<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120178</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/11/2025 18:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 12:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บช.ก. เปิดยุทธการ &#039;จันทบูร&#039; บุกจับนายก อบจ.จันทบุรี-เจ้าคณะอำเภอ พร้อมพวก ทุจริตเงินมูลนิธิพุทธมณฑล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ต.ค.64 - พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. สั่งการให้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ผบก.ปปป. นำกำลังเจ้าหน้าที่ บก.ปปป. บูรณาการกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ บก.ป. ,บก.ทล. ,บก.ปอท. บก.ปอศ. รวมถึงหน่วยงานอื่นๆในสังกัด บช.ก. และเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กว่า 100 นาย เปิดปฏิบัติการ &amp;ldquo;จันทบูร&amp;rdquo; นำหมายค้นศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายจำนวน 9 จุด ในพื้นที่ จ.จันทบุรี เพื่อเชิญตัวผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริตงบสนับสนุนมูลนิธิพุทธมณฑลจังหวัดจันทบุรี มาทำการแจ้งข้อกล่าวหา ตามความผิดมาตรา 157 ละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต และมาตรา 151&amp;nbsp;&amp;nbsp;ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ

ทั้งนี้จากปฏิบัติการดังกล่าวเข้าตรวจค้นทั้ง 9 จุด เจ้าหน้าที่พบตัวผู้กระทำผิดพร้อมกับเชิญตัวมาทำการแจ้งข้อกล่าวหาได้ทั้งหมดจำนวน 4 คน ประกอบด้วย จำนวน 4 คน ประกอบด้วย 1.นายธนภณ กิจกาญจน์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี&amp;nbsp; 2. นายภูวนาถ บำรุงพันธุ์ อดีต ผอ.กองแผน 3.พระครูสุทธิตารกาภิรักษ์ หรือ พระครูปลัดณัฐดนัย เจ้าอาวาสวัดสุทธิวารี เจ้าคณะอำเภอสอยดาว และ กรรมการมูลนิธิพุทธมณฑลจังหวัดจันทบุรี 4.นายเกศสยาม ร่วมดี หจก.สยามช่างบูรพา พร้อมตรวจยึดทรัพย์สินมีค่าเอกสารต่างๆได้อีกเป็นจำนวนมาก

สำหรับเป้าหมายสำคัญที่เข้าตรวจค้นครั้งนี้ อยู่ที่บ้านเลขที่ 45 และ บ้านเลขที่ 8/2 ถ.เทศบาลสาย 3 ต.ท่าใหม่ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ซึ่งเป็นบ้านพักของนายธนภณ โดยบ้านหลังดังกล่าวมีลักษณะเป็นบ้านหรู มีรั้วรอบขอบชิด ทันทีที่เจ้าหน้าที่ไปถึงจึงแสดงหมายค้นเข้าตรวจสอบ ก่อนพบนายธนภณ กำลังนอนพักผ่อนอยู่ภายในบ้านพัก ก่อนจะเชิญตัวมาทำการแจ้งข้อกล่าวหา ยัง สภ.เมืองจันทบุรี

จุดที่สอง เข้าตรวจค้นกุฏิสงฆ์ของพระครูปลัดณัฐดนัย ตั้งอยู่ภายในวัดสุทธิวารี พื้นที่ ม.10 ถ.พระยาตรัง, ต.ท่าช้าง อ.เมืองจันทบุรี จ.จันทบุรี เมื่อไปถึงพบ พระครูสุทธิตารกาภิรักษ์ อยู่ภายในกุฏิดังกล่าว จึงแสดงหมายเข้าตรวจค้น พร้อมอธิบายข้อกฎหมายให้เข้าใจ จากนั้นจึงนิมนต์มารับทราบข้อกล่าวหา

สำหรับปฏิบัติการดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจากเมื่อต้นปี 2564 ที่ผ่านมา ทางกองบัญชาการสอบสวนกลาง (บช.ก.) ได้รับเรื่องร้องเรียนให้ตรวจสอบการทุจริตเงินงบสนับสนุนมูลนิธิพุทธมณฑลจังหวัดจันทบุรี ที่ได้รับจากทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี หรือ อบจ.จันทบุรี ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมูลนิธิฯเมื่อปี 2552 จนถึงปัจจุบัน จึงจัดกำลังลงพื้นที่สืบหาเบาะแสพร้อมสอบปากคำพยานบุคคลต่างๆ จนพบความผิดปกติเงินงบประมาณสนับสนุนประจำปี 2554-2555 ในส่วนของการดำเนินโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานมูลนิธิฯ เนื่องจากตรวจสอบเอกสารรายงานงบประมาณจัดจ้างและเอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้องต่างๆ พบตัวเลขเงินที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารดังกล่าวไม่ตรงกับจำนวนเงินงบประมาณที่เบิกจ่าย&amp;nbsp;จึงแกะรอยสืบหาเบาะแสและพยานหลักฐานเพิ่มเติมก่อนพบความเชื่อมโยงของกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกระทำผิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าราชการระดับสูง รวมถึงพระชั้นผู้ใหญ่ ที่มีตำแหน่งอยู่ในมูลนิธิฯ

