<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119510</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2021 12:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2021 12:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เสื้อแดงบุกเพื่อไทย โวยลั่นไม่เอาว่าที่ผู้สมัครส.ส.จากแกนนำกปปส. เพราะเป็นอริกัน แถมเคยด่านายใหญ่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ต.ค.64- ที่พรรคเพื่อไทย กลุ่มคนรักประชาธิปไตยปทุมธานีกว่า 20 คน เดินทางมายื่นหนังสือพร้อมคลิปการปราศรัยของผู้ที่คาดว่าเป็นผู้สมัคร ส.ส.ปทุมธานี ถึงหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เพื่อเรียกร้องให้ทวบทวนการส่งผู้สมัครส.ส.ในพื้นที่ปทุมธานี เขตคูคต มีนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และนายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย และรองประธานวิปฝ่ายค้าน เป็นผู้รับหนังสือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยตัวแทนกลุ่มอ่านหนังสือที่ส่งถึงหัวหน้าพรรคว่า ด้วยทางพรรคเพื่อไทย ได้มีการเปิดรับสมาชิกตลอดจนผู้ที่มีความประสงค์ที่จะเข้ามาเป็นผู้สมัคร ส.ส. ในช่วงเดือนก.ย.-ต.ค. 2564 มีการรับสมัครผู้สมัครท่านหนึ่ง ซึ่งย้ายมาจากพรรคการเมืองหนึ่ง โดยการย้ายพรรคเป็นเรื่องปกติธรรมดาของนักการเมือง แต่นักการเมืองรายนี้มีประวัติเป็นอริกับคนเสื้อแดงในจ.ปทุมธานี เป็นบุคคลที่เป็นแกนนำกปปส.ตัวพ่อของปทุมธานี เคยขึ้นเวทีปราศรัยด่าทออดีตนายกฯของพรรคเพื่อไทยอย่างรุนแรง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคจะจัดส่งบุคคลท่านนี้ลงสมัครในนามพรรค เกรงว่าคนในพื้นที่จำนวนมากจะเกิดการต่อต้านและไม่ยอมรับ เพราะมีประวัติที่ขัดแย้งกันมา ถือว่าเป็นภัยต่อประชาชนในพื้นที่ หากพรรคให้เกียรติประชาชนพื้นที่ จ.ปทุมธานี ขอให้พรรคได้ทบทวนเรื่องดังกล่าว ถ้าจะส่งผู้สมัครคนดังกล่าวลงในนามพรรคเพื่อไทย ดึงดันจะไม่เป็นผลดีต่อทุกฝ่าย และจะทำให้เกิดความขัดแย้งในพื้นที่อย่างหนัก ถือว่ากรณีนี้เป็นการทำร้ายหัวใจคนเสื้อแดง จึงขอให้พรรคได้พิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะแค่มีการกระแสข่าวจะมาลง ส.ส.ก็เกิดความขัดแย้งแตกความสามัคคี ด่าทอกันในพื้นที่อย่างกว้างขวาง จึงขอให้พรรคเพื่อไทย พิจารณาด้วย &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมคิด กล่าวว่า ที่ผ่านมามีแต่ข่าวออกไปว่าจะเป็นคนนั้นคนนี้ แต่ยืนยันว่าทางพรรคยังไม่ตัดสินใจว่าจะส่งคนผู้สมัครส.ส.คนใด หากประชาชนคนใดมีความสงสัยสามารถสอบถามกับทางพรรคได้ตลอดเวลา.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119510</URL_LINK>
                <HASHTAG>กปปส., ปทุมธานี, เพื่อไทย, เสื้อแดง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211012/image_big_616515aa1d89a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117795</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2021 11:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2021 11:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชักยุ่ง ส.ส.ปทุมธานี โวย เพื่อไทย เปิดตัวอดีต ส.ส.หนุน กปปส.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.ย.64 - นายชัยยันต์ ผลสุวรรณ์ ส.ส.ปทุมธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีที่พรรคเพื่อไทยเปิดตัวนายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง อดีตส.ส.ปทุมธานี พรรคประชาธิปัตย์ ขนทีมงานร่วม80ชีวิต มาสมัครเข้าสังกัดพรรคเพื่อไทย ซึ่งถูกมองว่าอาจจะเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งสมัยหน้า เรื่องนี้ทำให้พี่น้องประชาชนจังหวัดปทุมธานี สับสน เดิมทีนายเกียรติศักดิ์ เคยเป็นส.ส.ปทุมธานี พรรคประชาธิปัตย์ เคยเคลื่อนไหวสมัยการชุมนุมกลุ่มกปปส. เคยขึ้นเวทีด่า นายทักษิณ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อย่างเสียหาย ทำให้ต่อมาเกิดการรัฐประหารจากพล.อ.ประยุทธ์ และชาวบ้านเองก็ไม่ยอมรับ คนที่สนับสนุนให้เกิดการรัฐประหาร ไม่รู้ว่าทาง ผู้ใหญ่ในพรรคได้ทราบประเด็นตรงนี้หรือไม่ ในเวลาต่อมานายเกียรติศักดิ์ ลงสมัครรับเลือกตั้ง ก็ไม่ได้รับการยอมรับจากชาวบ้าน ทราบมาว่า การเดินทางมาสมัครของนายเกียรติศักดิ์ ได้รับการทาบทามจาก พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายอบจ.ปทุมธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยยันต์กล่าวว่า กรณีนี้เหมือนเป็นการบีบตน พยายามทำให้เห็นว่า มีความขัดแย้งกับพรรค เป็นพวกงูเห่า สุดท้ายทนไม่ได้จึงต้องหนีไป ทั้งที่ยังไม่มีความคิดจะย้ายพรรค ยังรักอุดมการณ์พรรคเพื่อไทย ยังยืนอยู่ฝั่งประชาธิปไตย ไม่เอาลุงตู่ อยากให้ทางพรรคเข้ามาจัดการ แก้ปัญหา เพราะชาวบ้านเองคงไม่ยอมรับแน่ ในการนำคนที่เคยสนับสนุนรัฐประหาร ขึ้นเวทีโจมตีนายทักษิณ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มาอยู่กับพรรค รวมทั้งอาจเป็นช่องทางให้พรรคการเมืองอื่นเข้ามาแทรกแซงได้อีกด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ส่วนตัวเคารพ นับถือพี่แจ๊ส หรือ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ นายกอบจ.