<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>85149</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/11/2020 20:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/11/2020 19:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สป.ยธ.จี้สภาผู้แทนฯปฏิรูปการออก&#039;หมายเรียก-หมายจับ&#039;ป้องกันผู้บริสุทธิ์กลายเป็นแพะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
26 พ.ย. 2563 - ผศ. ร.ต.อ. ดร. วิเชียร&amp;nbsp; ตันศิริคงคล&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประธานสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (สป.ยธ.) และนายบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ กรรมการสป.ยธ. ยื่นหนังสือผ่าน นายอดิลัน&amp;nbsp; อาลีอิสเฮาะ&amp;nbsp; ประธานคณะอนุกรรมาธิการการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ขอให้เสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ อาญาแก้ปัญหา &amp;ldquo;ตำรวจออกหมายเรียกบุคคลเป็นผู้ต้องหา&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ศาลออกหมายจับ&amp;rdquo; ประชาชนโดยปราศจากพยานหลักฐานชัดเจนว่าเป็นผู้กระทำผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหนังสือระบุว่า เนื่องจากปัจจุบัน&amp;nbsp; ได้เกิดปัญหาประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการในชั้นสอบสวนโดยถูก&amp;ldquo;ตำรวจออกหมายเรียกเป็นผู้ต้องหา&amp;rdquo;&amp;nbsp; หรือ &amp;ldquo;ศาลออกหมายจับ&amp;rdquo; โดยปราศจากพยานหลักฐานแน่ชัดว่าเป็นผู้กระทำผิดกันมากมาย&amp;nbsp; ซึ่งหลายคดี สุดท้ายพนักงานอัยการได้มี &amp;ldquo;คำสั่งไม่ฟ้อง&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ศาลพิพากษายกฟ้อง&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้ผู้บริสุทธิ์หรือที่เรียกกันว่า &amp;ldquo;แพะ&amp;rdquo; ต้องตกเป็นผู้ต้องหาตามหมายเรียก หรือบางคนก็ถูกจับตามหมายจับในสถานที่ส่วนบุคคลหรือที่สาธารณะต่างๆ ตามอำเภอใจของตำรวจ ถูกคุมขังเสื่อมเสียเสรีภาพและมีประวัติอาชญากรรมติดตัวไปตลอดชีวิตอย่างไม่เป็นธรรม
&amp;nbsp;
นอกจากนั้นยังส่งผลร้ายต่อกระบวนการยุติธรรมอย่างร้ายแรง&amp;nbsp; เนื่องจากทำให้บุคคลที่เป็นผู้กระทำผิดจริงหลุดรอดจากการถูกลงโทษตามกฎหมาย&amp;nbsp; ส่งผลทำให้ผู้เสียหายเกิดความคับแค้นใจสังคมเกิดความไม่สงบสุขอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจาก&amp;nbsp; การออกหมายเรียกผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวนและการออกหมายจับของศาลตามที่กฎหมายกำหนดไว้&amp;nbsp; ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบพยานหลักฐานจากพนักงานอัยการผู้มีหน้าที่ในการสั่งฟ้องคดีพิสูจน์การกระทำผิดของผู้ถูกกล่าวหาตามมาตรฐานสากล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงเรียนเพื่อโปรดทราบปัญหาดังกล่าว และขอให้ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาโดยเพิ่มบทมาตราในส่วนที่ว่าด้วยการออกหมายเรียกผู้ต้องหาและหมายจับดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.มาตรา&amp;nbsp; 53/1&amp;nbsp; การออกหมายเรียกบุคคลเป็นผู้ต้องหาตามมาตรา 53&amp;nbsp; ต้องได้รับการตรวจพยาน หลักฐานจากพนักงานอัยการและมั่นใจว่า เมื่อเห็นชอบให้ออกหมายเรียกบุคคลใดมารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว&amp;nbsp; จะสามารถพิสูจน์การกระทำผิดให้ศาลลงโทษได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การออกหมายเรียกผู้ต้องหาดังกล่าว&amp;nbsp; นอกจากข้อความตามมาตรา 53 แล้ว ต้องระบุข้อหาตามมาตราใด วันเวลาสถานที่และพฤติการณ์การกระทำผิดที่จะทำให้ผู้ถูกออกหมายเรียกเข้าใจอย่างชัดแจ้งด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.มาตรา 59/2&amp;nbsp; ในการร้องขอต่อศาลของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจให้&amp;nbsp; &amp;ldquo;ออกหมายจับ&amp;rdquo;&amp;nbsp; ตามมาตรา 59 วรรคสอง ต้องได้รับความเห็นชอบพนักงานอัยการในการตรวจสอบพยานหลักฐานและมั่นใจว่า&amp;nbsp; เมื่อจับตัวบุคคลมาแล้วจะสามารถสั่งฟ้องพิสูจน์การกระทำผิดให้ศาลลงโทษได้เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาและดำเนินการผลเป็นประการใด ขอได้โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อจะได้แจ้งให้พี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนทราบต่อไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85149</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายอดิลัน  อาลีอิสเฮาะ, ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม, สถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม, หมายเรียก หมายจับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201126/image_big_5fbf98442251e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76585</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/09/2020 19:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/09/2020 19:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ภาคปชช.ชูสังคายนากระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ กระจายอำนาจตร.ให้จังหวัด งานพิสูจน์หลักฐานสังกัดยธ. หลายฝ่ายเห็นพยานหลักฐานที่เกิดเหตุพร้อมกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.ย.63 - &amp;nbsp;Innocence International Thailand ร่วมกับสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (สป.ยธ.) สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) มูลนิธิธรรมาภิบาลแห่งเอเชีย (AGF) และ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านนโยบายสาธารณะและธรรมาภิบาล เยอรมัน-อุษาคเนย์ (CPG) &amp;nbsp;จัดงานเสวนา &amp;ldquo;สังคายนากระบวนการยุติธรรม&amp;rdquo; ณ True Icon Hall.(7 Floor) Icon Siam Bangkok จากนั้นได้แถลงข่าวและแถลงการณ์ร่วมโดยมีมีรายละเอียดดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทยโดยเฉพาะในชั้นการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานรวมทั้งการสั่งคดีของพนักงานอัยการและการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลตกอยู่สภาวะวิกฤติศรัทธาจากประชาชนอย่างร้ายแรง ส่งผลเสียหายต่อระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยหรือการปกครองโดยกฎหมายตลอดจนความมั่นคงของชาติอย่างร้ายแรง &amp;nbsp;จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขและปฏิรูปเป็นการเร่งด่วน หัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ไขหรือปฏิรูปได้อย่างแท้จริงก็คือ &amp;nbsp;การยอมรับปัญหาและจุดอ่อนต่างๆ ในทุกขั้นตอนที่เป็นช่องว่างก่อให้เกิดการทุจริตของเจ้าพนักงานผู้รับผิดชอบรวมทั้งความผิดพลาดที่สร้างความเสียหายต่อรัฐและประชาชนทั้งในอดีตและปัจจุบัน โดยนำมาวิเคราะห์วิพากษ์ในเวทีสาธารณะและเสนอให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขในสาระสำคัญที่จะส่งผลเป็นการปฏิรูปอย่างจริงจัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Innocence International Thailand จึงได้ร่วมกับสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (สป.