<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103718</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2021 18:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2021 18:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.ส.พิษณุโลก ก้าวไกล หยามหนัก! &#039;ทุกวันนี้ไปไหนยังมีคนมาขอบคุณที่ชนะ วรงค์ อยู่เลย&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 พ.ค.64 - นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความบนทวิตเตอร์ ว่า &amp;quot;ทุกวันนี้ไปไหนยังมีคนมาขอบคุณที่ชนะวรงค์อยู่เลย เอิ่มมมม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;รอบหน้าไม่แน่ แต่รอบที่แล้ว ถือเป็นความสุขของคนไทยจำนวนมาก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคม 2562 &amp;nbsp;นายปดิพัทธ์ ลงสมัคร ส.ส.พิษณุโลก ครั้งแรกในนามพรรคอนาคตใหม่ &amp;nbsp;สามารถเอาชนะ นพ.วรงค์ ส.ส.หลายสมัย ที่ลงสมัครในนามพรรคประชาธิปัตย์ ไปได้ด้วยคะแนน 35,579 คะแนน ต่อ 18,613 คะแนน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103718</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.วรงค์, ปดิพัทธ์ สันติภาดา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201009/image_big_5f7fd212722fb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103105</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/05/2021 17:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/05/2021 17:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แรมโบ้&#039; ซัด &#039;ปดิพัทธ์&#039; ก้าวไกล หากมองว่าก้าวล่วงสถาบันไม่ผิดกฎหมาย ไม่สมควรที่จะอยู่ในประเทศไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
16 พ.ค.64 นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีนายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส. พรรคก้าวไกล ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ต่อปรากฏการณ์ที่ขณะนี้รัฐบาลกำลังไล่ฟ้องประชาชนผู้เห็นต่าง โดยเฉพาะการนำกฎหมายอาญา มาตรา 112 มาใช้ และการเตรียมฟ้องร้องเพื่อเอาผิดการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน โดยยืนยันว่าการแจ้งความดำเนินการต่างๆ เป็นไปตามกฎหมาย หากมีการกระทำความผิดจริง &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่นเดียวกันกับกรณีที่ตนเองและนายอภิวัฒน์ ขันทอง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไปแจ้งความคดี 112 กับนายสุทธิพงศ์ ทัดพิทักษ์กุล หรือ ฮาร์ท นักร้องชื่อดัง &amp;nbsp;เพราะเห็นว่ามีการโพสต์ข้อความของนายสุทธิพงศ์ เข้าข่ายกับการจาบจ้วง ก้าวล่วง สถาบัน ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายเช่นเดียวกัน และย้ำว่าตนเองไปในนามส่วนตัว ในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่ต้องการออกมาปกป้องสถาบัน ไม่เกี่ยวข้องกับนายกฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีที่นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรี ดีอีเอส ไปฟ้องร้องสื่อนั้น ไม่ใช่แค่ไปแจ้งความกรณีของสื่อมวลชนเท่านั้น แต่ยังมีกรณีคนทำผิดรายอื่นๆด้วย เพราะถือว่าเป็นการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ที่ไม่มีข้อเท็จจริง &amp;nbsp;ซึ่งอาจทำให้ประชาชนเกิดความสับสน ยิ่งในขณะที่ประเทศอยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหาโควิด-19 และต้องการความร่วมมือจากประชาชนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และที่นายปดิพัทธ์ บอกว่าไม่เคยเห็นยุคไหนตกต่ำมากเท่ายุคนี้ ถึงขนาดรัฐบาลไล่ฟ้องประชาชน ตนเองมองว่าในสมัยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกฯ เคยมอบทนายฟ้องร้องดำเนินคดีต่อ นายสมชัย กตัญญุตานันท์ เจ้าของนามปากกา &amp;ldquo;ชัย ราชวัตร&amp;rdquo; การ์ตูนนิสต์ ได้แสดงความคิดเห็นทางการเมือง มีเนื้อหากล่าวพาดพิงเกี่ยวกับการทำงานของ น.ส.ยิ่งลักษณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ทนายความของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ ให้ดำเนินคดีกับ&amp;rdquo;เปลว สีเงิน&amp;rdquo; คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 เช่นเดียวกัน ทำไมนายปดิพัทธ์และคนในพรรคก้าวไกลไม่นำมาพูดบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตนเองมองว่าหากใครทำผิดกฎหมาย ก็ต้องถูกดำเนินคดี โดยเฉพาะการทำผิดตามมาตรา 112 ยิ่งต้องไปแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่ทำผิด หรือว่านายปดิพัทธ์ และพรรคก้าวไกล มองว่าการจาบจ้วง ก้าวล่วงสถาบัน เป็นเรื่องปกติ ไม่ผิดกฎหมาย &amp;nbsp;ซึ่งหากคิดเช่นนั้นไม่สมควรที่จะอยู่ในประเทศไทยแล้ว เพราะไม่ยอมรับกฎหมายของไทย ในขณะที่คนส่วนใหญ่ทั้งประเทศทำตามกฎหมายได้ แต่นายปดิพัทธ์ และพรรคก้าวไกลทำตามไม่ได้ มีแต่จะยุยงสนับสนุนให้คนทำผิดหรือฝ่าฝืนกฎหมายอย่างนั้นใช่ไหม &amp;nbsp;ประเทศนี้จำเป็นต้องมีกฎหมายมาตรา112 ไว้คอยบังคับใช้และมีบทลงโทษกับคนชั่วๆเลวๆที่คิดล้มล้างสถาบัน เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103105</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายเสกสกล อัตถาวงศ์, ปดิพัทธ์ สันติภาดา, ฟ้องร้อง, สุทธิพงศ์ ทัดพิทักษ์กุล หรือ ฮาร์ท, แรมโบ้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210418/image_big_607c44944c3ca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102991</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/05/2021 12:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2021 12:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.ส.ก้าวไกล ครวญไม่เคยเห็นยุคไหนตกต่ำมากเท่ายุคนี้ ถึงขนาดรัฐบาลไล่ฟ้องประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 พ.ค.64 -นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล และอดีตประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร เปิดอภิปรายออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมแลกเปลี่ยนทัศนะกับประชาชน ต่อปรากฏการณ์ที่ขณะนี้รัฐบาลกำลังไล่ฟ้องประชาชนผู้เห็นต่าง โดยเฉพาะการนำกฎหมายอาญา มาตรา 112 มาใช้ และการเตรียมฟ้องร้องเพื่อเอาผิดการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปดิพัทธ์ กล่าวว่า ปกติเราจะเห็นแค่นักการเมืองฟ้องนักการเมืองด้วยกัน แต่ไม่เคยอยู่ในยุคที่ตกต่ำขนาดนี้มาก่อนคือการที่รัฐบาลไล่ฟ้องประชาชน ซึ่งไม่แตกต่างจากนาซีที่มีหน่วยข่าวกรองหรือเกสตาโปคอยสอดส่องประชาชน หรือคล้ายกับตำรวจทางความคิดในนิยาย 1984 ของจอร์จ ออร์เวลล นอกจากนี้ดูเหมือนว่ากระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยจะไม่เคยทำอะไรให้ประเทศนี้เจริญขึ้นในด้านดิจิตอลเลย คอยแต่ทำหน้าที่สอดส่องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นยุคของนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีตรัฐมนตรีคนก่อน หรือ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีคนปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เราเคยเห็นกระทรวงดิจิตอลทำอะไรเพื่อให้มีสตาร์ทอัพหรือไม่ เราเคยเห็นทำอะไรเกี่ยวกับคริปโทเคอร์เรนซี่หรือไม่ เราเห็นการทำอะไรให้ประชาชนเข้าถึงบริการภาครัฐได้ดีขึ้นหรือไม่ สิ่งที่กระทรวงดิจิตอลในยุค พล.อ.ประยุทธ์ ทำคือ ตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมแล้วเอา พ.ร.บ.คอมฯ เป็นเครื่องมือในการฟ้องร้องปิดปากและทำลายการเคลื่อนไหวของประชาชนในการต่อต้านเผด็จการ ผลงานยุคพุทธิพงษ์ คือพยายามฟ้องเฟ๊ซบุ๊ก ปิดพอร์นฮับ ส่วนยุคชัยวุฒิในปัจจุบัน ล่าสุดไปฟ้องทั้งสำนักข่าวและนักข่าวไทยพีบีเอส&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปดิพัทธ์ กล่าวต่อไปว่า พ.ร.บ.คอมฯ เจตนารมณ์ที่แท้จริงคือมีไว้เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางไซเบอร์ไม่ให้มีการล้วงข้อมูล เป็นภัยคุกคามทางไซเบอร์ ไม่ใช่มีไว้ฟ้องครอบจักรวาล ตอนนี้แค่ด่าหรือวิจารณ์รัฐบาลก็นำมาใช้ เพราะโทษหนักกว่าหมิ่นประมาททั่วไป หรือแม้แต่คดี 112 เช่น ในคดีคุณอัญชันซึ่งเป็นการแชร์ข้อความต่อในคอมพิวเตอร์จึงมีการนำจำนวนปีมานับตามครั้งที่แชร์ไปตามกรรม โทษในการจำคุกก็สูงถึงมากกว่า 80 ปี หรือคุณไผ่ ดาวดิน ก็โดนในกรณีการแชร์ข่าวพระราชประวัติ ร.10 ของ BBC&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนในกรณีล่าสุด เมื่อวันที่ 12 พ.ค. มีการรายงานข่าวของไทยพีบีเอสว่า มีหญิงสาวคนหนึ่งในจังหวัดอุดรธานีไปรับวัคซีนชิโนแวคแล้วเกิดอาการแพ้ ชาทั้งตัว เลือดออกในสมอง และมีภาพที่น่ากลัวทำให้ประชาชนเกิดคำถามต่อวัคซีน จนมีการสืบสาวและติดตามโดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ซึ่งเรื่องนี้ สำนักข่าวไทยพีบีเอสไม่มีความรอบคอบจริง เพราะในการเผยแพร่อาการข้างเคียงของวัคซีนด้วยข้อมูลที่ผิดพลาด แต่มีการขอโทษและชี้แจงข้อเท็จจริงรวมถึงจัดการไปโดยต้นสังกัดแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาคือรัฐบาลนำโดยรัฐมนตรีชัยวุฒิไปฟ้องต่อ ตามมาด้วยบรรดานักร้องเต็มไปหมด และนักวิชาการขวาจัด ซึ่งไทยพีบีเอสเป็นสื่ออิสระที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลให้เป็นสื่อสาธารณะ หลายครั้งก็มีความกล้าหาญในการนำเสนอประเด็น เปิดพื้นที่ทางความคิดและประเด็นทางสาธารณะให้ประชาชนได้ถกเถียงกัน เช่น รายการตอบโจทย์ ที่ได้หยิบยกประเด็นคำถามหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในความคิดคนไทยมาถกเถียงกันเป็นครั้งแรก อย่างไรก็ตาม ถึงอย่างนั้นไทยพีบีเอสเองก็โดนฝ่ายค้านวิจารณ์มากเช่นกันว่ายังกล้าหาญไม่พอในการนำเสนอประเด็นสาธารณะ ดังนั้น ข้อสงสัยถึงการฟ้องไทยพีบีเอสคือสมเหตุสมผลหรือไม่ หรือเป็นเจตนาที่ต้องการให้หุบปากและอยู่ใต้อาณัติของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้เราอยู่กับสื่อแบบไหนในยุคโควิดเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะตั้งแต่ปีที่แล้วเมื่อประชาชนแชร์ข่าวแล้วผิด ศูนย์ต้านข่าวปลอมจะรีบออกมาแก้และประชาชนคนนั้นก็จะมีความผิดเพราะเอาข้อมูลที่ผิดเข้าระบบคอมพิวเตอร์ แต่ต้องเข้าใจว่าเมื่อโควิดมา ความตื่นตกใจก็เกิดขึ้น เช่น อาการแบบนี้ใช่โควิดหรือเปล่า สถานที่นี้มีคนติดจริงหรือไม่ สิ่งนี้ไม่ใช้ข่าวปลอมหรือ Fake News &amp;nbsp;แต่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Misinformation คือความเข้าผิด เป็นการให้ข่าวสารออกไปโดยไม่มีเจตนาสร้างความปั่นป่วนให้สังคม แต่ทั้งสองกรณีถูกนำมารวมกัน เพราะฉะนั้นหลายครั้งที่ประชาชนสื่อสารเกี่ยวกับโควิดหรือวัคซีนจึงกลายเป็นการปิดปากด้วยกฎหมาย ซึ่งประเด็นสำคัญของวัคซีนก็คือ ใครกันแน่ที่ทำให้ประชาชนไม่ไว้เนื้อเชื่อใจและปล่อยข่าวที่เป็น Misinformation สาเหตุมาจากการที่รัฐบาลไม่สามารถให้ &amp;nbsp;Information ที่ถูกต้องได้ เช่น บอกว่าโควิดเป็นโรคกระจอก จะบอกว่านี่คือ Fake News แบบนี้ทำไมไม่ไปจับ หรือความจริงต้องมองว่าเป็น Misinformation เพราะรัฐมนตรีไม่มีความรู้ในเรื่องนี้เลยพูดไปพล่อยๆ แต่คิดว่าเขาไม่มีเจตนา คำถามก็คือทำไมจึงปฏิบัติแตกต่างกันในกรณีลักษณะเดียวกัน &amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่น่ากังวลตามมาก็คือ สิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนไทยหายไป ขณะนี้การจัดลำดับของสื่อมวลชนเรารั้งท้ายด้อยประสิทธิภาพและไม่มีอิสระกว่าอัฟกานิสถาน จึงน่าสงสัยว่าสื่อมวลชนในประเทศไทยกำลังถูกคุกคามโดยรัฐหรือไม่ แม้จะไม่ใช่การเอาปืนมาจ่อหลังเหมือนหลังการรัฐประหารใหม่ๆ แต่ก็มีกรณีเช่นการคุมตัวสื่อมวลชนสำนักข่าวประชาไทไปโดยไม่แจ้งข้อกล่าวหา เรื่องแบบนี้จึงกำลังนำไปสู่การเซนเซอร์ตัวเองของสื่อมวลชน ทำให้สื่อมวลชนไม่สามารถนำเสนอประเด็นอย่างตรงไปตรงมาได้โดยเฉพาะประเด็นที่ขัดแย้งกับรัฐบาล ทั้งที่ ขณะเดียวกันในยุคนี้ผู้ชมก็สามารถตรวจสอบสื่อหรือวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของสื่อได้อย่างเข้มข้น ซึ่งไม่เกี่ยวกับรัฐบาลที่กำลังควบคุมและปิดปากประชาชน กลายเป็นเรากำลังกระทรวงดิจิตอลฯที่ไม่ทำให้วงการดิจิตอลเจริญ แต่กลับทำให้สิทธิเสรีภาพประชาชนตกต่ำลงแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกกรณีหนึ่งคือกรณี ฮาร์ท สุทธิพงศ์ ที่ถูกทีมงานนายกรัฐมนตรีเตรียมนำ มาตรา 112 มาใช้ การที่คนเป็นนายกฯขู่ไปทั่วเช่นนี้ก็เพราะตัวเขาไม่เหมาะหรือกระจอกกว่าตำแหน่ง เมื่อคนกระจอกกว่าตำแหน่งจะเริ่มใช้อำนาจ ใช้ปืน ใช้กฎหมายขู่ เรื่องนี้ชัดเจนในการคุกคามสิทธิเสรีภาพและแสดงออกถึงความไม่มั่นคงของรัฐบาลอย่างเห็นได้ชัด ขณะนี้ทุกคนรู้ดีว่าวัคซีนทุกชนิดมีผลข้างเคียง แต่กลับไม่เปิดเผยว่าฉีดไปแล้วทั้งหมดกี่เคส มีผลข้างเคียงกี่เคส แต่ละเคสเป็นอย่างไร แต่ใช้วิธีไปฟ้องคนที่แชร์ข้อมูล ซึ่งไม่ได้ทำให้คนมั่นใจขึ้น กลับจะทำให้ถูกมองว่ากำลังปิดบังข้อมูลอะไรอยู่กันแน่ การที่คนไปลงทะเบียนฉีดวัคซีนน้อย ไม่ใช่คนไม่มั่นใจในวัคซีนแต่คือสิ่งที่สะท้อนชัดเจนว่าเขาไม่ไว้วางใจรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าเรียกร้องได้สักเรื่อง สิ่งที่กระทรวงดิจิตอลต้องทำคือ ฐานข้อมูลวัคซีน ตอนนี้มีทั่วประเทศหรือยัง เช่น กรณีของผมไปฉีดวัคซีนเข็มแรกที่กรุงเทพตามหนังสือเชิญของสภา ตอนนี้ผมกลับมาพิษณุโลกแล้ว มีการกักตัวครบถ้วนแล้ว แต่ถ้าจะฉีดเข็มที่ 2 ที่พิษณุโลก ไม่สามารถทำได้ แม้เวลานี้วัคซีนชิโนแวคจะมาถึงพิษณุโลก นั่นก็เพราะฐานข้อมูลยังไม่เชื่อมกัน กระทรวงดิจิตอลทำอะไรอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ หรือการที่ประเทศไทยไม่สามารถทำ Home Isolation ได้ เพราะนายกรัฐมนตรีไม่เชื่อว่าคนไทยจะทำได้ จึงเอาคนติดเชื้อที่แม้จะไม่มีอาการหรือมีไม่มากไปอยู่ในโรงพยาบาลรวมกันไปหมด ประเทศอื่นเขาให้อยู่ที่บ้านหรือห้อง แล้วมีระบบแทรคกิ้งติดตามคอยรายงานว่าอยู่ตรงนั้นจริงและคอยแจ้งอาการซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่รัฐไปดูแล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นี่คือบทบาทของกระทรวงดิจิตอลไม่ใช่วันๆไม่ได้ทำประโยชน์เรื่องเหล่านี้เลย แต่เอาเวลาไปคอยปิดปากประชาชน ตอนนี้ประชาชนกำลังต้องการบทบาทกระทรวงดิจิตอลมากที่สุด แม้กระทั่งเรื่องการลงทะเบียนเพื่อฉีดวัคซีนให้ง่ายและเร็วที่สุด แต่หมอกลับต้องออกมาพูดว่า แอปหมอพร้อมไม่พร้อมเพราะหมอไม่เก่งไอที เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ผมไม่โทษหมอ แต่กระทรวงดิจิตอลอยู่ไหน ปล่อยให้หมอไปทำกันเองหรืออย่างไร หรือแม้กระทั่งขณะนี้รัฐสภาไทยยังไม่สามารถประชุมออนไลน์ได้ ทั้งที่มี ส.ส.หรือรัฐมนตรีไปเกี่ยวข้องกับการเกิดคลัสเตอร์ใหญ่หลายกรณี แล้วกำลังจะต้องมาประชุมร่วมกัน ถามว่าเรื่องแบบนี้กระทรวงดิจิตอลทำอะไรบ้าง ทำไมไม่สามารถทำให้ประชุมออนไลน์ได้ หรือทำให้ ส.