<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>75430</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2020 19:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2020 19:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วิระชัย&#039; ฟ้อง &#039;จักรทิพย์&#039; ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ สั่งสำรองราชการทำหมดสิทธิขึ้น ผบ.ตร.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ส.ค.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 ส.ค. ที่ผ่านมา ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา อายุ 57 ปี รอง ผบ.ตร.ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อายุ 60 ปี ผบ.ตร.เป็นจำเลย ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ในความผิดฐาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือผู้หนึ่งผู้ใดได้ประโยชน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำฟ้องระบุพฤติการณ์ว่า โจทก์รับราชการในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาตั้งแต่ปี 2523 ปัจจุบันเป็น รอง ผบ.ตร.อาวุโสลำดับที่ 1 ส่วน พล.ต.อ.จักรทิพย์ จำเลยเป็น ผบ.ตร. มีอำนาจหน้าที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายภายใต้อำนาจหน้าที่ที่ตนมี แต่จำเลยกลับใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย กลั่นแกล้งทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยมีพฤติการณ์เกี่ยวกับคดีนี้ เมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2563 ได้เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงใส่รถยนต์ของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ถือเป็นคดีสำคัญ เพราะเป็นการกระทำความผิดอาญาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ กทม. ผู้เสียหายเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และเป็นที่สนใจของประชาชนและสื่อมวลชน เนื่องจากในขณะเกิดเหตุดังกล่าว จำเลยไม่ได้อยู่ในราชอาณาจักร โจทก์ในขณะนั้นรักษาราชการแทนจำเลยในตำแหน่ง ผบ.ตร..มีฐานะเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนทั่วราชอาณาจักร และมีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมการปฏิบัติราชการทั้งปวงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติแทนตามกฎหมาย ดังนั้นโจทก์จึงเข้าไปควบคุม กำกับ และเร่งรัดการสืบสวนเพื่อจับกุมคนร้ายได้โดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ขณะที่จำเลยอยู่ในต่างประเทศก็ได้โทรศัพท์ติดต่อมายังโจทก์ เมื่อเวลา 21.30 น ซึ่งโจทก์เข้านอนแล้ว ไม่สะดวกที่จะจดบันทึกรายละเอียดในการสนทนา เพราะเป็นเรื่องปัจจุบันทันด่วน จึงต้องใช้การบันทึกเสียงแทนการจดบันทึกการสนทนา เพราะเห็นว่ากรณีคำแนะนำที่สำคัญและเป็นประโยชน์ที่จะได้นำไปปฏิบัติให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากบทสนทนาดังกล่าว เห็นได้ว่าจำเลยได้พูดระบายความรู้สึกในใจของจำเลยที่มีต่อ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ และตำหนิการกระทำของโจทก์ที่เข้าไปควบคุมคดีนี้ การสนทนาดังกล่าวจึงไม่เป็นข้อสั่งการทางราชการ เพราะขณะนั้นจำเลยอยู่ต่างประเทศ ไม่มีอำนาจตามกฎหมายสั่งการโจทก์ได้และบทสนทนาดังกล่าวไม่ใช่ความลับทางราชการ เพราะความลับทางราชการตามกฎหมาย คือข้อมูลข่าวสารที่มีคำสั่งมิให้เปิดเผย อยู่ในการควบคุมดูแลของรัฐและมีการกำหนดชั้นของความลับไว้เป็นลำดับ ซึ่งหากพิจารณาบทสนทนาแล้วไม่ได้มีการระบุหรือสั่งการอย่างใดว่าเป็นความลับทางราชการ ตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ.2544 ข้อ 5 ที่ได้กำหนดนิยามของคำว่า &amp;quot;ข้อมูลข่าวสารลับ&amp;quot;ไว้ดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงเช้าวันต่อมา พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ได้ติดตามสอบถามความคืบหน้าของคดีดังกล่าว โจทก์จึงได้แจ้งให้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ทราบว่าคดีดังกล่าว จำเลยได้ติดตามความคืบหน้าของคดีอย่างใกล้ชิดและตำหนิไม่ให้โจทก์เข้าไปควบคุมดูแลคดีนี้อีก โจทก์ได้ส่งมอบคลิปเสียงสนทนาดังกล่าวให้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีโดยตรงเพื่อให้ไปติดตามผลการสอบสวนได้อย่างถูกต้อง และเพื่อประโยชน์ของการสืบสวนสอบสวน โจทก์ไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายต่อราชการ เพราะคลิปเสียงสนทนาดังกล่าวไม่เป็นความลับราชการและไม่ทำให้ผู้รับฟังเกลียดชังจำเลยหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้ามกลับจะเกิดภาพลักษณ์ที่ดีต่อจำเลย เพระการพูดของจำเลยในคลิปสนทนาเป็นการยกย่องและเชื่อมั่นการทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชาที่พูดในทำนองว่านครบาลมีความสามารถทำคดีนี้ได้อยู่แล้ว ผู้ที่ได้รับความอับอายในคลิปเสียงคือโจทก์ไม่ใช่จำเลย และผู้ที่ตกเป็นเหยื่อในกรณีคลิปสนทนานี้ถูกเผยแพร่คือโจทก์ไม่ใช่จำเลย อีกทั้งโจทก์ไม่เคยเผยแพร่คลิปสนทนาดังกล่าวไปยังบุคคลอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมามีผู้ไม่หวังดีนำคลิปเสียงสนทนาดังกล่าวไปเผยแพร่ทางสื่อมวลชน ให้จำเลยไม่พอใจโจทก์เป็นอย่างมาก ประกอบกับเป็นช่วงเวลาระยะเวลาที่จะมีการแต่งตั้ง ผบ.ตร.แทนจำเลยที่จะเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายน ที่โจทก์เป็นผู้มีสิทธิได้รับการแต่งตั้งเพราะโจทก์มีอาวุโสเป็นอันดับ 1 และมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะได้รับการแต่งตั้ง จำเลยไม่ต้องการให้โจทก์ได้รับการแต่งตั้ง จึงได้ดำเนินการออกคำสั่งโดยมิชอบด้วยกฎหมายหลายประการ เพื่อให้โจทก์เป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือไม่เหมาะสมที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็น ผบ.ตร. เพื่อให้รองผบ ตร.ที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นของจำเลยได้รับการแต่งตั้งแทนโจทก์ เป็นการแสวงหาผลประโยชน์โดยทุจริต โดยอาศัยโอกาสที่ตนเองมีหน้าที่กระทำการที่อาจผิดกฎหมายหลายกรรมต่างกัน คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 21 ม.ค 2563 &amp;nbsp;จำเลยในฐานะ ผบ.ตร.ได้มีคำสั่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 24/2563 แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีสื่อมวลชนได้นำเสนอข่าวเกี่ยวกับคลิปโทรศัพท์สั่งการคดียิงรถ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ และเนื้อหาการพูดคุยระหว่างจำเลยกับโจทก์ โดยคำสั่งอ้างว่าเป็นความลับทางราชการ การลักลอบบันทึกและนำมาเผยแพร่ทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อพนักงานสอบสวน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และระหว่างวันที่ 21-23 ม.ค.2563 เวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยได้รายงานต่อนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำให้นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้โจทก์ต้องไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 22/2563 ลงวันที่ 23 ม.ค.2563 ทำให้โจทก์ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งรอง ผบ.ตร.ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาระหว่างวันที่ 1-24 ก.