<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>69633</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2020 20:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2020 20:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คิม จองอึน&#039;เบรกแผนปฏิบัติการทางทหารกับเกาหลีใต้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ปรับตัวไม่ทัน รายงานสื่อเกาหลีเหนือเมื่อวันพุธเผย &amp;quot;คิม จองอึน&amp;quot; สั่งระงับแผนปฏิบัติการทางทหารกับเกาหลีใต้ ส่อท่าทีผ่อนคลายความตึงเครียด ทั้งที่ไม่กี่วันก่อนเพิ่งระเบิดทำลายสำนักงานประสานงานร่วมและขู่ตั้งป้อมค่ายในเขตปลอดทหารอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ คิม จองอึน (ซ้าย) และคิม โยจอง ร่วมการประชุมสุดยอดระหว่างสองเกาหลี ที่หมู่บ้านปันมุนจอม วันที่ 21 เมษายน 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของเอเอฟพีและรอยเตอร์เมื่อวันพุธที่ 24 มิถุนายน 2563 อ้างรายงานข่าวในวันเดียวกันของสำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) ซึ่งเป็นสื่อของทางการเปียงยาง ว่าคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเปียงยาง เป็นประธานการประชุมเบื้องต้นของคณะกรรมการการทหารส่วนกลาง (ซีเอ็มซี) ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์เมื่อวันอังคาร โดยสมาชิกซีเอ็มซีได้ประเมินสถานการณ์โดยรวมทั้งหมดก่อนจะตัดสินใจระงับแผนปฏิบัติการทางทหารกับเกาหลีใต้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของเคซีเอ็นเอไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม แต่บอกว่าคณะกรรมการยังได้หารือเอกสารที่กำหนดเค้าโครงมาตรการสนับสนุนการยับยั้งสงครามของประเทศเพิ่มเติมยิ่งขึ้นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงไม่กี่สัปดาห์มานี้ เกาหลีเหนือกล่าวประณามเกาหลีใต้อย่างเผ็ดร้อนเรื่องใบปลิวโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านเกาหลีเหนือ ที่กลุ่มชาวเกาหลีเหนือแปรพักตร์ในเกาหลีใต้ส่งข้ามแดนไปยังฝ่ายเหนือ ด้วยการติดไปกับบอลลูนหรือใส่ขวดลอยน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สัปดาห์ที่แล้ว เกาหลีเหนือระเบิดทำลายอาคารสำนักงานประสานงานร่วมสองเกาหลี ที่ตั้งอยู่ในเมืองแคซองของเกาหลีเหนือ ต่อมากองทัพเกาหลีเหนือยังขู่จะใช้มาตรการทางทหารอีกหลายอย่าง อาทิ การส่งกำลังทหารกลับเข้าไปในพื้นที่ที่เคยถอนตัวออกมาก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการความร่วมมือระหว่างสองเกาหลี, การรื้อฟื้นป้อมค่ายภายในเขตปลอดทหารที่คั่นแบ่งชายแดนระหว่างสองประเทศ และจัดการฝึกซ้อมทางทหารเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สองวันก่อนหน้านี้ มีรายงานว่าเกาหลีเหนือเริ่มติดตั้งเครื่องขยายเสียงตามจุดต่างๆ ตลอดแนวชายแดนใกล้เขตปลอดทหาร เพื่อเผยแพร่การโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านเกาหลีใต้ แต่รายงานของสำนักข่าวยอนฮับจากเกาหลีใต้อ้างแหล่งข่าวทางทหารไม่เปิดเผยนามว่า เกาหลีเหนือเริ่มรื้อถอนเครื่องขยายเสียงเหล่านี้แล้วราว 10 เครื่องจากประมาณ 20 เครื่องที่เพิ่งติดตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การแสดงท่าทีประนีประนอมของเกาหลีเหนือเป็นเรื่องไม่ปกติ และเกิดหลังจากนักวิเคราะห์หลายรายกล่าวว่าเกาหลีเหนือต้องการสร้างวิกฤติบนคาบสมุทรเกาหลีเพื่อหาทางกดดันให้เกาหลีใต้ยอมทำตามความต้องการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านกระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้ที่ดูแลความสัมพันธ์ระหว่างสองเกาหลี กล่าวว่า กระทรวงกำลังพิจารณาทบทวนรายงานข่าวของเคซีเอ็นเออย่างใกล้ชิดและระมัดระวัง ยิ่งกว่านั้น กระทรวงยังยืนยันรายงานข่าวที่ว่า เว็บไซต์โฆษณาชวนเชื่ออย่างเป็นทางการของเกาหลีเหนือได้ลบบทความหลายชิ้นที่วิจารณ์เกาหลีใต้ออกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลเกาหลีใต้วิจารณ์เกาหลีเหนืออย่างขึงขังผิดปกติ เรื่องการทำลายอาคารสำนักงานประสานงานร่วมและเรื่องที่คิม โยจอง น้องสาวของคิม จองอึน ประณามประธานาธิบดีมุน แจอิน ของเกาหลีใต้อย่างรุนแรง โดยบอกว่าเกาหลีใต้จะไม่ยอมอดกลั้นกับการกระทำและคำพูดที่ไร้เหตุผลของเกาหลีเหนืออีกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนนี้ คิม โยจอง ซึ่งเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญของพี่ชายและอาจเป็นผู้สืบทอดอำนาจ เป็นผู้ออกหน้าในการแสดงจุดยืนก้าวร้าวต่อเกาหลีใต้ด้วยความไม่พอใจต่อการส่งใบปลิวข้ามแดน ซึ่งที่ผ่านมาฝ่ายต่อต้านเกาหลีเหนือกระทำเป็นประจำอยู่แล้ว โดยเธอกล่าวไว้ไม่กี่วันก่อนหน้าการทำลายอาคารว่า สำนักงานแห่งนี้จะพังถล่มราบในไม่ช้า และยังกล่าวถึงมุนว่าวิกลจริตและน่าสะอิดสะเอียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลีฟ-เอริก อีสลีย์ อาจารย์มหาวิทยาลัยอีฮวา ให้ทัศนะต่อเอเอฟพีว่า การที่มีคนอื่นออกมาพูดแทนพวกผู้นำในเปียงยางทำให้คิม จองอึน มีทางเลือกปรับเปลี่ยนท่าทีได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69633</URL_LINK>
                <HASHTAG>คิม จองอึน, คิม โยจอง, ปฏิบัติการทางทหาร, เกาหลีเหนือ, เกาหลีใต้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200624/image_big_5ef356f3ab037.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65317</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/05/2020 19:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/05/2020 19:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กองทัพสหรัฐฆ่าพลเรือนทั่วโลกแค่ 132 ศพปีที่แล้ว เอ็นจีโอยันมากกว่านั้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รายงานของกระทรวงกลาโหมสหรัฐระบุว่า ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐทั่วโลกในปี 2562 ทำให้พลเรือนเสียชีวิต 132 ราย บาดเจ็บ 91 คน แต่เป็นตัวเลขที่น้อยกว่าการรวบรวมของเอ็นจีโอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานประจำปีของกระทรวงกลาโหมสหรัฐที่ยื่นต่อสภาคองเกรสและเผยแพร่เมื่อวันพุธที่ 6 พฤษภาคม ประเมินว่า มีพลเรือนเสียชีวิตประมาณ 132 ราย และได้รับบาดเจ็บประมาณ 91 คน จากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐเมื่อปี 2562 ในอิรัก, ซีเรีย, อัฟกานิสถานและโซมาเลีย ขณะที่ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐในเยเมนและลิเบียไม่พบผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงกลาโหมสหรัฐระบุว่า พลเรือนที่เสียชีวิตและบาดเจ็บจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐมากที่สุดอยู่ที่อัฟกานิสถาน มีผู้เสียชีวิต 108 ราย บาดเจ็บ 75 คน ส่วนในอิรักและซีเรีย มีพลเรือนเสียชีวิต 22 ราย และบาดเจ็บ 13 คน ในโซมาเลีย มีพลเรือนเสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บ 3 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่เอ็นจีโอหลายแห่งรายงานยอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของทหารอเมริกันในเขตสงครามทั่วโลกสูงกว่าตัวเลขของกระทรวงกลาโหม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แอร์วอร์ส เอ็นจีโอที่มีสำนักงานในกรุงลอนดอน ซึ่งติดตามพลเรือนที่เป็นเหยื่อการโจมตีทางอากาศทั่วโลก ประเมินว่า มีพลเรือนเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของกองกำลังพันธมิตรที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐในซีเรียเมื่อปีที่แล้ว ระหว่าง 465-1,113 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดาฟนี เอเวียตาร์ จากแอมเนสตีอินเตอร์เนชั่นแนลประจำสหรัฐ ให้ความเห็นว่า รายงานประจำปีของกระทรวงกลาโหมสหรัฐในปีนี้มีความก้าวหน้าพอสมควรในเรื่องความโปร่งใสของปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐ แต่ในเนื้อหาของรายงานพบว่าเพนตากอนยังคงนับพลเมืองที่เสียชีวิตและบาดเจ็บต่ำกว่าความเป็นจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไฮนา ชามซี ผู้อำนวยการสหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน (เอซีแอลยู) วิจารณ์รายงานประจำปีของกระทรวงกลาโหมว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นับจำนวนพลเรือนที่ถูกสังหารหรือบาดเจ็บในต่างประเทศต่ำกว่าความเป็นจริง เมื่อเปรียบเทียบกับรายงานของสื่ออิสระที่น่าเชื่อถือ และการสืบสวนของกลุ่มสิทธิมนุษยชนต่างๆ เห็นได้ชัดเจนว่าการสืบสวนของเพนตากอนยังไม่เพียงพออย่างยิ่ง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65317</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทัพสหรัฐ, ฆ่าพลเรือน, ปฏิบัติการทางทหาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191103/image_big_5dbed5d2b4cb5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54278</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/01/2020 22:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/01/2020 21:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สภาล่างสหรัฐมีมติจำกัดอำนาจ &#039;ทรัมป์&#039; ทำสงครามอิหร่าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐที่เดโมแครตกุมเสียงข้างมากผ่านมติเห็นพ้องเมื่อวันพฤหัสบดี ที่จะจำกัดอำนาจของประธานาธิบโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเปิดปฏิบัติการทางทหารกับอิหร่าน หลังจากทรัมป์อนุมัติปฏิบัติการลอบฆ่านายพลอิหร่านทำทั่วโลกหวาดหวั่นลุกลามเป็นสงคราม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ประท้วงสวมหน้ากากประธานาธิบดีทรัมป์ยืนประท้วงต่อต้านสงครามอิหร่านที่อาคารรัฐสภาสหรัฐ เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานว่า ข้อมติเห็นพ้องนี้ผ่านมติเห็นชอบ 224 เสียง ต่อเสียงคัดค้าน 194 เสียง ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม โดยสมาชิกพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันโหวตตามแนวทางของพรรคเกือบทั้งหมด ยกเว้น ส.ส.รีพับลิกัน 3 รายที่ลงมติเห็นด้วยกับข้อมตินี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แมตต์ เกตซ์ ส.ส.รีพับลิกันที่โหวตเห็นชอบ เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนทรัมป์ตัวยง เขากล่าวต่อที่ประชุมว่าข้อมตินี้ไม่ได้วิจารณ์ทรัมป์ แต่การเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสงครามยาวนานไม่รู้จบในตะวันออกกลางจะเป็นการตัดสินใจที่ผิด หากทหารอเมริกันต้องไปสู้รบและทิ้งชีวิตในสงครามเหล่านี้ คองเกรสก็ควรมีความกล้าที่จะลงมติคัดค้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ข้อมติพ้องนี้มีความหมายส่วนใหญ่ในเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น และเชื่อว่าคงไม่ผ่านสภาสูงที่รีพับลิกันมีเสียงข้างมากที่ 53 ต่อ 47 ที่นั่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร่างกฎหมายฉบับนี้อ้างอิงข้อมติว่าด้วยอำนาจในการทำสงคราม ฉบับปี 2516 ที่ห้ามประธานาธิบดีนำประเทศเข้าสู่สงครามโดยไม่ได้ขอความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ด้วยการ &amp;quot;สั่งให้ประธานาธิบดียุติการใช้กองทัพสหรัฐเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความเป็นศัตรูหรือต่อต้านอิหร่าน หรือรัฐบาลหรือกองทัพของอิหร่าน&amp;quot; แต่ได้ยกเว้นไว้สำหรับการใช้กำลังทางทหารเพื่อป้องกันหรือต่อต้านการโจมตีคนอเมริกันในระยะจวนตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรพรรคเดโมแครต กล่าวว่า ทรัมป์ต้องทุเลาสถานการณ์และต้องป้องกันไม่ให้ความรุนแรงบานปลาย อเมริกาและโลกไม่อาจปล่อยให้มีสงครามได้แต่เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อตำหนินโยบายต่างประเทศของทรัมป์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านทรัมป์ยังคงยืนกรานว่าเขาไม่จำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากคองเกรสเพื่อปฏิบัติการทางทหารกับอิหร่าน เพราะบางครั้งต้องตัดสินใจในชั่วเสี้ยววินาที.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54278</URL_LINK>
                <HASHTAG>คองเกรส, จำกัดอำนาจทรัมป์, ปฏิบัติการทางทหาร, สงครามอิหร่าน, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200110/image_big_5e188fa916bd5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6881</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2018 21:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2018 21:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทรัมป์&#039; ขู่ตอบโต้ซีเรีย จีนขวางปฏิบัติการทางทหาร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะตอบโต้อย่างรุนแรงและรวดเร็วต่อการใช้อาวุธเคมีในซีเรีย ประกาศเตรียมตัดสินใจครั้งสำคัญภายในวัน-สองวันนี้ ขณะรัฐบาลจีนขวางการใช้ปฏิบัติการทางทหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (ที่ 2 จากขวา) ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2561 