<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>91812</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/02/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/02/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เคาะปฏิรูปกม. คดีผิดเล็กน้อย‘ปรับทางพินัย’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ครม.ไฟเขียวปฏิรูปกฎหมาย ให้คุกมีไว้ขังคนทำผิดร้ายแรงเท่านั้น เปลี่ยนโทษอาญาความผิดเล็กน้อยเป็น &amp;ldquo;ปรับทางพินัย&amp;rdquo; ไม่มีกักขังไร้บันทึกประวัติอาชญากรรม ป้องลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ตามที่มาตรา 77 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้รัฐพึงกำหนดโทษอาญาเฉพาะความผิดร้ายแรง และตามแผนปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย รัฐบาลต้องจัดทำกฎหมายเปลี่ยนแปลงโทษอาญาที่สามารถเปรียบเทียบเพื่อให้คดียุติได้ให้เป็นโทษปรับทางปกครอง ดังนั้น เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครม.ได้เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. .... ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ เพื่อเป็นกฎหมายกลางในการพิจารณาและกำหนดมาตรการสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่ไม่ใช่ความผิดร้ายแรง ซึ่งเรียกมาตรการใหม่นี้ว่า &amp;ldquo;การปรับเป็นพินัย&amp;rdquo; ซึ่งผู้กระทำความผิดต้องชำระเงินค่าปรับตามที่กำหนด และการปรับนั้นไม่ใช่เป็นโทษปรับทางอาญา รวมทั้งจะไม่มีการจำคุกหรือกักขังแทนการปรับ ไม่มีการบันทึกลงในประวัติอาชญากรรม ตัวอย่างความผิดเล็กน้อยที่เป็นโทษอาญา เช่น 1.ไม่แสดงใบขับขี่ (ปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท) 2.สูบบุหรี่ในเขตปลอดบุหรี่ (ปรับไม่เกินสองพันบาท) 3.จอดรถขายผลไม้ริมถนนสาธารณะ (ปรับไม่เกินสองพันบาท) เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ มีดังนี้ 1.กำหนดให้มี &amp;ldquo;โทษปรับเป็นพินัย&amp;rdquo; เป็นโทษอีกประเภทหนึ่ง แยกจากโทษอาญาและโทษปกครอง เพื่อใช้เป็นกฎหมายกลาง 2.มุ่งหมายให้ใช้โทษปรับเป็นพินัยแก่การกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายในกรณีที่ไม่ร้ายแรง แทนการกำหนดให้เป็นโทษอาญา 3.เจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้มีอำนาจสั่งปรับ โดยสามารถกำหนดจำนวนค่าปรับตามความรุนแรงของผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิด พฤติกรรม และสภาพแวดล้อมทั้งปวง หรือจะกำหนดให้ทำงานบริการสังคมแทนก็ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ถ้าผู้ถูกปรับเป็นพินัยชำระค่าปรับเป็นพินัยเข้าหลวงแล้ว เป็นอันยุติจบเรื่อง ไม่มีการจำคุกหรือกักขังแทนค่าปรับ ไม่มีการบันทึกประวัติอาชญากรรม และสามารถจ่ายค่าปรับทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ 5.ถ้าผู้ถูกปรับคัดค้าน หรือไม่ชำระค่าปรับภายในกำหนด เจ้าหน้าที่ต้องส่งเรื่องและสำนวนให้อัยการดำเนินการฟ้องศาลจังหวัด 6.ให้เปลี่ยนความผิดที่มีโทษปรับทางปกครองตามกฎหมายต่างๆ เป็นความผิดทางพินัย เว้นแต่การปรับทางปกครองที่เป็นมาตรการบังคับทางปกครอง และโทษปรับทางปกครอง ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;7.ให้เปลี่ยนความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวตามกฎหมายในบัญชี 1 จำนวน 183 ฉบับ เป็นโทษปรับเป็นพินัยภายใน 365 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 8.สำหรับความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวตามบัญชี 2 จำนวน 30 ฉบับ จะตราพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนให้เป็นโทษปรับเป็นพินัยก็ได้ แต่ต้องเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาก่อนไม่น้อยกว่า 30 วัน 9.