ค.2563 เวลาใดไม่ปรากฎชัด จำเลยในฐานะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้มีคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไปดำเนินการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามให้ดำเนินคดีกับโจทก์ ในฐานความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบกิการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 มาตรา 74 และวันที่ 24 ก.ค.ต่อเนื่องกัน จำเลยได้มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 383/2563 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงโจทก์ โดยในคำสั่งดังกล่าวได้หยิบยกเอาข้อสรุปของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง สำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 24/2563 มีข้อสรุปว่ามีมูลเพียงพอรับฟังได้ว่าโจทก์กระทำผิดวินัยร้ายแรง การออกคำสั่งดังกล่าวของจำเลยเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เจตนาให้โจทก์ต้องตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาว้ากระทำความผิดวินัยร้ายแรง เพื่อใช้เป็นเหตุให้จำเลยสามารถออกคำสั่งสำรองราชการโจทก์ และทำให้โจทก์หมดสิทธิเข้ารับการพิจารณาแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทั่งวันที่ 29 ก.ค.2563 จำเลยได้ออกคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 387/2563 เรื่องให้ข้าราชการตำรวจสำรองราชการ โดยมีคำสั่งให้โจทก์สำรองราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การกระทำของจำเลยจึงเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 91 เหตุเกิดที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เขตปทุมวัน กทม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้คำฟ้องไว้เพื่อตรวจคำฟ้องและนัดฟังคำสั่งว่าจะรับคดีไว้ไต่สวนมูลฟ้องหรือไม่ ในวันที่ 8 ก.ย.นี้ เวลา 09.30 น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75430</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ, พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา, พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา, สำรองราชการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200807/image_big_5f2cf2b4a6431.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62982</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/04/2020 11:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/04/2020 11:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อัจฉริยะ&#039;เอาคืน! แจ้งจับ&#039;จุรินทร์&#039;ผิดพรบ.คอมพ์-ปฏิบัติมิชอบ บี้ไขก๊อก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 เม.ย. 63 - ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.)&amp;nbsp; นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พร้อมนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ทนายความ นำเอกสารหลักฐาน เข้าแจ้งความกับ พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองผู้บังคับการ บก.ปอท. และโฆษก บก.ปอท. เพื่อดำเนินคดีกับนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมพวก ในความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา157&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอัจฉริยะ กล่าวว่า จากกรณีที่นายจุรินทร์ แถลงข่าวร่วมกับรองอธิบดีกรมการค้าภายใน โดยมีไลฟ์สดที่โรงงานแห่งหนึ่งว่ามีหน้ากากอนามัย 200 ล้านชิ้น จาก 11 โรงงาน มีกำลังการผลิต 100 ล้านชิ้นต่อเดือน และขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก เนื่องจากมีหน้ากากเพียงพอไว้ป้องกันไวรัสโควิด-19 ต่อมาวันที่ 30 มีนาคม นายจุรินทร์ ได้แถลงว่าหน้ากากอนามัยจำนวน 200 ล้านชิ้น เป็นเพียงวัสดุที่ใช้ในการผลิต ทำให้บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนทั่วไป ได้รับผลกระทบ ไม่มีหน้ากากอนามัยใช้ จนมีผู้เสียชีวิตหลายราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการแจ้งความในวันนี้ยืนยันว่าไม่ได้แจ้งความแก้เกี้ยวและไม่ได้กระทำความผิด เพราะนายจุรินทร์เป็นบุคคลสาธารณะ เพราะก่อนหน้านี้นายศรสุวีร์ ภู่รวีรัศวัชรี หรือเสี่ยบอย ได้ไลฟ์สดว่ามีหน้ากากอนามัย 200 ล้านชิ้น และเป็นข้อมูลตรงกันกับนายจุรินทร์ ให้สัมภาษณ์ ตนจึงมีสิทธิ์ตั้งข้อสังเกต พร้อมยืนยันว่าที่ผ่านมามีการสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์มาโดยตลอด เพราะเป็นคนภาคใต้ แต่อยากให้นายจุรินทร์ รับผิดชอบโดยการลาออกจากการเป็นรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ กล่าวว่า หลังจากนี้จะรับเรื่องไว้พิจารณา เช่นเดียวกับคดีที่นายจุรินทร์มาแจ้งความดำเนินคดีกับนายอัจฉริยะ ก็อยู่ระหว่างการพิจารณา โดยยืนยันจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62982</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุรินทร์, ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ, ปอท., หน้ากากอนามัย, อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200413/image_big_5e93ee2b004ef.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51289</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘เสรี-เอ๋’กมธ.คาเฟ่ซัดกันนัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กมธ.ปราบโกงป่วนอีก! ก่อนมีมติ 7 ต่อ 2 อุ้ม &amp;quot;เสรีพิศุทธ์&amp;quot; นั่งประธานต่อ &amp;quot;สิระ&amp;quot; ไม่ยอมแพ้ จ่อฟ้อง &amp;quot;ชวน&amp;quot; ร้อง ป.ป.ช.ฟันปฏิบัติหน้าที่มิชอบ &amp;quot;บิ๊กป้อม&amp;quot; ปัดรัฐช่วย &amp;quot;ปารีณา&amp;quot; ปมที่ดิน โวยอยู่ดีๆ เอาคนไปติดคุกได้อย่างไร &amp;quot;ศรีสุวรรณ&amp;quot; ยื่น ป.ป.ช.สอบ 3 ส.ส.รัฐบาล ถือครองที่ดิน ภ.บ.ท.5&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน เวลา&amp;nbsp;09.00 น. มีการประชุมคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ที่มี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ในฐานะประธาน กมธ.ป.ป.ช. ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยมี พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ ที่ปรึกษาประธาน กมธ. นั่งข้าง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ทันทีที่เปิดประชุม&amp;nbsp;น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะ กมธ. ยกมือประท้วง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ว่าไม่ควรให้ผู้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาประธาน กมธ.นั่งข้างๆ ควรเป็นรองประธาน กมธ.มากกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นบรรยากาศในที่ประชุมเริ่มมีการโต้เถียงกัน โดย น.ส.ปารีณาอ้างธรรมเนียมปฏิบัติว่าตำแหน่งที่ปรึกษาต้องนั่งต่อจาก กมธ. จะให้ ส.ส.สอบตกนั่งตรงนั้นไม่ได้ เนื่องจากไม่ให้เกียรติกมธ.คนอื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านเจ้าหน้าที่รัฐสภาชี้แจงว่า ตามระเบียบข้อบังคับไม่มีกำหนดไว้ว่าใครจะต้องนั่งตรงไหน จากนั้น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์จึงตัดบทว่าใครจะนั่งตรงไหนก็ได้ ทำให้ น.ส.ปารีณากล่าวว่า ขอไปนั่งข้างประธาน ก่อนจะลุกขึ้นไปลากเก้าอี้มานั่งหัวโต๊ะข้างพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ซึ่ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์บอกกับสื่อมวลชนว่า&amp;nbsp;&amp;ldquo;เอ้า นักข่าวถ่ายหน่อย ผมได้นั่งใกล้คนสวย อย่ากอดผมแล้วกันนะ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นที่ประชุม กมธ.