<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>78287</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2020 21:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2020 21:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ปิยบุตร&#039; ป้องม็อบโดน ม.112 จี้แก้กฎหมายหมิ่นประมาทไม่ใช่อาญา แค่คดีแพ่งเรียกค่าเสียหายแทน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ย. - ที่โรงแรมรามาดา บาย วินด์แดมแบงคอก เจ้าพระยาปาร์ค นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ร่วมเป็นวิทยากรในวงสนทนา &amp;ldquo;สานเสวนาปฏิรูปการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข&amp;rdquo; ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงถาม-ตอบและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้มีคำถามขึ้นมาจากผู้เข้าร่วมสนทนา ว่าเราจะทำอย่างไรให้สถาบันพระมหากษัตริย์ยังคงความศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ และให้ไม่ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการลงนามรับรองหรือไม่รับรองอะไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปิยบุตร ตอบคำถามระบุว่า การที่รัฐธรรมนูญทุกฉบับเขียนไว้ว่าองค์พระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะผู้ใดล่วงละเมิดมิได้ ฟ้องร้องไม่ได้ จริงๆ แล้วเป็นผลมาจากว่าไม่ผิดเพราะไม่ทำอะไร ในทางหลักการของระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข พระมหากษัตริย์จะไม่ใช้อำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินโดยตนเอง แต่ให้คณะรัฐมนตรีเป็นคนทำและรับผิดชอบ พระมหากษัตริย์เพียงลงพระปรมาภิไธยเท่านั้น แต่สุดท้ายแล้ววิธีการอธิบายเช่นนี้ก็ยังมีปัญหาในหลายๆ ประเทศที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ คือไปไม่ได้ตลอดรอดฝั่ง มีคำถามเกิดขึ้นมาว่าถ้าพระมหากษัตริย์ไปทำความผิดทางอาญาในเรื่องส่วนตัวขึ้นจะเอาผิดดำเนินคดีได้หรือไม่ นั่นคือปัญหาที่เกิดขึ้นจากการทำให้สถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์มีความเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในโลกสมัยใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีเพียงการปรับตัวเท่านั้น เช่นการทำให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้นของสถาบันพระมหากษัตริย์อังกฤษ หรือการปฏิเสธของกษัตริย์สเปนที่จะไม่รับมรดกจาก ฆวน การ์โลส พระราชบิดา เนื่องจากพระราชบิดาเมื่อครั้งเป็นกษัตริย์ ถูกกล่าวหาว่าทุจริตรับสินบน พร้อมกับสนับสนุนให้มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบสถาบันกษัตริย์ได้มากขึ้น เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปรับตัวไปตามยุคสมัยเช่นนี้เท่านั้น จึงจะสามารถปกปักรักษาไม่ให้สถาบันพระมหากษัตริย์ถูกคนมองว่าไม่เป็นกลาง นั่นคือการกันให้ออกจากปริมณฑลการใช้อำนาจในทางสาธารณะไปเสีย ในโลกสมัยใหม่ เราต้องยอมรับว่าธรรมชาติของสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่สอดคล้องกับกาลเวลา หลายประเทศรักษาไว้ด้วยเหตุผลทางประเพณีวัฒนธรรมต่างๆ การหาคำอธิบายให้ความชอบธรรมกับการดำรงอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์จึงเป็นเรื่องยากมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อใดก็ตามที่สิ่งนั้นล้าสมัยแล้วแต่คุณยังบอกว่าศักดิ์สิทธิ์อยู่ในยุคสมัยปัจจุบัน คุณจะทำอย่างไรได้ หากทำให้เอื้อมไม่ถึง แตะไม่ถึง เพิ่มความศักดิ์สิทธิ์มากขึ้นไปอีก อันนี้ยิ่งทำให้ล้าสมัยเข้าไปอีก และสังคมก็จะตรวจสอบท้าทายหรือไม่เชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ที่ประดิษฐ์ขึ้น ยิ่งคุณทำให้ศักดิ์สิทธิ์เท่าไหร่ ความล้าสมัยยิ่งมากขึ้น แต่ถ้าเราต้องการให้สถาบันที่ล้าสมัยไปแล้วอยู่กับยุคสมัยต้องปรับให้เป็นมนุษย์มากยิ่งขึ้น ต้องปรับให้คนทุกคนเข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น ต้องปรับให้อำนาจน้อยลง นี่คือวิธีการรักษาในศตวรรษที่ 21&amp;rdquo; นายปิยบุตรกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น ได้มีคำถามจากผู้เข้าร่วมสนทนาขึ้นมาอีก ว่าในกรณีที่มีการให้ร้ายด้วยข่าวปลอม จะมีอะไรที่ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ได้บ้างหรือไม่ และเหตุใดเราถึงต้องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ และสถาบันพระมหากษัตริย์มีความล้ามัยอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปิยบุตร ตอบคำถามว่า เราต้องยอมรับความเป็นจริงก่อนว่าการตั้งคำถามวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์เกิดมากขึ้นหลังรัฐประหารปี 2549 และหลังการชุมนุมทางการเมืองที่มีการอ้างอิงสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้ ผลมุมกลับที่เกิดขึ้นเมื่อมีการเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาอยู่ในปริมณฑลทางการเมือง ก็คือทำให้มีคนทั้งชอบและไม่ชอบ วิธีการต่อต้านข่าวลวงที่ดีที่สุดไม่ใช่การห้ามพูด แต่ควรให้มีเสรีภาพในการแสดงออกมากที่สุด การเปิดให้เสรีภาพในการแสดงออกจะนำไปสู่การตรวจสอบกันเอง ผิดกับการห้ามไม่มีการพิสูจน์ว่าจริงหรือไม่จริง ที่จะกลายเป็นการสร้างความจริงข้างเดียวไปอีก ในทางกลับกันการปล่อยให้พูดให้เต็มที่จะนำไปสู่การถกเถียงกัน จะทำให้มีการเปิดให้ตรวจสอบว่าข้อมูลของใครจริงหรือของใครไม่จริงในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตนยังเห็นด้วยว่ากฎหมายหมิ่นประมาททั้งระบบ ไม่ว่าจะกฎหมายหมิ่นประมาทประมุขของรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐ ศาล ทูต บุคคลธรรมดา หรือรวมไปถึงการลบหลู่วัตถุสิ่งของที่เชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ ควรเอาออกจากเรื่องอาญาไปเป็นเรื่องทางแพ่งแทน ตามหลักความได้สัดส่วนของการกระทำผิด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การทำให้การพูด เขียน พิมพ์ เป็นโทษอาญาที่ต้องเอาเข้าคุกนั้นตนเห็นว่าเป็นการลงโทษที่เกินกว่าเหตุ ซึ่งบทลงโทษที่ได้สัดส่วนกับเรื่องนี้ควรจะเป็นการเรียกค่าเสียหายแทน ตนเชื่อว่าบางทีผู้ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อาจจะไม่รู้สึกอะไรมากเท่ากับคนที่เคารพศรัทธา คนศรัทธารู้สึกว่ามีคนมาหมิ่นประมาทคนหรือสิ่งของที่เขาศรัทธา เขาจึงยอมไม่ได้ ถ้าเป็นแบบนี้ ไม่ใช่ความคิดเรื่องหมิ่นประมาทบุคคล แต่มันเป็นเรื่องลบหลู่จาบจ้วงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นความผิดในสมัยโบราณ ในโลกตะวันตก ยุคกลางเคยมีข้อหาหนึ่งที่มาจากการจาบจ้วงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (blasphemy) ซึ่งกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ใช้ในทางปฏิบัติในประเทศไทยอยู่ขณะนี้ ได้กลายเป็นลักษณะคล้ายคลึงกับ blasphemy ไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราอยู่ในยุคสมัยศตวรรษที่ 21 เราต้องการให้สถานะตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ทันสมัยหรือไม่ ปรับให้เข้ากับยุคสมัยหรือไม่ ยิ่งปรับได้เท่าไหร่ยิ่งยั่งยืนเท่านั้น ผมเห็นว่ากฎหมายอาญาอย่างมาตรา 112 นั้นล้าสมัย คือต้องเปิดให้วิจารณ์ แล้วถ้าวิจารณ์ไม่จริงก็คือไม่จริง ที่ประเทศอังกฤษ มีกลุ่มคนและนักการเมืองรณรงค์ให้ล้มเลิกสถาบันกษัตริย์ไปเลยนะครับ ก็ไม่เห็นสำเร็จ ทุกวันนี้ก็ยังอยู่ได้&amp;rdquo; นายปิยบุตรกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปิยบุตร ยังกล่าวต่อไป ว่าคำถามคือเราต้องการให้ตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันพระมหากษัตริย์มีความทันสมัยหรือไม่ คำตอบไม่ได้อยู่ที่ว่าประเทศอื่นไม่มีแล้วเราควรจะไม่มีตาม แต่เราต้องคิดจากสิ่งที่เป็นจุดเริ่มต้น ว่าเราจะปกครองในระบอบใด ถ้าเราจะเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ในเมื่อเราจะเป็นประชาธิปไตยก็จำเป็นต้องอธิบายให้สถาบันพระมหากษัตริย์สอดคล้องต้องกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่าพระมหากษัตริย์มีหลายเรื่องที่ถูกตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ พระราชอำนาจที่เพิ่มมากขึ้นจนเป็นสถานะเช่นในปัจจุบันก็ไม่ได้มีมาแต่โบราณกาล แต่เพิ่งมาเริ่มตั้งแต่ปี 2500 เป็นต้นมา ก่อนหน้านั้นพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์มีน้อยมาก ในช่วงเวลานี้เริ่มมีคนเรียกร้องแล้วว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องปรับ และถ้าไม่ปรับก็จะเกิดการปะทะขัดแย้งกันตลอดไป ดังนั้นการรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์เอาไว้ให้สถาพรตลอดไปเหลือวิธีทางเดียวคือการปรับให้เข้ากับประชาธิปไตยเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ณ เวลานี้มันถึงจุดที่จำเป็นจะต้องพูดคุยแล้ว เพราะนักเรียน นักศึกษา ประชาชนเขาเรียกร้องมาแล้ว แต่ถ้าเราไม่พูดเลย ปิดไปหมดเลย ทำเป็นมองไ่ม่เห็นเลยนะว่ามีนักศึกษาประชาชนเขามาพูดเรื่องนี้ ผมถามว่าเขาจะหยุดพูดไหม เขาก็จะพูดต่อแล้วจะพูดแรงขึ้นด้วย เพราะว่าสถาบันทางการเมืองในระบบมันไม่มีใครตอบรับเขาเลย เขาจะยิ่งประท้วงหนักขึ้น หนักขึ้น เพราะฉะนั้นเราต้องสร้างเวที คือยอมรับก่อนว่ามันมีการเรียกร้องแบบนี้จริงๆ ถ้าไม่เห็นด้วยก็มาคุยกับเขา&amp;rdquo; นายปิยบุตรกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78287</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปฏิรูปการเมือง, ปิยบุตร แสงกนกกุล, มาตรา 112, สถาบันกษัตริย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200922/image_big_5f69fb0e0938e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78268</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2020 18:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2020 18:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ปิยบุตร&#039; โบ้ย &#039;ฝ่ายอนุรักษ์นิยม&#039; ล้มล้างปกครองประชาธิปไตยเพราะไม่ยอมปฏิรูปสถาบัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;#39;ปิยบุตร&amp;#39; ชี้หลักการประชาธิปไตยต้องกำกับสถาบันฯ บอกอนุรักษ์นิยมต้องถามตนเองก่อนว่าต้องการระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือระบอบประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ย.63 -&amp;nbsp;ที่โรงแรมรามาดา บาย วินด์แดมแบงคอก เจ้าพระยาปาร์ค นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ร่วมเป็นวิทยากรในวงสนทนา &amp;ldquo;สานเสวนาปฏิรูปการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข&amp;rdquo; ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยวิทยากรอีกราย คือ นายสุลักษณ์ ศิวลักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ ปัญญาชนสยาม ที่ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับตัวแทนกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองต่างๆ อันประกอบไปด้วยกลุ่มประชาชนปลดแอก, แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม, กลุ่มไทยภักดี, ภาคีนักศึกษาศาลายา, และสถาบันทิศทางไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายปิยบุตร กล่าวในเบื้องต้นว่า วงเสวนาวันนี้ถือเป็นนิมิตหมายอันดีในการสร้างบทสนทนาระหว่างกลุ่มที่มีความเห็นแตกต่างกันในประเด็นที่มีความละเอียดอ่อน ที่จะทำให้สังคมไทยหาพื้นที่ตรงกลางได้ หัวข้อที่มีการยกมาวันนี้คือเรื่องของการ &amp;ldquo;ปฏิรูป&amp;rdquo; ซึ่งมาจากคำว่า reform การยังคง form เดิมไว้ หมายถึงว่าใช้รูปแบบเดิมแต่เปลี่ยนเนื้อหาไป ไม่เหมือนกับการปฏิวัติที่เริ่มต้นทุกอย่างจากศูนย์ใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อกลับมาพูดถึงการปฏิรูปตามหัวข้อวันนี้ นั่นหมายถึงว่าเราจะยังคงรูปแบบรัฐไทย ที่เป็นประชาธิปไตย เป็นราชอาณาจักร มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และเป็นรัฐเดี่ยว เพียงแต่เนื้อหาเปลี่ยนแปลงไป คำถามคือเราจะคงรูปแบบไว้อย่างไรโดยเปลี่ยนเนื้อหาให้เข้ากับยุคสมัยใหม่&amp;nbsp;สำหรับตนแล้ว เห็นว่าเพื่อให้สอดคล้องกับโลกสมัยใหม่และหลักการประชาธิปไตย จะต้องอยู่ในหลักการสามข้อ คือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน จุดเชื่อมโยงของอำนาจรัฐต้องกลับไปที่ประชาชน ได้แก่ ประชาชนเป็นผู้ทรงอำนาจในการกำหนดระบอบและก่อตั้งรัฐธรรมนูญ และประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ เป็นเจ้าของประเทศร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) เมื่อองค์กรใดมีอำนาจรัฐและใช้อำนาจรัฐ จะต้องถูกตรวจสอบและมีความรับผิดชอบในการใช้อำนาจ ซึ่งไม่เหมือนระบอบเผด็จการหรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่อำนาจรวมศูนย์และไม่ต้องถูกตรวจสอบ แต่ในระบอบประชาธิปไตยอำนาจทุกอำนาจต้องถูกตรวจสอบได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3) แบ่งแยกปริมณฑลการใช้อำนาจในทางเอกชนออกจากทางสาธารณะให้ได้ หมายความว่าคนที่จะเข้าไปใช้อำนาจในปริมณฑลสาธารณะ ใช้ทรัพยากรของสาธารณะจะต้องใช้อำนาจไปเพื่อสาธารณะ ในโลกสมัยใหม่จะต้องแยกสองแดนนี้ให้ขาดจากกัน ถ้านำมาปะปนกัน เช่นเป็นเจ้าหน้าที่รัฐแต่ใช้ทรัพย์สิน งบประมาณแผ่นดินเพื่อตนเอง การกระทำเช่นนี้เป็นเรื่องที่ผิด ถือได้ว่าเข้าข่ายฉ้อราษฎร์บังหลวง บรรดาองค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐทั้งหลายต้องอยู่ภายใต้กรอบนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น สถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย จะต้องมีการจัดวางตำแหน่งแห่งที่ให้สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยได้อย่างไร เราก็ต้องมาดูกฎเกณฑ์ในทางรัฐธรรมนูญและกฎหมายปัจจุบัน ว่ามีอะไรขัดหรือแย้งบ้าง เราก็ต้องไปปรับเพื่อให้เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปิยบุตร กล่าวต่อไปว่าตนเป็นคนที่ชอบฟังฝ่ายอนุรักษ์นิยมพูด ว่าเห็นไม่ตรงกับเราเรื่องอะไรบ้าง แต่สิ่งที่ตนเห็นมาจากวิธีการอธิบายของฝ่ายอนุรักษ์นิยมหลายๆ เรื่องในเวลานี้ ไม่เป็นผลดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เลย เป็นที่น่าเสียดายว่าฝ่ายอนุรักษ์นิยมใช้วิธีการอธิบายที่ไม่เหมือนอนุรักษ์นิยมยุคก่อนหน้า พาเข้ารกเข้าพง และเป็นภัยต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มากขึ้นเรื่อยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นั่นเพราะคุณไม่ได้ตั้งหลักว่าเราจะเอาระบอบอะไรกันแน่? เว้นเสียแต่คุณจะยืนตรงทะนงองอาจประกาศเลยว่าฉันอยากกลับไปเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ถ้าแบบนี้ก็จบ เพราะเถียงกันเรื่องระบอบการปกครองแล้ว แต่ถ้ายังยืนยันว่ายังคงเป็นระบอบประชาธิปไตย สถาบันกษัตริย์ก็ต้องปรับให้สอดคล้องกับระบอบ ตอนนี้น้องรุ้งและกลุ่มกำลังโดนศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนว่าใช้เสรีภาพล้มล้างการปกครองหรือไม่ แต่พวกเขายืนยันว่าอยู่ในระบอบการปกครองเดิมนะครับ เขาขอปฏิรูป แต่คนกลุ่มที่มาบอกว่าอยากเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อันนี้ล้มล้างการปกครองของจริงนะครับ เพราะคุณจะเปลี่ยนจากประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไปเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์&amp;rdquo; นายปิยบุตรกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปิยบุตร กล่าวต่อไปว่า ในฐานะที่สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นองค์กรหนึ่งของรัฐ ต้องอยู่ภายใต้กรอบภารกิจบทบาทหน้าที่ ใครก็ตามที่ไปรับตำแหน่งใดๆ ของรัฐก็จะต้องเจอกรอบภารกิจบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างกันไป พระมหากษัตริย์ก็เป็นบุคคลธรรมดาเช่นเรา เพียงแต่มาดำรงตำแหน่งพระมหากษัตริย์กษัตริย์ ก็จะต้องอยู่ภายใต้กรอบของตำแหน่งพระมหากษัตริย์ เมื่อไรก็ตามที่บุคคลใดดำรงตำแหน่งใดของรัฐแล้ว รู้สึกอึดอัด คับข้องใจ อยากมีอิสระ ไม่อยากอยู่ภายใต้กรอบของตำแหน่ง ก็มีทางเลือก คือ ออกจากตำแหน่งนั้น ดังปรากฏให้เห็นจากกรณีของ Edward VIII ที่ทรงสละราชบัลลังก์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78268</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.พัฒนาการเมือง, ปฏิรูปการเมือง, ปิยบุตร แสงกนกกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200922/image_big_5f69dc2ad80ac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54751</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/01/2020 21:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/01/2020 21:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัสเซียล้างไพ่ &#039;ปูติน&#039; ดันปฏิรูปการเมืองยืดอำนาจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน เดินเกมยืดอำนาจยาว ดันแก้ไขรัฐธรรมนูญปฏิรูปการเมือง โยกอำนาจประธานาธิบดีเข้าสภา แล้วขยายอำนาจสภาที่ปรึกษาที่อาจใช้รองรับการครองอำนาจต่อหลังพ้นเก้าอี้ในปี 2567 นายกฯ ดมิตรี เมดเวเดฟ รับลูกนำคณะรัฐมนตรีลาออกยกชุด ให้ปูตินตั้งเทคโนแครต &amp;quot;มิคาอิล มิชูสติน&amp;quot; เสียบแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน (ซ้าย) พบกับมิคาอิล มิชูสติน เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2563 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม 2563 ว่าสภาดูมาหรือสภาผู้แทนราษฎรของรัสเซียลงมติอย่างท่วมท้นให้การรับรองมิคาอิล มิชูสติน ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อย่างทันควันไม่ถึง 24 ชั่วโมงภายหลังประธานาธิบดีปูตินประกาศปฏิรูปรัฐธรรมนูญ จนนำไปสู่การประกาศลาออกของรัฐบาลยกคณะ สั่นสะเทือนระบบระเบียบการเมืองของรัสเซียอย่างไม่ทันตั้งตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การลงมติเมื่อวันพฤหัสบดีไม่มี ส.