ส.ที่ฉีดวัคซีนแล้วประชุมในห้อง คนที่ยังไม่ฉีดอยู่ข้างนอก โดยต้องมีระบบที่เช็กองค์ประชุมได้จากฐานข้อมูล ตอนนี้ พ.ร.ก.กู้เงิน และ พ.ร.บ.งบประมาณ ที่มีความสำคัญมากกำลังรออยู่ ต้องทำให้เกิดการประชุมให้ได้ &amp;nbsp;การพัฒนาระบบดิจิตอลเหล่านี้ทั้งหมดถ้าไม่มีปัญญาทำออกไปเลย เรื่องนี้ ส.ส.พรรคผมทำได้ ขอเดือนเดียวเปลี่ยนแปลงวงการดิจิตอลเมืองไทยได้เลย ตอนนี้ระบบดิจิตอลล้าของเราหลังมาก&amp;rdquo; นายปดิพัทธ์ ระบุ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102991</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปดิพัทธ์ สันติภาดา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200418/image_big_5e9a6f26ad750.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92134</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/02/2021 19:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/02/2021 19:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไทยภักดี &#039; โวย &#039;ก้าวไกล&#039; ก่อนิติสงคราม ท้าฟ้อง 1 แสนชื่อต้านแก้ 112</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.พ. 64 - นายบุญเกื้อ ปุสสเทโว สมาชิกพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กว่าพรรคก้าวไกล ดูเหมือนจะไม่ก้าวไปไหนเลย วกวนอยู่แต่เรื่องมาตรา 112 นี่เอง จะแก้ไขบ้างล่ะ จะยกเลิกบ้างล่ะ เล่นสอดรับเป็นขบวนการเดียวกับพวกม็อบ 3 นิ้วแยกกันไม่ออก จนชาวบ้านชาวเมืองเขาเอือมระอากับพฤติกรรมของพรรคการเมืองนี้เหลือเกินแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อยากรู้ว่าพรรคก้าวไกลใช้ทนายที่ไหนเป็นที่ปรึกษากฎหมาย ถ้าหากใช้อาจารย์ปิยบุตรอยู่ ผมขอแนะนำให้เปลี่ยนเสีย เพราะว่าอาจารย์ปิยบุตรแกไม่มีตั๋วทนาย แกเป็นทนายเถื่อน แค่ไปสถานีตำรวจแกยังต้องหอบประมวลกฎหมายไปอยู่เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคก้าวไกล กำลังก่อนิติสงคราม ใช้กฎหมายปิดปากประชาชน กำลังฟ้องทุกคนไม่เลือกหน้าทั้งหมอวรงค์ และไม่เว้นแม้แต่เจ้าหน้าที่ที่เขาปฏิบัติตามหน้าที่ ถ้าจะให้ครบถ้วนผมขอแนะนำให้ฟ้องประชาชน 1 แสนคนที่ร่วมลงชื่อด้วย คัดค้านการแก้ม.112 เพื่อล้างผิดในฐานะผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยเสียเลยสิหมออ๋อง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;


	ก้าวไกลหันพึ่งศาล! จ่อฟ้อง &amp;#39;หมอวรงค์&amp;#39; หมิ่นประมาท หาล้มล้างการปกครอง

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92134</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก้าวไกล, บุญเกื้อ ปุสสเทโว, ปดิพัทธ์ สันติภาดา, มาตรา112, หมออ๋อง, ไทยภักดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210205/image_big_601d3c9d39bb7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89920</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/01/2021 15:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/01/2021 15:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทุกเม็ด! ส.ส.ก้าวไกล ชี้เปรี้ยงหลายท้องถิ่นประกาศจัดซื้อวัคซีนเอง สะท้อนประชาชนหมดหวังกับรัฐบาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ม.ค.64 - นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.เขต 1 พิษณุโลก พรรคก้าวไกล กล่าวว่า ถึงตอนนี้รัฐบาลควรจะถอดบทเรียนสำคัญได้แล้วว่า การกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดทำบริการสาธารณะ เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาท้องถิ่นของตนเองได้ ต้องถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง ซึ่งเรื่องนี้ถูกเขียนไว้ในแผนปฏิรูปประเทศเร่งด่วน แต่ในภาคปฏิบัติ ยิ่งนานวัน ประเทศยิ่งกลายเป็นรัฐราชการล้าหลัง เนื่องจากยังมองไม่เห็นแนวนโยบายที่ชัดเจนต่อเรื่องเหล่านี้และกลับยิ่งสร้างความสับสนคือ ยามเมื่อเกิดปัญหากลายเป็นรัฐบาลรีบโยนปัญหาไปให้ท้องถิ่นเสมือนเป็นการบอกว่าสนับสนุนการกระจายอำนาจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หลายคนเกิดคำถามว่า ทำไมบางสถานการณ์บอกว่าควรให้อำนาจท้องถิ่น แต่ทำไมในอีกสถานการณ์ควรเป็นบทบาทของภาครัฐ สถานการณ์โควิด 19 เป็นตัวอย่างที่ดีในการทำความเข้าใจเรื่องนี้ ซึ่งเรายืนยันว่า การจัดหาและจัดสรรวัคซีนที่มีคุณภาพให้กับคนไทยทุกคนต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ซึ่งมีงบประมาณของประเทศเพียงพอ หรือยังสามารถจัดสรรโอนงบประมาณได้โดยไม่ต้องกระทบกับท้องถิ่นที่มีเงินในการบริหารจัดการตนเองน้อยอยู่แล้ว ปัจจุบัน สัดส่วนของงบประมาณที่ท้องถิ่นได้รับไม่ได้สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับกระจายอำนาจอย่างแท้จริง โดยท้องถิ่นจะได้รับการจัดสรรงบกลับไปเพียงราว 1 ใน 4 