โดยการทุจริตดังกล่าวเริ่มต้นจาก นายธนภณ ในฐานะนายก.อบจ.จันทบุรี ได้อนุมัติเงินงบประมาณอุดหนุนของ ปีงบประมาณ 2554 และปีงบประมาณ 2555 รวมจํานวน 30 ล้านบาท ให้กับมูลนิธิพุทธมณฑลจังหวัดจันทบุรี เมื่อได้รับเงินอุดหนุนจํานวนดังกล่าวแล้ว มูลนิธิฯได้ว่าจ้างหจก. สยามช่างบูรพา ก่อสร้างอาคารสํานักงานมูลนิธิฯ เพียง 12.7 ล้านบาทเศษ คงเหลือเงินอีกจํานวน 17.26 ล้านบาทเศษ ซึ่งเงินในจำนวนนี้ทางมูลนิธิฯ ต้องส่งคืนให้กับอบจ.จันทบุรี แต่นายธนภณ ซึ่งในอีกบทบาทหนึ่งยังดํารงตําแหน่งเป็นกรรมการและเลขานุการของ มูลนิธิฯ มีหน้าที่ควบคุมกิจการของมูลนิธิฯ ตลอดจนรายงานกิจการของมูลนิธิฯตามกฎหมาย และทราบข้อเท็จจริงนี้เป็นอย่างดี กลับไม่ยอมส่งคืนเงินที่เหลือดังกล่าวกลับคืนให้กับ อบจ.จันทบุรี อีกทั้งต่อมายังให้นายภูวนาถ อดีตผอ.กองแผน และ งบประมาณ อบจ.จันทบุรี และเจ้าหน้าที่ของ อบจ.จันทบุรี มาจัดทําเอกสารให้กับมูลนิธิฯ ด้วยการทํา สัญญาจ้างก่อสร้าง ค่าจ้าง 30 ล้านบาท ซึ่งเป็นการทำเอกสารเท็จขึ้นมา โดยมีพระครูสุทธิตารกาภิรักษ์ ที่มีตำแหน่งเป็นกรรมการและผู้ช่วยเหรัญญิกมูลนิธิ กับ นายเกศสยาม ร่วมกระทำผิดด้วย จากนั้นจึงนำสัญญาเท็จที่ทำขึ้นมาฉบับดังกล่าวไปแนบประกอบรายงานผลการดําเนินการให้อบจ.จันทบุรี เพื่ออำพรางปกปิดการทุจริต นอกจากนี้จากการตรวจสอบยังพบว่าที่ผ่านมามูลนิธิดังกล่าวยังไม่เคยรายงานข้อมูลการดําเนินงานข้อมูลเกี่ยวกับการประชุมใหญ่สามัญประจําปีอีกด้วย

สำหรับพุทธมณฑลประจำจังหวัดจันทบุรี ตั้งอยู่ในพื้นที่ ม.8 ต.บางกะจะ อ.เมือง จ.จันทบุรี ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2552 ปัจจุบันมีสิ่งปลูกสร้างอาคารสำหรับปฏิบัติธรรมต่างๆมากมาย ทั้งนี้จากการตรวจสอบเงินงบประมาณที่มูลนิธิพุทธมณฑลจังหวัดจันทบุรี ได้รับจากทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี (อบจ.จันทบุรี) เฉพาะเพียงจากวันที่ก่อตั้งเมื่อปี 2552 ถึงปี 2556 ช่วงระยะเวลาประมาณ 5 ปี พบได้รับเงินสนับสนุนจำนวน 106 ล้านบาท ซึ่งหลังจากนี้ทางเจ้าหน้าที่จะมีการตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับเงินงบประมาณตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันอย่างละเอียดเพื่อตรวจสอบว่านอกเหนือจากโครงการดังกล่าวที่ถูกทุจริตแล้วยังมีการทุจริตเงินงบประมาณโครงการอื่นๆอีกหรือไม่ต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;g2gbet168
g2gmajor
lv177
pk711
zbet911
madibet
metalslot
p6slot
pgsset999
pk999
sa168
slot1234
t6slot
ufa369
unix789
g2gbet168
axie789
betflik88
betup888
g2gmagic
g2grich888
gslotz999
h25th
kinggame365
sb888

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120178</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองบัญชาการสอบสวนกลาง, จังหวัดจันทบุรี, จันทบูร, ปปท., พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช, มาตรา 157, มูลนิธิพุทธมณฑลจังหวัดจันทบุรี, ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211019/image_big_616e551c2e424.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119418</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2021 14:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2021 14:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รวบอดีตหน.ศูนย์คอมพิวเตอร์รพ.สุรินทร์ยักยอกเครื่องคอมพ์ฯเสียหายกว่า5.5แสน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ต.ค.64- พ.ต.ท.ทนง เพิ่มพูล ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ เขต 3 (สำนักงาน ปปท. เขต 3) นายรักษ์กล้า สถานสุข รองหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองอำนวยการต่อต้านการทุจริต นายสุภาพ ศิริ ผู้อำนวยการกลุ่มงานปราบปรามคดีพิเศษ สำนักงาน ป.