<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>70370</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กมธ.ปปช.ลักหลับ ชงฟันนายก-ครม. ถวายสัตย์ไม่ครบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; กมธ.ป.ป.ช.ลักหลับส่ง ป.ป.ช.ฟัน &amp;ldquo;นายกฯ-ครม.&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผิดอาญา 157 และจริยธรรมปมถวายสัตย์ฯ ขัด รธน. ขณะที่ กมธ.รัฐบาลชิงหนีไม่ทราบวาระการลงมติ &amp;quot;เสรีพิศุทธ์&amp;rdquo; อ้างบุคคลที่มาชี้แจงยืนยันนายกฯ ถวายสัตย์ฯ ไม่ครบจริง &amp;ldquo;ก้าวไกล&amp;rdquo; ตามขยี้ &amp;ldquo;ธรรมนัส&amp;rdquo; ตอกย้ำฉายา &amp;ldquo;รัฐมนตรีเทวดา&amp;rdquo; หลังศาล รธน.ไม่รับคำร้อง ภรรยาเป็นคู่สัญญากับรัฐ &amp;ldquo;เก่ง-การุณ&amp;rdquo; แอ่นอกรับหากถูก &amp;ldquo;สิระ&amp;rdquo; ฟ้องฐานยื่นเรื่องให้ตรวจสอบสถานภาพ ส.ส.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา วันที่ 2 กรกฎาคม แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 36 เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2563 เวลา 09.00 น. ที่มี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ในฐานะประธาน กมธ.ป.ป.ช. ทำหน้าที่ประธานการประชุม ปรากฏว่าในระเบียบวาระที่ 4.7 กรณีนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถวายสัตย์ฯ ไม่ถูกต้องครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ แต่บริหารราชการและเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรโดยมิชอบ โดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ได้ดำเนินการสรุปข้อมูลข้อเท็จจริงจากเอกสารที่ได้รับประกอบการพิจารณาจากกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ข้อเสนอแนะที่ได้รับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวเปิดเผยว่า สำหรับประเด็นที่ได้พิจารณามีการแบ่งเป็น 2 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นำ ครม. เข้าถวายสัตย์ฯ ได้กล่าวถ้อยคำครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 161 หรือไม่ โดยที่ประชุม กมธ.ป.ป.ช.เห็นว่าไม่ถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา 161 โดยขาดถ้อยคำตั้งแต่ &amp;ldquo;ให้รักษา.............&amp;quot; และเติมคำว่า &amp;ldquo;ตลอดไป&amp;rdquo; เข้าไป ซึ่งจากการรวบรวมข้อเท็จจริง กล่าวไม่ถูกครบถ้วน 2.คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 20/62 วันที่ 11 ก.ย.62 มีผลผูกพันตามมาตรา 211 หรือไม่ ซึ่งทาง กมธ.ป.ป.ช.เห็นว่า นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรและนักกฎหมายของรัฐสภา ได้ร่วมกันวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เพียงแต่ให้รับคำร้องไว้พิจารณาไว้เท่านั้น และมิได้พิจารณาว่าได้ถวายสัตย์ฯ ครบถ้วนถูกต้องตามมาตรา 161 หรือไม่ ซึ่งการจะมีผลผูกพันต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นการจะมีผลผูกพันศาลรัฐธรรมนูญจะต้องวินิจฉัยไว้เท่านั้น ดังนั้นคำสั่งและการวินิจฉัยจึงแตกต่างกัน จึงเป็นเหตุให้ไม่สามารถเสนองบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า ภายหลังการพิจารณา ท้ายที่สุดที่ประชุม กมธ.ป.ป.ช.เห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำการละเว้น ตามมาตรา 157 ดังนั้น กมธ.ป.ป.ช.จึงมีมติเห็นชอบส่งเรื่องไปที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อพิจารณาดำเนินการไต่สวนนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ตามมาตรา 157 และการไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมอย่างร้ายแรง ปี 2560 เพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ในการประชุม กมธ.