ปทุมธานี รู้จักกันมากว่า 10 ปี ไม่รู้ว่า พี่แจ๊สโกรธผม ตั้งแต่สมัยการเลือกตั้งท้องถิ่นคราวที่แล้วหรือไม่ ที่มาขอให้สนับสนุน ผู้สมัครท้องถิ่นที่แกสนับสนุนให้ลงสมัครเลือกตั้ง แต่คนส่วนใหญ่เป็นคนของประชาธิปัตย์ กกต.มีข้อห้ามไม่ให้ส.ส.เข้าไปยุ่งเกี่ยวการเลือกตั้งท้องถิ่น และในทางการเมือง ผิดวิสัย ไม่อาจไปสนับสนุนได้อยู่แล้ว จากนั้นพี่แจ๊ส พยายามจะเข้ามาเป็นหัวหน้าทีมจังหวัดปทุมธานี ส่งสัญญาณให้สมาชิกรู้ว่า เป็นคนใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจตัวจริงในพรรค ทั้งที่ทางพรรคยังไม่ได้มอบหมายให้ใครเข้ามาเป็นหัวหน้าทีม แต่ก็เริ่มจะมีการวางตัว หาคนมาลงสมัครแข่งกับผมในเขตเลือกตั้งที่4 รวมไปถึงส.ส.ปทุมธานี พรรคเพื่อไทย ในเขตอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเขตของนางพรพิมล ธรรมสาร เขตของนายศุภชัย นพขำ จึงอยากให้ทางพรรคได้พิจารณา มาจัดการปัญหาที่เกิดขึ้น&amp;rdquo;นายชัยยันต์กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117795</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, ชัยยันต์ ผลสุวรรณ์, ปทุมธานี, เพื่อไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210915/image_big_6141b398f2bb3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112124</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘สุทธิพงษ์’ผงาดปลัดมท. โยกผู้ว่าฯหมูป่าไปปทุมฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สุทธิพงษ์&amp;quot; อธิบดีหมื่นล้าน สามีนักธุรกิจบิ๊กพลังงาน-ศิษย์เอกสมเด็จพระสังฆราชฯ แรงปลายเข้าวินเก้าอี้ปลัดมหาดไทยคนใหม่ &amp;quot;ผู้ว่าฯ หมูป่า&amp;quot; ขยับใกล้เข้าเมืองกรุง โยกจากลำปางมาอยู่ปทุมธานี ส่วน &amp;quot;ชัยวัฒน์-ผวจ.ปทุมฯ&amp;quot; สายตรงบิ๊กป๊อก เข้าไลน์รอคั่วปลัด มท. &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 3 ส.ค. น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงมติ ครม.ว่า ที่ประชุม ครม.ได้เห็นชอบการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงประจำปีของกระทรวงมหาดไทย (มท.) รวม 28 ตำแหน่ง โดยตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทยคนใหม่ ได้แก่ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน โดยนายสุทธิพงษ์จะมาเป็นปลัด มท.คนใหม่ ตั้งแต่ 1 ต.ค. เพื่อมาแทนนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัด มท.ที่จะเกษียณอายุราชการในเดือน ก.ย.นี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นายสุทธิพงษ์เหลืออายุราชการอีก 3 ปี และเป็นแกนนำกลุ่มสิงห์ดำ รัฐศาสตร์ จุฬาฯ ในกระทรวงมหาดไทย โดยก่อนหน้านี้นายสุทธิพงษ์ถูกจับตามองว่าเป็นแคนดิเดตคั่วเก้าอี้ปลัดมหาดไทยคนใหม่กับนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อนร่วมรุ่นสิงห์ดำ ที่มีกระแสข่าวว่า พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และนายฉัตรชัยจะผลักดันให้ข้ามห้วยกลับถิ่นเดิมมาเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย แต่ต่อมามีกระแสคัดค้านจากข้าราชการในกระทรวงมหาดไทย อีกทั้งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีก็ไม่เห็นด้วยกับสูตรดังกล่าว จนทำให้การตั้งปลัด มท.รอบนี้ ฝุ่นตลบ เกิดความไม่ลงตัวในกระทรวงมหาดไทยมาร่วม 3 สัปดาห์กว่าถึงจะหาข้อยุติได้ จนในที่สุดพลเอกอนุพงษ์และนายฉัตรชัย สุดท้ายก็ยอมเสนอชื่อนายสุทธิพงษ์เป็นปลัด มท.คนใหม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นายสุทธิพงษ์ก่อนหน้านี้เคยสร้างความฮือฮา เมื่อสำนักงาน ป.ป.ช.มีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายสุทธิพงษ์และภรรยา ที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. โดยพบว่าแม้นายสุทธิพงษ์จะมีทรัพย์สินแค่ 15,724,125 บาท แต่ภรรยาคือ น.ส.วันดี กุญชรยาคง คู่สมรส มีทรัพย์สิน 10,209,774,199 บาท โดยรวมทั้งคู่มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 10,225,498,325 บาท ไม่มีหนี้สิน ซึ่ง น.ส.วันดีก็คือนักธุรกิจด้านพลังงานทดแทนรายใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศ เพราะเป็นผู้ก่อตั้งและถือหุ้นอันดับ 1 ของบริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) ที่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านธุรกิจพลังงาน อีกทั้งยังเป็น ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์อีกด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ก็เป็นที่รู้กันดีสำหรับข้าราชการกระทรวงมหาดไทยว่า นายสุทธิพงษ์ถือเป็นศิษย์เอกคนสำคัญของพระเถระชั้นผู้ใหญ่ในวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามมายาวนานหลายปี จนเมื่อเร็วๆ นี้ นายสุทธิพงษ์ได้รับประทานตราตั้งพระบัญชาจากสมเด็จพระสังฆราช ทรงแต่งตั้งให้เป็นไวยาวัจกรวัดราชบพิธมาแล้ว จึงทำให้ข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยมองว่า แม้ก่อนหน้านี้พลเอกอนุพงษ์และนายฉัตรชัยพยายามเลี่ยงจะไม่เสนอชื่อนายสุทธิพงษ์เป็นปลัด มท.