ยธ.) สมาคมสิทธิเสรีภาพจองประชาชน (สสส.) มูลนิธิธรรมาภิบาลแห่งเอเชีย (AGF) และ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านนโยบายสาธารณะและธรรมาภิบาล เยอรมัน-อุษาคเนย์ (CPG) &amp;nbsp;กำหนดจัดงานเสวนา &amp;ldquo;สังคายนากระบวนการยุติธรรม&amp;rdquo; ขึ้นในวันเสาร์ที่ 5 กันยายน 2563 ระหว่างเวลา 08.30 &amp;ndash; 17.00 น. ณ True Icon Hall.(7 Floor) Icon Siam Bangkokโดยได้ข้อสรุปจากการเสวนานำมาสู่แถลงการณ์ร่วมกันดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;1. สาเหตุที่กระบวนการยุติธรรมอาญาไทยในชั้นสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานการสั่งคดีของพนักงานอัยการ การพิจารณาและพิพากษาของศาลในหลายกรณีมีปัญหา ไม่สามารถสร้างความยุติธรรมอย่างแท้จริง &amp;nbsp;เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่ล้าหลัง ขาดความเป็นมาตรฐานสากลตั้งแต่ปี 2506 อำนาจสืบสวนสอบสวนที่เคยอยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายปกครองซึ่งเป็นข้าราชการพลเรือนโดยเฉพาะในส่วนภูมิภาคตาม ป.วิ อาญาได้ถูกอำนาจเผด็จการยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ออกข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยให้กรมตำรวจซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติรับผิดชอบแต่เพียงหน่วยเดียวทั้งประเทศ ทำให้ขาดการตรวจสอบร่วมรู้เห็นการรวบรวมพยานหลักฐานจากฝ่ายปกครองคือผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ และขาดการตรวจสอบจากพนักงานอัยการผู้มีหน้าที่ตรวจสอบการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานอย่างสิ้นเชิง ทำให้เจ้าหน้าที่ผู้ทุจริตสามารถใช้อำนาจหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์จากยาเสพติดหรือธุรกิจผิดกฎหมายได้อย่างไร้การตรวจสอบ สามารถช่วยเหลือหรือละเว้นการดำเนินคดีผู้มีอิทธิพลหรือเจ้าหน้าที่ผู้ทุจริต หรือยัดข้อหาคนบริสุทธิ์โดยการบิดเบือนทำลายพยานหลักฐานข้อเท็จจริงในคดีได้ง่ายดายตามอำเภอใจ ทำให้กระบวนการยุติธรรมไทยอยู่ในสภาพ &amp;ldquo;คนชั่วลอยนวล คนดีเป็นแพะ&amp;rdquo; สำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งเป็นองค์กรที่มีการจัดโครงสร้างการบังคับบัญชาและระบบบริหารงานบุคคลแบบทหาร &amp;nbsp;แม้กระทั่งพนักงานสอบสวนและเจ้าพนักงานนิติวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานในด้านกระบวนการยุติธรรมก็เป็นข้าราชการผู้มียศและวินัยการปกครองเช่นเดียวกับกองทัพที่มีความจำเป็นเพื่อออกคำสั่งบัญชาการรบเป็นหมวดหมู่ ทำให้เจ้าหน้าที่เกรงกลัวต่อการรังแกทางวินัยและจำยอมต่อคำสั่งที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรของผู้มียศสูงกว่า ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนในการรวบรวมพยานหลักฐานได้อย่างสุจริตเพื่ออำนวยความเป็นธรรมในสังคม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;2 &amp;nbsp;สภาพปัญหาดังกล่าว เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงในระดับที่เป็นการปฏิรูปทั้งระบบตำรวจและงานสืบสวนสอบสวนดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.1 ปฏิรูปโครงสร้างภายในองค์กรตำรวจให้มีการกระจายอำนาจเป็นตำรวจท้องถิ่นระดับจังหวัดเพื่อให้ตำรวจมีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อประชาชนและท้องถิ่นของตนเอง ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายภายในจังหวัดและลงโทษทางวินัยตำรวจระดับหัวหน้าสถานีลงไปในจังหวัดด้วยความเห็นชอบของคณะกรรมการตำรวจจังหวัด สร้างหลักประกันมิให้มีการใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือเกินขอบเขต หรือมีพฤติกรรมทุจริตประพฤติมิชอบ รับส่วยสินบนจากสิ่งชั่วร้ายผิดกฎหมาย ทำลายสังคมแล้วเด้งเชือกโยกย้าย หนีไปหากินที่จังหวัดอื่นๆ ต่อไป &amp;nbsp;ประชาชนสามารถร้องเรียนปัญหาต่อผู้ว่าราชการจังหวัดได้ง่ายกว่ากองบัญชาการตำรวจภาค หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และป้องกันการส่งส่วยสินบนตามลำดับชั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.2 แยกสำนักงานพิสูจน์หลักฐานให้ไปสังกัดกระทรวงยุติธรรมเพื่อกำจัดการแทรกแซงบิดเบือนพยานหลักฐานจากฝ่ายตำรวจผู้บังคับบัญชาการสอบสวน เพื่อสร้างหลักประกันความเป็นอิสระ และปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานภายใต้การตรวจสอบของคณะกรรมการวิชาชีพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.3 ปฏิรูประบบงานสอบสวนในเรื่องสำคัญโดยให้เจ้าพนักงานของรัฐหลายฝ่ายได้มีโอกาสรู้เห็นและรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุในคดีสำคัญพร้อมกันทันที โดยเฉพาะคดีฆาตกรรม ด้วยการแก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ อาญาว่าด้วยการสอบสวน ให้พนักงานสอบสวนต้องรายงานเหตุอาชญากรรมทาง Electronic ให้ฝ่ายปกครอง ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอ และอัยการทราบเพื่อตรวจสถานที่เกิดเหตุพร้อมกับแพทย์และพนักงานพิสูจน์หลักฐานป้องกันการดองคดีตามลำพังจนพยานหลักฐานสูญหายเพื่อช่วยเหลืออาชญากร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.4 แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ อาญา ให้อัยการมีอำนาจเข้าตรวจสอบหรือควบคุมเริ่มการสืบสวนสอบสวนคดีที่มีอัตราโทษจำคุกสิบปีขึ้นไป หรือกรณีที่มีการร้องเรียนว่าพนักงานสอบสวนไม่รับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษ &amp;nbsp;หรือการสอบสวนเป็นไปอย่างล่าช้าโดยไม่มีเหตุผลและให้อัยการมีอำนาจริเริ่มสอบสวนดำเนินคดีตำรวจที่กระทำผิดกฎหมายเพื่อป้องกันการสอบสวนทำลายพยานหลักฐานเพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่พวกเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.5 แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ อาญา เพื่อป้องกันเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมใช้อำนาจโดยมิชอบละเมิดสิทธิมนุษยชนประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยให้ผู้จับกุมต้องแจ้งการจับบุคคลต่ออัยการเพื่อให้อัยการมาตรวจสอบการจับกุมที่ทำการของพนักงานสอบสวนทันทีเพื่อตรวจสอบพยานหลักฐานและคุ้มครองสิทธิ์ในชีวิตร่างกายและเสรีภาพของผู้ถูกจับได้ทันท่วงที นอกจากนี้การออกหมายเรียกบุคคลเป็นผู้ต้องหา