เมื่อพ้น 360 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา ให้เปลี่ยนอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เฉพาะในการกำหนดโทษปรับอาญาในข้อบัญญัติท้องถิ่นเป็นปรับเป็นพินัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเมื่อกฎหมายฉบับนี้บังคับใช้คือ 1.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยใช้ความผิดอาญาเฉพาะการกระทำความผิดที่ร้ายแรงเท่านั้น เพื่อป้องกันการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนเกินควร 2.สร้างความเป็นธรรมในสังคมและลดการทุจริต โดยเปลี่ยนความผิดร้ายแรงเป็นโทษปรับทางพินัย ซึ่งจะมีกฎหมายอย่างน้อย 183 ฉบับ ที่ถูกเปลี่ยนเป็นโทษทางพินัย 3.ไม่มีการกักขังแทนค่าปรับ ไม่ต้องประกันตัว และไม่มีการบันทึกประวัติอาชญากรรม&amp;rdquo; รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91812</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขังคนทำผิดร้ายแรง, คุกขังคนทำผิดร้ายแรงเท่านั้น, ปฏิรูปกฎหมาย, ประวัติอาชญากรรม, ปรับทางพินัย, สิทธิเสรีภาพประชาชน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไม่มีกักขัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210202/image_big_60196000d2a59.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26375</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/01/2019 12:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/01/2019 12:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> 50 ปีแห่งการรอคอย!&#039;คำนูณ&#039;เผยกฎหมายขายฝากใกล้คลอดแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ม.ค.62 - &amp;nbsp;นายคำนูณ สิทธิสมาน กรรมการปฏิรูปกฎหมาย โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ว่ากม.ขายฝากใหม่ &amp;#39;กลับหลัก&amp;#39; กม.แพ่ง - เกือบ 50 ปีแห่งการรอคอย !&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลักการของร่างกฎหมายขายฝากที่ดินคนจนคนด้อยโอกาสฉบับใหม่ หรือชื่ิอยาว ๆ อย่างเป็นทางการ &amp;#39;ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองประชาชนในการทำสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย พ.ศ. ....&amp;#39; มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองคนจน จึงต้องเขียนบทบัญญัติขึ้นใหม่ที่มีลักษณะเป็นข้อยกเว้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ปพพ.) มาตรา 491 - 502 ไว้หลายประเด็น บางประเด็นเป็นการเขียนชนิด &amp;#39;กลับหลัก&amp;#39; เลย ประกอบกับในทางปฏิบัติของการขายฝากเดิมที่ทำ ๆ กันอยู่บางประการก็ไม่ตรงกับตัวบทในปพพ.อยู่แล้ว สาเหตุก็เพราะบทบัญญัติว่าด้วยการขายฝากในปพพ.เอาเข้าจริง ๆ แล้วในโลกแห่งความเป็นจริงก็คือ &amp;#39;ธุรกรรมกู้เงินอำพราง&amp;#39; ไม่ใช่ซื้อขาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การตรวจพิจารณาในชั้นกฤษฎีกาจึงต้องดูทั้งหลักกฎหมายและข้อเท็จจริงไปพร้อม ๆ กัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในชั้นกรรมาธิการของสนช.ก็ยอมรับและแก้ไขให้เป็นประโยชน์ต่อคนจนผู้ขายฝากมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเขียนกฎหมายพิเศษชนิด &amp;#39;กลับหลัก&amp;#39; ปพพ.ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือมาตรา 12 และมาตรา 13 ทั้ง 2 วรรค (ตามภาพที่ 1)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมทั้งมาตรา 8 (ภาพที่ 2) ที่มีการปรับแก้ในชั้นกรรมาธิการของสนช. !&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในมาตรา 12 ตามหลักปพพ.