<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114207</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2021 10:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2021 10:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บอร์ด PTTEP ตั้ง &#039;มนตรี ลาวัลย์ชัยกุล&#039; นั่งตำแหน่งซีอีโอคนใหม่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ส.ค. 2564 &amp;nbsp;บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP แจ้งว่า คณะกรรมการบริษัท ในการประชุมวันที่ 20 ส.ค.2564 ได้มีมติแต่งตั้งนายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ผู้จัดการใหญ่ เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และเป็นกรรมการ PTTEP อีกตำแหน่งหนึ่ง แทนนายพงศธร ทวีสิน ที่จะพ้นจากตำแหน่งในวันที่ 30 ก.ย.2564 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2564 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับตำแหน่งกรรมการ PTTEP จะมีผลเมื่อคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(คนร.) ให้ความเห็นชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
วิสัยทัศน์ในการบริหารกิจการของPTTEP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;bull; สร้างความเข้มแข็งธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เพื่อความยั่งยืนด้านพลังงาน ก้าวข้ามความท้าทายในยุคดิจิทัลและการเปลี่ยนแปลงรูปแบบพลังงาน โดยคำนึงถึง สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)
&amp;bull; เติบโตเป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ เร่งรัดการสำรวจ ผลักดันแผนพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมที่ค้นพบใหม่เพื่อเพิ่มอัตราการผลิต พร้อมกำกับดูแลโครงการร่วมทุนในภูมิภาคตะวันออกกลาง ให้ได้ผลตามเป้าหมาย
&amp;bull; ผลักดันโครงการ Carbon Capture Utilization and Storage ให้บรรลุผลลดการปลดปล่อย Green House Gas เพื่อวางรากฐานกำหนดเป้าหมาย Net Zero Carbon Emission
&amp;bull; วางบทบาทเป็น Cautious Diversified Player ดำเนินโครงการ Gas to Power สร้างธุรกิจพลังงานหมุนเวียน และพลังงานรูปแบบใหม่ เป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม รวมทั้งพัฒนาให้มีขีดความสามารถให้พร้อมบริการเชิงพาณิชย์
&amp;bull; ส่งเสริมให้ ปตท.สผ. เป็นองค์กรที่มีความคล่องตัว ใช้ Digital Transformation ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการองค์ความรู้ ขับเคลื่อนด้วยการตัดสินใจบนฐานข้อมูล ลดต้นทุน สร้างวัฒนธรรมที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง รับฟังความเห็นเพื่อการพัฒนาและการทำงานเพื่อเป้าหมายเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิสัยทัศน์เกี่ยวกับการนำหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีมาใช้ในการบริหารกิจการของPTTEP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผลักดันให้PTTEP เติบโตและพัฒนาอย่างมั่นคงและยั่งยืน ส่งเสริมการกำกับดูแลกิจการที่ดี
ทั้งการบริหารความเสี่ยง การเงิน และ การลงทุน มีความโปร่งใส พร้อมต่อการเปิดเผยและตรวจสอบเป็นแบบอย่างที่ดี สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน
ความสำเร็จที่โดดเด่นและเป็นประโยชน์ต่อ PTTEP
&amp;bull; ชนะการประมูลโครงการบงกชและเอราวัณ ในปี 2562
&amp;bull; กeหนดกลยุทธ์ Coming Home Strategy โดยพิจารณาขีดความสามารถขององค์กรในภูมิภาค
ที่มีความชำนาญ
&amp;bull; ขยายฐานการลงทุนในประเทศมาเลเซีย โดยเข้าซื้อกิจการ Murphy Oil Malaysia ในปี 2562
และผลักดันโครงการสำรวจ ค้นพบแหล่งปิโตรเลียมที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง
&amp;bull; สร้างฐานการลงทุนในภูมิภาคตะวันออกกลางในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และ โอมาน