หรือการเสนอศาลออกหมายจับและหมายขังบุคคลใดจะต้องได้รับความเห็นชอบจากอัยการเสียก่อนเพื่อป้องกันการจับและขังบุคคลที่อัยการอาจจะมีคำสั่งไม่ฟ้องโดยอัยการจะเห็นชอบการออกหมายจับและหมายขังก็ต่อเมื่อได้ตรวจสอบพยานหลักฐานจนมั่นใจว่ามีเหตุที่จำเป็นต้องจับและมีพยานหลักฐานหนักแน่นเพียงพอที่จะแจ้งข้อหาหรือเมื่อจับตัวบุคคลใดมาแล้วอัยการจะมีคำสั่งฟ้องคดีเพื่อพิสูจน์ความผิดให้ศาลลงโทษสอดคล้องกับมาตรฐานสากลโดยต้องบันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่องในการการจับและการสอบปากคำบุคคลด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.6 แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ อาญา กำหนดว่า &amp;ldquo;กระทรวง ทบวง กรมที่เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายใด &amp;nbsp;ให้มีอำนาจสอบสวนความผิดนั้นด้วยโดยไม่ตัดอำนาจของพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจที่จะดำเนินการสอบสวนไปตามอำนาจหน้าที่ของตน&amp;rdquo; ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพงานรักษากฎหมายด้วยการกระจายอำนาจสอบสวนไปยังหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและมิให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติผูกขาดการสอบสวนริเริ่มคดีไว้แต่หน่วยเดียวที่ก่อให้เกิดปัญหามากมายในปัจจุบัน โดยทุกหน่วยงานสามารถดำเนินการสอบสวนความผิดตามกฎหมายเฉพาะทางซึ่งตนเป็นผู้รับผิดชอบและมีความรู้ความชำนาญมากกว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่งสำนวนต่ออัยการได้โดยตรง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.7 กำหนดความผิดฐานบิดเบือนขัดขวางความยุติธรรมให้เป็นความผิดที่มีโทษทางอาญาในประมวลกฎหมายอาญาเพื่อลงโทษบุคคลใดๆ ที่กระทำที่เป็นการแทรกแซงบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมให้ผิดไปจากความเป็นจริง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76585</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตำรวจ, ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม, ภาคประชาชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200905/image_big_5f537fdf18778.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76532</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จี้นายกฯเปิดชื่อ แก๊งร่วมทำผิด! บอสกระทิงแดง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;อรรถพล&amp;quot; ยันไม่เคยพูด &amp;quot;บิ๊กอัยการ&amp;quot; คดีบอสเผ่นไปนอกแล้ว ชี้ผู้ไม่หวังดีปล่อยข่าวเท็จ ด้านสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมออกแถลงการณ์ให้นายกฯ เปิดเผยรายชื่อผู้เกี่ยวข้องร่วมคดีบอส กระทิงแดง เร่งปฏิรูปตำรวจ งานสอบสวนและนิติวิทยาศาสตร์ ให้มีมาตรฐานสากลป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 4 กันยายน นายอรรถพล ใหญ่สว่าง อดีตอัยการสูงสุด ประธานคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) กล่าวถึงการที่มีสำนักข่าวแห่งหนึ่งได้ลงข้อมูลทำนองว่าตนเป็นผู้ให้สัมภาษณ์ว่าพนักงานอัยการที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนความเร็วคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา ทายาทเครื่องดื่มชูกำลังชื่อดัง ได้เดินทางหนีออกนอกประเทศแล้วว่า ภายหลังจากที่มีการนำเสนอข่าวดังกล่าว ปรากฏว่ามีน้องๆ อัยการโทร.เข้ามาสอบถามตนเป็นจำนวนมากว่าอัยการคนดังกล่าวเป็นใคร เดินทางหนีออกนอกประเทศไปแล้วจริงหรือไม่ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมขอยืนยันตรงนี้ว่าข่าวที่ออกไปดังกล่าวไม่เป็นความจริง คือหนึ่ง ผมไม่เคยไปให้สัมภาษณ์ถ้อยคำหรือข้อความดังกล่าว สอง ผมไม่ทราบและไม่รู้จักว่าอัยการที่ถูกกล่าวอ้างเป็นใคร&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีตอัยการสูงสุดกล่าวว่า เมื่อทราบว่ามีสำนักข่าวที่มีชื่อเรื่องสืบสวนสอบสวนแห่งหนึ่งได้รายงานข่าวว่าได้สัมภาษณ์ตน ตนก็ได้โทรศัพท์ไปสอบถามนักข่าวอาวุโสคนหนึ่งซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักข่าวแห่งนั้น ต่อว่าในการนำเสนอข่าวที่ไม่เป็นความจริง โดยผู้อำนวยการสำนักข่าวดังกล่าวยอมรับว่าข่าวดังกล่าวไม่มีต้นตอที่น่าเชื่อถือ โดยคนที่ทำการเผยแพร่ข่าวเป็นลูกน้องในทีม จะดำเนินการลบข่าวให้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เนื่องจากข่าวดังกล่าวถูกแพร่กระจาย มีน้องๆ ที่สำนักงานอัยการโทร.มาถามเป็นจำนวนมาก จึงต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงตรงนี้เพื่อป้องกันผู้ไม่หวังดีปล่อยข่าวเท็จ&amp;quot; นายอรรถพลกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่สถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (สป.ยธ.) ออกแถลงการณ์เรื่อง ขอให้นายกรัฐมนตรีเปิดเผยรายชื่อผู้เกี่ยวข้องร่วมกระทำผิดกรณี &amp;ldquo;การสอบสวนล้มคดีบอส&amp;rdquo; และเร่งดำเนินการปฏิรูปตำรวจ รวมทั้งงานสอบสวนและนิติวิทยาศาสตร์ให้มีมาตรฐานสากล ป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ มีรายละเอียดดังนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงหาตัวเจ้าพนักงานของรัฐผู้ร่วมกระทำผิดในกรณีที่มีการปฏิบัติหน้าที่มิชอบช่วยให้นายวรยุทธ อยู่วิทยา พ้นจากการถูกฟ้องคดีอาญาข้อหาขับรถประมาทเป็นเหตุให้มีผู้ถึงแก่ความตายแล้วหลบหนี ซึ่งตำรวจผู้รับผิดชอบระดับต่างๆ ได้มีการสอบสวนทำลายพยานหลักฐานคดีนี้เป็นระยะๆ ตลอดมา จนกระทั่งทำให้พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง โดยมี ศ.ดร.วิชา มหาคุณ เป็นประธาน ซึ่งเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2563 ศ.ดร.วิชาได้นำผลการตรวจสอบไปรายงานต่อนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาลและออกมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนส่วนหนึ่งแล้วนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื่องจากการแถลงข่าวประกอบเอกสารที่เผยแพร่ดังกล่าว แม้จะมีการยืนยันถึงการกระทำผิดของตำรวจผู้ใหญ่ พนักงานสอบสวน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทนายความ และพนักงานอัยการ ว่าได้ร่วมกันทำเป็นขบวนการ และเสนอให้มีการดำเนินคดีอาญาและวินัยร้ายแรงกับข้าราชการและผู้เกี่ยวข้องทุกคน แต่กลับไม่มีความชัดเจนเพียงพอที่จะทำให้ประชาชนได้ทราบว่า มีใครบ้างเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดที่สร้างความเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรมของชาติอย่างร้ายแรงดังกล่าว และรัฐบาลจะดำเนินคดีตามกฎหมาย รวมทั้งการปฏิรูปตำรวจ งานสอบสวนและงานพิสูจน์หลักฐานเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำเช่นนี้เกิดขึ้นได้อีกอย่างไร จึงขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.เปิดเผยรายงานผลการตรวจสอบดังกล่าวให้ประชาชนได้ทราบว่า บุคคลทั้ง 8 กลุ่มที่ถูกระบุว่าร่วมกันกระทำความผิดอย่างเป็นขั้นเป็นตอนดังกล่าวมีผู้ใดบ้าง แต่ละคนมีตำแหน่งหน้าที่อะไรและมีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดอาญาหรือวินัยร้ายแรงอย่างไรบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.