ของภาษีท้องถิ่นที่เก็บได้เท่านั้น ไม่ใช่คนละครึ่งอย่างที่ควรเป็น แม้ว่าเราจะมีการปรับโครงสร้างให้มีองค์การบริหารปกครองส่วนท้องถิ่นมาแล้วประมาณ 20 ปี ดังนั้น หากท้องถิ่นต้องนำเงินมาใช้สำหรับจัดซื้อวัคซีนเองจะทำให้โอกาสในการพัฒนาตามแผนท้องถิ่นที่วางเอาไว้ไม่สามารถทำได้ นอกจากนี้ ท้องถิ่นแต่ละแห่งก็มีขนาดต่างกัน หากเป็นท้องถิ่นที่มีฐานะก็สามารถจัดซื้อวัคซีนได้แม้ต้องจ่ายราคาแพง แต่ท้องถิ่นขนาดเล็กก็จะทำเรื่องนี้ไม่ได้ เกิดเป็นสภาพของมือใครยาวสาวได้สาวเอา หรือมีลักษณะที่หลายคนสังเกตว่าอาจเป็นการใช้งบประมาณในการหาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่นล่วงหน้า เป็นต้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปดิพัทธ์ กล่าวต่อไปว่า สถานการณ์ดังกล่าวเกิดจากการที่ประชาชนกำลังรู้สึกหมดหวังต่อการทำงานของรัฐบาล แรงกดดันจึงไปตกที่ท้องถิ่นที่ต้องวางสถานะเป็นที่พึ่งของประชาชนที่เลือกตนเข้ามา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีน่าชื่นชม และต้องบอกว่าควรเป็นบทบาทที่ทำได้เพียงแต่ไม่ใช่หน้าที่ในสถานการณ์ลักษณะนี้ เพราะสาเหตุที่การจัดซื้อวัคซีนโควิด-19 จะต้องเป็นหน้าที่ของภาครัฐ คือ เรื่องนี้ถือเป็นสถานการณ์พิเศษ มีขนาดของปัญหาเป็นระดับประเทศ จึงมีความจำเป็นที่ต้องบริหารจัดการแผนวัคซีนเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้ถ้วนหน้า ซึ่งแผนวัคซีนของประเทศมีความสำคัญมาก เนื่องจากจะต้องคำนึงถึงทั้งการควบคุมคุณภาพมาตรฐานความปลอดภัย เพราะวัคซีนเหล่านี้เป็นวัคซีนที่เพิ่งวิจัยขึ้นใหม่ ทั้งกระบวนการใช้ ขนส่งหรือกระทั่งจัดเก็บต้องใช้ความเข้าใจทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ผิดพลาดไม่ได้ หรือกระทั่งราคาที่จะแตกต่างกันมากระหว่างการจัดซื้อล็อตใหญ่กับการแยกซื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคก้าวไกลได้มีข้อเสนอเรื่องนี้ตั้งแต่เดือน พ.ค. 2563 ซึ่ง นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ ส.ส.พรรคก้าวไกล ได้อภิปรายเรื่องนี้ไว้ในญัตติเพื่อผ่าน พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาทของรัฐบาล โดยเสนอให้รัฐบาลต้องจัดงบประมาณ 67,000 ล้านบาท เอาไว้เพื่อจัดหาวัคซีน บนพื้นฐานของหลักการว่าจะต้องฟรีสำหรับประชาชนทุกคน หรือ Vaccine For All ต้องถือเป็นความจำเป็นในสถานการณ์วิกฤติ เหมือนกับวัคซีนจำเป็นที่กระทรวงสาธารณสุข มองว่าสำคัญและต้องฉีดให้ประชาชนฟรี เช่น วัคซีนวัณโรค คอตีบ บาดทะยัก โปลิโอ เป็นต้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ความจำเป็นในสถานการณ์วิกฤติ จึงเป็นเรื่องที่ต้องมองแตกต่างไปจากแผนงานสาธารณสุขหรือแผนงานอื่นที่ควรให้ท้องถิ่นมีงบประมาณไปดำเนินการเองได้ เช่น การจัดหาวัคซีนพิษสุนัขบ้า แบบนี้เป็นเรื่องที่ระบบสาธารณสุขท้องถิ่นสามารถวางแผนบริการจัดการกันเองได้ แต่เรื่องนี้กลับกลายเป็นด้านตรงข้ามที่สะท้อนปัญหารัฐราชการรวมศูนย์ ซึ่งคอยขัดขวางการทำงานของท้องถิ่น โดยเฉพาะเมื่อมีการทักท้วงของ สตง.ว่า ท้องถิ่นไม่ได้มีหน้าที่จัดหาวัคซีนพิษสุนัขบ้า ทำให้เกิดการชะงัก สับสน ไร้การดำเนินการในหลายพื้นที่ จนทำให้เกิดปัญหากระจายไปในหลายพื้นที่เมื่อไม่กี่ปีก่อน อย่างไรก็ตาม เหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาในสถานการณ์วิกฤติหรือความจำเป็นพื้นฐาน เป็นเรื่องของปัญหาที่ต้องจัดการแตกต่างไปตามบริบทและตามการจัดลำดับความสำคัญของพื้นที่เอง บทบาทของรัฐกับท้องถิ่นจึงมีความแตกต่างกันในลักษณะนี้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปดิพัทธ์ กล่าวอีกว่า จากนี้ไปนอกจากภาครัฐควรจะต้องทำความเข้าใจ เพื่อแยกแยะบทบาทหน้าที่ของตนเองกับท้องถิ่นให้ดี ไม่ฉวยโอกาสผลักภาระไปให้พวกเขาแล้ว สิ่งที่ควรเร่งทำคือการจัดสรรงบประมาณตามแผนการกระจายอำนาจ ซึ่งเวลานี้ยังไปไม่ถึงไหน มีแต่งบฝากโอนที่มาฝากอยู่ในงบท้องถิ่น ท้องถิ่นจึงกลายเป็นแค่เครื่องมือของรัฐส่วนกลางในการทำงาน รับภาระ แต่ไร้อำนาจ และรอหนังสือสั่งการจากมหาดไทยให้ทำสิ่งต่างๆ ด้วยงบของท้องถิ่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในเรื่องการของเลือกตั้งเทศบาลตามกรอบเวลาที่กฏหมายกำหนดออกมา นายปดิพัทธ์ กล่าวว่า เห็นด้วยกับกำหนดเวลา ทางรัฐมนตรีมหาดไทยยืนยันว่าไม่มีการเลื่อน เพราะชีวิตทางเศรษฐกิจและการเมืองในวิถีใหม่จะต้องดำเนินต่อไปให้ได้ภายใต้ป้องกันการแพร่ระบาดจากโควิด หากเหตุฉุกเฉินจากการระบาด รัฐบาลก็ต้องทำทุกวิถีทางให้ประชาชนไปใช้สิทธิให้ได้มากที่สุด เช่น การเลื่อนเลือกตั้งบางพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง การให้มีการเลือกตั้งล่วงหน้า และการเลือกตั้งนอกเขตเพื่อลดการเดินทาง แต่ถ้ารัฐบาลไม่มีนโยบายเหล่านี้ ทำเหมือนกับการเลือกตั้ง อบจ.ที่คนมาใช้สิทธิเพียง 62.25 เปอร์เซนต์ จากเป้าหมาย 80 เปอเซนต์ ก็สรุปได้เลยว่า รัฐบาลและกกต.