ป.ท. และ พ.ต.อ. ยุทธนา พฤกษารุ่งเรือง ผกก.1 บก.ปส.4 มอบหมายให้เจ้าหน้าที่กองอำนวยการต่อต้านการทุจริต และ ปปท. เขต 3 นำโดย พ.ต.ต. จักรกฤษณ์ ประจันพล พ.ต.ต.มงคล ขุมทอง ร.ท. เอกสิทธิ์ คงเขียว ว่าที่ ร.ต. หญิง ขวัญชนก ต้นกันยา ว่าที่ ร.ต.สุทธิชัย เงาเพชร นายรัญชนะ น้อยอิ่ม และนายพงษ์พัฒน์ มิ่งขวัญ ประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปส.4 โดย พ.ต.ท. สดายุ ณ นคร สว.กก.1 บก.ปส.4 ร.ต.อ.กฤษณะ บุญมี รอง สว.กก.1 บก.ปส.4 จับกุมนายสมบัติ(นามสมมติ) ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ที่ จ.11/2564 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2564 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานสถิติชำนาญงาน ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าศูนย์คอมพิวเตอร์ โรงพยาบาลสุรินทร์ อาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่รับผิดชอบ เบียดบังเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ต่างกรรมต่างวาระ จำนวน 29 รายการ&amp;nbsp; เป็นเหตุให้โรงพยาบาลสุรินทร์ ได้รับความเสียหาย เป็นเงินจำนวน 554,710 บาทเหตุเกิดเมื่อปี 2552 -2553&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ท. ได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามยาเสพติด 4 เพื่อทำการจับกุมผู้ต้องหารายดังกล่าว โดยสามารถจับกุมได้เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2564 เวลาประมาณ 10.35 น. ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในอำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ และนำตัวผู้ต้องหาส่งสำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 3 จังหวัดสุรินทร์ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119418</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปปท., รพ.สุรินทร์, อดีตหน.ศูนย์คอมพิวเตอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211011/image_big_6163eb932138f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94631</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/03/2021 16:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/03/2021 16:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชัยวัฒน์&#039; เปิดหน้าชก ปปท. ชี้มูลผิดปมเผาบ้านปู่คออี้ รุดแจ้งกองปราบฟ้องกลับ ม.157</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 มี.ค.64 - จากกรณีคณะกรรมการปปท.ชี้มูลความผิดตามมาตรา 157 และเสนอให้กรมอุทยานฯ ดำเนินการให้ นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผอ.สบอ.9&amp;nbsp;อุบลราชธานี ออกจากราชการ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันไปทั่ว ว่าปปท.ดำเนินการเรื่องนี้อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่ ล่าสุด&amp;nbsp;เมื่อเวลา&amp;nbsp;10.00&amp;nbsp;น.&amp;nbsp;นายชัยวัฒน์ พร้อมทีมทนายความ ได้เดินทางไปยังปปท.เขต 7 จ.นครปฐม เพื่อขอทราบรายละเอียดในเรื่องที่คณะกรรมการปปท.ชี้มูลความผิด ตามมาตรา 157&amp;nbsp;&amp;nbsp;และให้ออกจากราชการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยวัฒน์ เปิดเผยว่า ที่มาสำนักงานปปท.เขต 7 ในวันนี้ เพราะที่ผ่านมา ตอนสอบสวนตนมาสอบที่นี่ แต่ที่อยากรู้คือ&amp;nbsp;การออกข่าว การมอบอำนาจในการแถลงข่าว การชี้ประเด็นมีมติยังไง ผู้ให้มติมีใครบ้าง คณะกรรมการมีผู้ใดเป็นคนชี้มติ และก็ประเด็นไหน เพราะฉะนั้นเราอยากรู้รายละเอียดในการให้ข่าวออกไป&amp;nbsp;เราเองเราก็ไม่รู้ พอให้ข่าวมาวันที่ 2-3&amp;nbsp;เหมือนกึ่งรับกึ่งสู้ ส่วนตนเองนี่เสียไปแล้ว ตนเป็นข้าราชการ คุณมาชี้ให้ตนออกจากราชการ ถ้าหนังสือเดิน 30วั น ก็เป็นประเด็นว่า ชีวิตราชการตนก็ต้องจบแบบนั้น ไหนๆเปิดหน้าชกกันแล้ว ก็ต้องพูดกันเลย ตนอยากจะรู้เหมือนกันว่า ทำหนังสือมาขอรับทราบคำสั่ง