คนใหม่ แต่ข้าราชการมหาดไทยก็ยังเชื่อว่านายสุทธิพงษ์จะแรงปลาย เพราะได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่ายให้เป็นปลัดมหาดไทย จนสุดท้าย ครม.จึงเห็นชอบให้เป็นปลัด มท.คนใหม่ ตามที่พลเอกอนุพงษ์เสนอชื่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มติ ครม.ดังกล่าว นอกจากจะมีการแต่งตั้งปลัดกระทรวงมหาดไทย ยังมีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 ของกระทรวงอีกหลายตำแหน่ง รวมทั้งสิ้น 28 ชื่อ ซึ่งชื่ออื่นๆ ที่น่าสนใจก็เช่น การโยกนายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม จาก ผวจ. ปทุมธานี มาเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยนายชัยวัฒน์ถือเป็นสายตรงพลเอกอนุพงษ์ เพราะเป็นอดีตหัวหน้าสำนักงานพลเอกอนุพงษ์มาก่อนสมัยยังไม่ได้ขึ้นเป็นรองผู้ว่าฯ ซึ่งนายชัยวัฒน์ที่เป็นผู้ว่าฯ ที่โด่งดังในโซเชียลมีเดีย เพราะปรากฏภาพและข่าวต่างๆ ให้เห็นบ่อยครั้ง เช่น ปั่นจักรยานไปทำงาน หรือการประกาศไม่รับเงินเดือน ผวจ.ปทุมธานี เป็นเวลา 3 เดือนเพื่อช่วยรัฐบาลประหยัด จะได้นำงบประมาณไปแก้ปัญหาโควิด โดยนายชัยวัฒน์ที่เหลืออายุราชการอีกร่วม 5-6 ปี ทำให้เริ่มถูกจับตามองว่า มีสิทธิ์ลุ้นเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทยได้ในอนาคต ในฐานะเครือข่ายสิงห์ดำเช่นกัน นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบให้มีการย้ายนายสมคิด จันทมฤก จากรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปเป็นอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนแทนนายสุทธิพงษ์ หลังนายสมคิดทำงานเข้าตาพลเอกอนุพงษ์หลายเรื่อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ในตำแหน่งพ่อเมืองหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แม้จะมีการปรับเปลี่ยนโยกย้ายหลายจังหวัด แต่ที่หลายคนสนใจก็คือ การย้ายนายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร หรือผู้ว่าฯ หมูป่า อดีต ผวจ. เชียงราย ที่ตอนนี้เป็น ผวจ.ลำปาง ล่าสุด นายณรงค์ศักดิ์ได้ถูกเสนอชื่อให้ย้ายมาเป็น ผวจ.ปทุมธานี ที่เป็นจังหวัดใหญ่กว่า และเป็นจังหวัดที่มีความสำคัญทางการเมืองและเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันเป็นหนึ่งในจังหวัดพื้นที่สีแดงเข้มโควิด โดยก่อนหน้านี้นายณรงค์ศักดิ์ตกเป็นที่พูดถึงกันมากกับการเป็น ผวจ.ลำปาง โดยเฉพาะช่วงโควิด เพราะทำให้เป็นจังหวัดที่มียอดประชาชนลงทะเบียนฉีดวัคซีนเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รวมถึงเป็นผู้ว่าฯ คนแรกที่ออกนโยบายพาคนในจังหวัดคือลำปางที่ติดโควิดในกรุงเทพฯ แล้วไม่มีที่รักษาให้กลับไปรักษาตัวที่ลำปาง หรือโครงการรับคนลำปางกลับบ้าน จนต่อมาหลายจังหวัดเลยทำตาม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112124</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล, ปทุมธานี, รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, ลำปาง, สุทธิพงษ์ จุลเจริญ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน, อธิบดีหมื่นล้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210311/image_big_6049db0fb01bb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109393</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2021 22:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอาจริง!ฝ่าเคอร์ฟิว ทหาร-ตร.ประสานเสียง มท.กำชับทุกจังหวัดเข้ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศปม.ตั้ง 147 จุดตรวจ 10 จังหวัดคุมเข้มช่วงเคอร์ฟิว ลั่นดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับผู้ละเมิด มท.สั่งการ ผวจ.ปฏิบัติตามคำสั่ง ศบค.โดยเคร่งครัด แจงทุกหน่วยและประชาชนในพื้นที่ให้ความร่วมมือ นครบาลเตือนจงใจฝ่าเคอร์ฟิวคุก 2 ปี-ปรับ 4 หมื่น เอาผิดยกกองประกวดมิสแกรนด์สมุทรสาครขัด พ.ร.ก.ฉุกเฉินและ พ.ร.บ.โรคติดต่อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 11 &amp;nbsp;กรกฎาคม พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (หน.ศปม.) แถลงว่า ภายหลังรัฐบาลโดยศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. &amp;nbsp;ประกาศล็อกดาวน์และเคอร์ฟิว ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่ &amp;nbsp;12 ก.ค.นั้น เป็นการยกระดับมาตรการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดหรือจำกัดการเคลื่อนย้ายการเดินทางของบุคคล ลดการรวมกลุ่มของบุคคล เพื่อควบคุมและลดการแพร่เชื้อโควิด-19 ศปม.ที่ประกอบด้วย กองทัพไทย &amp;nbsp;สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ดำเนินการร่วมกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้มาตรการต่างๆ ซึ่งจะมีความเข้มข้นตามระดับพื้นที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 10 จังหวัด &amp;nbsp;ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, นนทบุรี, ปทุมธานี, &amp;nbsp;สมุทรปราการ, นครปฐม, สมุทรสาคร, สงขลา, ยะลา, &amp;nbsp;ปัตตานี และนราธิวาส จะบังคับใช้การห้ามออกนอกเคหสถานตั้งแต่เวลา 21.00-04.00 น. จะมีการตรวจการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคและตรวจคัดกรองการเดินทางเข้าออกจังหวัด ซึ่งใน กทม.