เมื่อการขายฝากคือการซื้อขายประเภทหนึ่ง กรรมสิทธิ์จึงโอนไปยังผู้ซื้อฝากทันทีในวันทำสัญญาขายฝาก ผู้ซื้อฝากหรือนายทุนจึงจะทำอะไรกับที่ดินนั้นได้ นำไปขายต่อก็ได้ แม้ว่าผู้ขายฝากจะยังมีสิทธิไถ่ถอนก็ตาม รวมทั้งการทำกินและการเก็บผลประโยชน์ในที่ดินที่นำมาขายฝาก ก็ต้องถือว่าเป็นสิทธิของผู้ซื้อฝากตามหลักกรรมสิทธิ์ แต่ในทางปฏิบัติแล้วผู้ซื้อฝากไม่ค่อยจะสนใจประโยชน์ส่วนนี้ เพราะรอให้ที่ดินขาดจากการไถ่ถอนดีกว่า จึงปล่อยให้ผู้ขายฝากทำกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 12 เลยเขียนใหม่กลับหลักปพพ. ให้การขายฝากเป็นเสมือนการจำนอง คือไม่ต้องส่งมอบทรัพย์ แม้กรรมสิทธิ์จะโอนไปตามกฎหมาย แต่ยังคงทำกินอยู่ได้ เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้ เพราะถ้าไม่ได้ ผู้ขายฝากจะหาเงินที่ไหนไปไถ่ถอนได้ แม้ราคาไถ่ถอนจะต่ำกว่าราคาซื้อขายจริงในตลาดก็เถอะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอ แล้ว &amp;#39;ค่าเช่า&amp;#39; ที่ดินล่ะ ผู้ขายฝากยังคงเก็บไว้ได้ไหม ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าเก็บค่าเช่าไว้ได้ อย่างนี้จะถือว่าจนจริงหรือ ร่างกฎหมายฉบับนี้ที่ว่ามุ่งคุ้มครองคนจนที่ไร้ทางออกจริง ๆ จะไม่ถูกโต้แย้งหรือ ชื่อร่างก็บอกว่าเพื่อการเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย เมื่อให้เช่าเสียแล้วก็ไม่ใช่ทั้ง 2 อย่างไม่ใช่หรือ ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก็ต้องย้อนไปดูข้อเท็จจริงส่วนใหญ่ว่าคนมีที่ดินหริอในกรณีนี้คืิอที่นาให้เช่าไม่ได้แปลว่าไม่จน หรือมีทางเลือกเหลืออยู่ หลายกรณีมีที่ดินตกทอดมาแต่มีความสามารถทำนาเองได้ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะแก่เฒ่า ลูกหลานก็ไม่ทำแล้ว ส่วนที่เหลือจึงให้เช่าในราคาที่ไม่ได้สูงอะไร เพราะถ้าสูงก็หาคนเช่าทำไม่ได้ ค่าเช่าที่ได้ก็แค่พอยังชีพ เมื่อต้องการใช้เงินมากกว่ายังชีพ เช่น ส่งลูกเรียน เจ็บไข้ได้ป่วยต่อเนื่อง จึงนำไปขายฝากทั้งผืนรวมส่วนที่ทำเองและให้เช่า ถ้าไม่ให้เก็บค่าเช่าเสียแล้ว จะเอาเงินที่ไหนไปไถ่ถอน ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือที่มาของมาตรา 13 วรรคแรก ที่กลับหลักปพพ.เป็นจุดที่ 2 ให้ผลประโยชน์จากการนี้ตกเป็นของผู้ขายฝาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เท่านั้นยังไม่พอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในชั้นกฤษฎีกาได้มีการถกประเด็นต่อเนื่องกันต่อไปว่า แล้วถ้าตอนขายฝากยังทำกินเองทั้งหมด แต่ระหว่างช่วงรอไถ่ถอน ทำเองไม่ไหว นำไปให้เช่าล่ะ เพราะปรากฎข้อเท็จจริงว่าหลายกรณีผู้ขายฝากออกจากที่ดินผืนที่ขายฝากเพื่อนำไปให้เช่า แล้วตัวเองไปอยู่ที่เล็กกว่า ก็เพื่อให้มีรายได้มากขึ้น ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในชั้นกฤษฎีกาให้ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงกัน แต่ถ้าไม่ได้ตกลงกัน ให้ผลประโยชน์จากการนี้ตกเป็นของผู้ซื้อฝากหรือนายทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะไม่ต้องการให้กลับหลักปพพ.มากเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือที่มาของมาตรา 13 วรรคสอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาถึงชั้นกรรมาธิการสนช. ได้อภิปรายกันหนักในมาตรา 13 วรรคสอง เสียงส่วนหนึ่งเห็นด้วยกับร่างของกฤษฎีกาที่ไม่ต้องการให้กลับหลักปพพ.มากไป เดี๋ยวจะตอบคำถามทางวิชาการได้ลำบากและจะเป็นตัวอย่างให้เกิดร่างกฎหมายกลับหลักฉบับอื่น ๆ ต่อไป แต่เสียงอีกส่วนเห็นว่าร่างกฎหมายฉบับนี้กลับหลักมาแต่ต้นแล้ว ชื่อร่างฯก็ระบุชัดว่าคุ้มครองใคร ไฉนจะมายืนหลักในมาตรา 13 วรรคสองนี้เล่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการพิจารณาพบกันครึ่งทาง เพื่อให้ประโยชน์ตกกับผู้ด้อยโอกาสเต็มเส้นทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือที่มาของการย้อนกลับไปแก้ไขมาตรา 8&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามภาพที่ 2 