ไม่มีความจริงใจกับการส่งเสริมประชาธิปไตยและสิทธิของประชาชนชาวไทยแม้แต่นิดเดียว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89920</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปดิพัทธ์ สันติภาดา, วัคซีนโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210115/image_big_60014a327c16b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85211</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/11/2020 13:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/11/2020 13:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สส.ก้าวไกล จวก &#039;บิ๊กตู่&#039; ใช้มาตรา 112 ขัดหลัก &#039;พระเมตตา&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 พ.ย.63 - นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.เขต 1 พิษณุโลก พรรคก้าวไกล กล่าวว่า หลังได้ฟังคำตอบของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตอบโต้อาจารย์ ส.ศิวรักษ์ ที่กล่าวในเวทีชุมนุมของกลุ่มราษฎร เมื่อ 25 พ.ย. ว่า นายกฯนำมาตรา 112 ของกฎหมายอาญากลับมาใช้ เป็นการขัดพระราชโองการ เป็นการทำลายล้างสถาบันกษัตริย์ เป็นการรังแกพระเจ้าแผ่นดิน ทำให้ในวันรุ่งขึ้น พล.อ.ประยุทธ์ จึงออกมาชี้แจง ว่า &amp;ldquo;ผมไม่ได้ใช้ เจ้าหน้าที่เป็นคนใช้&amp;rdquo; นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะการรักษาไว้ซึ่งพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ให้เป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชน ถือเป็นบทบาทหน้าที่สำคัญของหัวหน้ารัฐบาลในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขดังนั้น นายกรัฐมนตรีจึงไม่อาจลอยตัวต่อการกำกับดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ให้นำกฎหมายอันเป็นการเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจได้อย่างกว้างไปจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนมาบังคับใช้ได้ ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่า มาตรา 112 เป็นกฎหมายที่มีออัตราโทษสูง ใครก็กล่าวโทษได้ และถึงขั้นติดคุกไปก่อนได้ โดยมีหลายกรณีที่ต้องสูญเสียอิสรภาพไปเป็นปีก่อนศาลจะยกฟ้อง ดังนั้น การนำกฎหมายมาตรานี้กลับมาใช้อีกก็จะยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชนแย่ลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามสิ่งที่รัฐบาลไทยควรตระหนักและหันออกไปมองนานาประเทศที่มีการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา ล้วนมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันคือกฎหมายมาตรานี้เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนและขัดหลักสิทธิมนุษยชนสากล อีกทั้ง องค์การสหประชาชาติ (UN)ด้านสิทธิมนุษยชนเคยออกสารเผยแพร่ของสำนักงานข้าหลวงใหญ่สหประชาชาติเพื่อสิทธิมนุษยชน (โอเอชซีเอชอาร์) เรียกร้องให้รัฐบาลไทยหยุดใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อกีดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 63 ที่ผ่านมา ก็เป็น พล.อ.ประยุทธ์ เองที่พูดว่า &amp;ldquo;วันนี้มาตรา112 ไม่ได้ใช้เลย เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระเมตตาไม่ให้ใช้&amp;rdquo; แต่กลับเป็นในวันนี้ที่อ้างว่า หากเจ้าหน้าที่ไม่ใช้ก็ขัด มาตรา 157 จึงก็ไม่รู้ว่าทำไมอยู่ดีๆจึงเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ขัดแย้งกันเองอย่างหน้าตาเฉย ทั้งที่ก็เพิ่งพูดไม่ทันข้ามปีด้วยซ้ำ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปดิพัทธ์ &amp;nbsp;กล่าวด้วยว่า การปล่อยปละเจ้าหน้าที่ให้นำกฎหมายที่สร้างความกังวลต่อประชาชนเช่นนี้มาใช้ นอกจากขัดหลัก &amp;lsquo;พระเมตตา&amp;rsquo; แล้ว เจตนาแบบนี้ไม่อาจมองได้ว่าเป็นความพยายามพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน แต่ดูเหมือนมีเจตนาผลักให้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นผู้เผชิญหน้ากับความไม่พอใจของประชาชนเพื่อกลายเป็นคู่ขัดแย้งแทนรัฐบาลเสียมากว่า ดังนั้น หากยังพอคิดได้บ้าง พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ควรผลักปัญหาของตัวเองไปให้เจ้าหน้าที่รับหน้า และควรจะมีความรับผิดชอบในฐานะนายกรัฐมนตรียิ่งกว่านี้ ผมคิดว่าเป็นการไม่ควรอย่างยิ่งที่จะนำประเด็นสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเกราะกำบังความล้มเหลวในการบริหารประเทศในแทบทุกด้านของตัวเอง&lt;/p&gt;


	เดือด!&amp;#39;ราเมศ&amp;#39;โต้&amp;#39;ปริญญา&amp;#39;ทำให้สังคมสับสน
	อดีตผู้พิพากษาอบรม&amp;#39;ปริญญา&amp;#39;ไม่ยึดถือหลักกฎหมายแล้วสังคมไทยจะยึดถืออะไร
	&amp;#39;ดร.นิว&amp;#39;เปรียบคนที่ตกเป็นแนวร่วมของม็อบราษฎรคือ&amp;#39;เหยื่ออธรรม2563&amp;#39;
	ตอนมาก็มาเอง &amp;#39;บิ๊กป้อม&amp;#39; เมิน &amp;#39;เต้&amp;#39; ถอนตัวพ้นพรรคร่วมรัฐบาล
	&amp;#39;โรม&amp;#39; โวย &amp;#39;ไพบูลย์&amp;#39; มัดมือ ส.ส.ร.