เข้าสู่วาระเสนอปลด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ออกจากตำแหน่งประธาน กมธ.ป.ป.ช. แต่ประชุมได้ไม่นาน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์หันไปต่อว่า น.ส.ปารีณา ว่ากำลังพิมพ์อะไรในโทรศัพท์รายงานใคร ทำให้ น.ส.ปารีณาชี้แจงว่า &amp;quot;กำลังเสิร์ชข่าวนายชวน หลีกภัย ปลดเสรีพิศุทธ์อยู่ค่ะ&amp;quot; บรรยากาศจึงวุ่นวายขึ้นอีกครั้ง โดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ถามหาข้อบังคับห้ามใช้เครื่องมือสื่อสารในห้องประชุม ถ้าไม่หยุดใช้จะฟ้องประธานสภาฯ เพราะรบกวนโสตประสาทการทำหน้าที่ประธาน กมธ. ทำให้นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ กล่าวหา พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ว่าที่รบกวนโสตประสาทเพราะไม่ได้มองจอโทรศัพท์ แต่มองอย่างอื่นของ น.ส.ปารีณา ซึ่ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์โต้ว่า &amp;quot;ผมจะไปมองอะไร มีอะไรให้ผมมอง&amp;quot; นายสิระจึงต่อว่า &amp;quot;นี่หรือคำพูดของผบ.ตร.&amp;quot;
มติ 7:2 ไม่ปลดเสรีพิศุทธ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ตัดบทและเข้าสู่วาระการประชุมเสนอปลดตัวเอง โดย ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลเสนอให้ทำเรื่องถึงนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า กมธ.สามารถลงมติปลดประธาน กมธ.ได้หรือไม่ แต่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ตัดบทให้กรรมาธิการลงมติว่าสามารถปลดประธาน กมธ.ได้หรือไม่ โดยที่ประชุม กมธ.มีมติ 7 ต่อ 2 งดออกเสียง&amp;nbsp;4&amp;nbsp;เสียง ไม่เห็นด้วยที่จะนำเรื่องดังกล่าวมาพิจารณาในที่ประชุม แต่ให้นายสิระไปดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ซึ่งหนึ่งในบุคคลที่ลงมติเสียงข้างมากนั้นมีพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ด้วย และอีก 6 คนเป็น ส.ส.พรรคเพื่อไทย และอนาคตใหม่ ขณะที่ 2 เสียงข้างน้อยคือนายสิระและ น.ส.ปารีณา ส่วนงดออกเสียงเป็น ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ช่วงก่อนที่จะมีการลงมติ นายสิระได้ชักชวนกมธ.ในสัดส่วนของรัฐบาลให้วอล์กเอาต์ แต่ไม่มีกรรมาธิการคนใดสนับสนุน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังการประชุม นายสิระเปิดเผยว่า แม้ที่ประชุมจะมีมติเสียงข้างมากไปแล้ว แต่จะไม่หยุดอยู่แค่นี้ และยืนยันว่าการแต่งตั้งตำแหน่งกรรมาธิการสามัญต่างๆ ยังเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากที่ผ่านมามีการใช้อำนาจหน้าที่มิชอบของประธาน กมธ.ป.ป.ช. ดังนั้นจะดำเนินการต่อไปใน 3 แนวทาง ได้แก่&amp;nbsp;1.จะเสนอเรื่องต่อประธานสภาฯ ให้ตรวจสอบพฤติกรรมประธาน กมธ. ในการกระทำดังกล่าว โดยมีการใช้ตำแหน่ง รวมถึงมติ กมธ.ว่าสามารถปลดประธานได้หรือไม่ 2.ในวันที่ 2 ธ.ค. เวลา 10.00 น. จะยื่นหนังสือต่อประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ตรวจสอบ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีใช้คำสั่งเรียกนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีโดยไม่มีมติที่ประชุม รวมทั้งการแต่งตั้งที่ปรึกษาประธาน กมธ. และ 3.หารือในที่ประชุมสภาว่าตำแหน่ง กมธ.มีอำนาจแค่ไหน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชัน นำเอกสารเข้ายื่นคำร้องต่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เพื่อขอให้ตรวจสอบและติดตามการดำเนินคดีการบุกรุกป่าสงวนกว่า 1,700 ไร่ ของ น.ส.ปารีณา เนื่องจากเป็น ส.ส.ของพรรคแกนนำรัฐบาลที่มีอิทธิพล อาจจะทำให้พนักงานสอบสวน และเจ้าหน้าที่รัฐไม่กล้าดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ประกอบกับมีพฤติการณ์ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ที่ส่อว่าอาจจะมีความพยายามช่วยเหลือผู้กระทำความผิดไม่ให้รับโทษทางอาญา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เจ้าหน้าที่มีความพยายามทำให้พื้นที่ป่าสงวนที่มีการบุกรุกกลายเป็นพื้นที่ ส.ป.ก. เพื่อไม่ให้ น.ส.ปารีณาได้รับโทษทางอาญา เพราะขณะนี้พนักงานสืบสวนคดีนี้รู้สึกอึดอัด เพราะมีข่าวการแทรกแซงจากผู้บังคับบัญชาในระดับสูง ส่วนตัวมั่นใจหากพนักงานสอบสวนทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา จะทำให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษตามกฎหมายอย่างแน่นอน จึงขอให้กรรมาธิการเร่งตรวจสอบเรื่องนี้&amp;quot; นายวีระระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวว่า กรณีของ น.ส.ปารีณา แบ่งออกเป็น 2 ประเด็น คือ 1.รุกป่า ในส่วนของ กมธ.คงมีมติให้รอไว้ก่อน เพราะเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการอยู่ และ 2.รายงานบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ ซึ่งที่ประชุมของกรรมาธิการอาจจะมีมติทำหนังสือไปถึงเลขาธิการ ป.ป.ช. เพื่อขอบัญชีทรัพย์สินที่ น.ส.ปารีณาแจ้งต่อ ป.ป.ช. ขณะที่เป็น ส.ส. 3 สมัย รวมถึงครั้งนี้ด้วย ซึ่งดูแล้วเป็นการแสดงทรัพย์สินเป็นเท็จ อย่างเช่นที่ดิน ภ.บ.ท.5 เขายืนยันว่าเป็นทรัพย์สินของตัวเอง หากกรมป่าไม้หรือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่ดำเนินการ เราจะดำเนินการ เพราะสิ่งที่แสดงคือโรงเรือนต่างๆ ที่เลี้ยงไก่ ซึ่งมีการเลี้ยงไก่จำนวนมาก แต่บอกราคาเป็นศูนย์บาท อาคารที่ทำการที่ใช้รับซื้อไก่และไข่ราคาเป็นศูนย์ อย่างนี้เป็นเท็จหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า น.ส.ปารีณาเป็นหนึ่งในกรรมการชุดนี้ด้วยจะกระทบกับการสอบสวนนี้หรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวว่า &amp;quot;ไม่เห็นเป็นอะไรเลย คุณทะลึ่งเข้ามาเอง ถ้าไม่พร้อมก็ลาออก เข้ามาเจอผมก็อย่างนี้แหละ สุภาษิตจีนเขาบอกว่าลูกแมวไม่กลัวเสือ ลูกแมวเพิ่งเกิดใหม่จะไปรู้เรื่องอะไร เจอเสือมันไม่กลัว ถ้าเปรียบ น.ส.ปารีณาก็เหมือนลูกแมว ส่วนผมใหญ่กว่าเสือ&amp;quot;
บิ๊กป้อมปัดอุ้มปารีณา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการถือครองที่ดินดังกล่าวของ น.ส.ปารีณาว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบกันอยู่ ยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีการอุ้มในคดีดังกล่าวแน่นอน ฝ่ายบริหารจะไม่เข้าไปแทรกแซง ไม่มีใครเข้าไปยุ่ง ขนาดตนก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งอะไรเลย เรื่องนี้่จบแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่ น.ส.ปารีณาขอรังวัดที่ดินใหม่นั้น เป็นเรื่องที่เจ้าตัวต้องไปหารือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งทั้งสองกระทรวงต้องร่วมมือกัน ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า หากเป็นชาวบ้านที่ไม่ใช่ น.ส.ปารีณาจะสามารถทำเช่นนี้ได้หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า สามารถทำได้เหมือนกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า สังคมกำลังวิจารณ์ว่านักการเมืองสังกัดรัฐบาลจะได้รับการเลือกปฏิบัติ แต่หากเป็นชาวบ้านทั่วไปอาจติดคุกไปแล้ว พล.อ.ประวิตรกล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า &amp;ldquo;เฮ้ย! พวกคุณพูดกันไปเองจะไปติดคุกได้อย่างไร ยังไม่มีการดำเนินการอะไรเลย จึงไม่มีทาง ไม่ว่าจะเป็นใครหรือชาวบ้านก็ยังไม่ติดคุกทั้งสิ้น ทุกอย่างต้องดำเนินการตามขั้นตอนแล้วถึงจะมีการดำเนินคดี แม้จะมีการแจ้งความแล้วก็ต้องไปตรวจสอบดำเนินการตามขั้นตอนของคดีก่อนให้เรียบร้อย ก่อนที่จะตัดสิน อยู่ดีๆ จะเอาคนไปติดคุกได้อย่างไรไม่มีหรอก&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยรักษาชาติ เปิดเผยว่า ได้ทำการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายสิระ พบว่ามีพิรุธเกี่ยวกับการถือครองที่ดิน ที่ได้ยื่นต่อ ป.ป.ช. จำนวน 2 แปลง ในพื้นที่หมู่ &amp;nbsp;8 ต.ปัถวี อ.มะขาม จ.จันทบุรี โดยเป็นที่ดินที่อยู่ติดกันแปลงละ 50 ไร่ แต่กลับมีการแสดงราคาต่อ ป.ป.ช.แตกต่างกันถึง 90 ล้านบาท เเปลงเเรกคือ เลขที่ 97 แสดงราคา 100 ล้านบาท และแปลงที่ 2 เลขที่ 98 แสดงราคา 10 ล้านบาท จึงเป็นเหตุอันควรสงสัยที่ ป.ป.ช. ตรวจสอบตามหน้าที่และอำนาจต่อไป ว่าการยื่นบัญชีที่ดินทั้ง 2 แปลงดังกล่าว ซึ่งเป็นของคู่สมรสของนายสิระ เป็นไปโดยความถูกต้องหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสิระชี้แจงว่า แจ้งราคาผิด แต่ได้ให้ทนายความไปแก้ไขต่อ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 19 ก.ย. โดยแก้ไขเป็นมูลค่าปัจจุบัน 10 ล้านบาท เนื่องจากพิมพ์ผิดพลาด และไม่ได้ตรวจทานโดยถี่ถ้วน ทั้งนี้ ขอเตือนนายเรืองไกรว่าอย่าตรวจสอบในการกลั่นแกล้ง ที่ผ่านมาได้รับความเสียหายสองเรื่องแล้ว สงสัยครั้งนี้ต้องให้ทนายตนจัดการแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงาน ป.ป.ช. นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นหนังสือขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบเอาผิดนายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ส.ส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย กรณีครอบครองที่ดิน ภ.บ.ท.5 จำนวน 2 แปลงรวม 200 ไร่ ในหมู่ที่ 8 ต.ห้วยยูง จ.กระบี่ นายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ ส.ส.ลพบุรี พรรคภูมิใจไทย ถือครองที่ดิน ส.ป.ก.3 จำนวน 67 แปลง และที่ดิน ภ.ท.บ.5 จำนวน 13 แปลง 133 ไร่ และนายอนุชา น้อยวงศ์ ส.ส.พิษณุโลก พรรคพลังประชารัฐ มีที่ดิน ภ.ท.บ.5 จำนวน 2 แปลง 498 ไร่ ซึ่งน่าจะขาดคุณสมบัติของการมีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้นเท่ากับว่าอาจมีเจตนาที่จะทุจริตต่อหน้าที่ตาม กฎหมาย ป.ป.ช. พ.ศ.2561 และอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมฯ 2561 อย่างร้ายแรงในข้อ 7 ข้อ 8 และข้อ 9 และยังเข้าข่ายการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอันเป็นค่านิยมหลักในข้อ 11 ข้อ 12 ข้อ 17 และฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมทั่วไปในข้อ 21 ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 219&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ จะยื่นคำร้องไปยังกรมป่าไม้ และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ให้เอาผิด ส.ส.ทั้งสาม นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบ ส.ส.เพิ่มเติมอีก 2-3 คน ที่น่าจะเข้าข่ายกรณีเดียวกัน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51289</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.ป.ป.ช., ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ, ปารีณา ไกรคุปต์, ภ.บ.ท.5, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191127/image_big_5dde7b0c6d656.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49217</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บิ๊กตู่:ถ้าไปก็ต้องไป พร้อมเจอ‘เสรีพิศุทธ์’แจงกมธ.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ส่ายหน้าปม &amp;quot;เสรีพิศุทธ์&amp;quot; เชิญแจง กมธ. ลั่นถ้าจำเป็นไปก็ต้องไป ประธาน กมธ.ป.ป.ช.อัด &amp;quot;ดิสทัต&amp;quot; เสียมารยาท ไม่รู้หน้าที่มาถาม กมธ.เเทนนายกฯ ยันใช้อำนาจมาตรา 129 ขีดเส้น &amp;quot;ประยุทธ์-ประวิตร&amp;quot; ต้องมาชี้แจง 6 พ.ย.นี้อีกครั้ง &amp;nbsp;พร้อมขอข้อมูล ป.ป.ช.สอบ &amp;quot;นาฬิกาหรูยืมเพื่อน&amp;quot; ศาลอาญาคดีทุจริตรับคดีฟ้อง 7 กกต.ปฏิบัติหน้าที่มิชอบปล่อย &amp;quot;ประยุทธ์&amp;quot; เป็นแคนดิเดตนายกฯ นัดฟังคำสั่ง 3 ธ.ค.นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 30 ตุลาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร แนะว่าควรให้ความร่วมมือกับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ที่มี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เป็นประธาน โดยทันทีที่นายกฯ ได้ยินคำถามถึงกับส่ายหน้าแสดงความเบื่อหน่าย พร้อมกับกล่าวว่า &amp;quot;ถ้าไปก็ต้องไป&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่าได้หารือกับฝ่ายกฎหมายหรือยัง นายกฯ กล่าวว่า &amp;quot;เอาเหอะน่า อะไรที่ทำได้ผมก็ทำอยู่แล้วแหละ ไม่ต้องกลัวหรอก ขอบคุณๆ ผมรับไว้พิจารณาอยู่แล้ว&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายกฯจะต้องไปชี้แจงต่อ กมธ.หรือไม่ ว่ามันมีคำตอบ แต่ตนไม่อยากตอบในขณะนี้ เพราะอยู่ระหว่างขั้นตอนที่สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) ขอความชัดเจนจาก กมธ.ว่าจะเอาอย่างไร จะเอาอะไรกันแน่ เมื่อชัดเจนแล้วถึงให้นายกฯ ตัดสินใจอีกครั้ง เพราะหนังสือที่ กมธ.มีมา มีความไม่ชัดเจนบางอย่าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณและการเสนอร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 อยู่ในอำนาจของ กมธ.ชุดนี้หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า คงต้องถามทาง กมธ.หรือสภามากกว่า เพราะเหตุนี้รัฐบาลจึงสอบถามไปว่าตามข้อบังคับการประชุมสภา ที่บอกอำนาจหน้าที่ของ กมธ.แต่ละคณะ กมธ.ชุดนี้มีหน้าที่สอบถามเรื่องดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งใครมองก็น่าสงสัยอยู่ แต่ถ้าเขายืนยันกลับมาอย่างไรจะได้พิจารณาอีกที&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า เบื้องต้นได้ทำหนังสือไว้ชี้แจงแล้วหรือยัง หรือรอหนังสือตอบจาก กมธ.ก่อน นายวิษณุกล่าวว่า เป็นเรื่องของ สลน. และคำตอบจาก กมธ.จะนำมาพิจารณาว่าจะไปหรือไม่ไป เป็นอย่างที่ประธานสภาฯ แนะนำ หลักคือให้ความร่วมมือ แต่การจะร่วมมือต้องเป็นอำนาจหน้าที่ความสะดวก และความเหมาะสม นำมาประกอบแล้วค่อยว่ากันไป ส่วนการมีหนังสือสอบถามก็เข้าสู่เขตของการให้ความร่วมมือ แต่ยังไม่ เพราะสิ่งที่ กมธ.ต้องการคือ ให้ไปชี้แจง เมื่อยังไม่ได้ไปชี้แจงก็ยังไม่ได้ให้ความร่วมมือ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา เวลา 09.30 น. พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ประธาน กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ กล่าวถึงกรณีที่นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ส่งหนังสือกลับมาทวงถามถึงอำนาจของ กมธ. ในการเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ มาชี้แจงว่า เบื้องต้นยังไม่ได้เห็นหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ได้รับทราบจากการรายงานแล้ว และยืนยันว่าเราใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ 129 วรรค 4 ในการเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตรมาชี้แจง ซึ่งการออกหนังสือเชิญนั้นเป็นมติคณะ กมธ.ไม่ใช่ความเห็นของประธาน กมธ.สภาฯ เพียงคนเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เมื่อไปพิจารณาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 129 วรรค 4 จะพบว่าเป็นเรื่องของ กมธ.กับผู้ที่ถูกเชิญเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่ 3 และบุคคลอื่น ไม่สามารถที่จะส่งหนังสือมาถามในลักษณะนี้ได้ เพราะเรื่องที่เลขาธิการนายกรัฐมนตรีถามมา ก็เป็นเรื่องที่นายกฯ และรองนายกฯ ต้องเป็นผู้มาตอบเอง การที่บุคคลอื่นมาสอบถามแทนเป็นเรื่องที่เสียมารยาท ความรู้ก็มีการศึกษาก็มี แต่กลับไม่รู้จักหน้าที่ของตัวเอง&amp;rdquo; พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าว และยืนยันว่า กมธ.จะเชิญนายกฯ และรองนายกฯ มาชี้แจงในเรื่องนี้ให้ได้ และจะเชิญบุคคลอื่นด้วย
บี้&amp;quot;บิ๊กตู่-ป้อม&amp;quot;มาแจง6พ.ย.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงหนังสือเลขาธิการนายกฯ สอบถามว่าเหตุใดจึงมีปัญหาแค่ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ไม่มีปัญหาในร่าง พ.ร.บ.อื่น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวว่า บุคคลดังกล่าวถามตนไม่ได้ ไม่ใช่หน้าที่ของเขา คนอื่นจะตอบได้เพียงแค่นายกฯ ไม่ว่างหรือติดภารกิจเท่านั้น พร้อมย้อนถามว่า &amp;quot;นายกฯ ใช้คนแบบนี้เหรอ ถึงว่าเจ๊งไปหมด&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่าตามกฎหมายนายกฯ ไม่ต้องมาชี้แจงก็ได้ เพราะไม่ใช่ข้าราชการประจำ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวว่า ไม่มีข้อยกเว้น ให้ไปดูมาตรา 129 เขาใช้คำว่าเชิญบุคคลใด ยกเว้นเพียงผู้พิพากษาที่กำลังพิจารณาคดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 10.00 น. พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์แถลงภายหลังการประชุม กมธ.ว่า วันนี้ได้เชิญ พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.ประวิตรมาชี้แจงถึงการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2563 แต่ปรากฏว่าไม่มาชี้แจง อย่างไรก็ตาม กมธ.ได้พิจารณาถึงกรณีนายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำหนังสือถึง กมธ. เพื่อสอบถามถึงการเชิญ พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.ประวิตรมาชี้แจง ซึ่งกมธ.มีมติไม่รับพิจารณาหนังสือดังกล่าว และยืนยันจะเชิญ พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.ประวิตรมาชี้แจงต่อ กมธ. ในวันที่ 6 พ.ย.อีกครั้ง ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตรได้ทำหนังสือขอเลื่อนมายัง กมธ. โดยระบุว่า ติดภารกิจเร่งด่วน ไม่สามารถมาชี้แจงได้ พร้อมกับชี้แจงมาสั้นๆ แต่ กมธ.พิจารณาแล้วต้องการการมาชี้แจงของ พล.อ.ประวิตร ไม่ใช่เขียนมาสั้นๆ แค่ 3 บรรทัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า การเสนอร่างงบประมาณฯ ปี 2563 เกี่ยวข้องกับการทุจริตอย่างไรจึงต้องเชิญ พล.อ.ประยุทธ์มาชี้แจง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ชี้แจงว่า ไม่ขออธิบายตรงนี้ แต่จะซักถามใน กมธ.เคยเห็นรัฐมนตรีติดคุก เพราะการทุจริตงบประมาณหรือไม่ จะโยงให้เห็นว่าทุจริตงบประมาณกันอย่างไร ส่วนจะมาหรือไม่เป็นเรื่องของทั้งสองคน นายกฯ ตัดพี่ตัดน้องกับตน แต่ตนยังไม่ตัด ก็เลยเรียกมาชี้แจงซักถามคุยกันฉันพี่น้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวด้วยว่า กมธ.ยังพิจารณากรณีนายเอกชัย หงส์กังวาน นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ยื่นเรื่องให้ กมธ.ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช.ในการตรวจสอบคดีนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตรนั้น ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 129 วรรค 4 ไม่ให้กมธ.ยุ่งกับองค์กรอิสระ ซึ่งเราก็ไม่ได้ยุ่ง แต่ กมธ.มีมติให้ทำหนังสือถึงเลขาธิการ ป.ป.ช. เพื่อขอเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวมาศึกษา โดยให้ส่งต่อ กมธ.ภายในวันที่ 15 พ.ย.นี้ หลังจากนั้น กมธ.จะตั้งคณะทำงานตรวจสอบต่อไป เพราะเชื่อว่าเรื่องนี้ทุกคนมีความสงสัยในมติ ป.ป.ช. ทำให้เกิดบรรทัดฐานยืมเพื่อนไม่ต้องชี้แจง ผิดเพี้ยนไปหมด ส่วนความคืบหน้ากรณีการตรวจสอบพล.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ที่ถูกร้องเรียนวางตัวใช้ตำแหน่งหน้าที่ไม่เป็นกลางในการเลือกตั้ง และกรณีความไม่โปร่งใสการจัดซื้อจัดจ้างก่อสร้างอาคารฝ่ายนิทรรศการและศิลปกรรม กรมประชาสัมพันธ์นั้น ขณะนี้ได้รับเอกสารต่างๆครบถ้วนแล้ว จะตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายชวน หลีกภัย กล่าวถึงกรณีที่ปรากฏตามสื่อว่าตนตำหนิการทำหน้าที่ของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ว่ากรณีที่ดังกล่าวตนไม่ได้วิจารณ์หรือตำหนิใคร แต่ที่ให้สัมภาษณ์เป็นข้อแนะนำให้ทราบว่าผู้ที่จะเชิญใครมาชี้แจง ผู้ได้รับเชิญควรจะมา ส่วนผู้เชิญมาก็ต้องมีวุฒิภาวะพอที่จะให้เกียรติเขา ผมไม่ได้ไปวิจารณ์หรือว่าใคร &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ฝ่ายค้านตีปี๊บซักฟอก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รองประธาน กมธ.พิจารณางบประมาณฯ ประจำปี 2563 เปิดเผยว่า การพิจารณางบประมาณของกระทรวงพาณิชย์ตั้งงบไว้ 7.5 พันล้านบาท ยังคงมีข้อสงสัยในหลายประการที่ผู้แทนกระทรวงตอบคำถามของ กมธ.ไม่ชัดเจน โดย กมธ.ได้ตั้งข้อสังเกตกรณีสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ใช้งบ 203 ล้านบาท เพื่อซื้อที่ดินพร้อมอาคารที่ทำการคณะผู้แทนการค้าไทยถาวรประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญา ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ว่าคุ้มค่าหรือไม่ &amp;nbsp;เนื่องจากงบประมาณปี 2563 เป็นงบประมาณขาดดุล และกู้เงินจากต่างประเทศมาทำงบประมาณเกือบ 5 แสนล้านบาท ซึ่งตนได้ขอสงวนคำแปรญัตติเอาไว้พูดกันในสภา ชาวบ้านจะตายอยู่แล้วยังจะใช้เงินแบบนี้อีก หากให้หนึ่งกระทรวง เกรงว่าในอนาคตจะมี อีกหลายหน่วยงานของบเพื่อซื้ออาคารเช่นเดียวกับกระทรวงพาณิชย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า การประชุม กมธ.ป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย, นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางมาตามคำเชิญของ กมธ. โดยชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับกรณีการใช้งบประมาณจำนวน 15,800 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม ซึ่งถือว่าชี้แจงได้ในระดับหนึ่ง และยืนยันว่าการใช้จ่ายงบโปร่งใส ไม่มีปัญหาคอร์รัปชัน ส่วนกรณีการใช้จ่ายงบประมาณ 15,800 ล้านบาท ที่มีปัญหาจ่ายเงินไม่เหมาะสมนั้นอ้างว่าเป็นเรื่องที่สำนักงบประมาณดำเนินการ ทางกระทรวงมหาดไทยแค่ทำเรื่องของบประมาณเท่านั้น ไม่ได้เป็นผู้กำหนดว่าจังหวัดไหนควรได้เท่าไหร่ รวมทั้งใกล้สิ้นปีต้องเร่งใช้จ่ายงบ กมธ.จะเร่งตรวจสอบการอย่างเข้มงวดต่อไป โดยเฉพาะโครงการถนนพาราซอยล์ซีเมนต์ ที่มหาดไทยมีการกันงบประมาณไว้หลายพันล้านบาท เพราะในความเป็นจริงถนนพาราซอยล์ซีเมนต์ใช้งานไม่ได้และไม่เหมาะสมกับงบประมาณ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจกระทรวงมหาดไทย คงจะเป็นหนึ่งในกระทรวงที่พรรคร่วมฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายอย่างแน่นอน เพราะการใช้จ่ายงบประมาณหลายโครงการไม่โปร่งใส รวมทั้งการตอบคำถามกรรมาธิการเกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณก็ยังไม่ชัดเจนในหลายประเด็น&amp;rdquo; นายวิสารกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการเตรียมการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า ขณะนี้ 7 พรรคร่วมฝ่ายค้านอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลเพื่อเตรียมนำมาสรุปหลังเปิดสมัยประชุมสภาสมัยสามัญวันที่ 1 พ.