ข้อความตัวพิมพ์ที่ขีดเส้นใต้คือข้อความปรับแก้ที่เติมเข้ามา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรรมาธิการฯไม่ปรับแก้มาตรา 13 วรรคสอง คงยืนตามร่างฯกฤษฎีกา คือผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นหลังวันทำสัญญาหากไม่ได้ตกลงกันให้ตกเป็นของผู้ซื้อฝาก แต่มาปรับแก้มาตรา 8 ว่าถ้าเป็นเช่นนั้น ให้ผลประโยชน์ดังว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าไถ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรียกว่าแม้ไม่ปรับแก้มาตรา 13 วรรคสอง คนจนคนด้อยโอกาสผู้ขายฝากก็ได้ประโยชน์อยู่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ได้ในอีกรูปแบบหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือกฎหมายที่พี่น้องชาวนาชาวไร่เรียกร้องต้องการมายาวนานเกือบ 50 ปี สูญเสียชีวิตเลือดเนื้อไปมาก กำลังจะปรากฎเป็นจริงในอีกไม่นาน เอาเป็นว่าก่อนเลือกตั้งผ่านสภาสนช.วาระ 3 แน่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรรมาธิการฯสนช.จะพิจารณาทบทวนครั้งสุดท้ายวันจันทร์ที่ 14 มกราคมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนตัวแล้ว ผมยินดีอย่างยิ่งครับที่ได้มีส่วนร่วมกับร่างกฎหมายฉบับนี้มาแต่ต้นจนจะจบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ใช่แค่ในฐานะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วนที่ได้จุดประกายเรื่องนี้มาเมื่อปีเศษ ๆ ที่ผ่านมาเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ในฐานะส่วนหนึ่งของสหพันธ์นักศึกษาเสรีที่ร่วมทำงานกับสหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทยเมื่อเกือบ 50 ปีก่อนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการกฤษฎีกาคณะพิเศษที่ตรวจแก้ร่างกฎหมายนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบพระคุณท่านอนุวัฒน์ เมธีวุฒิกุล ประธานกรรมาธิการฯสนช.ที่ปรับแก้ร่างฯนี้ในชั้นสุดท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบพระคุณกรรมการกฤษฎีกา กรรมาธิการฯสนช. และสนช.ทุกท่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบพระคุณท่านอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน ที่สนับสนุนแนวคิดนี้ของผมทันทีที่ได้รับทราบ และสนับสนุนต่อเนื่องอย่างแข็งขัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และที่ลืมไม่ได้ ขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรีพล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชาที่นำเรื่องนี้ไปพูดในรายการศาสตร์พระราชาเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2560 ที่ทำให้การทำงานสะดวกขึ้นมาก.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26375</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายขายฝาก, คำนูณ สิทธิสมาน, ที่ดิน, ปฏิรูปกฎหมาย, โฉนดที่ดิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180712/image_big_5b476a0217254.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4568</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/03/2018 17:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/03/2018 17:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมศุลฯงานเข้า!กรรมการปฏิรูปกม.เรียกอธิบดีแจง  ชี้ประกาศ 60/2561 เข้าข่ายขัดรธน.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ คำนูณ สิทธิสมาน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 มี.ค. 61 - นายคำนูณ สิทธิสมาน &amp;nbsp;สมาชิกสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ(สปท.) และโฆษกคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย &amp;nbsp;แสดงความเห็ตต่อกรณีกรมศุลกากร &amp;nbsp;ออกประกาศกรมศุลกากรที่ 60/2561 เรื่อง การปฏิบัติพิธีการศุลกากรของติดตัวผู้โดยสาร ที่นำติดตัวเข้ามาหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรพร้อมกับตนทางท่าอากาศยาน ผ่านเฟซบุ๊ก Kamnoon Sidhisamarn ระบุว่า &amp;quot;นำนาฬิกา/กล้อง/โน้ตบุ๊ค ติดตัวไปต่างประเทศ ต้องแจ้งก่อนพร้อมภาพถ่าย 2 ชุด !!