	&amp;#39;พุทธะอิสระ&amp;#39; แขวะ 3 นิ้วเปลี่ยนมาหลายอย่าง มีอยู่อย่างเมื่อไหร่จะเปลี่ยน?

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85211</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปดิพัทธ์ สันติภาดา, พรรคก้าวไกล, มาตรา112</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200418/image_big_5e9a6f26ad750.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82799</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/11/2020 17:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/11/2020 17:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กัดไม่ปล่อย &#039;ส.ส.ก้าวไกล&#039; จี้ &#039;พุทธิพงษ์&#039; ตอมปมสั่งระงับออกอากาศ 4 สื่อออนไลน์  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 พ.ย.63 - นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก เขต 1 พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน เเละการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุมวาระพิจารณาศึกษากรณีการสั่งให้ตรวจสอบเเละให้ระงับการออกอากาศรายการเเละสื่อสังคมออนไลน์ ได้แก่ วอยซ์ ทีวี (Voice TV) ประชาไท (Prachatai) The Reporters &amp;nbsp;และ THE STANDARD โดยเชิญนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคม (DE) พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ &amp;nbsp;ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้แทนสื่อมวลชนเข้าชี้แจงในกรณีดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปดิพัทธ์ กล่าวว่า จากกรณีที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลมีความต้องการปิดกั้นสิทธิเเละเสรีภาพของสื่อมวลชน ในการแสดงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ชุมนุมที่ผ่านมา ส่งผลให้เห็นว่ารัฐและผู้มีอำนาจได้ลิดรอนสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชน คณะกรรมาธิการจึงอยากหารือเพื่อหาแนวทางปฏิบัติร่วมกันระหว่างภาครัฐกับสื่อมวลชนในการเสนอข่าวภายใต้ข้อจำกัดที่เกิดขึ้น รวมไปถึงการปรับตัวต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นบทเรียนในการรับมือต่อสถานการรณ์ในอนาคตต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท จารุวัฒน์ กล่าวว่า จากกรณีที่เกิดขึ้น ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีการออกคำสั่งที่ 4 เรื่องให้ตรวจสอบและระงับการออกอากาศรายการที่มีลักษณะยุยงหรือปลุกปั่นทางการเมือง เนื่องจากมีรายงานจากหน่วยข่าวกรองรายงานว่า สื่อ 5 สำนักเสนอข่าวในแนวทางที่สร้างความแตกแยก ปั่นป่วน 4 กรณีคือ ชักจูง วุ่นวาย แตกเเยก และเป็นข่าวลวง โดยผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ออกคำสั่งตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐบาล ให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคม (DES ) ไปพิจารณาเนื้อหาว่า มีการนำเสนอในช่องและรายการใดที่เป็นการละเมิดกฎหมายหรือไม่ ขอให้ดำเนินการตามกระบวนการศาล กรณีที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการออกคำสั่งให้ตรวจสอบ แต่ไม่ใช่คำสั่งปิดสื่อ ซึ่งเจ้าหน้าที่ดำเนินตามการกฎหมายที่เกิดขึ้นจากการประกาศใช้พระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นายเยี่ยมยุทธ สุทธิฉายา ตัวเเทนสื่อมวลชนจากประชาไท กล่าวว่า การกล่าวอ้างถึงกระบวนการรายงานของฝ่ายข่าวกรอง เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงก่อนดำเนินการหรือไม่ โดยหลักการเเล้วสื่อมวลชนจะมีองค์กรวิชาชีพสังกัด 6 วิชาชีพ ครอบคลุมสื่ออิสระ โดยอาจแบ่งแยกออกไปตามสายงาน หมายความว่าแต่ละสายงานสื่อมวลชนล้วนมีกฎหมายกำกับดูแลอยู่แล้ว จึงขอให้เจ้าหน้าที่ชี้แจงว่า เนื้อหาที่ข่าวกรองระบุมีลักษณะอย่างไร เป็นการรายงานข้อเท็จจริงหรือบทวิเคราะห์ ขอให้เจ้าหน้าที่ชี้แจงให้ชัดเจนว่า ความผิดที่มีคืออะไร รัฐต้องการให้ถอดเนื้อหาออกหรือต้องการให้หยุดเผยแพร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้นเป็นอำนาจควบคุมดูแลการเผยแพร่ข่าวสารของสื่อมวลชนตามข้อ 4 ในพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งให้อำนาจเจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบ ตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจได้ โดยให้ปลัดกระทรวง DE ทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ ต่อกรณีที่มีคำถามว่าการใช้อำนาจดังกล่าวขัดต่อหลักสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น รัฐธรรมนูญมีหลายมาตรา ต้องดูให้ครบ ในสถานการณ์ปัจจุบันยังใช้รัฐธรรมนูญ 2560 ยืนยันว่า เคารพสิทธิมนุษยชน ซึ่งรัฐบาลใช้อำนาจตามกระบวนการทางศาล ไม่ได้ใช้อำนาจของกระทรวง ในกรณีของ Voice TV มีหลักฐานยืนยันว่า ได้มีการกระทำความผิดที่ละเมิดต่อกฎหมายและก้าวล่วงสถาบัน ส่วนสำนักข่าวอื่นๆ ได้เตือนแล้วและมีการลบเนื้อหาในเบื้องต้นหรือหยุดเผยแพร่ แต่กรณีของ Voice TV ไม่ได้หยุดเผยแพร่ ยังคงดำเนินการต่อซึ่งขัดต่อคำสั่งภายใต้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งตามการดำเนินการของกระทรวง การประกาศว่าสื่อใดละเมิดต่อพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์จะกระทำก็ต่อเมื่อมีผู้ร้องทุกข์ ทุกครั้งที่ส่งเรื่องไปจะประกอบด้วยคำสั่งศาลทุกครั้ง ไม่มีการใช้อำนาจของกระทรวงในการดำเนินการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน น.