ย. ข่าวที่ออกมาว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านตั้งเป้าอภิปรายรัฐมนตรีคนนั้นคนนี้ จึงมีมูลความจริงเพียงแค่ส่วนเดียว ตอนนี้เรายังไม่ได้ล็อกเป้าที่ใครเป็นพิเศษ ทั้งนี้เรามีข้อมูลครบถ้วนชัดเจนพอสมควร แต่การจะตัดสินใจยื่นอภิปรายหรือไม่ และล็อกเป้ารัฐมนตรีคนใดเป็นพิเศษ ต้องขึ้นอยู่กับผลการประชุมของพรรคร่วมฝ่ายค้านหลังเปิดสมัยประชุมอีกครั้ง ถ้ายื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจในปีปฏิทินนี้ เรามีหมัดเด็ดแน่นอน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงกลาโหม พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงผลการประชุมสภากลาโหมโดยมีพล.อ.ประยุทธ์เป็นประธาน โดยสั่งการให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพเตรียมพร้อมชี้แจงงบประมาณประจำปี 2563 ต่อสภา ถึงความจำเป็นเหตุผลการใช้งบหรือกรรมาธิการทหารที่เกี่ยวข้อง และยืนยันว่าจะใช้กลไกสภาในการชี้แจงทำความเข้าใจกันถึงเหตุผลและความจำเป็นในการใช้งบของกระทรวงกลาโหม จะไม่พูดผ่านสื่อ เพราะจะเกิดการโต้ตอบกันไปมา และทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน วันนี้เป็นการใช้กลไกสำคัญในการพูดคุยทำความเข้าใจกันจะเป็นการตั้งข้อสังเกตการณ์ เหตุผลความจำเป็น ก็จะเป็นวิถีทางประชาธิปไตย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า กมธ.ทหารเชิญผู้บัญชาการเหล่าทัพไปชี้แจงเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณ จะต้องไปหรือไม่ พล.ท.คงชีพกล่าวว่า ต้องพิจารณาตรวจสอบในข้อกฎหมายและวิธีปฏิบัติ อันไหนที่เป็นข้อกฎหมายที่จำเป็นก็ต้องไป ส่วนไหนเกี่ยวข้องกับวิธีปฏิบัติที่ส่งตัวแทน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้เน้นย้ำในที่ประชุมสภากลาโหมโดยให้ ผบ.เหล่าทัพเตรียมพร้อมในการชี้แจงงบในส่วนของแต่ละเหล่าทัพ เพราะอาจจะโดนหนักหน่อย เนื่องจากตนเองเป็นนายกฯที่มาจากทหาร
&amp;quot;ธนาธร&amp;quot;นำสอบส.ส.กบฏ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน น.ส.กวินนาถ ตาคีย์ ส.ส.ชลบุรี พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 ต.ค. ได้เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของพรรค กรณีลงมติเห็นด้วยกับการลงมติรับหลักการวาระ 1 ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 และลงมติเห็นชอบ พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ที่เป็นการโหวตสวนมติพรรค ซึ่งมี ส.ส.เข้าชี้แจงจำนวน 5 คน รวมถึง น.ส.ศรีนวล บุญลือ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคอนาคตใหม่ จากทั้งหมด 9 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.กวินนาถเปิดเผยว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนค. เป็นผู้ซักถามด้วยตัวเอง ซึ่งตนได้ชี้แจงถึงเหตุผลในการลงมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ว่าเนื่องจากเป็นกฎหมายสำคัญที่มีผลต่อการจัดสรรงบประมาณในพื้นที่ และเห็นว่าเป็นเพียงการลงมติในชั้นรับหลักการเท่านั้น ยังต้องมีการปรับปรุงแก้ไขอีก จึงตั้งใจรับหลักการเพื่อให้มีการปรับปรุงแก้ไขต่อไป หากย้อนเวลาได้ คงไม่โหวตสวนมติพรรคในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ เพราะขณะนี้ได้รับผลกระทบมาก และรู้สึกหนักใจ โดยเฉพาะท่าทีจากเพื่อน ส.ส.ในพรรคหลายคนที่เปลี่ยนไปมาก หมางเมินและบางคนไม่คุยด้วย เหมือนถูกแยกออกจากพรรค ทำให้รู้สึกกดดัน และอึดอัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขณะนี้ยังไม่ได้วางแผนไว้ว่าหากถูกขับออกจากพรรคจะย้ายไปอยู่พรรคใด และยังไม่มีพรรคใดติดต่อมาอย่างเป็นทางการ เป็นเพียงแต่พูดคุยหยอกล้อกันเท่านั้น และไม่มั่นใจว่าจะถึงขั้นถูกขับออกจากพรรคหรือไม่ ตอนนี้ตอบอะไรไม่ได้ อ่านใจผู้บริหารพรรคไม่ออก&amp;quot; น.ส.กวินนาถกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ ส.ส.เขต 5 นครปฐม พรรคชาติไทยพัฒนา เข้ารับหนังสือรับรองการเป็นสมาชิก ส.ส.ที่ชั้น 5 สำนักงาน กกต.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า สมาคมได้รับหลักฐานสลิปโอนเงินของนายพิเชษฐ สถิรชวาล หัวหน้าพรรคประชาธรรมไทย โดยเป็นการทำธุรกรรมผ่านธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสะพานใหม่ดอนเมือง โดยการฝากโอนเงินสดจำนวน 1,000,000 บาท ผ่านระบบบัญชีไปยังบัญชีออมทรัพย์ของหัวหน้าพรรคการเมืองหนึ่งเมื่อวันที่ 1 เม.ย.2562 โดยไม่ทราบเหตุผลใดๆ ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดปกติ จึงจะนำความพร้อมพยานหลักฐานไปร้องต่อ กกต. เพื่อให้ดำเนินการไต่สวนและสอบสวน เพื่อตรวจสอบเส้นทางทางการเงินว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายและมีเหตุผลรองรับหรือไม่ โดยจะเดินทางไปยื่นเรื่องในวันที่ 31 ต.ค.62 เวลา 10.00 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายพิเชษฐให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ได้ให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบอยู่ว่าเอกสารดังกล่าวหลุดออกมาได้อย่างไร เพราะเป็นบัญชีส่วนตัว และเงินไม่ได้ออกจากบัญชีตน แต่มีชื่อของตนนำเงินสดไปฝากเข้าบัญชีคนนี้ ซึ่งบังเอิญเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ตนจะให้ใครยืมเงินเป็นเรื่องส่วนตัว และเป็นเรื่องธรรมดา แต่สงสัยว่าเอกสารหลุดออกมาได้อย่างไร จึงต้องมีการตรวจสอบ และเรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนเม.ย.แล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คาดว่าอดีตเลขาฯ พรรคผมที่ถูกผมขับออกจากพรรคติดต่อไปยังนายศรีสุวรรณใช่หรือไม่ เพราะผมมีหลักฐานซึ่งเป็นไลน์ที่อดีตเลขาฯ ติดต่อพูดคุยกับนายศรีสุวรรณ และผมเองก็ไม่เคยมีปัญหากับใคร มีปัญหาแต่กับอดีตเลขาฯ พรรคคนเดียว&amp;quot; นายพิเชษฐ กล่าว&amp;nbsp;
รับคดีปล่อย&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot;ลงนายกฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ศาลได้อ่านคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ (นางอุบลรัตน์ ลุยวิกัย ในขณะนั้น) วท. 12/ 2562 ศาลอุทธรณ์ที่มีคำวินิจฉัยลงวันที่ 4 ก.ย.2562 ในคดีหมายเลขดำที่ อท.54/2562 ที่นายสุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ กับพวกรวม 2 คนยื่นฟ้องนายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. กับพวกซึ่งเป็น กกต.รวม 7 คน ขอให้ลงโทษจำเลยทั้ง 7 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 43 พ.ร.ป.กกต.2560 มาตรา 29 ประกอบมาตรา 25 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.2561 มาตรา 23 ประกอบมาตรา 149 และมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยทั้ง 7 มีกำหนด 20 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลชั้นต้นเห็นว่า กรณีมีปัญหาว่าคดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบหรือไม่ จึงมีคำสั่งให้ส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ เพื่อให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ 2559 มาตรา 11 โดยในวันอ่านคำสั่งของประธานศาลอุทธรณ์ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ที่ 1 และเป็นตัวโจทก์ที่ 2 เดินทางมาศาล พร้อมกับทนายโจทก์ทั้งสอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้ง 7 จงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 23 ประกอบมาตรา 149 และ พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.2560 มาตรา 21 ประกอบ 22 และมาตรา 38 ไม่ตรวจคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นบุคคลที่พรรคพลังประชารัฐแจ้งว่าจะเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี และร่วมกันออกประกาศ กกต.