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่งในบทบัญญัติที่โดดเด่นและ &amp;#39;โดน&amp;#39; ของรัฐธรรมนูญ 2560 คือมาตรา 77&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื้อหานั้นไม่ใช่แค่ว่าก่อนตรากฎหมายต้องรับฟังความคิดเห็นประชาชนเท่านั้น แต่กำหนดให้รัฐพึงจัดให้มีกฏหมายเท่าที่จำเป็น และยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือที่เป็นอุสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพโดยไม่ชักช้า เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศกรมศุลกากรที่ 60/2561 โดยเฉพาะข้อ 4 น่าจะไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรานี้นะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สร้างภาระแก่ประชาชนโดยไม่จำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนไทยจะเดินทางไปต่างประเทศทุกวันนี้ก็ไม่ต้องกรอกใบตม. 6 แล้ว เป็นผลงานที่โดดเด่นของรัฐบาลนี้ แต่หากจะต้องมาแจ้งข้าวของติดตัวประเภทนาฬิกา โน้ตบุ๊ค กล้องถ่ายรูป ฯลฯ พร้อมภาพถ่าย 2 ชุด มันออกจะย้อนแย้งกันอย่างเหลือเชื่อ ไม่เป็นตรรกะซึ่งกันและกันเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เร่งปรับแก้เสียเถอะ !&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่าทำเพียงแค่บอกว่าเป็นกฎหมายที่มีอยู่แล้ว เพียงเอามาประกาศใหม่ และจะแจ้งหรือไม่แจ้งก็ได้ ไม่ผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นหลักมันอยู่ที่ตราบใดที่ประกาศยังอยู่ก็ยังคงเป็นเครื่องมือที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะหยิบขึ้นมาใช้เมื่อไรก็ได้กับประชาชนคนใดก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือสารัตถะของการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายที่แท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำรัฐธรรมนูญมาตรา 77 ให้เป็นมากกว่าตัวอักษร
_________
หมายเหตุ (1) : ประเด็นการยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายฯ ซึ่งหมายรวมถึงกฎหมายทุกลำดับ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 77 นี้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายเขียนอยู่ในแผนปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายแล้ว รอการพิจารณาอนุมัติขั้นสุดท้ายโดยคณะรัฐมนตรีในอีกไม่กี่วันนี้ และขณะนี้คณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วนก็กำลังดำเนินการเรื่องนี้อย่างขมักเขม้น ในอนาคตจะมีหน่วยงานของรัฐทำงานด้านนี้โดยเฉพาะอย่างถาวร โดยจะมีตัวแทนภาคเอกชนและภาคประชาชนเข้าร่วมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมายเหตุ (2) : คณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วนจะนำเรื่องนี้เข้าสู่วาระเพื่อพิจารณา วันที่ 19 มีนาคม เวลา 13.30 น โดยเชิญอธิบดีกรมศุลกากรมาชี้แจง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านข่าวประกอบ ศุลกากรออกประกาศเข้มแบก &amp;quot;โน้ตบุ๊ก-กล้อง-นาฬิกา&amp;quot; ไปนอก ต้องแจ้งทุกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4568</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมศุลกากร, คำนูณ สิทธิสมาน, ปฏิรูปกฎหมาย, โฆษกคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180308/image_big_5aa10e784d530.