และเอกสารต่างๆของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ คือที่นี่เขาสอบตน ก็อยากรู้ว่าที่คุณทำครบกระบวนการไหม แล้วในรายละเอียดคุณทำอะไรบ้างในการให้ข้อมูลชี้แจงต่อสังคม ต่อสื่อ&amp;nbsp;ใครเป็นผู้ให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า สำหรับในหมวดสุดท้ายนี่ ตนรับนะ ตนรับในการปฏิบัติหน้าที่ของตน ตนบอกแล้ว ตนปฏิเสธแล้วว่า ปู่โคอี้อยู่นอกภารกิจ ไม่ได้เกี่ยวกับภารกิจเลย ในส่วนที่เราไปทำอยู่ในแปลงป่าลึก อยู่ในชายขอบติดแนวชายแดน ซึ่งเป็นแปลงปลูกยาเสพติด อันนั้นเราปฏิบัติหน้าที่ เป็นเพิงพักเข้าออกยากอยู่แล้ว อันนี้เรามีการทำลายจริงๆ แต่ว่าบ้านปู่โคอี้ คนละภารกิจ เราก็บอกว่าบ้านปู่โคอี้ยังไม่มีพิกัด ไม่มีใครเข้าไปดูเลย แล้ววันนี้จะมาชี้ประเด็นตน หรือว่ามาสอบตนนี่ ก็ขอให้คณะกรรมการชุดนี้ทุกคน ตนหมายเหตุด้วยนะ ทุกคนไปดูในจุดเกิดเหตุก่อน แล้วก็พิจารณา ตนรับได้ แต่ถ้าเข้าไปในกรณีที่ว่าบินไปดู หรือไปดูแปลงปลูกป่า อะไรอย่างนี้ อย่าเอามาผสมกัน มันคนละเรื่อง เพราะเรารู้ว่าเขาไป ไปที่ไหนไปยังไง แต่เขาไม่เคยไปที่บ้านจุดเกิดเหตุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในเรื่องจนท.เผาบ้านตามที่เป็นข่าวนั้น นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ไม่ใช่ครับ ตนอยู่ 6 ปี เราเจรจาแล้วตกลงกับเขา บางคนก็กลับไปฝั่งโน้น ส่วนใหญ่จะเจอเป็นคนฝั่งโน้น เขาก็ขอกลับ เขาปลูกข้าวตั้งแต่โค่น จนปลูกข้าวเสร็จ เกี่ยวข้าวเสร็จแล้วก็ขอกลับไป แต่ที่ดำเนินการทั้งหมดนี่ 9 ครั้ง&amp;nbsp;&amp;nbsp;ครั้งหนึ่งก็ประมาณ&amp;nbsp;7 จุด 12 จุด 15 จุด รวมทั้งหมด 6 ปี มีรายละเอียดทั้งหมด เรารายงาน 98 เพิงพักนี่ อย่าบอกเป็นหลัง เพราะเป็นเพิงที่ซ่องสุม มีกัญชา มีสัตว์ป่าอะไรอย่างนี้ เป็นเพิงขนำ เป็นบริเวณที่หลบภัยออกมา ก็เหมือนกับสร้างเป็นกระต๊อบที่เราเห็น เพราะฉะนั้น 98 ครั้ง ในจุดที่ตรงนั้น ไม่ใช่นะครับ ใน 6 ปี ทำทั้งหมด 9 ครั้ง แต่ละครั้งก็ประมาณ 7 จุด 12 จุด 9 จุด 17 จุด ประมาณนั้น ไม่ได้ทำครั้งเดียว แต่จุดเหล่านี้อยู่ริมชายแดนไทย-พม่า ไม่มีบ้านปู่โคอี้ในจุดเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บ้านปู่โคอี้&amp;nbsp;ต้องเรียนว่าประเทศไทยนี่ ถ้าเราเอาประเทศไทยคือแผนที่ของอุทยานฯแก่งกระจาน ที่เราไปทำงานนี่ อยู่ประมาณเชียงใหม่เชียงราย แต่ว่าปู่โคอี้อยู่จ.ราชบุรี ประมาณนั้น ถ้าจะมองว่าปู่โคอี้อยู่ใจแผ่นดิน ไม่ใช่นะครับ อยู่ตรงห้วยสามแพร่ง ตรงที่เราไปทำนี่อยู่ทางทิศเหนือ ปู่โคอี้ที่ไปรับนี่อยู่ห้วยสามแพร่ง อยู่ด้านใต้ของอุทยานฯแก่งกระจาน คนละจุดครับ ตรงนี้คือประเด็น ตนเชื่อว่าสังคมเข้าใจว่า เราไปดำเนินการเผาหมู่บ้าน นี่ไม่ใช่ครับ คือแต่ละครั้งนี่มีการบุกรุกเข้ามาที&amp;nbsp;2&amp;nbsp;จุด&amp;nbsp;3&amp;nbsp;จุด&amp;nbsp;17&amp;nbsp;จุด&amp;nbsp;6&amp;nbsp;จุด&amp;nbsp;9&amp;nbsp;จุด แต่ละจุด แต่ละครั้ง เราบินสำรวจก่อน แล้วมีเป้าหมายเราถึงไปลง แต่ละครั้งแต่ละเดือน ก็จะทำรายงานแต่ละเดือนมา ถึงมีเป้าหมาย กระทรวงขอร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นของปปส.ปราบปรามยาเสพติด บก.ปทส. ตำรวจภาค 7&amp;nbsp;คือทุกหน่วยงาน ทหาร ตำรวจ ปกครอง จะไปร่วมกัน&amp;nbsp;7 หน่วยงาน ไม่ใช่ผมคนเดียวที่ไป แล้วก็ไปเผาทำลายในเพิงพักที่มีแปลงกัญชาทั้งสิ้น แต่ที่ว่าเรื่องปู่โคอี้โดนเผานี่ คนละเรื่องแล้ว&amp;nbsp;ไม่มี เราไม่เคยดำเนินการอย่างนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนี้&amp;nbsp;การให้ข่าวที่ทำลายชื่อเสียงตนและครอบครัวทั้งหมด แล้วเหตุที่มีประเด็น ไม่มีประเด็น นี่คืออันนี้เจตนาอยู่แล้ว มันเจตนาพิเศษ วางไทม์ไลน์เลยว่า มีเจตนาพิเศษหรือไม่ การให้ในมาตรา&amp;nbsp;200 วรรค 2 นี่ มันมีพิรุธอยู่แล้ว ว่าการกลั่นแกล้งให้ผู้อื่นได้รับโทษแบบนี้ เจตนาที่ตนคนเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม หลังจากขอรับเอกสารรายละเอียด การชี้มูลความผิด จากปปท.