เรื่องการแจ้งรายชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองจะเสนอให้สภาพิจารณาแต่งตั้งเป็นนายกฯ ฉบับลงวันที่ 11 ก.พ.2562 ให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นบุคคลที่พรรคพลังประชารัฐแจ้งว่าจะเสนอสภาพิจารณาแต่งตั้งเป็นนายกฯ ลำดับที่ 30 เพื่อให้เป็นคุณแก่พรรคพลังประชารัฐ ในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 17 มี.ค.2562 (เลือกตั้งล่วงหน้า) และในวันที่ 24 มี.ค.2562 (เลือกตั้งทั่วไป) ทั้งเมื่อนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ยื่นหนังสือเพื่อขอให้ตรวจสอบการคัดเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จำเลยทั้ง 7 ก็มิได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อโต้แย้งดังกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเมื่อนายวิญญัติ ชาติมนตรี ยื่นหนังสือคัดค้านการประกาศรายชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ และขอให้เพิกถอนชื่อบุคคลดังกล่าว จำเลยทั้ง 7 ยังคงให้มีการประกาศ กกต. เรื่อง การแจ้งรายชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแต่งตั้งเป็นนายกฯ อยู่ต่อไป เมื่อนายเรืองไกรยื่นหนังสือขอให้ กกต.วินิจฉัยว่า พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช. เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือไม่ จำเลยทั้ง 7 ไม่ดำเนินการตามหน้าที่สั่งให้ระงับยับยั้งหรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้การเลือกตั้งการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรมและชอบด้วยกฎหมายกับให้พล.อ.ประยุทธ์สามารถรณรงค์หาเสียงหรือขึ้นเวทีปราศรัยได้ ซึ่งความจริงในฐานะหัวหน้า คสช.เป็น &amp;ldquo; เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ&amp;rdquo; ไม่มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามการเป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 160 และ พ.ร.ป.ด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.2561 มาตรา 13, 44 การกระทำของจำเลยทั้ง 7 เป็นการกระทำโดยไม่สุจริต ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.ป.กกต.มาตรา 5 ประกอบมาตรา 25 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 23 ประกอบมาตรา 144
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้ง 7 โดยจำเลยที่ 1 เป็นประธาน กกต.จำเลยที่ 2-7 เป็น กกต.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วย พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.2561 มาตรา 23 ประกอบมาตรา 149 และ พ.ร.ป.กกต.2560 มาตรา 38 กำหนดว่าในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยทั้ง 7 ให้ถือว่าเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ดังนั้นคดีนี้จึงเป็นคดีทุจริตและประพฤติมิชอบอยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2555 มาตรา 3 วรรคหนึ่ง (1) วินิจฉัยว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ จึงมีคำสั่งให้รับคดีไว้ตรวจฟ้องนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษา (ในชั้นตรวจฟ้อง) ในวันที่ 3 ธ.ค.นี้.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49217</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ., ถ้าไปก็ต้องไป, นาฬิกาหรูยืมเพื่อน, ป.ป.ช., ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส, ใช้อำนาจมาตรา 129</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191030/image_big_5db998200a916.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48837</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/10/2019 11:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/10/2019 11:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สมชาย&#039; กางกฎหมายเตือน &#039;กมธ.ส.ส.-ส.ว.&#039; ใช้อำนาจตามอำเภอใจติดคุกแน่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ต.ค.62 - นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า กรรมาธิ​การ​ สส. สว.ใช่ว่าจะใช้อำนาจได้ตามอำเภอใจ? #ใช้อำนาจผิดมีสิทธิติดคุกเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 12 ​พ.ร.บ.คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร​และวุฒิสภา​ ระบุไว้ชัดเจนเพื่อเป็นหลักประกันความเป็นธรรมให้กับทุกคนที่กรรมาธิการใช้อำนาจตามพ.ร.บ.คำสั่งเรียกด้วย &amp;quot;กรรมาธิการผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใด​หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 10 ปี....ฯลฯ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48837</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.ส.ส.-ส.ว., กรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร, ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ, ปมถวายสัตย์, สมชาย แสวงการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180126/image_big_5a6aa8b9cd185.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32364</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/03/2019 13:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/03/2019 13:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลยกฟ้อง&#039;อดีตผกก.ป.-อัจฉริยะ&#039; ร่วมตบทรัพย์11ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 มี.ค. 62 - ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อท.(ผ) 23/2559 หมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 146/2559 ที่ น.ส.รัฏฏิการ์ ชลวิริยะบุญ เจ้าของร้านจำหน่ายโทรศัพท์มือถือย่านมาบุญครอง เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.อ.พงษ์ไสว แช่มลำเจียก อดีต ผกก.สอบสวน กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ,พ.ต.ท.ชัยพร นิตยภัตร์ &amp;nbsp;สว.สอบสวน กก.1 บก.ป. ,พ.ต.อ.ณษ เศวตเลข (ยกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง) ,นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ,นายณัฐพสิษฐ์ ชาญจรูญจิต ,น.ส.วิภาณี ต๊ะมามูล น.ส.ธนสร แก้วเทพ เป็นจำเลยที่ 1-7 ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เเละร่วมกันสนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า คดีนี้โจทก์คือ น.ส.รัฏฏิการ์ เจ้าของกิจการร้านรับซื้อขายแลกเปลี่ยนและซ่อมแซมอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ ย่านมาบุญครอง ชื่อร้าน EST2001, ร้าน INSTALL และมีร้านของสามีชื่อร้าน 55 โฟน ส่วนจำเลยที่ 1-3 เป็นพนักงานสอบสวนสังกัดกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม จำเลยที่ 4 เป็นประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม จำเลยที่ 5-7 เป็นผู้สั่งซื้อโทรศัพท์มือถือเพื่อนำไปขายต่อ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อประมาณเดือน ก.