มีการตั้งจุดตรวจ 88 แห่ง จังหวัดปริมณฑล 5 จังหวัด 20 แห่ง &amp;nbsp;และจังหวัดชายแดนภาคใต้ 4 จังหวัด 39 แห่ง จึงขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางข้ามจังหวัดโดยไม่จำเป็น &amp;nbsp;ซึ่งมีการจัดชุดตรวจสายตรวจร่วมและชุดลาดตระเวนร่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อตรวจและกวดขันให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนด รวมทั้งบังคับใช้มาตรการห้ามการจัดกิจกรรมในการรวมกลุ่มของบุคคลที่มีจำนวนมากกว่า 5 คน และร่วมกลุ่มทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับจังหวัดอื่นๆ ได้จัดตั้งจุดตรวจคัดกรองผู้ที่เดินทางเข้าออกจังหวัด โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางมาจากจังหวัดควบคุมสูงสุดและเข้มงวด โดยแนวทางปฏิบัติของ ศปม.จะเริ่มจัดจุดตรวจ สายตรวจร่วมและชุดลาดตระเวนร่วมตั้งแต่บัดนี้ ในขั้นต้นเป็นการตรวจตามการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรค โดยใช้วิธีชี้แจงทำความเข้าใจและขอความร่วมมือจากประชาชน และเมื่อข้อกำหนดมีผลบังคับใช้ในวันที่ 12 ก.ค. ศปม.จะยึดหลักความเข้มงวดในการบังคับใช้มาตรการ จะดำเนินการต่อผู้ละเมิดอย่างเด็ดขาด &amp;nbsp;สำหรับประชาชนทั่วไปที่ปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนดอาจได้รับผลกระทบบ้าง เจ้าหน้าที่จะดำเนินการโดยให้มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตน้อยที่สุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่พื้นที่ชายแดนมีการเข้มงวดกวดขันป้องกันและปราบปรามการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย รวมถึงการลักลอบขนส่งยาเสพติดและสินค้าผิดกฎหมายต่างๆ &amp;nbsp;ตลอดจนการดำเนินมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 โดยใช้กองกำลังป้องกันชายแดนในการจัดตั้งจุดตรวจจุดสกัดและลาดตระเวนเฝ้าตรวจพื้นที่ &amp;nbsp;โดยเฉพาะช่องทางธรรมชาติจะเสริมด้วยการวางเครื่องกีดขวางและใช้เครื่องมือพิเศษเพิ่มประสิทธิภาพ รวมทั้งร่วมกับฝ่ายปกครองทำการสำรวจตรวจสอบหมู่บ้านตามแนวชายแดน ปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย และร่วมกับหน่วยราชการเครือข่ายภาคประชาชนในการจัดตั้งจุดตรวจจุดสกัดทั้งแบบประจำที่และไม่ประจำที่ รวมถึงจัดชุดสายตรวจร่วมลาดตระเวนตามเส้นทางตลอดแนวชายแดนและเส้นทางในการลักลอบเข้าสู่พื้นที่ทางตอนใน ช่วงที่ผ่านมาได้รับข้อมูลเบาะแสจากประชาชนนำไปสู่การจับกุมได้หลายครั้ง และขอเชิญชวนในการร่วมมือให้ข้อมูลที่สายด่วน 191, 1599, 1138, 1111 ตลอด 24 ชั่วโมง&amp;nbsp;
กำชับ ผวจ.ปฏิบัติตามคำสั่ง ศบค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย &amp;nbsp;ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินภายใต้ ศบค.มท.ได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศและ กทม. ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในข้อกำหนด ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 &amp;nbsp;(ฉบับที่ 27) ลงวันที่ 10 ก.ค.64 และคำสั่ง ศบค. ที่ &amp;nbsp;9/2564 ลงวันที่ 10 ก.ค.64 กำหนดเขตพื้นที่สถานการณ์เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 10 &amp;nbsp;จังหวัด พื้นที่ควบคุมสูงสุด 24 จังหวัด พื้นที่ควบคุม 25 &amp;nbsp;จังหวัด และพื้นที่เฝ้าระวังสูง 18 จังหวัด โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค.เป็นต้นไปโดยเคร่งครัด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมสร้างการรับรู้แก่ผู้ประกอบการ พนักงาน ผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ ประชาชน และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องทุกระดับ ให้รับทราบถึงเจตนารมณ์ของมาตรการตามข้อกำหนดดังกล่าวในการมุ่งจำกัดการเคลื่อนย้าย ลดการรวมกลุ่มของบุคคล และเร่งรัดมาตรการด้านการป้องกันและการควบคุมโรค การรักษาพยาบาล และการฉีดวัคซีนเพื่อลดความรุนแรงของโรค และในขณะเดียวกันก็ยังคงมาตรการเพื่อให้ระบบเศรษฐกิจพื้นฐานยังคงดำเนินการต่อไปได้ ซึ่งมาตรการเหล่านี้ &amp;ldquo;จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน&amp;rdquo; เพื่อให้ฝ่าวิกฤตินี้ให้ผ่านพ้นไปด้วยกัน นอกจากนี้ ให้นำมาตรการควบคุมแบบบูรณาการสำหรับพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ข้อห้าม และข้อปฏิบัติตามข้อกำหนดฯ (ฉบับที่ 24) ลงวันที่ 19 &amp;nbsp;มิ.ย.64 และข้อกำหนดฯ (ฉบับที่ 25) ลงวันที่ 26 &amp;nbsp;มิ.ย.64 ใช้บังคับกับพื้นที่ สถานการณ์เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับข้อกำหนดฯ ฉบับล่าสุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ได้เน้นย้ำให้ผู้ว่าฯ กทม.