซื้อขาย ก็ร่วงตามชาวบ้านที่ 17 จุด และระหว่างวันลดลงต่ำสุด 18.82 จุด อยู่ที่ 1,779.73 จุด จากนั้นมีแรงซื้อกลับเข้ามาช่วยหนุนให้ดัชนีปิดที่ระดับ 1,794.21 จุด ลดลง 4.34 จุด หรือเปลี่ยนแปลง -0.24% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 50,683.47 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนต่างชาติที่ปกติจะอยู่ในสถานะขายสุทธิ กลับมาซื้อสุทธิที่ 647.59 ล้านบาท เรียกได้ว่าแข็งแกร่งสวนทางกับชาวบ้านชาวช่องได้ดีทีเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่องการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจทั้งสองประเทศนี้ ถือเป็นการเขย่าขวัญประเทศเล็กๆ น้อยๆ เป็นอย่างมาก เพราะกระทบกับห่วงโซ่กันไปหมด โดยนายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการและกรรมการผู้อำนวยการ สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน กล่าวว่า สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ถือเป็นปัจจัยกดดันการลงทุนตลาดหุ้นทั่วโลกและตลาดหุ้นไทย แต่เชื่อว่าเป็นเพียงปัจจัยระยะสั้นเท่านั้น แต่ต้องติดตามว่าสหรัฐจะมีมาตรการกีดกันการค้าในรูปแบบใดออกมาอีก และมีประเทศใดบ้างอยู่ในบัญชีรายชื่อที่สหรัฐจะใช้มาตรการเก็บภาษีสินค้านำเข้าเพิ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (อีไอซี) ธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุว่า ทางการจีนสามารถเลือกใช้มาตรการเพื่อตอบโต้นโยบายกีดกันทางการค้าจากสหรัฐได้ 3 รูปแบบ ตามระดับความตึงเครียดและความรุนแรงของผลของทางเลือก นำไปสู่สงครามการค้าได้ทั้งสิ้น คือ การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ และการให้สิทธิพิเศษทางการค้าการลงทุนกับประเทศคู่ค้าอื่นๆ โดยยกเว้นไม่ให้สหรัฐได้รับประโยชน์, การจำกัดขอบเขต รวมถึงสร้างความยากลำบากต่อธุรกิจสหรัฐที่ดำเนินธุรกิจในจีน รวมถึงลดจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่จะเดินทางเข้าสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ การลดการถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐทางการจีนสามารถตอบโต้มาตรการทางการค้าจากสหรัฐทางอ้อมได้ โดยสร้างแรงกระเพื่อมผ่านตลาดการเงินได้โดยการเทขายสินทรัพย์ที่อยู่ในรูปของดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และหันไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลของประเทศพันธมิตรอื่นแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่ว่าทั้งสองประเทศจะเล่นสงครามกันนานแค่ไหน ประเทศรายย่อยอย่างเราๆ ควรหาทางแก้ไขไว้แต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะการส่งออกที่ต้องพึ่งพาสองประเทศนี้ อาจจะหาลู่ทางอื่น หรือไปที่ประเทศอื่นบ้าง เพื่อป้องกันความเสี่ยงและลดการผูกขาดแค่นี้ เพราะยังไม่มีใครรู้ว่าสงครามนี้จะจบอย่างไร.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปฏิญญา สิงห์พิสาร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5835</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ตลาดหุ้น, ปฏิญญา สิงห์พิสาร, ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ, สงครามทางการค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