เขต 7&amp;nbsp;จ.นครปฐมแล้ว นายชัยวัฒน์จะเดินทางไปแจ้งความที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับ การทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อเอาผิด ป.ป.ท. ในมาตรา 157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และมาตรา 200 วรรค 2 การแกล้งให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดต้องรับโทษ รับโทษหนักขึ้น ต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94631</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีเผาบ้านปู่คออี้, จังหวัดเพชรบุรี, ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร, ปปท., ปู่คออี้, มาตรา157, อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210301/image_big_603ca8864ec55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94251</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/02/2021 16:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/02/2021 16:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปปท. ชี้มูลเอาผิด &#039;ชัยวัฒน์&#039; อดีตหัวหน้าอุทยานฯแก่งกระจาน ให้ออกจากราชการ ปมเผาบ้านปู่คออี้ ผิด ม.157</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.พ.64 - รายงานข่าวจากคณะกรรมการป้องกันและปรามปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ที่มี นายประสาท พงษ์ศิวาภัย เป็นประธานคณะกรรมการ ป.ป.ท.ได้นัดประชุมในคดี นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และพวกเจ้าหน้าที่ของอุทยานแห่งชาติ รวม 6 คน ได้เข้ารื้อถอนเผาทำลายบ้านเรือน ยุ้งฉาง และทรัพย์สินอื่นๆของนายโคอิ หรือ คออี้ มีมิ ชาวกะเหรี่ยงแก่นกระจาน และของชาวบ้านอีกหลายราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่ประชุมมีมติชี้มูลความผิดนายชัยวัฒน์ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 และมีมติให้ออกจากราชการ สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ ป.ป.ท.จะส่งสำนวนให้ต้นสังกัด คือ กรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เพื่อให้ดำเนินการทางวินัย และส่งสำนวนให้พนักงานอัยการดำเนินการในคดีอาญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 5-9 พ.ค.2554 นายชัยวัฒน์ และพวกเจ้าหน้าที่ของอุทยานแห่งชาติ ได้เข้ารื้อถอนเผาทำลายบ้านเรือน ยุ้งฉาง และทรัพย์สินอื่นๆ ของนายโคอิ หรือ คออี้ มีมิ และของชาวบ้านอีกหลายราย ซึ่งเป็นชาวไทยพื้นเมืองดั้งเดิมเชี้อสายกะเหรี่ยง ที่หมู่บ้านบางกลอยบนและใจแผ่นดิน เสียหายราว 100 หลัง โดยนายคออี้ มีมิ ได้แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีต่อนายชัยวัฒน์ และพวก ต่อพนักงานสอบสวน สภ.แก่งกระจาน และสำนวนถูกส่งไปยัง ป.ป.ท.ซึ่งคดีดังกล่าวได้ทำการสอบสวนเป็นระยะเวลานานกว่า 9 ปีแล้ว ขณะที่ความผิดตามมาตรา 217 วางเพลิงเผาทรัพย์ และมาตรา 358 ทำให้เสียทรัพย์ดังกล่าว ข้างต้นกำลังจะขาดอายุความ 10 ปี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94251</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการป้องกันและปรามปรามการทุจริตในภาครัฐ, จังหวัดเพชรบุรี, ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร, ชาวบางกลอย, ปปท., ปู่คออี้, อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210225/image_big_603771df58ee5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92485</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/02/2021 16:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/02/2021 16:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปธ.ปราบบ่อนฯ เตรียมส่งข้อมูลลับถึงนายกฯ จนท.รัฐเอี่ยวบ่อนระยอง 10 ราย เงินหมุนเวียนกว่า 100 ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;9 ก.