โดยจากซ้ายคือพลเอกมาร์ค มิลลีย์ ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม, รองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ และขวาสุด จอห์น โบลตัน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีสหรัฐกล่าวต่อที่ประชุมร่วมกับบรรดานายทหารและที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติเมื่อวันจันทร์ที่ 9 เมษายน 2561 ว่าเขาจะตัดสินใจครั้งสำคัญภายในคืนวันจันทร์ หรือในเวลาไม่นานหลังจากนั้น เกี่ยวกับมาตรการตอบโต้ซีเรีย ซึ่งถูกกล่าวหาว่าใช้ก๊าซพิษโจมตีในเมืองดูมา พื้นที่ในความควบคุมของกบฏซีเรียในเขตกูตาตะวันออก ชานกรุงดามัสกัส เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำให้มีคนเสียชีวิตอย่างน้อย 60 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐไม่อาจปล่อยให้เกิดความโหดร้ายป่าเถื่อนเกิดขึ้นตำตาบนโลกใบนี้ โดยเฉพาะในเมื่อสหรัฐมีอำนาจที่สามารถหยุดยั้งมันได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การประเมินเบื้องต้นของสหรัฐไม่สามารถสรุปได้แน่ชัดว่า อาวุธที่ถูกใช้ในการโจมตีหลายพื้นที่ของเมืองดูมา ซึ่งองค์กรสังเกตการณ์สิทธิมนุษยชนซีเรียกล่าวว่า ทำให้มีคนบาดเจ็บด้วยมากกว่า 1,000 ราย นั้นคือสิ่งใด และสหรัฐก็ไม่สามารถกล่าวอย่างมั่นใจได้เช่นกันว่ากองกำลังของรัฐบาลบาชาร์ อัลอัสซาด ประธานาธิบดีแห่งซีเรีย อยู่เบื้องหลังการโจมตีครั้งนี้ กระนั้น ทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐกำลังจะได้ความชัดเจนมากขึ้นว่าใครคือผู้รับผิดชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานอ้างคำกล่าวเจ้าหน้าที่สหรัฐหลายคนว่า รัฐบาลของทรัมป์กำลังประเมินถึงการตอบโต้ทางทหารโดยความร่วมมือหลายประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำเนียบขาวเผยด้วยว่า ทรัมป์ยังได้สนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส เป็นครั้งที่ 2 ในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง เพื่อหารือเรื่องการประสานความร่วมมือในการตอบโต้ซีเรีย ขณะทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศสกล่าวว่า ทรัมป์และมาครงได้เน้นย้ำอีกครั้งว่าพวกเขาปรารถนาให้มีการปฏิกิริยาตอบโต้อย่างรุนแรงจากประชาคมระหว่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นิกกี เฮลีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กล่าวว่า สหรัฐ &amp;quot;จะตอบโต้&amp;quot; การโจมตีครั้งนี้ ไม่ว่าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งยูเอ็นจะดำเนินการหรือไม่ก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านรัฐบาลรัสเซียกล่าวว่า รัสเซียได้เตือนสหรัฐแล้วถึงผลสะท้อนใหญ่หลวงที่จะตามมา หากสหรัฐโจมตีกองทัพของรัฐบาลซีเรีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลของอัสซาดและรัฐบาลซีเรียต่างปฏิเสธคำกล่าวหาเรื่องการใช้อาวุธเคมีครั้งล่าสุดนี้ ส่วนองค์การห้ามอาวุธเคมี (โอพีซีดับเบิลยู) กำลังพยายามชี้ชัดให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่ดูมากันแน่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวอินเตอร์แฟกซ์ของรัสเซียรายงานว่า กองทัพรัสเซียยืนยันเมื่อวันจันทร์ว่า หน่วยแพทย์ของตนได้ตรวจคนไข้ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่เมืองดูมา และไม่พบร่องรอยการใช้อาวุธนิวเคลียร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งรัสเซียและซีเรียต่างเสนอต่อที่ประชุมคณะมนตรีฯ ที่นิวยอร์กเมื่อวันจันทร์ให้ส่งคณะสอบสวนของโอพีซีดับเบิลยูเข้าไปตรวจสอบที่เมืองดูมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กรุงปักกิ่ง เมื่อวันอังคาร เกิ้งซวง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวว่าจีนคัดค้านการใช้กำลังหรือการข่มขู่ใช้กำลังอย่างหน้ามืดตามัว&amp;nbsp; ก่อนที่จะมีการสอบสวนอย่างเป็นกลางและครอบคลุม ไม่ว่าฝ่ายใดก็ไม่ควรด่วนตัดสินแล้วสรุปอย่างเดาสุ่ม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6881</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีน, ซีเรีย, ทรัมป์, ปฏิบัติการทางทหาร, รัสเซีย, อาวุธเคมี, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180410/image_big_5accc550ca4f6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