และผู้ว่าราชการจังหวัดปริมณฑลหารือกับคณะกรรมการโรคติดต่อ กทม./คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ประสานการปฏิบัติกับฝ่ายทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางระบบและกำกับติดตามให้เป็นไปตามมาตรการตามข้อกำหนด ได้แก่ 1.ห้ามบุคคลออกนอกเคหสถานในระหว่างเวลา 21.00-04.00 น. ของวันรุ่งขึ้น ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 14 วัน &amp;nbsp;นับแต่วันที่ข้อกำหนดฉบับนี้ใช้บังคับ 2.ให้หัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐดำเนินมาตรการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งให้เต็มความสามารถที่จะทำได้ สำหรับการปฏิบัติงานของภาคเอกชน ให้เจ้าของกิจการ ผู้ประกอบการ หรือผู้รับผิดชอบในสถานประกอบการพิจารณาสนับสนุนปรับรูปแบบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และบุคลากรในสังกัดให้เหมาะสมกับสถานการณ์การแพร่ระบาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.มาตรการควบคุมแบบบูรณาการเร่งด่วนสำหรับสถานที่ กิจการ หรือกิจกรรม ให้เปิดดำเนินการได้ภายใต้เงื่อนไข เงื่อนเวลา การจัดระบบ ระเบียบ และมาตรการป้องกันโรคที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ตามข้อกำหนดฯ (ฉบับที่ 27) ลงวันที่ 10 ก.ค.64 โดยกรณีกิจกรรมรวมกลุ่มของบุคคลที่พนักงานเจ้าหน้าที่ให้จัดกิจกรรมได้ หากประสงค์จะจัดกิจกรรมในช่วงระยะเวลานี้ ให้ผู้รับผิดชอบการจัดกิจกรรมดังกล่าวดำเนินการขออนุญาตต่อคณะกรรมการโรคติดต่อ กทม./คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด &amp;nbsp;และให้พนักงานเจ้าหน้าที่กวดขันการมั่วสุมประชุมกัน เพื่อเล่นการพนัน ดื่มสุรา เสพยาเสพติด หรือการกระทำผิดกฎหมายอื่นใดอย่างเคร่งครัดและให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจคัดกรองการเดินทางข้ามจังหวัด ในเส้นทางคมนาคมเข้า-ออกกรุงเทพมหานคร และจังหวัดปริมณฑล เพื่อควบคุมการเคลื่อนย้ายแรงงาน และคัดกรองการเดินทางของประชาชนทั่วไป 5.มาตรการป้องกันและรองรับผู้ติดเชื้อ ให้ประสานการดำเนินการร่วมกันระหว่างภาคประชาสังคม ภาคประชาชน ท้องถิ่น และชุมชนในพื้นที่ สนับสนุนให้มีการใช้สมุนไพรหรือการแพทย์แผนไทยในการบำบัดหรือรักษา เพิ่มโอกาสการเข้าถึงระบบการตรวจหาเชื้อ เร่งรัดจัดตั้งสถานพยาบาลชั่วคราว โรงพยาบาลสนาม การวางระบบหรือจัดหาสถานที่เพื่อจัดตั้งเป็นศูนย์พักคอยรอการส่งตัว หรือระบบแยกกักเพื่อรองรับการให้ความช่วยเหลือผู้ติดเชื้อ &amp;nbsp;เพิ่มจำนวนจุดบริการตรวจคัดกรองและเร่งรัดการให้บริการตรวจคัดกรอง รวมถึงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคในกลุ่มเป้าหมายที่เป็นกลุ่มเสี่ยงและในพื้นที่การแพร่ระบาดเป็นกลุ่มก้อน
ฝ่าเคอร์ฟิวคุก 2 ปีปรับ 4 หมื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหารือกับคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ประสานการปฏิบัติกับฝ่ายทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางระบบและกำกับติดตามให้เป็นไปตามมาตรการ ห้ามบุคคลออกนอกเคหสถานในระหว่างเวลา 21.00-04.00 น. ของวันรุ่งขึ้น ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 14 วัน &amp;nbsp;นับแต่วันที่ข้อกำหนดฉบับนี้ใช้บังคับ การปฏิบัติกรณีบุคคลที่ได้รับการยกเว้นการห้ามออกนอกเคหสถาน ดำเนินการตามแนวทางเดียวกันกับ กทม.และจังหวัดปริมณฑล รวมทั้งเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจคัดกรองการเดินทางข้ามจังหวัดในเส้นทางคมนาคมเข้าออกจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อควบคุมการเคลื่อนย้ายแรงงานและคัดกรองการเดินทางของประชาชนทั่วไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับในการเดินทางข้ามจังหวัดของประชาชนในพื้นที่อื่นๆ ให้ทุกจังหวัดประสานการปฏิบัติกับฝ่ายทหาร &amp;nbsp;ตำรวจ ฝ่ายปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างการรับรู้ให้ประชาชนหลีกเลี่ยงหรือชะลอการเดินทางข้ามพื้นที่จังหวัดในช่วงระยะเวลานี้โดยไม่มีเหตุจำเป็นเพื่อประโยชน์ส่วนรวม กรณีที่จำเป็นต้องเดินทางข้ามเขตพื้นที่อาจไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทางและอาจต้องใช้ระยะเวลามากกว่าปกติ พร้อมเฝ้าระวัง คัดกรองผู้เดินทางจากพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวถึงการตั้งด่านตรวจ 88 จุดในช่วงเวลาเคอร์ฟิวว่า พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.ได้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ &amp;nbsp;ผู้บังคับบัญชาสามารถตรวจสอบการปฏิบัติของผู้ใต้บังคับบัญชาได้ตลอดเวลา ทำให้การปฏิบัติหน้าที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดย ผบ.ตร.มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจการตระหนักรู้ให้ประชาชนได้รับทราบว่า ในคืนนี้จะต้องปฏิบัติตนอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมกันนี้ พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น.