พ.64 - ที่สำนักงานคณะกรรมการ​ป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) นายชาญเชาวน์ ​ไชยา​นุ​กิจ​ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำความผิดกรณีสถานที่เล่นการพนันเป็นเหตุให้​เกิดการแพร่ระบาดของ​โรคติดต่อ​โควิด-19 แถลงความคืบหน้าภายหลังการประชุมครั้งที่ 3 ว่า ในวันที่ 12 ก.พ. จะครบกำหนด 30 วัน&amp;nbsp; ที่คณะกรรมการจะต้องส่งรายงานลับให้พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์​โอชา​ นายก​รัฐมนตรี​ และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​กลาโหม​ รับทราบ​ข้อมูล​ โดยคณะกรรมการ​เน้นตรวจสอบบ่อนการพนันในพื้นที่จ.ระยอง 2 แห่ง ซึ่งเป็นบ่อนขนาดใหญ่และมีเจ้าของคนเดียวกัน โดยบ่อนดังกล่าวทางกรมสอบสวนคดี​พิเศษ​ (ดีเอสไอ)​ และกรมการปกครอง ให้ดำเนินการทางคดีไปแล้ว เบื้องต้นพบว่าบ่อนดังกล่าวได้เปิดมาแล้ว 1 ปี ดำเนินการ​โดยบุคคลเดียวกัน พบผู้เกี่ยวข้องในคดี 2 ราย โดยจำนวนนี้ ทุกหน่วยงานยืนยันตรงกันว่าเจ้าของบ่อน เป็นผู้ดำเนินการอย่างชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นอกจากนี้พบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกว่า 10 รายทั้งตำรวจ​ และฝ่ายปกครอง ซึ่งมีการกระทำ​ความผิด​ฐาน​ฟอกเงิน​ นอกจากนี้จากการสืบสวนพบว่ามีวงเงินหมุนเวียนในบ่อนดังกล่าวมากกว่า 100 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นายชาญเชาวน์​ กล่าวอีกว่า คณะกรรมการเห็นว่าการดำเนินการ​เรื่องบ่อนการพนันยังมีปัญหาในเรื่องการประสานงานกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในหลายหน่วย และการใช้กฎหมายเพื่อดำเนินการกับบ่อนหลายฉบับยังไม่ถูกบัง​คับใช้อย่างเคร่งครัด อีกทั้ง ข้อมูล ข้อเท็จจริงจากหน่วยงานต่างๆ ยังขาดประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกัน ซึ่งการทำงานยังต้องการความรวดเร็ว แต่เนื่องจากยังไม่มีหน่วยงานที่ประสานอย่างชัดเจน จึงเป็นปัญหา โดยเฉพาะการนำกฎหมายด้านการฟอกเงิน กฎหมายด้านการพนัน และการดำเนินการทางอาญา เข้ามาดำเนินการเนื่องจาก บ่อนการพนันเป็นองค์กรอาชญากรรม​ที่สำคัญ จึงมีความจำเป็นต้องใช้กฎหมายเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน หากวิเคราะห์ดูก็จะทราบว่าเหตุใดการดำเนินการถึงล่าช้า ในคณะอนุกรรมการชุดที่มีดีเอสไอ และสำนักงานป้องกัน​และ​ปราบปราม​การ​ฟอกเงิน​ (ปปง.) ซึ่งทำหน้าที่ในการตรวจสอบเส้นทางการเงิน สามารถชี้ชัด และเห็นความเชื่อมโยงว่ามีบุคคลใดเข้าไปเกี่ยวข้องบ้าง ซึ่งบ่อนการพนันจ.ระยอง มีรายชื่ออย่างชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&amp;quot;ขณะนี้ตัวเลข สถิติของบ่อนการพนันยังอยู่ที่ 200 แห่ง โดยพื้นที่กทม. มีเบาะแส ในพื้นที่รับผิดชอบของนครบาลมีบ่อนการพนันถึง 47 แห่ง ซึ่งข้อมูลดังกล่าว ได้มาในช่วงระยะตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค. จนถึงปัจจุบัน โดยทั้งหมดจะเป็นข้อมูลลับที่คณะกรรมการจะส่งตรงไปยังนายกฯ​ และทุก 30 วันหลังคณะทำงานลงพื้นที่ตรวจ​สอบข้อเท็จจริง และรายงานผลมายังคณะกรรมการชุดใหญ่&amp;quot; นายชาญเชาวน์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92485</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาญเชาวน์ ​ไชยา​นุ​กิจ, บ่อนพนัน, ปปท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210121/image_big_600982291e3f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46402</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2019 12:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2019 12:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กมธ.ฯ&#039;ปูดงบภัยแล้งส่อทุจริตซอยงบหวังเลี่ยงประมูลอีบิดดิ้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ย.62-นายไชยา พรหมา ประธานกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร และส.