สั่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษให้เป็นผู้รับผิดชอบการสอบสวนคดีนี้ และรีบดำเนินการออกหมายเรียกผู้ที่มีหลักฐานการกระทำผิดตามรายงานดังกล่าวเป็นผู้ต้องหา หรือเสนอศาลออกหมายจับ และรีบจับตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายเหมือนกรณีการดำเนินคดีอาญากับประชาชนผู้กระทำความผิดในคดีต่างๆ สรุปเสนอให้พนักงานอัยการสั่งฟ้องคดีต่อศาลโดยเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ใช้อำนาจทางการบริหารดำเนินการทางปกครองในเบื้องต้นทันที โดยสั่งให้ผู้ร่วมกระทำผิดที่เป็นเจ้าพนักงานของรัฐทุกคนออกจากราชการไว้ก่อน หรือพักราชการ เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้อื่น และเป็นการส่งสัญญาณถึงความเด็ดขาดจริงจังของรัฐบาลในการปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.เร่งดำเนินการปฏิรูปตำรวจ งานสอบสวน และงานนิติวิทยาศาสตร์ ในเบื้องต้นเพื่อป้องกันการทุจริตบิดเบือนคดีหรือประพฤติมิชอบให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลโดย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.1 นำร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ฉบับที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เสนอ รวมทั้งร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยการสอบสวน ที่ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรและได้เสนอต่อนายกรัฐมนตรีไปแล้วเข้าสู่สภาเพื่อตราเป็นกฎหมายบังคับใช้โดยเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.2 แก้ปัญหางานนิติวิทยาศาสตร์และการพิสูจน์หลักฐานที่อยู่ในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมีระบบการปกครองแบบมีชั้นยศและวินัยแบบทหาร ด้วยการทำให้เป็นข้าราชการพลเรือน สร้างหลักประกันความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรฐานวิชาชีพ โดยตราพระราชกฤษฎีกาโอนสถาบันนิติเวชและสำนักงานพิสูจน์หลักฐาน ไปเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรมตามหลักสากลแทน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76532</URL_LINK>
                <HASHTAG>บอส เรดบลู, บอสกระทิงแดง, ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม, วรยุทธ อยู่วิทยา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อัยการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200904/image_big_5f524c9c5e33e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76446</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> วิชาโยนให้นายกฯ เปิดชื่อแก๊งล้มคดี วิษณุแจกงานปปท.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;วิชา&amp;rdquo; โยน &amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo; เปิดชื่อตัวละครลับในห้องเปลี่ยนความเร็วรถ ยันต้องล่า &amp;ldquo;บอส&amp;rdquo; มาดำเนินคดีให้ได้ เตรียมกำหนดประเด็นปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมต่อ &amp;quot;วิษณุ&amp;quot; เผยเรียก &amp;quot;ป.ป.ท.&amp;quot; แจกงานตามคดี ประสานหน่วยงานต้นสังกัด 8 กลุ่ม ส่วนคดีอาญามอบดีเอสไอดำเนินการ ชงกฤษฎีกาเขียนคู่มือข้อปฏิบัติการมอบอำนาจให้ชัดเจน กำหนดหลักเกณฑ์ตำรวจจะแย้งหรือไม่แย้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพฤหัสบดี นายวิชา มหาคุณ ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน กล่าวภายหลังได้แถลงสรุปข้อเท็จจริงกรณีอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส ที่ขับรถชนตำรวจเสียชีวิตว่า เมื่อคณะกรรมการฯ ได้ส่งรายงานสรุปให้นายกรัฐมนตรีไปเรียบร้อยทั้งหมดแล้ว จากนี้ก็แล้วแต่นายกฯ ที่จะนำข้อสรุปทั้ง 8 ข้อเพื่อรับไปดำเนินการ ซึ่งนายกฯยืนยันหนักแน่นว่าจะรับไปทำอย่างแน่นอน คงต้องใช้เวลา โดยมีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ที่กำกับดูแล โดยตกลงเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าจะให้ ป.ป.ท.เป็นคนติดตาม และส่งต่อ ซึ่งจะเป็นผู้จัดการและดำเนินการให้เป็นไปตามแนวทางที่คณะกรรมการฯ ได้มีข้อเสนอแนะเอาไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ภาระคณะกรรมการฯ คือการศึกษาและเสนอแนะเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากความเสื่อมหรือความไม่แน่นอนที่ผู้คนไม่เชื่อถือ จึงต้องอาศัยการถอดบทเรียนนี้ มาแก้ไขตัวบทกฎหมายในอนาคต กฎหมายใดที่ล้าสมัยหรือจะต้องมีข้อปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ก็จะรีบนำเสนอภายใน 30 วัน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามถึงการตั้งเรื่องส่งฟ้องใหม่จะเริ่มต้นอย่างไร นายวิชากล่าวว่า ต้องเริ่มจากตำรวจ เพราะเขาจะต้องเป็นผู้สอบสวนใหม่ แต่ ผบ.ตร.จะเป็นผู้สั่งเพียงคนเดียวไม่ได้ และคาดว่าจะเป็นภาระของ ผบ.ตร.คนใหม่ที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องต่อไป โดยตำรวจจะต้องปรึกษาหารือกับ ป.ป.ท. และนายวิษณุ ที่เป็นผู้กำกับดูแลศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ที่มีผู้เชี่ยวชาญอยู่ในนั้น และ ป.ป.ท.เป็นเลขานุการอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ในเอกสารที่คณะกรรมการฯ เผยแพร่กับสื่อมวลชนมีตัวละครที่ไม่ได้ระบุชื่อตัวย่อหรือตำแหน่งของตัวละครที่อยู่ในห้องที่มีการเปลี่ยนแปลงความเร็วรถนายวรยุทธ นายวิชากล่าวว่า ทางคณะกรรมการฯ ได้เอ่ยชื่อชัดเจน และเรื่องนี้อยู่ในมือนายกฯหมดแล้ว คณะกรรมการฯ ได้ระบุชื่ออยู่ในรายงานฉบับเต็มที่ส่งถึงนายกฯ เป็นสิทธิ์ของนายกฯ ดังนั้นขอให้สื่อไปถามจากนายกฯ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ เพราะเชื่อว่านายกฯ จะต้องทำให้เกิดความแน่ใจก่อน แต่ในรายละเอียดทั้งหมดอยู่ในรายงานฉบับเต็มบริบูรณ์ ไม่มีขาดตกบกพร่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงกรณีที่นายอรรถพล ใหญ่สว่าง ประธานคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) ให้ข้อมูลว่าอัยการคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีนี้หลบหนีออกนอกประเทศไทยแล้ว นายวิชากล่าวว่า ตนไม่ทราบเหมือนกัน ซึ่งก็ต้องไปตรวจสอบ โดย ป.ป.ท.