ป.ป.ช.ในวันดังกล่าว ปรากฏว่ายังเป็นช่วงเวลาที่กรรมาธิการคนอื่นๆ ติดภารกิจอยู่ และกรรมาธิการในสัดส่วน ส.ส.พรรครัฐบาลไม่รู้เรื่อง โดยในที่ประชุมมีกรรมาธิการอยู่จำนวน 8 คน เป็นกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรครัฐบาลอยู่ 3 คน และได้งดออกเสียงในการลงคะแนน ซึ่งตรงนี้อาจมีปัญหาตามมาอีกหลายเรื่องอย่างแน่นอน&amp;rdquo; แหล่งข่าวระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โฆษก กมธ.ป.ป.ช. สภาฯ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นความจริง และมีมติไปเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่รังสิกร ทิมาตฤกะ ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย และ กมธ.ป.ป.ช. กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยให้ความเห็นว่า กมธ.ป.ป.ช. ไม่ควรพิจารณาเรื่องดังกล่าวต่อไป เพราะศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยไปแล้ว และยังเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ส่วนการประชุมเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ที่ลงมติดังกล่าวไป ตนไม่ทราบเรื่อง และไม่ได้อยู่ในที่ประชุม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ห้องพรรคเสรีรวมไทย ชั้น 5 อาคารรัฐสภา พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ประธาน กมธ.ป.ป.ช. แถล?งว่า ได้ส่งคำร้องถึง?ประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อขอให้ส่งเรื่อง?ต่อไปยัง ป.ป.ช. เพื่อ?ดำเนินการเอาผิด? พล.?อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี? ฐาน?ละเว้นการปฏิบัติหน้า?ที่ตามประมวลกฎหมายอา?ญามาตรา 157? หลังจา?กที่ เสียงข้างมากของ?ที่ประชุมกรรมาธิการ ป?.ป.ช.มีมติให้ยื่นฟ้องดำเนินคดีนายกรัฐมน?ตรี กรณีถวายสัตย์ปฏิ?ญาณไม่ครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ที่ผ่านมาคณะ?กรรมการ ป.ป.ช.ได้เชิ?ญนายกรัฐมนตรีเข้าชี้แจงกรณีนี้หลายครั้ง?แล้ว แต่ไม่ได้รับควา?มร่วมมือ และเมื่อเชิญอดีตนายกรัฐมนตรี อย่างนายอภิสิทธิ์ เวชช?าชีวะ หรือบุคคลอื่น?ที่เกี่ยวข้องกับการถวายสัตย์ปฏิญาณมาให้?ข้อมูล และฟังคลิปเสี?ยงการถวายสัตย์ปฏิญาณ?ตนของนายกรัฐมนตรี ทุ?กคนต่างก็พูดเป็นเสีย?งเดียวกันว่า การถวาย?สัตย์ปฏิญาณดังกล่าวไ?ม่ครบถ้วนตามที่รัฐธร?รมนูญกำหนดจริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ โฆษกพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ผ่านมาพรรคก้าวไกลได้ยื่นคำร้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ 2 เรื่อง เรื่องแรกศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องแล้ว คือเรื่องการติดคุกในต่างประเทศของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ และ ส.ส.พะเยา พรรคพลังประชารัฐ ที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมไปแล้ว ขอให้ประชาชนช่วยติดตาม ส่วนเรื่องที่สอง ศาลรัฐธรรมนูญมีมติไม่รับคำร้องพิจารณาความเป็นสมาชิกภาพ ส.ส.ของ ร.อ.ธรรมนัส สืบเนื่องจากที่ ส.ส.พรรคก้าวไกล จำนวน 54 คน เข้าชื่อให้นายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบสมาชิกภาพ ส.ส.ของ ร.อ.ธรรมนัส เนื่องจากพบข้อเท็จจริงว่าภรรยาของ ร.อ.ธรรมนัสถือหุ้นของบริษัท ตลาดคลองเตย (251) จำกัด ถึงร้อยละ 85 และบริษัทนี้ยังทำสัญญาเช่าพื้นที่กับการท่าเรือแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2551 และหมดสัญญาปี 2561 จากนั้นยังมีการต่อสัญญาอีก 10 ปี ซึ่งจะหมดสัญญาในปี 2571 เป็นการถือหุ้นที่มีคู่สัญญากับรัฐ และมองว่าเป็นเช่าแบบผูกขาดหรือไม่ รวมถึงมีผู้เช่าเพียงรายเดียว จึงเป็นเหตุให้เป็นการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 วรรคหนึ่ง (2) และวรรคสาม มาตรา 101 (7) &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แต่ปรากฏว่าคดีนี้ศาลได้ตรวจสอบแล้ว สิ่งที่ทำให้เห็นคือกระบวนการยุติธรรมในวันนี้ต้องการความโปร่งใสให้กับประชาชน ร.