พร้อมรับการขยายกิจการในอนาคต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114207</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซีอีโอคนใหม่, ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม, มนตรี ลาวัลย์ชัยกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210823/image_big_612311b157626.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72928</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2020 15:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2020 15:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท.สผ.กำไรสุทธิครึ่งปีแรก 1.2 หมื่นล้านบาท ลดลง 51% พร้อมลุยพร้อมปรับทิศทางการดำเนินธุรกิจใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ค. 2563 นายพงศธร ทวีสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานรอบ 6 เดือนแรกของปี 2563 ปตท.สผ. มีรายได้รวม 2,779 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 87,549 ล้านบาท) ลดลงประมาณร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับรายได้รวม 3,001 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 94,830 ล้านบาท) ในช่วงเดียวกันปี 2562 &amp;nbsp;โดยมีปริมาณขายเฉลี่ยอยู่ที่ 345,207 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จาก 326,971 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวันในช่วงเดียวกันปีที่แล้ว ซึ่งเป็นผลจากการเข้าซื้อกิจการของบริษัท เมอร์ฟี่ ออยล์ คอร์ปอเรชั่น ในประเทศมาเลเซีย และบริษัท พาร์เท็กซ์ โฮลดิ้ง บี.วี.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ความต้องการใช้ปิโตรเลียมทั่วโลกลดลงอย่างมาก ประกอบกับสงครามราคาน้ำมันระหว่างซาอุดิอาระเบียกับรัสเซียเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคานํ้ามันดิบปรับตัวลดลงกว่าร้อยละ 50 จากต้นปีที่ผ่านมา มีผลให้ราคาขายผลิตภัณฑ์ของ ปตท.สผ. เฉลี่ยลดลงประมาณร้อยละ 15 มาอยู่ที่ 40.15 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ เมื่อเทียบกับ 47.26 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบในช่วงเดียวกันของปี 2562 ราคาขายผลิตภัณฑ์ของบริษัท ปรับตัวลดลงในสัดส่วนที่น้อยกว่าราคาน้ำมันดิบโลก ด้วยโครงสร้างราคาขายก๊าซธรรมชาติของ ปตท.สผ.ผูกกับราคาน้ำมันเพียงส่วนหนึ่งและมีการปรับราคาย้อนหลังประมาณ 6-24 เดือน ส่วนของน้ำมันดิบซึ่งมีปริมาณการขายประมาณร้อยละ 30 ของปริมาณการขายทั้งหมด ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรง บริษัทได้ทำสัญญาประกันความเสี่ยงไว้แล้วบางส่วน นอกจากนี้ บริษัทมีการบันทึกขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ (Impairment) จำนวน 47 ล้านดอลลาร์ สรอ. ซึ่งส่วนใหญ่มาจากโครงการมาเรียนา ออยล์ แซนด์ ประเทศแคนาดา เนื่องจากคาดการณ์ราคาน้ำมันในระยะยาวที่จะทรงตัวอยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง ทำให้ยากต่อพัฒนาโครงการเชิงพาณิชย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้ ปตท.สผ. มีกำไรสุทธิในช่วงครึ่งปีแรก จำนวน 409 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 12,935 ล้านบาท) ลดลงร้อยละ 51 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2562 ที่มีกำไรสุทธิ 827 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 26,163 ล้านบาท) โดยบริษัทยังคงสามารถรักษาระดับต้นทุนต่อหน่วยที่ 30 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ และมีอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษีและค่าเสื่อมราคา ในระดับร้อยละ 70 ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้&amp;nbsp;
ส่วนผลประกอบการในไตรมาส 2 ปี 2563 นั้น ปตท.สผ. มีรายได้รวม 1,095 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 34,954 ล้านบาท) และมีกำไรสุทธิ 134 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 4,323 ล้านบาท) จากปริมาณการขายและราคาผลิตภัณฑ์เฉลี่ยที่ลดลง ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้พลังงานที่ลดลงจากสถานการณ์โควิด-19 และราคาน้ำมันในตลาดโลกตกต่ำในช่วงที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนุมัติจ่ายเงินปันผล 1.50 บาทต่อหุ้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากผลประกอบการข้างต้น คณะกรรมการบริษัทฯ เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2563 อนุมัติเสนอจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล สำหรับผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรก ปี 2563 ที่ 1.50 บาทต่อหุ้น โดยกำหนดวันให้สิทธิผู้ถือหุ้น (Record Date) เพื่อรับสิทธิในการรับเงินปันผลวันที่ 14 สิงหาคม 2563 และจะจ่ายเงินปันผลในวันที่ 28 สิงหาคม 2563&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปรับแผนงานรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพงศธร กล่าวว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังมีความผันผวน ประกอบกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังคงส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้พลังงานในประเทศ ปตท.