ส.ลงมติคัดค้านแม้แต่รายเดียว แม้ว่า ส.ส.พรรคคอมมิวนิสต์หลายคนจะงดออกเสียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำประกาศที่สร้างความสะเทือนเลือนลั่นแก่การเมืองรัสเซียเกิดขึ้นระหว่างการแถลงนโยบายประจำปีของปูตินเมื่อวันพุธและผลที่ตามมาหลักจากนั้น ซึ่งทำให้เกิดการคาดเดาเกี่ยวกับบทบาทของปูตินภายหลังพ้นตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 4 ในปี 2567 บางฝ่ายชี้ว่าผู้นำวัย 67 ปีซึ่งครองอำนาจมานับแต่ปี 2542 อาจวางรากฐานสำหรับการครองอำนาจต่อไปโดยอยู่หลังฉากหรือผ่านตำแหน่งที่ตั้งขึ้นใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยังไม่ชัดเจนว่ามิชูสติน นักวิชาการวัย 53 ปีที่ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานสรรพากรแห่งชาติ ถูกเลือกมาเป็นผู้นำขัดตาทัพ หรือจะถูกฟูมฟักเป็นทายาทสืบทอดอำนาจของปูติน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในคำแถลงนโยบาย ปูตินกล่าวว่า เขาต้องการให้ถ่ายโอนอำนาจจากประธานาธิบดีไปอยู่ในมือของสภาดูมามากขึ้น รวมถึงอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขายังเรียกร้องให้เพิ่มอำนาจแก่สภาแห่งรัฐ ซึ่งเป็นสภาที่ปรึกษา และให้กำหนดไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญ เพิ่มการคาดเดาว่าปูตินอาจจะคุมสภาแห่งนี้เพื่อครองอำนาจต่อไปหลังพ้นตำแหน่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อเสนอต่างๆ เหล่านี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี 2536 โดยปูตินอ้างว่าชาวรัสเซียต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันพฤหัสบดี เขามีกำหนดพบปะกับคณะทำงานเตรียมการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งจะได้รับการแต่งตั้งขึ้นใหม่ โดยรายชื่อมากกว่า 70 ชื่อที่ทำเนียบเครมลินเผยแพร่แล้วนั้น รวมถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงในฝ่ายอนุรักษนิยม และคนดังเช่นนักแสดงและนักเปียโน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทันทีที่ปูตินแถลงนโยบายจบ ดมิตรี เมดเวเดฟ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนับแต่ปี 2555 ประกาศว่า ตัวเขาและรัฐบาลลาออกจากตำแหน่งทั้งคณะ โดยอ้างว่ามีความจำเป็นเพื่อขจัดข้อจำกัดทั้งหลายทั้งปวงจากการขับเคลื่อนการปฏิรูปของปูติน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาเรีย ลิปแมน นักวิเคราะห์การเมืองอิสระกล่าวว่า คำประกาศนี้บ่งชี้ว่าปูตินต้องการเป็นเบอร์หนึ่งของประเทศนี้ต่อไป โดยปราศจากคู่แข่ง โดยปูตินอาจจงใจลดทอนอำนาจของประธานาธิบดีก่อนที่เขาจะพ้นจากตำแหน่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อเล็กเซย์ นาวัลนี ผู้นำฝ่ายค้านก็มองแบบเดียวกันว่า เป้าหมายเดียวของปูตินคือความปรารถนาครองอำนาจเป็นผู้นำตลอดชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของรัสเซียรายนี้เคยเป็นผู้บริหารกลุ่มการลงทุน จบการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ และเป็นผู้อำนวยการสำนักงานสรรพากรมาตั้งแต่ปี 2553 เขาชื่นชอบกีฬาฮอกกี้เหมือนกันกับปูติน และเคยแข่งขันกับเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานด้านความมั่นคงหลายแมตช์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มิชูสตินกล่าวต่อสภาก่อนการลงมติเมื่อวันพฤหัสบดี เรียกร้องให้สภาร่วมมือกับเขาเพื่อดำเนินโครงการปฏิรูปของปูตินอย่างเร่งด่วน ในการสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54751</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดมิตรี เมดเวเดฟ, นายกฯ คนใหม่, ปฏิรูปการเมือง, มิคาอิล มิชูสติน, รัสเซีย, วลาดิมีร์ ปูติน, แก้รัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200116/image_big_5e206da35cb03.