อ.ธรรมนัส ที่มีฉายาเป็นรัฐมนตรีเทวดา วันนี้ก็ตอกย้ำฉายานั้นอีกครั้ง แต่ไม่ว่ากระบวนการยุติธรรมจะเป็นอย่างไร ขอให้ประชาชนมองเรื่องนี้อย่างเป็นกลาง&amp;quot; นายณัฐชา กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายการุณ โหสกุล ส.ส.เขตดอนเมือง พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ จะดำเนินคดีกับผู้ลงชื่อยื่นเรื่องให้ตรวจสอบคุณสมบัติของตัวเองว่า ถือเป็นสิทธิของนายสิระ ไม่ขอก้าวล่วง ก็พร้อมรอรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเป็นหน้าที่ของเราในการพิทักษ์สิทธิพี่น้องประชาชน ผู้ที่ถูกข่มเหงรังแก เป็นเหตุการณ์ชัดเจนที่ตนเห็น ไม่ว่าบรรยากาศที่ภูเก็ตหรือที่รัฐสภา สิ่งที่เราเห็นกับตา ในความที่เป็นตัวตนของแต่ละบุคคลอยู่แล้ว มันชัดเจน หากมีการฟ้องร้องจริง ก็รอไปแก้ต่างตามกระบวนการยุติธรรม &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ไม่มีบอกว่าอย่าฟ้องผมเลย เราไม่ได้กลัวอยู่แล้ว เชิญฮะ ยินดีครับ เป็นหน้าที่เราในการเข้าชื่อ ขอให้มาฟ้องผมคนเดียว อีกกว่า 50 กว่าที่มาร่วมลงชื่ออย่าไปฟ้องเขาเลย ผมเป็นคนเริ่มต้นทำเรื่องนี้ ติดตามเรื่องนี้มาตั้งแต่แรก คนอื่นเราแค่ขอไป ขอให้ร่วมลงชื่อรับรองให้ครบ 1 ใน 10 เท่านั้น&amp;rdquo; นายการุณกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ศาลเปิดช่องให้ดำเนินการยื่นเรื่องตรวจสอบจริยธรรมได้ นายการุณกล่าวว่า ไม่มีประโยชน์อะไร กระบวนการยุติธรรมไม่สามารถเอาโทษได้ ตนเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง สักวันหนึ่งก็จะรู้ว่าอะไรคืออะไร ยืนยันไม่ได้เป็นปฏิปักษ์กับนายสิระเป็นการส่วนตัว แต่ก็ให้ทำในกรอบของกฎหมาย.
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70370</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.ป.ป.ช., นายกฯ-ครม., ปมถวายสัตย์, ม.57, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200702/image_big_5efde389d9742.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58111</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/02/2020 10:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/02/2020 10:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลือดซิบ!&#039;เสรีพิศุทธ์ &#039;ยันซักฟอกปมถวายสัตย์ ลั่นไม่คุยกับวิปฝ่ายค้าน ไอ้เวรพวกนั้นไปตกลงได้ไง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.พ.63- พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ กรณีที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ไม่อนุญาตให้นำกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบมาอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร ว่า ถามว่านายชวน เอาสภาไปรับใช้ฝ่ายบริหารหรือ เราเป็นฝ่ายนิติบัญญัติมีหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหาร ท่านเอาอะไรมาห้าม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ตั้งแต่อดีตท่านพยายามช่วยเขาสกัดผมตลอด แม้กระทั่งในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร เวลาเชิญนายกฯ ก็ไม่ยอมมา แล้วยังส่งคนมาถอดถอนผมออกจาก กมธ. ซึ่งผิดกฎหมายทั้งนั้น เพราะการแสดงความคิดเห็นในสภาเป็นเอกสิทธิ์ จะไปนำฟ้องร้องหรือกล่าวหาในทางใดไม่ได้ เวลามีคนไปยื่นญัตติถอดถอนผม ท่านก็รับ ก็เป็นเรื่องตลกดี การไม่ให้ผมอภิปรายเรื่องนี้เอาอะไรมาบังคับ ญัตติที่ยื่นไปก็ชัดเจนว่านายกฯ ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงสามารถอภิปรายได้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าจะยังคงอภิปรายในประเด็นนี้อยู่ใช่หรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า จะคิวถึงวันนี้หรือเปล่าตนก็ไม่แน่ใจ ถามว่าสื่อมวลชนรู้หรือไม่ว่านายกฯ ถวายสัตย์ไม่ครบ เคยฟังมาหมดแล้วใช่ไหม คนทั้งโลกเขารู้หมดว่านายกฯ ถวายสัตย์ไม่ครบ แล้วมานั่งหลอกตัวเองอยู่ได้ สุภาษิตบอกว่า คนเราอาจจะหลอกคนอื่นได้ แต่หลอกตัวเองไม่ได้ นายกฯ ประหลาดที่หลอกคนไม่ได้ แต่หลอกตัวเองได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามว่าข้อตกลงนี้วิปฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลเห็นชอบแล้ว พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ตอบว่า &amp;ldquo;ไม่มี ใครทะลึ่งมาตกลง ผมไม่ได้ตกลงด้วย ไอ้เวรพวกนั้นไปตกลงได้ไง ประเด็นของผมอยู่คนละพรรค จะตกลงทำไมไม่มาคุยกับผมก่อน อย่าให้ผมพูดหนักไปกว่านี้ก็แล้วกัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนข้อกังวลว่าเมื่อประธานสภาฯไม่ให้พูด แล้วจะอภิปรายต่อจะทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ประเด็นคือไม่ถามเหตุผลกันก่อน ศาลรัฐธรรมนูญแค่มีคำสั่งไม่รับคำร้อง ไม่ใช่การวินิจฉัย และหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งออกมาแบบนั้น ไม่นานฝ่ายค้านขอเปิดอภิปรายแบบไม่ลงมติไม่ไว้วางใจ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 ตอนนั้นนายชวน เปิดให้อภิปราย เพราะไม่มีการลงมติไม่ไว้วางใจ มาคราวนี้มีการลงมติ แล้วกลัวกันหรืออย่างไร เมื่อกระทำผิดรัฐธรรมนูญก็ต้องรับผิดชอบ จะมาดื้อด้าน ดึงดัน อย่างนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามต่อว่านอกจากเรื่องการถวายสัตย์แล้ว ยังมีหมัดเด็ดที่จะน็อกหรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า การอภิปรายจะมีการแบ่งวัน และแบ่งตามจำนวน ส.ส.ของแต่ละพรรค จะมาพูดคนเดียวก็ไม่ใช่ที่ ตนเชื่อว่าเรื่องถวายสัตย์อย่างเดียวก็น็อกแล้ว คุณว่ามีใบเสร็จไหม เสียงคุณประยุทธ์ก็ชัดเจนแล้ว แล้วจะมาอ้างข้อบังคับห้ามอภิปรายเรื่องการถวายสัตย์ไม่ได้ ข้อบังคับมีเพียงแต่ห้ามพูดถึงพระมหากษัตริย์โดยไม่จำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า จะกลับไปพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอีกครั้งหรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ไม่ต้องคุย ก็ไปอภิปรายในสภาให้พี่น้องประชาชนรู้เหตุรู้ผล อย่าเอาสภาไปรับใช้ฝ่ายบริหาร ให้มีศักดิ์มีศรีบ้าง คนเราไม่มีศักดิ์ศรีก็อย่าเป็นเลย.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58111</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปมถวายสัตย์, พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวช, อภิปรายไม่ไว้วางใจ, ไอ้เวรพวกนั้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200225/image_big_5e548db818fe0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55987</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่ไว้วางใจ6รมต.เน้นเป้าโจมตีบิ๊กตู่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ฝ่ายค้าน 6 พรรคยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อประธานสภาฯ แล้ว ล็อกเป้าซักฟอก 6 รมต. โวมีหมัดน็อก รับเสียงน้อยล้มรัฐบาลไม่ได้หวังประชาชนช่วยล้มแทน &amp;nbsp;&amp;quot;สมพงษ์&amp;quot; ไม่ติดใจเศรษฐกิจใหม่ถอนตัว &amp;quot;เสรีฯ&amp;quot; ไม่จบขุดปมถวายสัตย์ฯ ต่อ เปิดญัตติซักฟอก &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; โดนกล่าวหาล้มล้างรัฐธรรมนูญ บริหารล้มเหลว ปล่อยไว้ประเทศล่มจม &amp;quot;ป้อม&amp;quot; ร่ำรวยผิดปกติ &amp;quot;ดอน&amp;quot; เอื้อบริษัทข้ามชาติ &amp;quot;ธรรมนัส&amp;quot; เป็นผู้มีอิทธิพล ขณะที่นายกฯ หายป่วยเข้าทำเนียบฯ สั่ง ครม.