ให้ใช้หลักนิติศาสตร์และหลักรัฐศาสตร์ควบคู่กัน ดูเหตุผลความจำเป็น ส่วนในกรณีที่มีการจงใจฝ่าฝืนข้อกำหนดอย่างชัดเจน เช่นการไปสังสรรค์ งานปาร์ตี้ งานวันเกิด แล้วกลับเกินเวลากำหนด จะถูกดำเนินคดีอย่างแน่นอน อัตราโทษเป็นความผิดตาม &amp;nbsp;พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.ปิยะกล่าวถึงกรณีผู้อำนวยการเขตห้วยขวางเข้าแจ้งความดำเนินคดีกองประกวดมิสแกรนด์สมุทรสาคร &amp;nbsp;2021 ที่มิรินเธียร์เตอร์ RCA เขตห้วยขวาง เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามแผนการจัดงานและมาตรการควบคุมโรค จนมีการแพร่ระบาดเชื้อโรคว่า การประกวดดังกล่าวปรากฏภาพและเสียงตามโซเชียลและสื่อต่างๆ รวมทั้งการไลฟ์สด &amp;nbsp;มีการฝ่าฝืนข้อกำหนดที่พนักงานเจ้าหน้าที่คือ ผู้อำนวยการเขตที่อนุญาตและกำหนดเงื่อนไขไว้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในกรณีนี้มีความผิดชัดเจน พนักงานสอบสวนต้องเรียกตัวผู้เกี่ยวข้องมาแจ้งข้อกล่าวหา ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดต้องถูกดำเนินคดี ทั้งผู้ที่ร่วมงาน มิสแกรนด์หรือผู้สมัคร รวมทั้งบุคคลที่เกี่ยวข้องและร่วมงานที่มีเจตนาจงใจ ฝ่าฝืนข้อกำหนดเหล่านี้เป็นความผิดตามข้อกฎหมายทั้งหมดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินและประกาศของกรุงเทพมหานครฉบับที่ 44 และ พ.ร.บ.โรคติดต่อ ทั้งนี้พบว่ามีผู้เข้าร่วมประกวดมิสแกรนด์ติดเชื้อ 13 คน ส่วนผู้ติดตามหรือพี่เลี้ยงติดเชื้ออีก 9 คน ซึ่งเป็นความผิดชัดเจน.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109393</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพมหานคร, นครปฐม, นนทบุรี, นราธิวาส, ปทุมธานี, ปัตตานี, ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์, ยะลา, สงขลา, สมุทรปราการ, สมุทรสาคร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เคอร์ฟิว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210711/image_big_60eaa3c7d6b3a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108982</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/07/2021 22:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับรง.ผลิตปุ๋ยเถื่อน ของกลางหลักล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ตำรวจ บก.ปคบ.ร่วมกับกรมวิชาการเกษตร ล่อซื้อปุ๋ยเถื่อนจับได้คาปั๊มน้ำมัน จ.ปทุมธานี ก่อนขยายผลบุกค้นโรงงานผลิต จ.นครนายก หลักฐานหมัดดิ้นไม่หลุด ยันความผิดเบื้องต้นผลิตปุ๋ยเคมีที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่ไม่ได้ทำตามกฎหมาย คาดความเสียหายกว่าล้านบาทหากหลุดไปถึงเกษตรกร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนันต์ อักษรศรี รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ในฐานะโฆษกกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ได้รับรายงานด่วนจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรปทุมธานี สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 จ.ชัยนาท และสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ว่า ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (กก.2 บก.ปคบ.) สนธิกำลังกันปฏิบัติการล่อซื้อปุ๋ยเคมีที่ได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรจำนวนมากในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี ว่ามีบริษัทซึ่งตั้งอยู่บริเวณ ต.โพธิ์แทน อ.องครักษ์ จ.นครนายก ลักลอบจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปุ๋ยเคมี โดยเป็นการกลับกระสอบถุงปุ๋ยและบรรจุเพื่อนำมาขายให้เกษตรกร คณะเจ้าหน้าที่จึงติดต่อขอซื้อผลิตภัณฑ์ปุ๋ยเคมีดังกล่าว จำนวน 100 กระสอบ และปุ๋ยเคมีธาตุอาหารรอง ธาตุอาหารเสริม จำนวน 3 กระสอบ โดยนัดส่งมอบและจ่ายเงินค่าสินค้าที่สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงแห่งหนึ่งบริเวณ ต.ลำไทร อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ได้มีการสั่งซื้อและนัดหมายสถานที่และเวลาในการส่งมอบสินค้าดังกล่าวแล้ว คณะเจ้าหน้าที่ได้แบ่งกำลังออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนหนึ่งได้เดินทางไปซุ่มดูบริเวณบริษัทซึ่งเป็นแหล่งผลิตตามที่ได้รับแจ้ง พบรถยนต์จำนวน 2 คัน บรรทุกปุ๋ยเคมีออกมาจากบริษัทมุ่งหน้าไปยังจุดนัดหมายที่สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง จ.ปทุมธานี ซึ่งมีคณะเจ้าหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตรและเจ้าหน้าที่ตำรวจอีก 1 ชุดรอรับสินค้า &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยคณะเจ้าหน้าที่ได้แสดงตนและแจ้งความประสงค์เพื่อตรวจสอบผลิตภัณฑ์สินค้าที่บรรทุกมาภายในรถยนต์ ซึ่งได้รับการชี้แจงว่าผลิตภัณฑ์ปุ๋ยเคมีที่ตรวพบดังกล่าวมีโรงงานผลิตอยู่ที่ จ.