ค. 2556 ถึง ม.ค. 2557 น.ส.บุศรินทร์ ยื่อโหนด และนายมนัส โชติขัน มาซื้อโทรศัพท์ที่ร้านของโจทก์ และร้านอื่นๆ ในย่านมาบุญครอง ในราคาท้องตลาดจำนวน 2,000 กว่าเครื่อง นำไปหลอกลวงผู้อื่นว่าจะขายในราคาต่ำกว่าทุน แต่เมื่อหลอกลวงได้จำนวนมากแล้ว (โดยได้หลอกลวงจำเลยที่ 5-7 ด้วย) ได้หลบหนีไป ต่อมา น.ส.บุศรินทร์ และนายมนัส ถูกจับ และถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกคนละ 20 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พนักงานสอบสวนตรวจสอบบัญชีของ น.ส.บุศรินทร์ และนายมนัส พบการโอนเงินเข้าบัญชีของโจทก์และผู้อื่นอีก 20 กว่าราย แต่เลือกบัญชีของโจทก์เพียงบัญชีเดียว ว่าเป็นบัญชีที่รับโอนเงินที่ได้จากการฉ้อโกงประขาชน และแจ้งต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ให้อายัดเงินในบัญชีธนาคารกสิกรไทย สาขามาบุญครอง ชื่อบัญชีโจทก์ เลขที่บัญชี 7022883555 เลขที่บัญชี 7022484499 และบัญชีของโจทก์อีก 3 บัญชี ซึ่งโจทก์ได้โต้แย้งคัดค้านแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีหนังสือถึงโจทก์ ลงวันที่ 24 เม.ย. 2558 แจ้งมติคณะกรรมการธุรกรรม ปปง. เห็นชอบให้เลขาธิการ ปปง. ส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนกองปราบปราม ดำเนินการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย และให้ดำเนินการกับทรัพย์สิน ตาม พ.ร.บ.ปปง. 2542 มาตรา 49 วรรคหก และ ป.วิฯ อาญา มาตรา 85 หลังจากนั้น พนักงานสอบสวนได้ส่งมอบพยานหลักฐานเกี่ยวกับทรัพย์สินให้จำเลยที่ 5-7 ไปแจ้งความดำเนินคดีโจทก์ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน จึงถือว่าจำเลยทั้ง 7 ได้ร่วมกันกระทำความผิด แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย กลั่นแกล้งโจทก์ให้ได้รับโทษ กล่าวหาว่า โจทก์ร่วมกับ น.ส.บุศรินทร์ และนายมนัส ฉ้อโกงประชาชน โดย น.ส.บุศรินทร์ และนายมนัส โอนเงินที่ได้จากการฉ้อโกงประชาชนให้โจทก์ ซึ่งเป็นความเท็จ เพราะความจริงโจทก์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการซื้อขายโทรศัพท์ระหว่างจำเลยที่ 5-7 กับ น.ส.บุศรินทร์ และนายมนัส ส่วนเงินที่โอนมาเป็นเงินค่าโทรศัพท์ ไม่ใช่เงินที่ได้จากการฉ้อโกงประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาระหว่างเดือน ก.ย. 2558 ถึงวันที่ 8 ต.ค. 2558 จำเลยที่ 5 มีหนังสือถึงผู้บังคับการปราบปราม เร่งรัดให้ดำเนินการตามคำสั่งของคณะกรรมการธุรกรรม ปปง. โดยออกคำสั่งให้ธนาคารกสิกรไทย สาขามาบุญครอง อายัดบัญชีเลขที่ 7022883555 จำนวนเงิน 11,534,800.70 บาท และบัญชีเลขที่ 7022484499 จำนวนเงิน 94,550.79 บาท ผู้บังคับการปราบปรามจึงส่งให้จำเลยที่ 1-3 พิจารณาและออกคำสั่งไปยังธนาคารกสิกรไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 8 ต.ค. 2558 จำเลยที่ 1-3 นัดจำเลยที่ 4 และ 5 มารับเงินทั้งสองจำนวนที่ธนาคารกสิกรไทย สาขามาบุญครอง และจำเลยที่ 1-3 ให้ธนาคารถอนเงินในบัญชีของโจทก์ จำนวนเงิน 11,534,800.70 บาท และจำนวนเงิน 94,550.79 บาท ส่งมอบให้จำเลยที่ 5 ในเวลา 18.18 น. การกระทำของจำเลยที่ 1-3 เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ และเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ทั้งยังเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ให้ได้รับโทษหนักขึ้น ส่วนจำเลยที่ 4-7 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1-3 เพื่อเอาเงินของโจทก์ไปโดยมิชอบ จึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งให้ประทับรับฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และ 2 ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เฉพาะกรณีเกี่ยวกับจำนวนเงินที่คณะกรรมการ ปปง.มีมติให้คุ้มครองสิทธิผู้เสียหายกรณีนำเงินที่ได้จากการถอนเงินในบัญชีของโจทก์ในส่วนที่เป็นการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายและส่วนที่เกินอันเนื่องมาจากการแจ้งผิดหลงของคณะกรรมการ ปปง. มาแบ่งกัน และจำเลยที่ 4-7 ในข้อหาสนับสนุนจำเลยที่ 1-2 เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และโดยทุจริต ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 5-7 ในข้อหาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อกลั่นแกล้งให้บุคคลอื่นต้องได้รับโทษทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172, 174, 200&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในวันนี้จำเลยทั้งหมดเดินทางมาศาล ส่วนโจทก์มีทนายรับมอบอำนาจเดินทางมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์แล้ว ในขั้นตอนการเบิกเงินคุ้มครองสิทธิ จำเลยที่ 1-2 ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามขอบเขตระเบียบที่กฎหมายได้กำหนดไว้ โดยมีหลักฐานเป็นเอกสารการปรึกษาขั้นตอนการเบิกจ่ายเงินคุ้มครองดังกล่าวต่อคณะกรรมการ ปปง. เอกสารตอบโต้กับธนาคาร มีการดำเนินงานโดยเปิดเผย ส่วนประเด็นที่มีการกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1-2 รับส่วนแบ่งเงินคุ้มครองสิทธิจากจำเลยที่ 5-6 ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีฉ้อโกงที่มีการฟ้องโจทก์ โดยมีการกล่าวอ้างพยานโจทก์เป็นเทปบันทึกเสียงโทรศัพท์และข้อความในไลน์กับจำเลยที่ 6 เรื่องการกันเงินไว้ใช้เอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลเห็นว่าพยานโจทก์ดังกล่าวไม่ใช่ผู้ที่รับรู้เหตุการณ์โดยตรงหรือประจักษ์พยาน ถือเป็นเพียงพยานบอกเล่าอีกทั้งเทปบันทึกและข้อความในไลน์ที่กล่าวอ้างเป็นพยาน ก็ไม่ได้มีการตรวจสอบและเซ็นรับรองจากผู้เชี่ยวชาญทางนิติวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่พยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1-2 กระทำผิดตามฟ้อง เมื่อฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1-2 มีความผิดตามวินิจฉัย จำเลยที่ 4-7 จึงไม่อาจมีความผิดในฐานสนับสนุนได้ ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่น พิพากษายกฟ้อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังพิพากษา นายอัจฉริยะ เปิดเผยว่า เราต่อสู้คดีนี้มาตั้งแต่ปี 2558 มาวันนี้ศาลได้พิพากษายกฟ้อง เราจึงเป็นผู้บริสุทธิ์ ขอขอบคุณศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางที่ให้ความเป็นธรรมกับพวกเรา โดยคดีนี้เป็นการพิจารณาเรื่องเบิกเงินจากการคุ้มครองสิทธิ์ของผู้เสียหายแล้วไปแบ่งกับตำรวจ บก.ป. ซึ่งเรายืนยันมาตลอดว่าไม่มีพฤติการณ์กระทำผิด และไม่ได้เอาเงินที่เบิกเกินมาแบ่งกัน เพราะตอนที่เบิกเงิน เป็นการทำตามมติของคณะกรรมการธุรกรรมของ ปปง.ที่มีหนังสือแจ้งคุ้มครองสิทธิ์ของผู้เสียหาย 2 บัญชี ซึ่งตำรวจ บก.ป.ก็ทำตามขั้นตอนตามกฎหมายและมีการหารือระหว่าง บก.ป. ธนาคาร และ ปปง. โดยวันที่ไปรับเช็คก็เป็นผู้เสียหายไปรับ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32364</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีฉ้อโกง, ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ, ศาลยกฟ้อง, ศาลอาญาคดีทุจริต, อดีตผกก.ป., อัจฉริยะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190327/image_big_5c9b11273e4fd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