ก็จะนำประเด็นนี้ไปตรวจสอบต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าการเปิดเผยรายงานฉบับนี้ดูไม่ชัดเจนในรายละเอียด ทำให้มีความกังวลว่าจะมีแต่ทฤษฎีหรือไม่ นายวิชาตอบว่า &amp;ldquo;90% คิดว่าทำจริงก็พอแล้ว&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ครบรอบ 8 ปีคดีนี้ และต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมดบ่งบอกอะไรได้บ้าง นายวิชากล่าวว่า สิ่งที่ผิดพลาด ไม่ว่าระยะเวลายาวนานแค่ไหน ถึงแม้จะหมดอายุความไปแล้วทั้งหมด ตนก็ยืนยันว่าการทำให้กระจ่างชัด ทำให้คนรู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เราจะต้องกล้าหาญเพียงพอที่จะยอมรับในสิ่งที่ผิดพลาด อะไรผิดก็คือผิด what is right, what is wrong มันคนจริยธรรมที่สูงสุดของมนุษย์ โดยเฉพาะคนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม คนที่อยู่ในระบบบริหารราชการแผ่นดินน่าจะเลี่ยงตรงนี้ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ไม่ว่าผู้ต้องหาอยู่ที่ไหน จะต้องตามตัวมาดำเนินคดีให้ได้ใช่หรือไม่ นายวิชากล่าวว่า &amp;ldquo;ก็ต้องอย่างนั้น และนายกรัฐมนตรีก็ยืนยันแล้ว เช่นเดียวกับตำรวจที่บอกว่าหากอัยการรับเรื่อง เขาก็จะดำเนินการต่อ เรื่องออกหมายจับกับอินเตอร์โพล&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรอบการประชุมของคณะกรรมการฯ หลังจากนี้ นายวิชา กล่าวว่า วางกรอบไว้ว่าจะต้องดูทุกเรื่อง ไม่ว่าจะมีผู้เสนอหรือคณะกรรมการฯ เห็นสมควร ก็จะมากำหนดประเด็นว่าเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับองค์กรใด ไม่ว่าจะตำรวจ พนักงานสอบสวน เพราะพนักงานสอบสวนมีทั้งที่อยู่ในตำรวจ ฝ่ายปกครอง อัยการ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดังนั้นต้องดูในภาพรวมทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 2 ก.ย. ที่ผ่านมา ตนได้เชิญเลขาธิการสำนักงาน ป.ป.ท. และเลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา ชุดของนายวิชา มาพบเพื่อตกลงแบ่งงานกัน เนื่องจากคณะกรรมการฯ ชุดนายวิชามีเสนอข้อเสนอแนะเร่งด่วนมา 5 ข้อ ที่ประกอบด้วยการเร่งให้รื้อฟื้นคดีและดำเนินคดีที่ยังไม่ขาดอายุความ โดยเฉพาะคดีขับรถขณะเสพยาเสพติด ซึ่งยังไม่มีการตั้งข้อกล่าวหานี้มาก่อน โดยจะให้ ป.ป.ท.ทำเรื่องส่งไปยังตำรวจ ข้อเสนอที่ 2 การดำเนินการบุคคลที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดทางอาญาและวินัย ซึ่งมี 8 กลุ่มที่จะแจ้งไป กลุ่มไหนเป็นตำรวจก็จะแจ้งไปยังสํานักงานตํารวจแห่งชาติ (สตช.) ดำเนินการ ส่วนอัยการก็จะแจ้ง ก.อ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุกล่าวอีกว่า ส่วนกลุ่มที่เป็นทนายความก็จะส่งให้สภาทนายความ กลุ่มไหนเป็นบุคคลธรรมดาให้ ป.ป.ท.มีอำนาจในการสอบ และเรื่องใดที่คิดว่ามีมูลก็จะส่งให้ ป.ป.ช.ดำเนินการสอบ และเรื่องใดเป็นคดีอาญาให้ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ ซึ่งคาดว่าวันที่ 3 ก.ย. ป.ป.ท.จะออกหนังสือประสานไปยังหน่วยงานเหล่านี้ สำหรับข้อ 3 เสนอแนะว่าบางครั้งไม่ใช่เรื่องความรับผิด แต่เป็นเรื่องความรับผิดชอบที่ไม่สามารถเอาเข้าคุกได้ เพราะไม่ใช่คดีอาญา ซึ่งเกี่ยวกันกับคนที่เป็นนักการเมืองที่เป็นกรรมาธิการ ซึ่งยังไม่รู้ใครเกี่ยวหรือไม่เกี่ยว โดยจะส่งเรื่องไปให้ประธานสภาฯ พิจารณาว่าเรื่องใดดำเนินการได้หรือไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนข้อเสนอที่ 4 เป็นเรื่องการมอบอำนาจ สังเกตจากคดีนายวรยุทธ ที่ระบุว่าเมื่อมอบอำนาจแล้วเป็นการมอบขาด แต่ความจริงไม่มีการมอบอำนาจขาด แต่ความหมายคือมอบให้ไปทำ แต่ผู้มอบอำนาจยังต้องกำกับดูแลและติดตาม หากผิดก็เรียกมาสั่งใหม่ได้ ไม่ใช่มอบแล้วตัดขาดหายไปเลย ดังนั้นเรื่องนี้จะมอบให้คณะกรรมการกฤษฎีกาเขียนเป็นคู่มือระบุให้ชัดถึงการมอบอำนาจว่าผู้มอบ หรือผู้รับมอบจะมีแนวทางปฏิบัติอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สุดท้ายข้อเสนอที่ 5 การปรับปรุงแก้ไขระเบียบบางอย่าง เช่น อัยการสูงสุดมอบให้รองอัยการสูงสุดคนหนึ่งเป็นผู้รับเรื่องร้องทุกข์ แต่ก็มอบรองอัยการสูงสุดอีกคนหนึ่งทำหน้าที่สั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องแทนอัยการสูงสุด เรื่องนี้ไม่ได้ว่าอะไร แต่คนสองคนนี้ไม่ควรเป็นคนเดียวกันเหมือนที่เกิดขึ้นในคดีนี้ที่เป็นคนเดียวกัน จึงไม่มีการคานอำนาจ ดังนั้นเรื่องนี้เป็นข้อเสนอที่ดีต้องแก้ รวมถึงการใช้ดุลยพินิจของอัยการ ซึ่งเป็นเรื่องของเขา ถือเป็นองค์กรอิสระ แต่ตำรวจที่จะแย้งหรือไม่แย้งต้องมีเหตุผลและหลักเกณฑ์ ซึ่งที่ผ่านมายังไม่มีหลักเกณฑ์นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ส่วนที่มีการเสนอให้คดีอาญาที่ผู้ต้องหาหลบหนีไม่มีการขาดอายุความนั้น ฟังดูเผินๆ เป็นเรื่องดี และเมื่อดีก็ได้แก้ในคดีทุจริตไม่ให้ขาดอายุความไปแล้ว ซึ่งคดีของนายวรยุทธก็ยังเห็นประโยชน์ แต่ถ้าต้องให้ใช้ในทุกคดีต้องมาคิดอีกที ถ้าให้คดีอาญาอื่นๆ ไม่มีอายุความเลยจะเห็นด้วยหรือไม่นั้น ต้องส่งให้คณะกรรมการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไปศึกษาทั้งระบบต่อไป โดยจะให้ ป.ป.ท.ติดตามทั้งหมด หากมีรายละเอียดอะไรก็จะรายงานให้นายกฯ รับทราบ ส่วนอะไรที่ต้องแก้ระเบียบทันทีหรืออะไรต้องปฏิรูปก็ต้องดำเนินการ&amp;quot; นายวิษณุกล่าว.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76446</URL_LINK>
                <HASHTAG>บอส เรดบลู, บอสกระทิงแดง, ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม, วิชา มหาคุณ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เปลี่ยนความเร็วรถ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200903/image_big_5f50f93001055.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72664</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คดี‘บอส’เขย่ารัฐบาล จี้สะสางเหตุสั่งไม่ฟ้องให้เคลียร์อัยการถกด่วน-ตร.ขีดเส้น15วัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;บอสเอฟเฟกต์&amp;rdquo; องค์กรต้านโกง-คณาจารย์ธรรมศาสตร์ร่อนแถลงการณ์จี้สางคดีอัยการ-สตช.สั่งไม่ฟ้องให้ชัดเจน ชี้เป็นการสั่นคลอนกระบวนการยุติธรรมไทยนำไปสู่หายนะ &amp;ldquo;ธนาธร&amp;rdquo; ร่วมแจมบอกระวังแผ่นดินจะเดือดดาล อดีตเด็ก ปชป.แนะ 4 ข้อจับไอ้โม่งช่วยเป่าคดี เตือนหากไม่เร่งเคลียร์ระวังรัฐบาลล้มครืน &amp;quot;หมอพรทิพย์-สุริยะใส&amp;quot; จี้นายกฯ เร่งปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม &amp;ldquo;อัยการ&amp;rdquo; ดีเดย์ประชุม 28 ก.ค.ส่องคำสั่งแต่ไม่ตอบมีผลเปลี่ยนคดีหรือไม่ บิ๊กแป๊ะขีดเส้น 15 วันต้องรู้ผล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ที่ 27 ก.ค.ยังคงมีความต่อเนื่องในกรณีสำนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ทายาทกระทิงแดง กรณีขับรถเฟอร์รารีชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ตำรวจ สน.ทองหล่อเสียชีวิต และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ไม่แย้งคำสั่งของอัยการนั้น นายประยุทธ เพชรคุณ&amp;nbsp; รองโฆษกอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ชี้แจงถึงกรณี อสส.มีคำสั่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบการสั่งคดีของสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 1 ว่าคณะทำงานทุกคนรับทราบคำสั่งแล้ว&amp;nbsp; โดยประธานได้สั่งให้ตนเองในฐานะผู้ช่วยเลขานุการคณะทำงานเร่งประสานคณะทำงานทุกคนเพื่อประชุมโดยเร็ว คาดว่าอาจนัดประชุมได้ในวันอังคารที่ 28 ก.ค. เพราะอัยการต้องการให้ความจริงปรากฏเร็วที่สุด โดยเบื้องต้นจะศึกษาสำนวนก่อนว่าสั่งคดีอย่างไร ส่วนแนวทางการตรวจสอบประธานคณะทำงานจะเป็นผู้พิจารณา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่าผลการตรวจสอบของคณะทำงานสามารถเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมได้หรือไม่ นายประยุทธปฏิเสธที่จะแสดงความเห็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร.กล่าวถึงกรณี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าว โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ.ศตวรรษ หิรัญบูรณะ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร.เป็นประธานว่า ได้ให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน&amp;nbsp; 15 วัน นับแต่วันที่รับทราบคำสั่ง พร้อมรายงานผลให้ทราบเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะอดีตประธานกรรมาธิการกฎหมาย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวว่า ทนายความของนายวรยุทธได้ขอความเป็นธรรมไปยัง กมธ.สนช. ซึ่งกรรมาธิการฯ ได้ทำเรื่องขอให้อัยการส่งกลับคดีให้ตำรวจทบทวนเพราะมีพยานใหม่ จนเป็นจุดเปลี่ยนสั่งไม่ฟ้องคดีดังว่า คาดว่าภายในวันที่ 29-30 ก.ค. นายธานี อ่อนละเอียด&amp;nbsp; ส.ว. ในฐานะอดีต กมธ.จะเป็นผู้แถลงรายละเอียด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกันองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ออกแถลงการณ์ในเรื่องนี้ระบุว่า&amp;nbsp; &amp;quot;เป็นการสร้างจุดด่างพร้อยให้ภาพลักษณ์ของประเทศ และยังเป็นการตอกย้ำถึงความล้มเหลวของกระบวนการรักษาความยุติธรรมแห่งชาติ สังคมจะดำเนินต่อไปได้อย่างไรหากผู้รักษาความยุติธรรมไร้ซึ่งจุดยืนที่สังคมจะพึ่งได้ การต่อสู้เพื่อให้สังคมไทยมีการฉ้อโกงน้อยลงคงเป็นไปได้ยาก หากเสาหลักผุกร่อนไร้ศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันจึงขอเรียกร้องความกระจ่างชัดของคำอธิบายที่จะกอบกู้ความเชื่อมั่นให้กลับมาอีกครั้งจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและอัยการสูงสุดต่อสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลและความเป็นนิติรัฐเพียงใดหรือไม่ รวมถึงแนวทางการแก้ปัญหาความสั่นคลอนของกระบวนยุติธรรมจากนายกรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบการบริหารราชการแผ่นดิน อย่าปล่อยให้ความศักดิ์สิทธิ์ความยุติธรรมถูกลบหลู่ดูแคลนจากทั้งสังคมไทยและสังคมโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การโกงความยุติธรรมไปจากชีวิตคนไทยโดยใช้กฎหมายและอำนาจหน้าที่ คือการทำลายความเชื่อมั่นศรัทธาต่อสถาบันหลักของประเทศอันจะนำไปสู่หายนะของชาติ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันจะต่อสู้&amp;nbsp; ปลุกพลังสังคมให้ไม่ยอมรับและต่อต้านกับวิกฤติศรัทธาครั้งนี้อย่างที่สุด เราจะไม่ยอมให้อำนาจอธรรมมีอำนาจเหนือความยุติธรรม&amp;rdquo; แถลงการณ์ระบุ
คณาจารย์ มธ.ออกโรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) รวม 31 รายได้ลงชื่อออกแถลงการณ์เรียกร้องเช่นกัน โดยมีเนื้อหาว่า &amp;quot;เพื่อธำรงไว้ซึ่งหลักความเสมอภาคภายใต้กฎหมายและหลักนิติรัฐ เพื่อกอบกู้ศรัทธาของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมของไทย และเพื่อรักษากำลังใจของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรมและด้วยความภาคภูมิใจ จึงขอเรียกร้องให้ อสส.และ สตช.ดำเนินการดังนี้ 1.ชี้แจงขั้นตอนการดำเนินการคดีอาญากับนายวรยุทธ โดยละเอียดและอธิบายเหตุผลอย่างชัดเจนถึงผลของคดีที่ขาดอายุความและการใช้ดุลยพินิจไม่ฟ้องคดีอาญา และ 2.ตรวจสอบว่าการดำเนินการและการใช้ดุลยพินิจดังกล่าวถูกต้องตามกฎหมาย สุจริตและโปร่งใสหรือไม่ และหากพบว่ามีการดำเนินการหรือการใช้ดุลยพินิจในขั้นตอนใดไม่เป็นไปตามกฎหมาย ไม่สุจริต หรือไม่โปร่งใส ให้พิจารณาดำเนินการและใช้ดุลยพินิจใหม่ให้ถูกต้อง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับความคิดเห็นของฝ่ายต่างๆ นั้น พบว่า น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ&amp;nbsp; (พปชร.) โพสเฟซบุ๊กว่า &amp;quot;คดีดังกล่าวยังไม่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติและองค์กรอัยการ จึงควรต้องออกมารับผิดชอบชี้แจงความโปร่งใสของการออกคำสั่งดังกล่าว ซึ่งแม้นายกฯ ไม่มีอำนาจแทรกแซงการทำงานของหน่วยงานดังกล่าว แต่ก็มีอำนาจตรวจสอบการทำงานได้ เพื่อผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรม และเพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นของประชาชนและศรัทธาของการบังคับใช้กฎหมาย โดยทั้ง 2 หน่วยงานดังกล่าวต้องออกมาชี้แจงสังคมโดยเร็วที่สุดหลังตั้งคณะทำงานตรวจสอบ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชุมสาย ศรียาภัย รองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า กระบวนการยุติธรรมไทยมาใกล้ถึงจุดวิกฤติศรัทธาแล้ว เพราะผู้คนในสังคมกังขาว่ามีการบังคับใช้กฎหมายอย่างบิดผัน ทำให้ประชาชนทั้งในและต่างประเทศสูญเสียความเชื่อมั่นในฐานะเป็นที่พึ่งสุดท้ายแห่งความยุติธรรมของสังคม ขณะนี้เรามีคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะด้านกระบวนการยุติธรรม จึงขอเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องเร่งสังคายนาและปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอย่างจริงจังทั้งระบบ ทำให้กระบวนการยุติธรรมไทยเป็นเสาหลักสำคัญของประเทศชาติ และเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนอย่างแท้จริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า กล่าวว่า ประชาชนมีความเคลือบแคลงสงสัยในความสองมาตรฐาน ในแง่หนึ่งเมื่อคนรวยคนมีอำนาจทำผิดกฎหมายไม่ต้องเข้าคุกในประเทศนี้ ขณะเดียวกันคนเล็กคนน้อยคนที่ไม่มีเงินไม่มีอำนาจ ทำผิดกฎหมายก็จะถูกติดคุกติดตะราง ซึ่งความยุติธรรมเป็นเสาหลักสุดท้ายของสังคมในภาวะที่พี่น้องประชาชนหมดศรัทธากับสถาบันองค์กรการเมืองต่างๆ เมื่อพี่น้องประชาชนหมดศรัทธากับความยุติธรรม สังคมมันจะล่มสลาย ความยุติธรรมคือที่พักพิงสุดท้ายของประชาชน การเอากระบวนการยุติธรรมไม่ว่าจะเป็นตำรวจ อัยการ ศาล ราชทัณฑ์ หรือไม่ว่าจะเป็นองค์กรอิสระอย่าง กกต., ป.ป.ช. รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญ มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองในวันที่ประชาชนไร้สิ้นความหวัง หมดศรัทธากับองค์กรที่เกี่ยวข้องกับความยุติธรรม แผ่นดินจะเดือดดาล
&amp;ldquo;ผมไม่อยากให้สังคมไปถึงจุดนั้น ดังนั้นเรื่องนี้ต้องกลับมาที่รัฐบาลว่า รัฐบาลจะกล้าจริงใจเอาคนผิดมาลงโทษหรือไม่ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์พูดเสมอว่าขอให้ประชาชนทุกคนทำตามกฎหมาย คำถามคือรัฐบาลทำตามกฎหมายเพื่อยื่นความเป็นธรรมให้กับคนทุกกลุ่มคนในประเทศไทยอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกันหรือไม่ อยากฝากคำถามนี้ถึงรัฐบาลด้วยเช่นกัน&amp;rdquo; นายธนาธรกล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊กไล่ลำดับเหตุการณ์คดีก่อนระบุว่า &amp;quot;เรื่องนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือคดียุติหรือยัง และส่วนที่สองการตามหาตัวไอ้โม่งที่อยู่เบื้องหลังการยุติความเป็นธรรมครั้งนี้ จึงขอเรียกร้องไปยังทายาท ด.ต.วิเชียรผู้ตาย ให้ออกมาใช้สิทธิทางศาลเพื่อพิสูจน์ความจริงกันให้กระจ่าง ไม่ต้องไปยึดติดกับบันทึกข้อตกลง หากไม่มีทนายก็พร้อมอาสาว่าความให้&amp;quot;