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4565</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/03/2018 17:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/03/2018 16:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลจ่อยกเลิกขอใบอนุญาตทำธุรกิจหลายพันฉบับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลเร่งปฏิรูปกฎหมาย จ่อโละการขอใบอนุญาตทิ้งเกือบ 5,000 ฉบับ หวังลดขั้นตอน และเชฟต้นทุนในการทำธุรกิจ ฟาก กพร. เตรียมเปิดให้ขอใบอนุญาตผ่านออนไลน์กว่า 300 ฉบับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 มี.ค. 2561 นายกอบศักดิ์ &amp;nbsp;ภูตระกูล &amp;nbsp;รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในงานสัมมนา executive forum on competitiveness 2018 จัดโดยสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย หรือ ทีเอ็มเอ ว่า &amp;nbsp;รัฐบาลให้ความสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยมีเป้าหมายที่จะผลักดันในไทย ติด 20 อันดับแรกของประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุด &amp;nbsp;จากปัจจุบันไทยอยู่ในอันดับ &amp;nbsp;27 จากการจัดของ international Institute for Management Development หรือ ไอเอ็มดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวทางการดำเนินงาน &amp;nbsp;จะเน้นไปที่การปฏิรูปกฎหมายที่จะช่วยอำนวยความสะดวกและลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ &amp;nbsp;โดยรัฐบาลมีเป้าหมายที่จะ ยกเลิกใบอนุญาตต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการประกอบอาชีพของประชาชนที่ในปัจจุบันมีอยู่กว่า 5,000 เรื่อง แต่ในอนาคต จะลดให้เหลือไม่เกิน 1,000 ฉบับ ซึ่งเชื่อว่าการดำเนินการดังกล่าว จะช่วยลดขั้นตอน และลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจเป็นอย่างมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; หากต้องการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน เราจำเป็นต้องปฏิรูปกฎหมายครั้งใหญ่ เพราะกฎหมายหลายฉบับของไทย ค่อนข้างล้าสมัย บางเรื่องประกาศใช้มากว่า 70ปี และยังเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ โดยเฉพาะการขออนุญาตประกอบธุรกิจที่ซับซ้อน หลายขั้นตอน ซึ่งมีต้นทุนที่สูง เราต้องดูแนวทางของประเทศเหมือนเกาหลีใต้ ที่สะสางกฎหมายลดลงไปได้ถึง 50% ทำให้ลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชนได้ประมาณปีหนึ่งถึงหลายแสนล้านบาทต่อปี แน่นอนมันทำให้ภาครัฐเสียรายได้บ้าง แต่จะส่งผลดีต่อการแข่งขันในระยะยาว&amp;quot; นายกอบศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางอารีย์พันธ์ เจริญสุข &amp;nbsp;รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) &amp;nbsp;เปิดเผยว่า รัฐบาลมีเป้าหมายที่ยกระดับความยากง่ายในการทำธุรกิจ (doing Business) ให้เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันอยู่ในอันดับที่ 26 &amp;nbsp; ซึ่งยังตามหลังมาเลเชียที่อยู่ในอันดับที่ 24 &amp;nbsp;โดยรัฐบาลไทยคาดหวังว่า จะสามารถแซงมาเลเชียได้ในปีนี้ โดยสิ่งที่รัฐบาล ดำเนินการก็คือ การปฏิรูปกระบวนการทำงานของราชการ ที่จะต้องอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจเพิ่มขึ้น &amp;nbsp;โดยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับการขอใบอนุญาตการประกอบธุรกิจ ซึ่งรัฐบาลเตรียมรวบรวมการขอใบอนุญาตที่สำคัญกว่า 300 ฉบับ มาให้บริการในอินเทอร์เน็ตภายในปี 2562 &amp;nbsp;เพื่อลดเวลา และลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4565</URL_LINK>
                <HASHTAG>doing Business, ก.พ.ร., กอบศักดิ์ ภูตระกูล, ขีดความสามารถในการแข่งขัน, ปฏิรูปกฎหมาย, รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, ใบอนุญาต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180308/image_big_5aa101c3066dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