ส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมาธิการได้รับการร้องเรียนการใช้จ่ายงบประมาณแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ที่รัฐบาลอนุมัติให้จังหวัดละ 200 ล้านก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสานว่าอาจมีการทุจริตเกิดขึ้น โดยการซอยงบออกเป็นโครงการละไม่เกิน 5 แสนบาทเพื่อหลีกเลี่ยงการประมูลงานแบบอีบิดดิ้งและเรียกรับผลประโยชน์กัน อีกทั้งงบดังกล่าวยังเป็นช่วงเดียวกับเหตุการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เราจึงจำเป็นต้องเข้าไปตรวจสอบความโปร่งใสในการใช้งบประมาณว่ามีการใช้งบดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพตามเป้าหมายหรือไม่ อย่าปล่อยให้มีการควบรวมงบ โดยจะทำงานร่วมกับ หน่วยงานตรวจสอบของภาครัฐทั้ง คณะกรรมการป้องกันและปรามทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน เรียกร้องให้รัฐบาลใช้งบกลางในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมทั้งเรื่องเฉพาะหน้าการการฟื้นฟูพื้นที่น้ำท้วม เพราะมองว่าการที่รัฐบาลบอกว่าไม่มีงบกลาง แต่มีการใช้เงินส่วนนี้ร่วมกับเงินของกองจัดซื้อยุทโธปกรณ์ช่วงที่ผ่านมาเป็นการใช้จ่ายที่ไม่สมเหตุสมผลควรนำงบกลางมาดูแลประชาชนที่กำลังเดือดร้อนจะดีกว่า&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46402</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ, การประมูลงานแบบอีบิดดิ้ง, งบประมาณ, นายไชยา พรหมา, ปปท., ปัญหาภัยแล้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190923/image_big_5d885450b470d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27499</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/01/2019 13:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/01/2019 13:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วิษณุ&#039;ชมผลงานโบว์แดง&#039;ปปท.&#039;ปราบโกงจำนำข้าว-โกงเงินทอนวัด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ม.ค.62 - ที่โรงแรมเบสท์เวสเทิร์นพลัสแวนด้าแกรนด์ &amp;nbsp;นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดโครงการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์บทบาทภารกิจและการดำเนินงานของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เนื่องในโอกาสครบรอบการสถาปนา 11 ปี พร้อมมอบนโยบายการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ประจำปี พ.ศ. 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิษณุ กล่าวว่าการทุจริตเป็นบ่อนทำลายชาติที่สำคัญ ประชาชนจะขาดความเชื่อมั่นการบริหารงานของรัฐบาล เศรษฐกิจถดถอยเพราะถูกเรียกรับเงินใต้โต๊ะ ไม่มีนักลงทุนเข้ามาลงทุน และบั่นทอนกำลังใจคนที่ทำธุรกิจโดยสุจริต สำหรับประเทศไทยได้ตั้งหน่วยงานขึ้นเพื่อดำเนินการปราบปรามกับผู้ที่ทุจริตมาโดยตลอด แม้ระยะแรกในการก่อตั้ง ป.ป.ท.ไม่เป็นที่รู้จักและผลงานยังไม่ประทับใจ แต่เข้าสู่ปีที่ 5 ผลงานเริ่มเป็นที่ประจักษ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กระทั่ง 2 ปีล่าสุดป.ป.ท.มีบทบาทเต็มที่อย่างกรณีทุจริตจำนำข้าว เงินทอนวัด โกงเงินคนจน และคดีนักเรียนผี ป.ป.ท.เป็นตัวช่วยตัดวงจรการทุจริตได้ผลจนเป็นที่น่าพอใจ ถือว่ามีผลงานโดดเด่นเพราะความร่วมมือของเจ้าหน้าที่ โดยตัวเลขคดีสัมพันธ์กับจำนวนคดีหลายเรื่องที่ดำเนินการแล้วเสร็จ แต่การทุจริตก็ไม่ได้หมดไปจากสังคมไทย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิษณุ กล่าวอีกว่า แม้ว่าสถานการณ์การทุจริตในปัจจุบันจะดีขึ้นตามลำดับ ซึ่งเห็นได้จากค่าคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทย (Corruption Perception Index : CPI) ที่ถูกจัดอันดับการประเมินโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International : TI) ครั้งล่าสุด ในปี 2560 ประเทศไทยได้ 37 คะแนน อยู่ในลำดับที่ 96 จากประเทศที่เข้าร่วมประเมินทั้งหมด 180 ประเทศ อยู่ในลำดับที่ 4 ของประเทศอาเซียน รองจากประเทศสิงคโปร์ บรูไน และมาเลเซีย ตามลำดับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สะท้อนให้เห็นถึงภาพลักษณ์ของประเทศที่มีการทุจริตลดลง และสร้างความเชื่อมั่นดึงดูดให้กับนักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น ตัวเลขดังกล่าวยังไม่เป็นที่พอใจ ดังนั้น สิ่งที่เราต้องทำต่อไปก็คือ การปลูกจิตสำนึกความซื่อสัตย์สุจริตในทุกภาคส่วน และเสริมสร้างภาคีเครือข่ายให้มีการเฝ้าระวังให้ครอบคลุมทุกพื้นที่เสี่ยง ลดช่องทางหรือปิดโอกาสในการทุจริตจากภาคส่วนต่างๆ ให้มากที่สุด อันจะเป็นพื้นฐานในการปฏิรูปสังคมและประเทศไทยสู่การต่อต้านทุจริตในทุกรูปแบบต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองนายกฯ กล่าวเรื่องที่ป.ป.ท.ต้องทำต่อไปมีอีกหลายอย่าง แต่รัฐบาลอยากให้เน้นใน 3 เรื่อง 1. สร้างเครือข่ายกับภาครัฐ ภาคเอกชน รวมไปถึงเครือข่ายกับต่างประเทศให้มากขึ้นและยั่งยืน เพื่อติดต่อประสานงานแลกเปลี่ยนข้อมูล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด กวดขัน และจริงจังกว่าเดิม เพื่อให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ขึ้น&amp;nbsp;
3. ทำงานในลักษณะให้ความรู้ เตือนประชาชนให้รู้สึกตระหนักว่าอะไรผิด อะไรที่ทำได้หรือทำไม่ได้ แม้สิ่งเหล้านี้ป.ป.ท.จะทำอยู่แล้วก็ขอให้เข้มงวดมากขึ้นเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าใหม่ของป.ป.ท.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านพ.ต.ท.วันนพ สมจินตนากุล รองเลขาธิการฯ รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท.กล่าวว่า สำนักงาน ป.ป.ท. ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นองค์กรหลักของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ โดยตั้งแต่ปีงบประมาณ 2551 &amp;ndash; 2562 มีการรับเรื่องกล่าวหา/ร้องเรียนการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ จำนวน 35,580 คดี (เดือน ธ.ค.2561 จำนวน 148 คดี)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง แยกเป็น รับไว้ตรวจสอบข้อเท็จจริง จำนวน 4,584 คดี, ไม่รับไว้ตรวจสอบข้อเท็จจริง จำนวน 7,451 คดี, ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม จำนวน 1,248 คดี, ส่งสำนักงาน ป.ป.ช. จำนวน 8,961 คดี, ส่งพนักงานสอบสวน จำนวน 883 คดี อื่นๆ จำนวน 49 คดี และคณะกรรมการ ป.ป.ท. พิจารณาแล้ว จำนวน 23,176 คดี &amp;nbsp;โดยคณะกรรมการ ป.ป.ท. ได้พิจารณาความผิดแล้ว รวมทั้งสิ้น 912 คดี ได้แก่ ผิดอาญาและวินัย จำนวน 443 คดี, ไม่ผิดอาญา แต่ผิดวินัย จำนวน 30 คดี, ยุติเรื่อง จำนวน 271 คดี, ส่งสำนักงาน ป.ป.ช. จำนวน 123 คดี และส่งพนักงานสอบสวน จำนวน 45 คดี &amp;nbsp;มีคดีที่อยู่ระหว่างส่งอัยการ จำนวน 148 คดี และส่งอัยการเรียบร้อยแล้ว จำนวน 294 คดี ซึ่งศาลมีคำพิพากษาแล้ว จำนวน 94 คดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.ท.วันนพ กล่าวว่า ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาทำให้ทราบว่าปัญหาการทุจริตไม่สามารถแก้ไขให้สำเร็จได้เพียงแค่การใช้กลไกภาครัฐเท่านั้น ต้องผสานพลังจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน ตลอดจนต้องเสริมสร้างและยกระดับธรรมาภิบาล ส่งเสริมผลักดันให้หน่วยงานของรัฐยึดหลักธรรมาภิบาลในการบริหารราชการโดยมุ่งมั่นขจัดการทุจริตในภาครัฐให้หมดสิ้น โดยในโอกาสครบรอบการสถาปนาสำนักงาน ป.ป.ท. ปีที่ 11 &amp;nbsp;ป.ป.ท. ยังคงยืนหยัดในการเป็นหน่วยงานตรวจสอบและขับเคลื่อนให้เกิดธรรมาภิบาลในระบบราชการเพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตในหน่วยงานภาครัฐ สร้างความตระหนักให้กับสังคมทุกภาคส่วนได้เล็งเห็นถึงภัยของการทุจริตคอร์รัปชัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27499</URL_LINK>
                <HASHTAG>คอร์รัปชัน, ทจุริตจำนำข้าว, ปปท., วิษณุ  เครืองาม, โกงเงินคนจน, โกงเงินทอนวัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190125/image_big_5c4aaf034c74a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