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39956</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2019 08:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2019 08:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พญาปลอด&#039;จี้&#039;บิ๊กตู่&#039;ลาออกแทนขอโทษ!ถือได้ว่าเป็นการปฏิรูปที่แท้จริง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ค.62- นายปลอดประสพ สุรัสวดี แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า คุณประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. และคุณประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ (แปลกเป็นได้ไงทั้งสอบแบบพร้อมกัน) ออกสารขอโทษประชาชน กรณีการขัดแย้งขนานใหญ่ในพรรคพลังประชารัฐจนตั้งรัฐบาลยังไม่ได้ (หลังจากเวลาผ่านไป3เดือนแล้ว)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.นายกฯประยุทธ์​ ได้อ้างการขัดแย้งว่ามาจากเป็นพรรคใหม่ และมีสมาชิกมาจากหลายกลุ่มก๊วน (จึงต้องตีกัน?) ท่านประยุทธ์ครับ พรรคของคุณน่ะเป็นพรรคใหม่ไม่มีใครเถียง (พรรคอนาคตใหม่ ก็เป็นพรรคใหม่แต่ทำไมเขาไม่ตีกัน) แต่สมาชิกซิครับ คุณไปหลอกเขามา คุณไปบังคับเขามา คุณไปซื้อขายอะไรเขาไม่ใช่หรือ แล้วจะมาบ่นอะไร พวกคุณทำเองก่อเองทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.นายกฯประยุทธ์ และหัวหน้าคสช. อธิบายว่าต้องการให้เป็นรัฐบาลของคนทั้งประเทศ อ้าวพวกคุณทางใต้บอกว่ามี 11 เสียงไม่ได้เป๋นรัฐมนตรี ส่วนภาคกลางซึ่งมี 15 เสียงก็ร้องโอดโอยว่า ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีสักคน คุณเลือกแต่พวกคุณเองมิใช่หรือ คุณโกหกแบบพูดสวยๆหรูๆทำไมโปรดตอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.นายกฯประยุทธ์ (คนใหม่) เตือนว่า คณะรัฐมนตรี ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล และ ส.ส.ฝ่ายค้าน ต้องทำงานให้ได้ ผมอยากถามว่า คุณมายุ่งอะไรกับฝ่ายค้านเขา เขามีหน้าที่ต้องติดตาม ตรวจสอบและค้านในสิ่งที่ไม่ถูก เช่น คุณสมบัติของคุณ การคัดเลือกส.ว.มันล้วนเป็นอำนาจและหน้าที่ของฝ่ายค้านมิใช่หรือ เอาว่าพวกคุณเองนั่นแหละอยู่ให้รอดเถิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.นายกฯประยุทธ์ (คนใหม่) อ้างว่าเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย (นึกอยู่แล้วว่าจะพูดแบบนี้) แต่คนจำนวนไม่น้อยเขาเชื่อว่าคุณคือ เผด็จการที่แปลงร่างมา การเลือกตั้งครั้งนี้คือการสืบทอดอำนาจเผด็จการ เพราะใช้รัฐธรรมนูญ กฎหมาย และกลุ่มคณะบุคคล ที่สร้างมาสนับสนุนคุณทั้งสิ้น (พวกคุณพูดเอง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมจะบอกให้นะ นี้หากเป็นสถานการณ์ประชาธิปไตยแบบปรกติของนายกฯเขาลาออกไปแล้ว เขาไม่ทู่ซี้อยู่แบบไม่มีครม.หรอก แต่อย่างไรก็ตามหากท่านประยุทธ์ลาออก ผมก็คิดว่าคนจำนวนไม่น้อยคงสรรเสริญไม่เบาเชียวหล่ะ และก็จะถือได้ว่าเป็นการปฏิรูป (ภาษาคุณ) ที่แท้จริง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39956</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายปลอดประสพ สุรัสวดี, บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ปฏิรูปการเมือง, พรรคเพื่อไทย, ลาออก, สารนายกฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190702/image_big_5d1ab58e0845d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25676</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/01/2019 15:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/01/2019 15:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039;สั่งทบทวนตั้ง52หน่วยงานใหม่ตามแผนปฏิรูป</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ม.ค.62 - นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ(ก.พ.ร.) กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อวานนี้(2 ม.ค.) มีมติรับทราบทบทวนข้อเสนอให้จัดตั้งหน่วยงานใหม่ 52 หน่วยงานตามแผนปฏิรูปประเทศ ตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอ ว่า เราได้ให้ข้อเสนอในที่ประชุมครม.