4 แนวทางจับไอ้โม่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ส่วนการตามล่าหาไอ้โม่งนั้นขอเสนอ 4 ข้อทางออก คือ 1.ให้ อสส.เปิดเผยพยานหลักฐานทั้งหมด พร้อมทั้งแจงรายละเอียดถึงที่มาของพยานหลักฐาน ความเห็นของพนักงานสอบสวนและอัยการผู้รับผิดชอบสำนวนทั้งหมด 2.ให้สอบสวนพฤติการณ์การสั่งคดีของนายเนตร นาคสุข รอง อสส.ผู้สั่งคดี 3.สตช.ต้องตอบคำถามให้ได้ว่าทำไมไม่มีความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้อง ทั้งที่เคยมีความเห็นควรสั่งฟ้องตามพยานหลักฐานเดิม และ 4.รัฐบาลที่ตอนนี้หนีไม่พ้นข้อครหา เพราะมีการใช้ กมธ.ยุค สนช.รื้อคดีสอบเองจนกลายเป็นจุดเปลี่ยนของคดี ทำให้เกิดคำถามว่ามีบิ๊กคนไหนเข้าไปสร้างกระบวนการฟอกผิดเป็นถูกให้กับทายาทมหาเศรษฐีหรือไม่ เรื่องนี้รัฐบาลจะนิ่งเฉยไม่ได้ เพราะหากไม่รีบหาตัวผู้ใช้อำนาจผิด บิดเบือนความจริงมาลงโทษ เกรงว่านอกจากระบบยุติธรรมสั่นคลอนแล้ว รัฐบาลจะพังครืนลงมาในไม่ช้านี้&amp;quot;
นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ทนายความและกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม กล่าวเรื่องนี้ว่า คณะกรรมการปฏิรูปฯ จะนำเรื่องนี้เสนอที่ประชุมวันที่ 10 ส.ค. โดยขณะนี้กำลังรวบรวมประเด็นต่างๆ ที่ประชาชนสงสัยเสนอที่ประชุมคณะกรรมการปฏิรูปฯ 15 คนพิจารณา เพราะเกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม หน้าที่ของคณะกรรมการปฏิรูปฯ คือเสนอความเห็นควรแก้ไขปรับปรุงอย่างไร จะได้ศึกษาร่วมกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร คอลัมนิสต์เสียงประชาชนปฏิรูปตำรวจ กล่าวว่า คดีนายวรยุทธถือเป็นรูปธรรมที่สำคัญและชัดเจนของปัญหากระบวนการยุติธรรมอาญาไทยในชั้นสอบสวน ที่รัฐและสังคมปล่อยให้อยู่ในมือของตำรวจเพียงฝ่ายเดียวด้วย การสั่งให้สอบเพิ่มเติมของอัยการก็มีข้อจำกัดอย่างมาก&amp;nbsp; สามารถทำได้เฉพาะจากพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนเท่านั้นที่ไม่ปรากฏก็ไม่รู้ บางครั้งต้องหลับหูหลับตาสั่งคดีไปตามที่ตำรวจเสนอ ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องที่หลายคดีเป็นนิยายการสอบสวน&amp;nbsp; ทำให้ประเทศเรามีผู้บริสุทธิ์ตกเป็นแพะมากมาย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เป็นปัญหาใหญ่ที่นายกฯ ต้องเร่งแก้ไขและปฏิรูประบบการสอบสวนคดีอาญา ให้มีการตรวจสอบจากภายนอกทั้งโดยฝ่ายปกครอง ผู้ว่าฯ นายอำเภอ รวมทั้งพนักงานอัยการในคดีสำคัญหรือเมื่อมีการร้องเรียนเกิดขึ้น อีกทั้งต้องกำหนดให้มีการบันทึกภาพและเสียงการสอบปากคำบุคคลเป็นหลักฐานประกอบสำนวนการสอบสวนไว้ด้วย ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการแก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ อาญาที่ผ่านความเห็นชอบในรายงานของสภาผู้แทนฯ ไปเมื่อเดือนที่แล้ว และเวลานี้อยู่ในมือของนายกฯ ที่ต้องเร่งเสนอเข้าสู่สภาตราเป็นกฎหมายโดยเร็ว&amp;quot; พ.ต.อ.วิรุตม์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า &amp;quot;ไม่ปฏิรูปคงไม่ได้แล้ว มีหลักฐานชัดเจนในคดี แต่ผู้ที่ทำสำนวนที่ทำให้เกิดความอ่อน จนท้ายสุดสั่งไม่ฟ้องทั้งผู้บริหารของอัยการ ทั้งตำรวจ ต่างไม่มองที่ความจริง ความยุติธรรม แต่มองที่ข้อกฎหมาย จึงปัดความรับผิดชอบกันให้วุ่นวาย นายกฯ ปรับ ครม.แล้วเห็นทีจะปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไปเฉยๆ ไม่ได้ เพราะท่านสัญญาต่อสภาว่าจะปฏิรูปตำรวจ ความล้มเหลวของคดีนี้เป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรม ต้องคลี่ให้เห็นปัญหาทุกจุด ทุกขั้นตอน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุริยะใส กตะศิลา คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า &amp;quot;ปรากฏการณ์ทางสังคมจากกรณีที่อัยการฯ สั่งไม่ฟ้องคดีบอส กระทิงแดงนั้น เป็นปรากฏการณ์ที่สั่นคลอนและไม่ไว้วางใจต่อกระบวนการยุติธรรมรุนแรงที่สุดอีกครั้งหนึ่งในสังคมไทย มากกว่าทุกครั้งด้วยซ้ำไป เพราะข้อพิรุธเบื้องหน้า เบื้องหลัง กระทั่งคำถามมากมายถูกตีแผ่ เปิดโปง ผ่านโซเชียลอย่างเข้มข้น ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และไฟไหม้ฟางแน่นอน เพราะผู้คนในสังคมที่แม้กำลังประเชิญหน้ากับความขัดแย้งแตกแยกทางความคิดแบบเรื้อรังมายาวนานก็ตามที แต่กับเฉพาะเรื่องนี้ความเห็นเป็นไปในทิศทางเดียวกันทุกกลุ่ม ทุกขั้ว เรื่องนี้จึงไม่ใช่น้ำผึ้งหยดเดียวอีกต่อไป แต่เป็นน้ำผึ้งในโถใบใหญ่ที่สังคมกำลังสาดใส่ผู้เกี่ยวข้องโดยตรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ทางรอดเดียวที่จะทำให้รัฐบาลจบเรื่องนี้ได้ ต้องฉวยใช้สถานการณ์ในขณะนี้ตัดสินใจอย่างกล้าหาญปฏิรูประบบยุติธรรม ข้อเสนอเรื่องปฏิรูปตำรวจปฏิรูปอัยการฯ หรือการปฏิรูประบบยุติธรรมทั้งระบบมีพิมพ์เขียวมากมาย แต่รัฐบาลนี้ยังไม่นำพาแนวคิด &amp;#39;รวมไทยสร้างชาติ&amp;#39; ที่นายกฯ ชักชวนคนไทย จะมีความหมายอะไร ถ้าชาติไม่เอื้ออำนวยให้กับทุกคน ทุกชนชั้น เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม อย่างเสมอหน้าและเท่าเทียมกัน&amp;quot; นายสุริยะใสระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า &amp;quot;นายกฯ ควรใช้อำนาจตามมาตรา 11(6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน 2534 ในการตั้งกรรมการมาสอบอัยการและตำรวจที่เกี่ยวข้องทั้งหมด จะอ้างว่านายกฯ ไม่ได้เป็นผู้แต่งตั้งอัยการ แล้วจะสั่งให้มีการตรวจสอบการใช้อำนาจของอัยการมิได้นั้น หาชอบด้วยกฎหมายไม่ ส่วนประเด็นการสั่งคดีนี้ของอัยการนั้น แม้รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 248 วรรคสอง จะให้ความเป็นอิสระของอัยการในการพิจารณาสั่งคดี แต่ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ไปโดยรวดเร็ว เที่ยงธรรม ปราศจากอคติทั้งปวง แต่การประวิงเวลาการสั่งคดีมากว่า 8 ปีย่อมถือได้ว่าไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีของบอส อยู่วิทยา ความปรากฏว่าอัยการสูงสุดไม่ทราบเรื่องแต่อย่างใด จึงชี้ให้เห็นว่าคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องบอสในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อรัฐธรรมนูญดังกล่าว&amp;rdquo; นายศรีสุวรรณระบุ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72664</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระบวนการยุติธรรมไทยนำไปสู่หายนะ, บอสกระทิงแดง, บอสเอฟเฟกต์, ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อัยการ-สตช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200727/image_big_5f1ee0adb8280.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16061</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2018 10:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2018 10:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;อัยการ&#039;ถามดังๆระบบสอบสวนตามแบบมาตรฐานสากลประชาชนต้องการหรือไม่?