นครนายก เจ้าหน้าที่จึงได้ขยายผลไปตรวจค้นโรงงานผลิตปุ๋ยดังกล่าว ซึ่งจากการเข้าตรวจสอบพบปุ๋ยเคมีบรรจุในกระสอบพลาสติกที่สานกลับด้าน ขนาดบรรจุ 50 กิโลกรัม จำนวน 995 กระสอบ ปุ๋ยเคมีสูตร 13-3-5 บรรจุในกระสอบพลาสติกสานขนาดบรรจุ 50 กิโลกรัม จำนวน 200 กระสอบ และปุ๋ยเคมีสูตร 13-3-10 บรรจุในกระสอบพลาสติกสานขนาดบรรจุ 50 กิโลกรัม จำนวน 556 กระสอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม เนื่องจากจำนวนผลิตภัณฑ์ปุ๋ยเคมีที่ตรวจพบต้องสงสัยว่าผิดกฎหมายมีปริมาณมากจำนวน 92.40 ตัน ซึ่งยากต่อการเคลื่อนย้ายและเก็บรักษา เจ้าพนักงานจึงได้ร่วมกันตรวจยึด อายัดผลิตภัณฑ์ปุ๋ยเคมีที่ตรวจพบไว้ที่สถานที่ผลิต และเจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตรได้เก็บตัวอย่างปุ๋ยเคมีเพื่อนำมาตรวจสอบคุณภาพในห้องปฏิบัติการของกรมวิชาการเกษตร เพื่อจะได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ความผิดในเบื้องต้นจากการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานผลิตปุ๋ยเคมีที่ต้องขึ้นทะเบียน แต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตามพระราชบัญญัติปุ๋ย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี และปรับตั้งแต่ 40,000-200,000 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องที่กรมวิชาการเกษตรยอมไม่ได้ และจะดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตามกฎหมายให้ถึงที่สุด เพราะถือเป็นการสร้างความเดือดร้อนและเป็นการซ้ำเติมเกษตรกรในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งหากปล่อยให้ปุ๋ยเคมีปลอมและไม่ได้มาตรฐานจำนวนดังกล่าวหลุดรอดไปสู่เกษตรกรจะทำให้เกิดความเสียหายเป็นมูลค่าถึง 1,611,170 บาท จึงขอความร่วมมือให้เกษตรกรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบหรือทราบเบาะแสการกระทำผิดดังกล่าว แจ้งให้เจ้าหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตรทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคได้ทราบ เพื่อจะได้เข้าไปดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดต่อไป โดยสามารถแจ้งได้ที่โทรศัพท์หมายเลข 0-2940-5434&amp;rdquo; โฆษกกรมวิชาการเกษตรกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108982</URL_LINK>
                <HASHTAG>บก.ปคบ., ปทุมธานี, ปุ๋ยเถื่อน, ผลิตปุ๋ยเถื่อ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เปิดโรงงานผลิตปุ๋ย, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210707/image_big_60e5a16eca75d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108632</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2021 10:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2021 09:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสก.1 ชัยนาท ทำงานเชิงรุก เชื่อมตลาดช่วยเกษตรกร สู้วิกฤตโควิด-19 จัดแสดง “สินค้าดี สินค้าเด่น  9 จังหวัดภาคกลาง” คัดสุดยอด 41 สินค้า ขายผ่านออนไลน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นายวีระชัย&amp;nbsp; เข็มวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 (สสก.1) จังหวัดชัยนาท เปิดเผยว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโควิด &amp;ndash; 19 ได้ส่งผลให้กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน ที่อยู่ภายใต้การส่งเสริมดูแลของกรมส่งเสริมการเกษตร ไม่สามารถดำเนินกิจกรรมด้านการตลาดได้ตามปกติ ดังนั้นเพื่อช่วยลดผลกระทบ และสร้างแนวทางการตลาดใหม่ที่สอดคล้องกับวิถีการดำเนินชีวิตแบบ New Normal สสก.1จังหวัดชัยนาท ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงกำหนดจัดกิจกรรมแสดง &amp;ldquo;สินค้าดี สินค้าเด่น 9จังหวัดภาคกลาง&amp;rdquo; ภายใต้โครงการแสดงผลงานและผลิตภัณฑ์เด่นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ระดับเขต และโครงการส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตรแปรรูปวิสาหกิจชุมชน ระดับเขต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;ในการจัดแสดงสินค้าดี สินค้าเด่น 9 จังหวัดภาคกลาง มีเป้าหมายเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าผู้ประกอบการสามารถเลือกซื้อสินค้าได้อย่างสะดวกสบายเร็วยิ่งขึ้น ด้วยการเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ หรือติดต่อกับเกษตรกรผู้ผลิตโดยตรง &amp;nbsp;อีกทั้งยังช่วยสร้างโอกาสในการซื้อขายสินค้าและสร้างรายได้กับกลุ่มแม่บ้าน เกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน ทดแทนรายได้ที่ขาดหายในช่วงวิกฤตโควิด-19 ซื้อผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางออนไลน์ หรือการซื้อโดยติดต่อกับเกษตรกรหรือผู้ผลิตโดยตรง ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;อาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร และของใช้และเครื่องประดับ ที่อยู่ในกิจจกรรมจัดแสดงสินค้าดี สินค้าเด่น 9 จังหวัดภาคกลาง เป็นผลงานการพัฒนาที่สำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอ ภายใต้การกำกับดูแลของ สสก.1จังหวัดชัยนาท ได้เข้าไปช่วยสนับสนุนความรู้เกี่ยวกับกระบวนการผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม คุณภาพ และมาตรฐานการผลิต การบริหารจัดการกลุ่ม จนออกมาเป็นสินค้าเกรดพรีเมียม ประชาชนที่สนใจต้องการช่วยอุดหนุน ซื้อสินค้า ทำให้วิสาหกิจชุมชน หรือกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร มีรายได้สามารถนำมาจุนเจือครอบครัว เกิดงานเกิดรายได้ ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น สามารถเข้าไปดูข้อมูลต่างๆ ได้โดยผ่านทาง QR Code และที่เว็บไซต์ www.cdoae.doae.go.th&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ในส่วนของ QR Code และเว็บไซต์ www.cdoae.doae.go.th จะมีข้อมูลต่าง ๆ ของ สินค้าทั้ง 41 รายการ&amp;nbsp; ตั้งแต่ ข้อมูลชื่อผลิตภัณฑ์ ชื่อเกษตรตัวแทนกลุ่ม ช่องทางการติดต่อ ราคาขายปลีก-ส่ง รวมถึงสตอรี่&amp;nbsp; ที่เป็นเรื่องราวของสินค้าแต่ละชนิด ให้ผู้สนใจได้รับทราบเพื่อนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ผู้อำนวยการ สสก.1 จังหวัดชัยนาท กล่าวต่อไปว่า สำหรับในพื้นที่รับผิดชอบ 9 จังหวัดภาคกลาง ประกอบด้วย จังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี สระบุรี ลพบุรี และกรุงเทพมหนคร สสก.1จังหวัดชัยนาท ได้มีการสนับสนุนให้เกิดการจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน จำนวน 3,331 วิสาหกิจชุมชน และกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร อีกจำนวน 504 กลุ่ม และมีแนวทางในการดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาภายใต้แนวคิด Chai Nat (Zone 1) Agro Model &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo; Chai Nat (Zone 1) Agro Model เป็นรูปแบบการส่งเสริมการเกษตรเชิงรุก ซึ่ง 1 ใน Model&amp;nbsp;ดังกล่าวคือ กำหนดให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ 1 คน ดำเนินงาน 1 วิสาหกิจชุมชนเข้มแข็ง หรือ 1 กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเข้มแข็ง เพื่อให้เกิดการเข้าถึงความช่วยเหลือและสนับสนุน ทั้งด้านปัจจัยการผลิต ด้านแหล่งเงินทุน หรือด้านการตลาด จากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน จนเกิดการพัฒนาที่เข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้&amp;rdquo;นายวีระชัย &amp;nbsp;กล่าวปิดท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108632</URL_LINK>
                <HASHTAG>Chai Nat (Zone 1) Agro Model, New Normal, www.cdoae.doae.go.th, กรมส่งเสริมการเกษตร, กรุงเทพมหนคร, กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร, การส่งเสริมการเกษตรเชิงรุก, ของใช้และเครื่องประดับ, จังหวัดชัยนาท, นนทบุรี, นายวีระชัย  เข็มวงษ์, ปทุมธานี, ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร, ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1, พระนครศรีอยุธยา, ลพบุรี, วิสาหกิจชุมชน, สระบุรี, สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1, สำนักงานเกษตรจังหวัดน่าน, สำนักงานเกษตรอำเภอ, สิงห์บุรี, สินค้าดี สินค้าเด่น 9จังหวัดภาคกลาง, อาหารแปรรูป, อ่างทอง, แนวทางการตลาดใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210705/image_big_60e26a4956a06.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107697</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/06/2021 12:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/06/2021 12:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตำรวจหิ้ว &#039;กวิน&#039; คลั่งทำแผน สารภาพสิ้นเจตนาฆ่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มิ.ย. 64 - ที่ ภ.จว.ปทุมธานี พล.ต.ต.ชยุต มารยาทตร์ ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี กล่าวว่า เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.64 ตนพร้อม พ.ต.อ.จักริน พันธ์ทอง พ.ต.อ.ฤทธินันท์ ปุ้ยพันธวงศ์ รอง ผบก.ฯ ได้ร่วมกันเดินทางมายัง สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ พ.ต.อ.อภิชาติ ทองแพ ผกก.สภ.ประตูน้ำจุฬาฯและ คณะพนักงานสอบสวนร่วมสอบปากคำนายกวิน หรือวิน แสงนิกุล ผู้ต้องหาซึ่ง ขับรถยนต์ คันทะเบียน 3ฒข-6233 กทม.บุกเข้าไปยิงผู้อื่นเสียชีวิต ในสถาบันบำบัดและรักษาฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสอบสวนนายกวิน ให้การรับสารภาพ จึงแจ้งกล่าวหาในความผิดฐาน ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน,พยายามฆ่าผู้อื่น,มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองฯ,พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะฯ,ยิงปืนในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมชนฯ,ทำให้เสียทรัพย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นนำตัวนายกวิน ไปชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ สถาบันบำบัดและรักษาฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดฯ และได้กำชับพนักงานสอบสวนให้ความเป็นธรรมในการสอบสวนและอายัดตัวนายกวินฯไว้เพื่อสอบสวนดำเนินคดีต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107697</URL_LINK>
                <HASHTAG>กวิน, ปทุมธานี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210626/image_big_60d6b7cc90113.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