ว่าการตั้งหน่วยงาน 52 หน่วยงาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานองค์การมหาชนและส่วนราชการ รวมถึงกรมใหม่ เป็นจำนวนที่เยอะ และยังไม่ได้มีการวิเคราะห์ในรายละเอียด ว่าเหมาะสมและจำเป็นจะต้องตั้งมากมายขนาดนั้นหรือไม่ หรือที่มีอยู่มันพอแล้ว หรือเกินพอแล้วหรือไม่ ควรจะยกเลิกเสียด้วยซ้ำไป โดยเราได้ไปดูแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งมุ่งให้ภาคราชการมีขนาดเล็กลง ทำงานแบบคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงใช้เทคโนโลยีให้บริการประชาชนมากขึ้น ฉะนั้น จึงไม่จำเป็นต้องมีหน่วยงานใหญ่ๆ เพราะการตั้งหน่วยงานจำนวนมากขนาดนี้มีตรรกะขัดกันกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ เราจึงเสนอครม.ไปว่า มันไม่สอดคล้องกันและควรมีการทบทวนให้ดีก่อนตั้งหน่วยงานใหม่ เพราะ ก.พ.ร.เห็นว่ามีภาระกับงบประมาณของรัฐมาก ขณะที่เรื่องประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า ไม่มีใครรับประกันว่า การตั้ง 52 หน่วยงานแล้วประเทศไทยจะเจริญรุ่งเรือง และเรายังเสนอไปว่า ถ้าจะตั้งหน่วยงานใหม่ ต้องยุบเลิกหรือยุบรวมหน่วยงานที่มีอยู่เดิม (One &amp;ndash; In, X &amp;ndash; Out) เพื่อไม่ให้การทำงานซ้ำซ้อน และสิ้นเปลืองงบประมาณไปอีก 20-30 ปี เพราะปัจจุบันหน่วยงานราชการไม่ได้ทำงานเป็นแท่งเหมือนเมื่อก่อน เราทำงานแบบบูรณาการ หากยังทำงานเป็นแท่งก็จะเกิดปัญหา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปกรณ์กล่าวอีกว่า ในที่ประชุมครม. นายกรัฐมนตรีเห็นด้วยกับข้อเสนอและสั่งการให้มีการทบทวน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ รับกลับไปพิจารณาทบทวนแก้ไข นอกจากนี้ ก.พ.ร. ยังเสนอที่ประชุมครม. ว่าปัจจุบันเป็นยุคดิจิทัล เราจะต้องนำเทคโนโลยีมาช่วยในการทำงานมากขึ้น และลดจำนวนคนให้น้อยลง ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุคลากรภาครัฐ กระบวนการทำงานจะเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้ง การจะตั้งหน่วยงานใหม่ จะต้องแนบแผนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัล(Digital Transformation)มาด้วย เนื่องจากขณะนี้กฎหมายที่เสนอเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ส่วนใหญ่ จะมีการตั้งหน่วยงาน กรมและองค์การต่างๆ อย่างไรก็ตาม หลังจากปรับแก้แล้ว หน่วยงานที่รับผิดชอบจะนำเข้าครม.เพื่อพิจารณาอีกครั้ง โดยคาดหวังว่าจะเสร็จทันก่อนการเลือกตั้ง ทั้งนี้ ยืนยันว่า ก.พ.ร.ไม่ได้ขัดแย้งหรือทะเลาะกับใคร เราเพียงเสนอตามหลักการว่าควรจะเป็นอย่างนี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25676</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปกรณ์ นิลประพันธ์, ปฏิรูปการเมือง, ยุทธศาสตร์ชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181225/image_big_5c220612284ca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8123</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บันทึกหน้า4</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง นั่นยังพอให้อภัยได้ แต่พลาดทั้งที่รู้ พลาดเพราะพูดมากเกินไป มองมุมไหนคนพูดก็ต้องชดใช้คำพูดตัวเอง เป็นเรื่องเป็นราวข้ามสัปดาห์เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ &amp;ldquo;ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน&amp;rdquo; เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การดูดกันก็มีทุกพรรคการเมืองมายาวนานแล้ว เป็นครรลองของประชาธิปไตยของไทยตลอดมา หลายคนอาจจะอ้างว่าทำด้วยอุดมการณ์ ด้วยนโยบาย &amp;ldquo;เพื่อชาติและประชาชน&amp;rdquo; คำว่า &amp;ldquo;ดูด ส.ส.&amp;rdquo; คงเป็นภาษาของสื่อ เป็นการตลาดนะครับ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นคำพูดตอบโต้หลังรัฐบาลถูกกล่าวหาว่าดูดนักการเมืองจากตระกูลสะสมทรัพย์และคุณปลื้ม กลับกลายเป็นการยอมรับถึงการดูดว่าเป็นครรลองของประชาธิปไตย พรรคการเมืองไหนก็ทำกัน ทัศนะนี้จึงทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ติดลบทางการเมืองในทันที เพราะขัดแย้งกับวาทกรรมที่รัฐบาล คสช.ประกาศมาโดยตลอดว่าเข้ามาเพื่อปฏิรูปประเทศ ปฏิรูปการเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สื่อไม่ได้ใช้คำว่า &amp;quot;ดูด&amp;quot; มาเป็นภาษาการตลาด แต่เป็นการสะท้อนถึงพฤติกรรมการเมืองแบบเก่า การเมืองที่ล้าหลัง จมอยู่กับกลุ่มก๊วนและทุนโดยไม่สนใจประชาชน การ &amp;quot;ดูด&amp;quot; ส.ส. เป็นพฤติกรรมที่อธิบายเรื่องราวทางการเมืองด้วยตัวของมันเอง โดยไม่มีการตลาดใดๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง คำกล่าวของ พล.อ.ประยุทธ์จึงผิดพลาดอย่างร้ายแรง ...๐