สผ. จึงได้ปรับลดคาดการณ์ปริมาณการขายในปี 2563 เป็น 355,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ลดลงประมาณร้อยละ 9 จากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ อย่างไรก็ตามบริษัทได้ปรับลดงบประมาณในปีนี้ลงร้อยละ 15-20 จากเดิมที่ตั้งไว้ 4,613 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (สรอ.) (เทียบเท่า 143,012 ล้านบาท) โดยได้พิจารณาตัดค่าใช้จ่ายบางส่วนและเลื่อนแผนการเจาะสำรวจในบางโครงการออกไป โดยยังสามารถรักษาระดับการผลิตตามสัญญาเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ รวมทั้งได้ปรับเปลี่ยนแผนกลยุทธ์การดำเนินงานด้านต่าง ๆ เพื่อรองรับสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจที่มีความท้าทาย พร้อมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปตท.สผ. ได้ประเมินผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจในอนาคต เราจึงได้กำหนดทิศทางการดำเนินการและเป้าหมายระยะยาวใน 10 ปีข้างหน้า (ปี 2573) เพื่อให้บริษัทสามารถรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึง การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งยอมรับว่าเป็นเป้าหมายที่ค่อนข้างท้าทายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวการณ์ปัจจุบันที่สามารถเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา โดยหลัก ๆ แล้ว เรายังคงมุ่งเน้นเรื่องการปรับลดโครงสร้างต้นทุนอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าที่จะลดต้นทุนต่อหน่วยให้อยู่ในระดับชั้นนำของกลุ่มอุตสาหกรรม (Industry top quartile) เพื่อให้บริษัทมีความคล่องตัวและรองรับการเปลี่ยนแปลงในช่วงราคาน้ำมันผันผวน โดยจะยังคงมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานสำหรับการลงทุนต่อยอดธุรกิจในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และการเข้าซื้อกิจการซึ่งยังคงเน้นการลงทุนในประเทศไทย เมียนมา มาเลเชีย และภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยตั้งเป้าอัตราการเติบโตของการผลิตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ร้อยละ 5 และมีอัตราส่วนปริมาณสำรองต่อการผลิต (R/P ratio)ที่ 7 ปี &amp;nbsp;นอกจากนี้ บริษัทได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) แบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงโรงงานผลิต (Upstream &amp;amp; Liquefaction) และการลงทุนในธุรกิจใหม่ โดย ปตท.สผ.ให้ความสนใจกับการลงทุนในธุรกิจไฟฟ้า และธุรกิจหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ &amp;nbsp;เพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงด้านธุรกิจพลังงานและการเติบโตในอนาคต ซึ่งตั้งเป้าว่าธุรกิจใหม่ดังกล่าวจะสามารถสร้างผลกำไรได้ร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิของ ปตท.สผ. ในอีก 10 ปีข้างหน้า &amp;rdquo; นายพงศธร กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ปตท.สผ.ยังได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้เข้ากับวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) โดยเน้นการนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการปรับปรุงกระบวนการทำงาน ระบบงานต่าง ๆ รวมทั้ง การพัฒนาบุคลากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและลดต้นทุนการผลิตให้มากขึ้นอีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72928</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปตท.สผ., ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม, ผลดำเนินการครึ่งปีแรก, พงศธร ทวีสิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190114/image_big_5c3c0a4a643ff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49584</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/11/2019 16:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/11/2019 16:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยคมผนึกปตท.สผ.ต่อยอดเทคโนโลยี ยกระดับเกษตรกรรมไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไทยคม ร่วมมือ ปตท.สผ. ส่งบริษัทในเครือ พัฒนานวัตกรรมโดรนเพื่อการเกษตร ต่อยอดเทคโนโลยี ยกระดับเกษตรกรรมไทย มั่นใจช่วยส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 พ.ย. 62- &amp;nbsp;รายงานข่าวจาก บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการดาวเทียมไทย เปิดเผยว่า บริษัท ไทย แอดวานซ์ อินโนเวชั่น จำกัด (ไทย เอไอ) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ บมจ.ไทยคม ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับ บริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด (เออาร์วี) บริษัทย่อยของ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เพื่อร่วมกันพัฒนานวัตกรรมอากาศยานไร้คนขับหรือโดรนเพื่อใช้ในงานเกษตรกรรม ชูจุดเด่นในการออกแบบโดรนให้มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่เหมาะสม ใช้งานง่าย และมีระดับราคาที่เกษตรกรและผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงได้ มุ่งเสริมประสิทธิภาพให้แก่ภาคเกษตรกรรมของไทย
&amp;nbsp;
ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ซึ่งผลผลิตทางการเกษตรมีการส่งออกมากที่สุดและช่วยสร้างรายได้ให้แก่ประเทศอย่างมหาศาล แต่เกษตรกรไทยกลับต้องเผชิญกับปัญหาทั้งด้านต้นทุนการผลิตที่สูงและการขาดแคลนแรงงาน ความท้าทายดังกล่าวจึงเป็นจุดกำเนิดความร่วมมือของ 2 องค์กร ที่ต้องการเห็นประเทศไทยมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะด้านการเกษตร เพราะเป็นอาชีพหลักของคนส่วนใหญ่ในประเทศไทย โดยอาศัยการพัฒนาด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะโดรน เพื่อช่วยแก้ปัญหาด้านการขาดแคลนแรงงาน และยกระดับผลผลิตด้านการเกษตร ช่วยลดต้นทุนเกษตรกร และส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจของไทยโดยรวม
&amp;nbsp;
นายอนันต์ แก้วร่วมวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ไทยคม กล่าวว่า &amp;ldquo;กลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจใหม่ของไทยคม จะเน้นการพัฒนาบริการใหม่ๆ โดยใช้เทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าเดิมและขยายไปยังกลุ่มลูกค้ารายใหม่ ผ่านการดำเนินธุรกิจของบริษัทในเครือ คือ ไทย เอไอ ซึ่งเราเชื่อมั่นว่า ปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันให้บริษัทประสบความสำเร็จในการก้าวสู่การดำเนินธุรกิจใหม่ ย่อมมาจากความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญในนวัตกรรมและเทคโนโลยี ดังเช่น เออาร์วี ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ ปตท.สผ. ซึ่งไทย เอไอ และเออาร์วี มีความต้องการคล้ายกันที่จะแก้ปัญหาของภาคเกษตรกรรมของไทย จึงได้ร่วมมือกันเพื่อพัฒนา และต่อยอดเทคโนโลยีโดรนเพื่อการเกษตร ให้เกิดเป็นแพลตฟอร์มบริการครบวงจร รองรับการใช้งานที่ง่าย สะดวก ราคาสมเหตุสมผล และตรงกับความต้องการของเกษตรกรให้มากที่สุด เราอยากเห็นเกษตรกรไทย มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&amp;rdquo;
&amp;nbsp;
นาย ธนา สราญเวทย์พันธุ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด (เออาร์วี) กล่าวว่า &amp;ldquo;เออาร์วี ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับไทย เอไอ ซึงมีเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจตรงกัน คือ การพัฒนาเทคโนโลยีที่จะตอบโจทย์ธุรกิจยุคใหม่ และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วยนวัตกรรม เออาร์วีเชื่อมั่นว่า ด้วยความเชี่ยวชาญในการออกแบบทั้งฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ ประกอบกับความรู้และประสบการณ์ในการพัฒนาเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับหรือโดรนเพื่อใช้ในการเกษตรอัจฉริยะ จะช่วยส่งเสริมให้ไทย เอไอ สามารถขยายธุรกิจและประสบความสำเร็จต่อไปได้ในอนาคต และมั่นใจว่าจะช่วยส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49584</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท ไทย แอดวานซ์ อินโนเวชั่น จำกัด (ไทย เอไอ), บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน), ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม, เกษตรกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191105/image_big_5dc1437691777.