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24ส.ค.61-ดร.น้ำแท้ มีบุญสล้าง อัยการจังหวัดสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิ์และช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดี จังหวัดกาญจนบุรี อดีตอนุกรรมการด้านการบังคับใช้กฎหมายและระบบการสอบสวนคดีอาญา ในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม(ตำรวจ)ที่มีพล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธานฯ&amp;nbsp; และมีบทบาทในการผลักดันการปฏิรูปต้นทางกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทยที่กำลังมีปัญหาอยู่ในเวลานี้จนถูกมองว่า&amp;quot;คนชั่วลอยนวล คนดีตกเป็นแพะ คนจนติดคุกฟรี&amp;quot; กล่าวถึงปัญหาดังกล่าวว่า &amp;quot;ถามดังๆระบบสอบสวนตามแบบมาตรฐานสากลประชาชนต้องการหรือไม่?&amp;quot;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
1. การออกหมายค้นหมายจับจะต้องให้อัยการรับรองก่อนเสนอต่อศาล เพื่อตรวจสอบเหตุผลความจำเป็นในการค้นหรือการจับ สร้างหลักประกันสุจริตชนจากความเดือดร้อนอย่างไม่เป็นธรรม&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
2. เมื่อใดที่มีการจับประชาชนจะต้องให้อัยการตรวจสอบการจับที่สถานีตำรวจภายใน 24 ชั่วโมงว่าการจับมีเหตุผลหรือพยานหลักฐานเพียงพอหรือไม่ และมีการข่มขู่หรือทำร้ายร่างกายประชาชนหรือไม่ เพื่อป้องกันการยัดข้อหาคนบริสุทธิ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. การแจ้งข้อกล่าวหาจะต้องให้อัยการรับรองข้อหานั้นเสียก่อนเพื่อให้อัยการตรวจสอบว่ามีพยานหลักฐานแน่นหนาที่จะฟ้องคดีพิสูจน์ให้ศาลลงโทษได้ เพื่อป้องกันคนบริสุทธิ์ต้องถูกคุมขังก่อนอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
4 อัยการจะสั่งฟ้องคดีได้ต่อเมื่อมีพยานหลักฐานแน่นหนาจนมั่นใจว่าจะได้มาซึ่งคำพิพากษาลงโทษได้เท่านั้น เพื่อป้องกันการฟ้องคนบริสุทธิ์และป้องกันไม่ให้อาชญากรลอยนวลจากคำพิพากษายกฟ้อง เพราะภายหลังจะดำเนินคดีคนนั้นอีกไม่ได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
5 เมื่อพบว่ามีการสอบสวนที่ไม่เป็นธรรมประชาชนต้องสามารถร้องเรียนให้อัยการเข้ามาตรวจสอบการสอบสวนได้ทันทีเพื่อป้องกันการบิดเบือนพยานหลักฐานหรือการปฏิบัติมิชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ให้อัยการมีอำนาจที่จะไปตรวจสอบพยานหลักฐานในพื้นที่เกิดเหตุได้ทันทีหากเห็นว่ามีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
7 กรณีที่ตำรวจไม่รับแจ้งความประชาชนสามารถไปแจ้งความสำนักงานอัยการทั่วประเทศเพื่อให้อัยการพิจารณาดำเนินคดีแทนได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 หากมีการขังผู้ต้องหาและภายหลังอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องประชาชนจะต้องได้รับค่าชดเชยระหว่างการถูกคุมขังก่อนมีคำสั่งไม่ฟ้องนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16061</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระบวนการยุติธรรม, ดร.น้ำแท้ มีบุญสร้าง, ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม, ปฏิรูปตำรวจ, พนักงานอัยการ, พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180824/image_big_5b7f780adfdd3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7602</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/04/2018 14:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/04/2018 14:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วิษณุ&#039;ลั่นปฏิรูปตำรวจจบที่ชุดที่&#039;มีชัย&#039;แน่นอน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 เม.ย.2561 - นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. &amp;hellip; ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน เมื่อวันที่ 20 เม.ย. เห็นว่าอาจพิจารณายกร่างใหม่ทั้งฉบับ ว่า ไม่เป็นไร ทำอย่างไรก็ได้ขอให้มันเร็ว ที่เขาทำมาเราใช้เป็นฐานในการพิจารณาได้ อย่าลืมว่าการปฏิรูปตำรวจเป็นเสี้ยวหนึ่งของการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เราจะนำข้อสังเกตและรายงานของคณะกรรมาธิการ 3 คณะ คือ คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจที่มี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธาน คณะกรรมการปฏิรูปด้านกระบวนการยุติธรรมที่มี นายอัชพร จารุจินดา เป็นประธาน และคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายที่มี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน มาประกอบการพิจารณา และนายมีชัยได้สั่งให้นำรายงานการพิจารณาของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่ทำไว้อย่างละเอียดมาพิจารณาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อต้องยกร่างใหม่ ถือว่าการทำงานของคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจชุด พล.อ.บุญสร้าง เสียเปล่าหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่เสียเปล่า เพราะได้รับฟังความคิดเห็นมา ถือว่าได้สิ่งนั้น &amp;nbsp;อีกทั้ง พล.อ.บุญสร้างระบุว่ามีอีกหลายส่วนที่ยังไม่ได้เขียน ถ้ามีเวลาเขาเตรียมจะทำ คราวนี้เราจะเอาอันนั้นมาใส่ต่อกันกับของคณะกรรมการชุดนี้ ได้ประโยชน์แน่ และการปฏิรูปตำรวจจะจบในคณะกรรมการชุดนี้ ไม่มีการตั้งเพิ่มอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นายกฯใช้คำว่าเร่งรัด อย่างน้อยเอาอะไรที่ทำได้เลยออกมาก่อน เช่น ประเด็นการแต่งตั้งโยกย้าย แต่ถ้าออกมาได้ทีเดียวทั้งหมดก็อยากให้เป็นเช่นนั้น ไม่เช่นนั้นจะไม่เห็นภาพรวม และต้องให้ความเห็นใจคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจชุด พล.อ.บุญสร้าง เพราะต้องทำปฏิรูปทั้งหมด มีการแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรก 30% เป็นเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย พอออกมาก็ตื่นเต้นว่าทำมา 1 ปีได้เท่านี้ แต่ส่วนที่เหลืออีก 70% เขาส่งมาแล้ว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามย้ำว่า จะเห็นการปฏิรูปตำรวจเป็นรูปธรรมภายในปีนี้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า อยากใช้คำว่าไม่กี่วันนี้ด้วยซ้ำ และไม่จำเป็นต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษาเหมือนกับการปฏิรูปอื่นๆ เพราะไม่ต้องทำแผนปฏิรูป ทำเพียงกฎหมายส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7602</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม, ปฏิรูปตำรวจ, พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. …, พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์, มีชัย ฤชุพันธุ์, รองนายกรัฐมนตรี, วิษณุ เครืองาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180312/image_big_5aa69592bdb7f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