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต คณบดีคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ อธิบายความว่า หากการดูดเป็นครรลองของประชาธิปไตยไทย ก็หมายถึงว่า ระบอบประชาธิปไตยไทยด้อยพัฒนาและล้าหลัง ดังนั้น การที่คนพูดซึ่งพูดอยู่ตลอดเวลาว่าจะปฏิรูปประเทศ ปฏิรูปการเมือง มาพูดในลักษณะที่สร้างความชอบธรรมแก่การดูด ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง และทำให้น้ำหนักของการปฏิรูปประเทศหายไปจนแทบจะหมดสิ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากคิดจะปฏิรูปการเมืองและประเทศ จะต้องไม่ทำตามแบบแผนการเมืองเดิมที่ล้าหลังและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย แต่จะต้องทำในสิ่งที่สอดคล้องกับวิถีที่ถูกต้องชอบธรรมของระบอบประชาธิปไตย นั่นคือหากคิดจะจัดตั้งพรรคการเมือง ก็ต้องเริ่มจากอุดมการณ์และหลักการเชิงคุณธรรมทางการเมือง และมีกระบวนการจัดตั้งพรรคการเมืองตามแนวทางของระบอบประชาธิปไตยที่เป็นสากลอย่างแท้จริง ให้คนเข้ามาร่วมพรรคด้วยการที่มีอุดมการณ์ร่วมกันและเป็นไปโดยสมัครใจ มากกว่าหยิบยื่นผลประโยชน์และตำแหน่งต่างตอบแทน เพื่อดูดอดีต ส.ส.ให้มาเข้าพรรคที่ตนเองหรือผู้สนับสนุนจัดตั้ง&amp;quot; ...๐
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ควรเรียนรู้การเมืองอย่างผู้รู้ ไม่ใช่ผู้ตาม การยอมรับและเอาอย่างตามการเมืองเลวๆ สุดท้ายมีแต่เสียงก่นด่า แม้แต่เด็กเมื่อวานซืน ลูกชายจอมดูด ก็ยังเอาเรื่อง &amp;quot;ดูด&amp;quot; ไปล้อเลียนเป็นการครื้นเครง ดูเหมือน &amp;quot;พานทองแท้ ชินวัตร&amp;quot; ลูกชายนักโทษหนีคุก จอมดูดในอดีต จะชอบอกชอบใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ โพสต์รูปภาพในอินสตาแกรม (ไอจี) ทั้งสิ้น 5 ภาพ เป็นภาพนายทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สองอดีตนายกฯ กับแก้วกาแฟพร้อมเขียนแคปชั่นเกี่ยวกับการดูด โดยรูปแรกนายพานทองแท้ได้โพสต์รูปภาพนายทักษิณ 3 ภาพ พร้อมข้อความระบุว่า พ่อกับอานั่งว่างๆ ระหว่างรอเครื่องบิน #กาแฟร้อนต้องใช้หลอดดูด #ยังไงหน้าก็ไม่หาย #สวยหล่อเหมือนเดิม #สภากาแฟ และภาพ น.ส.ยิ่งลักษณ์จำนวน 2 ภาพ พร้อมข้อความระบุว่า เรียกกำลังเสริมแพรบ #แก้วนี้ก็ไม่กล้าดื่ม #มิน่ารอดูดอย่างเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นความข่มขื่นของบรรดากองหนุน คสช. ที่พ ล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถูกย้อนโดยลูกพ่อจอมดูดในอดีต และปัจจุบัน ใช่ว่าจะจบการดูด เพราะนักโทษหนีคุกยังคงอยู่เพื่อหลังพรรคเพื่อไทย การที่ พล.อ.ประยุทธ์ยอมรับและไปเดินตามการเมืองแบบเก่า ด้วยอ้างว่าครรลองของประชาธิปไตยของไทยตลอดมา แม้จะจับใจความได้ว่าเป็นการดูดอย่างมีอุดมการณ์ แต่กลุ่มการเมืองที่ พล.อ.ประยุทธ์มีส่วนร่วมในการดูดนั้น หาใช่กลุ่มการเมืองที่ได้ชื่อว่ามีอุดมการณ์ไม่ ไม่ว่าจะเป็นตระกูลสะสมทรัพย์ ตระกูลคุณปลื้ม ล้วนมีประวัติด้านลบทั้งสิ้น ...๐
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และนี่จะเป็นจุดอ่อนในระยะยาว จะถูกนักการเมืองชี้หน้า ถ้าข้าเลว เอ็งก็ชั่ว เพราะสุดท้ายก็คือเผ่าพันธุ์เดียวกัน นี่ขนาดเพิ่งจะเริ่มเกม แต่กลับเปิดเกมให้ตัวเองเสียเปรียบ เปิดคางให้คู่ต่อสู้ชก ดังจะเห็นจากกรณีพรรคเพื่อไทยหยิบเอาเรื่องการดูด ส.ส.มาเขย่าด้วยข้อมูลที่ยากจะพิสูจน์ได้ว่ามีข้อเท็จจริงประการใด เช่น คสช.ใช้เจ้าหน้าที่รัฐไปล็อบบี้อดีตนักการเมืองในอีสาน โดยใช้ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เป็นเงื่อนไขต่อรอง หากเป็นเช่นนั้นจริงถือว่า คสช.หักหลังประชาชน และนั่นจะทำให้ คสช.จมดิ่งไปสู่วิกฤติศรัทธาในอนาคตอันใกล้นี้ ...๐&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8123</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้าเลว เอ็งก็ชั่ว, คสช., ตระกูลสะสมทรัพย์, นักโทษหนีคุก, บันทึกหน้า4, บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ปฏิรูปการเมือง, ปฏิรูปประเทศ, รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต, อุดมการณ์, เกษมราษฎร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a2df4ed2a690-2.png</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