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40773</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2019 11:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2019 11:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท.สผ. ปรับเพิ่มเป้าลงทุน 5 ปีเพื่อสร้างความต่อเนื่องในการผลิตปิโตรเลียม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12 ก.ค. 2562 นายพงศธร ทวีสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 ปตท.สผ. ประสบความสำเร็จในการดำเนินงานตามแผนกลยุทธ์เชิงรุกในหลาย ๆ ด้าน ทั้งการลงนามในสัญญาแบ่งปันผลผลิตแปลง G1/61 (แหล่งเอราวัณ) และ G2/61 (แหล่งบงกช) ในอ่าวไทย การชนะการประมูลและได้รับสิทธิในแปลงสำรวจปิโตรเลียมทั้งในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และมาเลเซีย การเข้าซื้อกิจการของบริษัท เมอร์ฟี่ ออยล์ คอร์ปอเรชั่น ในประเทศมาเลเซีย ซึ่งเสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา รวมทั้ง การเข้าซื้อสัดส่วนการถือหุ้นร้อยละ 33.8 ในบริษัท อพิโก แอลแอลซี จากบริษัท เทเท็กซ์ ไทยแลนด์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ปตท.สผ. จึงได้ทบทวนแผนการลงทุนของปี 2562 เพื่อให้สอดคล้องกับแผนงานต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นจากความสำเร็จดังกล่าว โดยปรับประมาณการรายจ่ายเพิ่มขึ้นเป็น 3,577 ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา (ดอลลาร์ สรอ.) (เทียบเท่า 116,246 ล้านบาท) &amp;nbsp;จากเดิมที่เคยประมาณการไว้ที่ 3,256 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 107,453 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม ประมาณการรายจ่ายข้างต้น ไม่รวมรายจ่ายในการเข้าซื้อกิจการอีกประมาณ 2,086 &amp;nbsp;ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 67,795 ล้านบาท)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแผนการลงทุน 5 ปี (2562-2566) ปตท.สผ. ได้ปรับประมาณการรายจ่ายเพิ่มขึ้นเป็น 21,354 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 685,143 ล้านบาท) จากเดิมที่เคยประมาณการไว้ที่ 16,105 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 525,055 ล้านบาท) ส่งผลให้ ปตท.สผ. ปรับเพิ่มปริมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ย ในปี 2562 ขึ้นเป็น 345,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน จากเดิมที่ได้คาดการณ์ไว้ที่ 318,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 8.5 %สำหรับปริมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ยต่อวันของปี 2562 - 2566 ได้ปรับเพิ่ม โดยคิดเป็นอัตราการเติบโตทางธุรกิจต่อปีที่ 7%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในช่วงที่ผ่านมา ปตท.สผ. ประสบความสำเร็จในการดำเนินงานตามกลยุทธ์เชิงรุก Expand โดยสามารถเข้าซื้อกิจการทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ รวมทั้งชนะการประมูลแปลงสัมปทานในต่างประเทศได้ตามแผนที่วางไว้ ต่อจากนี้เราจะให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ Execute โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสิทธิการดำเนินการ (Transition of Operations) ของแหล่งเอราวัณ และโครงการอื่น ๆ ที่เราเข้าซื้อกิจการให้เป็นไปอย่างราบรื่น รวมถึงเร่งรัดการสำรวจในโครงการต่าง ๆ ที่จะช่วยสร้างการเติบโตให้กับ ปตท.สผ. ในอนาคต&amp;rdquo; นายพงศธร กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40773</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปตท.สผ., ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม, พงศธร ทวีสิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190620/image_big_5d0b230ea9621.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17495</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2018 18:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2018 18:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท.สผ.ปลื้มติดอันดับดาวโจนส์ 5 ปีซ้อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ปตท.สผ.