ส.อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการ กล่าวว่า ขณะนี้สังคมไทยกำลังแตกร้าว สถานการณ์แบ่งเป็น 2 ฝ่าย อย่างชัดเจน กรณีที่เกิดขึ้นมีคำถามว่าหน่วยงานรัฐอาจทำตามใบสั่งของผู้มีอำนาจจะมีการตรวจสอบอย่างไร และคณะกรรมการเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นมาจะทราบได้อย่างไรว่าดำเนินการอย่างโปร่งใส ยุติธรรมและเท่าเทียมกัน ในกรณีที่กล่าวหาว่า Voice TV ใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมนั้นจะพิจารณาอย่างไร เพราะหากติดตามสื่ออื่นๆ โดยเฉพาะสื่อเนชั่นก็จะพบการใช้ถ้อยคำที่มีความรุนแรง ยั่วยุ ปลุกปั่น บิดเบือนต่อผู้ชุมนุม บ่มเพาะความแตกแยกในสังคม จะเห็นได้ว่าเป็นการปฏิบัติ 2 มาตรฐานอย่างชัดเจน ปัจจุบันประชาชนในฐานะผู้ชมเองก็มีความตื่นรู้ ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดรอบด้าน ดังนั้น รัฐจะใช้ข้ออ้างเพื่อมาบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อปิดหูปิดตาประชาชนด้วยการปิดสื่อเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อกรณีนี้ นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า รัฐจำเป็นต้องปกป้องสถาบัน กระทรวงต้องทำตามกฎหมาย หากมีการละเมิด คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาเป็นคณะกรรมการเฉพาะกิจ ที่มีคำสั่งใช้ตามพระราชกำหนดการบริการราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งกรณีของ Voice tv พบว่ามีเนื้อหาในเชิงยุยงปลุกปั่นและก้าวล่วงสถาบันเกินความเป็นจริง แต่กรณีเนชั่น ไม่ได้มีการนำเสนอพาดพิงให้เกิดความแตกแยกหรือผิดกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราเคารพการตัดสินใจของบรรณาธิการ เพราะมีบุคคลที่รับผิดชอบและเสนอข่าว ในกรณี Voice TV เราดำเนินตามกฎหมาย เมื่อศาลอุทธรณ์สั่งให้ยกคำร้อง เราก็ไม่ได้ดำเนินการต่อ เราทำตามขั้นตอนของกฎหมาย กรณีที่เกิดขึ้นคือการดำเนินการในช่วงเฉพาะกิจภายใต้การประกาศพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเห็นด้วย หากคณะกรรมาธิการชุดนี้จะมีการจัดสัมนาเกี่ยวกับการปฏิบัติแนวทางของสื่อมวลชน ตามกรอบและแนวทางของกฎหมาย เพื่อสร้างความเข้าใจ เกี่ยวกับบทบาทและเสรีภาพของสื่อมวลชน และเชื่อมั่นในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการตามกลไกของรัฐสภา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ช่วงหนึ่งของการชี้แจง ตัวแทนจาก Voice TV ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมต่อกรรมาธิการว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมีลักษณะของการคุกคามสื่อ กรณี Voice TV เป็นการถูกถอดสัญญาณเคเบิ้ล ซึ่งผู้ให้บริการชี้แจงกับช่องว่า ได้ถูกกดดันจากผู้อำนาจโดยใช้ถ้อยคำว่า &amp;ldquo;อย่าไปคบกับโจร&amp;rdquo; จึงมองว่า กรณีแบบนี้เป็นการคุกคามสื่อและเป็นสิ่งที่เจอมาโดยตลอด จึงควรหาแนวทางการปฏิบัติเพื่อหาทางออกร่วมกันในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงท้าย นายปดิพัทธ์ สรุปว่า อยากให้มีเวทีสัมมนาเกิดขึ้น เพื่อให้สื่อมวลชนได้แสดงความคิดเห็นและช่วยกันวางกรอบแนวทางร่วมกับภาครัฐในการปฏิบัติงานสื่อมวลชนในอนาคต ซึ่งในกรณีที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะในช่วงใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือช่วงเวลาปกติ ภาครัฐควรมีการหารือกับสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการ เพื่อวางแนวทางร่วมกันป้องกันไม่ให้เกิดการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพสื่อมวลชน คณะกรรมาธิการจะดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อให้เวทีนี้เกิดประโยชน์จริงอย่างเป็นรูปธรรม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82799</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.พัฒนาการเมือง, ปดิพัทธ์ สันติภาดา, ปิดกั้นเสรีภาพสื่อ, พรรคก้าวไกล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201104/image_big_5fa27c40eaa9a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