ปลื้มรับคัดเลือดติดอันดับดาวโจนส์ ต่อเนื่องปีที่ 5 สะท้อนพันธกิจองค์กร ที่มุ่งเน้นการพัฒนาสังคม-สิ่งแวดล้อม ไร้คอร์รัปชัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ย. 2561 - นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่าบริษัทได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิกในกลุ่มดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ หรือ Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) ระดับโลกในกลุ่มธุรกิจน้ำมันและก๊าซ ประเภทธุรกิจขั้นต้นและธุรกิจครบวงจร (World Oil and Gas Upstream &amp;amp; Integrated Industry) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ปตท.สผ. และพนักงานทุกคนมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กร และเดินไปตามแนวทางที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวร่วมกัน โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยเฉพาะการต่อต้านคอร์รัปชั่น ซึ่งจะช่วยสร้างเสริมความแข็งแกร่งให้กับบริษัทในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ เนื่องจากดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ เป็นดัชนีประเมินความยั่งยืนที่ได้รับการยอมรับระดับสากล ซึ่งใช้วัดประสิทธิผลการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของ 2,500 บริษัทชั้นนำทั่วโลก โดยการคัดเลือกสมาชิกในกลุ่มดัชนี DJSI จะพิจารณาจากผลประกอบการที่ดี ควบคู่ไปกับการดำเนินงานด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ DJSI เป็นดัชนีหลักซึ่งกองทุนที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนจะอ้างอิงถึงเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาการลงทุน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17495</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก๊าซ, น้ำมัน, ปตท.สผ., ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม, สมพร ว่องวุฒิพรชัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180423/image_big_5addc4d0ed44b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12729</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2018 16:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2018 16:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>PTTEPร่วมไทยพาณิชย์พัฒนาระบบโอนเงินต่างประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปตท.สผ. ร่วมไทยพาณิชย์ พัฒนาระบบโอนเงินระหว่างประเทศสร้างมิติใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และเพิ่มความรวดเร็วในการโอนเงิน กับคู่ค้าและผู้ให้บริการต่าง ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.ค. 2561 - นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP&amp;nbsp;&amp;nbsp;เปิดเผยว่าลงนามความร่วมมือเพื่อศึกษาและพัฒนาระบบการโอนเงินระหว่างประเทศ บนเทคโนโลยี Blockchain ร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เพื่อมาใช้ในธุรกรรมโอนเงินระหว่างประเทศ นับเป็นการเริ่มต้นความร่วมมือกับสถาบันการเงินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการทำธุรกรรมทางการเงินข้ามประเทศของ ปตท.สผ. โดยใช้เวลาน้อยลง ส่งผลให้ต้นทุนลดลงด้วย เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นอยู่เสมอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางภิมลภา สันติโชค รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสูงสุด Commercial Banking Solutions ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่าการดำเนินธุรกิจของธนาคารฯ ที่ผ่านมาได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยีและนำได้นวัตกรรมต่างๆจากทั่วโลกมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์และบริการของธนาคาร ซึ่งระบบดังกล่าวได้มีใช้กับลูกค้าในกลุ่มบุคคลในปีที่ผ่านมา สำหรับครั้งนี้ธนาคารฯ ได้รับความไว้วางใจจากปตท.สผ. ร่วมสร้างมิติใหม่ของการนำ Blockchain มาใช้สำหรับองค์กรธุรกิจ โดยลงนามความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่ธนาคารฯ ตัดสินใจใช้งานระบบดังกล่าวในรูปแบบ B2B&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12729</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคาร, นวัตกรรม, นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย, ปตท.สผ., ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม, ไทยพาณิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180704/image_big_5b3c8d5332a63.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10199</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2018 00:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2018 19:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมเชื้อเพลิงประกาศ จ่อประมูลรอบใหม่ต้น62</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมเชื้อเพลิงเร่งเดินหน้าเปิดประมูลสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบต้นปี 2562 &amp;nbsp;หวังเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ หลังไม่มีการเปิดให้เอกชนสำรวจปิโตรเลียมมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 พ.ค. 61- &amp;nbsp;นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ &amp;nbsp;เปิดเผยว่า &amp;nbsp; หลังจากที่เอกชนที่เข้าแสดงหลักฐานแสดงคุณสมบัติเบื้องต้น (พรีคิว) ในแปลงสำรวจทะเลอ่าวไทย G1/61 (แหล่งเอราวัณ) และ G2/61 (แหล่งบงกช) &amp;nbsp;ผ่านคุณสมบัติเบื้องต้นทั้งหมด &amp;nbsp;5 ราย &amp;nbsp;โดยลำดับต่อไป จะมีการจัดสัมมนาบิดเดอร์ คอนเฟอร์เร้นซ์ในวันที่ 4 มิ.ย.นี้ เพื่อชี้แจงการเตรียมเอกสารต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การเปิดประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณ-บงกช จะเป็นไปตามแผนที่วางไว้ คาดภายในเดือน ธ.ค. 61 นี้จะได้ตัวผู้ชนะ และจะเซ็นสัญญากับผู้ชนะการประมูลได้ภายในเดือนก.พ. 62 &amp;nbsp;และหลังจากการประมูลแหล่งเอราวัณ-บงกช ภาครัฐจะเตรียมเปิดให้เอกชนยื่นสิทธิ์และสำรวจผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ &amp;nbsp;คาดว่าอาจจะมีการเปิดสำรวจปิโตรเลียมรอบใหม่ในช่วงต้นปีหน้า เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ประเทศไทยไม่มีการเปิดให้เอกชนสำรวจปิโตรเลียมมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว แต่นโยบายต้องขึ้นอยู่กับรมว.กระทรวงพลังงาน โดยปัจจุบันแปลงที่ยังเหลืออายุสำรวจอยู่มีเพียง 2 แหล่ง คือแหล่งปิโตรเลียมบนบกที่มีศักยภาพของ บริษัท หยานฉาง ประเทศจีน ใน จ.บุรีรัมย์ และของบริษัท ทีพีไอ ใน จ.ชัยภูมิ และจะทยอยหมดอายุในช่วง 1-2 ปีนี้&amp;quot;นายวีระศักดิ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า ผู้ผ่านเกณฑ์พรีคิวในแหล่งเอราวัณมีจำนวนทั้งสิ้น 5 บริษัท ได้แก่ บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม,บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ,บริษัท มูบาดาลา ปิโตรเลียม (ประเทศไทย) จำกัด ,บริษัท โททาล อี แอนด์ พี ไทยแลนด์ จำกัด &amp;nbsp;และบริษัท โอเอ็มวี แอคเทียนวีเซลสคาฟท (OMV Aktiengesellschaft)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ส่วนแหล่งบงกชมีผู้ผ่านพรีคิว 4 ราย ได้แก่ บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม , บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ,บริษัท มูบาดาลา ปิโตรเลียม (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท โอเอ็มวี แอคเทียนวีเซลสคาฟท( OMV Aktiengesellschaft)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้กรมเชื้อเพลิงฯจะเปิดให้ผู้ร่วมประมูลต้องยื่นเอกสารแสดงความจำนงพร้อมชำระเงิน 7 ล้านบาท ต่อแหล่ง ระหว่าง 30 พ.ค.-1มิ.ย.61เพื่อแสดงความต้องการใช้ห้องศึกษาข้อมูล(Data Room ) จากนั้น 7มิ.ย.-21 ก.ย.จะเปิดให้เข้าห้อง Data Room เพื่อดูข้อมูลเชิงลึกได้จริงโดยจะเปิดให้สิทธิ์แค่ 2 วันแรกจากนั้นหากจะดูเพิ่มต้องจ่ายวันละ 7 หมื่นบาท การเข้าดูจะต้องไม่เกิน 5 คน เป็นต้นซึ่งทั้งหมดเป็นไปตามมาตรฐานสากล จากนั้นวันที่ 25 ก.ย.จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการยื่นสิทธิ์ข้อเสนอด้านเทคนิคและผลประโยชน์ตอบแทนรัฐซึ่งในวันนี้ก็จะทราบได้ว่าใครจับมือกันเป็นพันธมิตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10199</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ, ก๊าซธรรมชาติ, ชัยภูมิ, บุรีรัมย์, ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม, มูบาดาลา, เชพรอน, เอราวัณ-บงกช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180424/image_big_5adf0feda9d35.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