เศรษฐกิจเตรียมข้อมูลชี้แจง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา เวลา 11.13 น. วันที่ 31 มกราคม นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยแกนนำ 6 พรรคร่วมฝ่ายค้าน ประกอบด้วย นายสมพงษ์, นายสุทิน คลังแสง จากพรรคเพื่อไทย, นายปิยบุตร แสงกนกกุล จากพรรคอนาคตใหม่, นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา จากพรรคประชาชาติ, นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ จากพรรคเพื่อชาติ, พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส จากพรรคเสรีรวมไทย และนายนิคม บุญวิเศษ จากพรรคพลังปวงชนไทย ได้ยื่นญัตติเพื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ต่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ขาดพรรคเศรษฐกิจใหม่ เนื่องจากนายสุภดิช อากาศฤกษ์ รักษาการหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ ได้ส่งหนังสือถึงนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ แจ้งมติของกรรมการบริหารพรรค เมื่อ 30 ม.ค. พรรคมีมติถอนตัวจากพรรคร่วมฝ่ายค้านเพื่อทำงานในนามอิสระตามแนวทางของพรรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมพงษ์กล่าวว่า ขอเสนอญัตติเปิดอภิปรายทั่วไปไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 151 ตามรายนามดังต่อไปนี้ 1.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม 2.พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ 3.นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ 4.พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย 5.นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.การต่างประเทศ และ 6.ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ โดยมีพฤติการณ์ซึ่งคงจะกราบเรียนต่อท่านประธานในวันอภิปราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายชวนกล่าวว่า จะรับไปตรวจสอบความถูกต้องตามข้อบังคับ ถ้ามีอะไรที่ขาดตกบกพร่องก็ต้องแจ้งไปยังผู้เสนอภายใน 7 วัน และเมื่อเห็นว่าถูกต้องแล้วก็จะบรรจุเป็นวาระด่วน แต่ก่อนที่จะกำหนดวันประชุมเป็นวันไหนนั้น ต้องหารือกับทั้ง 2 ฝ่ายถึงความพร้อมก่อน และจากนี้ไปกฎหมายรัฐบาลไม่สามารถยุบสภาได้ ส่วนการปรับ ครม.เป็นคนละเรื่องกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายสมพงษ์ให้สัมภาษณ์ว่า รายชื่อรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย พรรคร่วมฝ่ายค้านพิจารณาร่วมกันถ่องแท้ มีการตรวจสอบข้อมูลแล้วนำมายื่นกระทั่งก่อนแถลงข่าว 5 นาที วันอภิปรายคงต้องรอให้ประธานสภาฯ เป็นผู้กำหนด แต่กรอบเวลาฝ่ายค้านอยากได้ 3-4 วัน ชนะแพ้อยู่ที่มือเรา ไม่ได้หวังคว่ำรัฐบาลในสภา เพียงแต่อยากถ่ายทอดให้ประชาชนได้เข้าใจ ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน เราล้มรัฐบาลไม่ได้ แต่ประชาชนที่ฟังอยู่มีสิทธิที่จะล้ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามกรณีมีกระแสข่าวการดีลกันก่อนที่จะมีการสรุปรายชื่อรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย นายสมพงษ์กล่าวว่า ได้ตรวจสอบดูแล้วเกี่ยวกับข้อมูลที่มีการดีล ไม่มี ถ้าดีลตนคงต้องคุยกับรองนายกฯ ทั้งหมด ส่วนกระแสข่าวที่ระบุถึงตนไปดีล รมว.คมนาคม ก็ไม่มี เคยคุยกันเพื่อสอบถามเรื่องนายชัย ชิดชอบ ว่ายังสบายดีหรือ จะไปขอเยี่ยม แต่ยังไม่ทันจะเยี่ยมท่านก็กลับบุรีรัมย์ไปเสียก่อน
ฟุ้งมีหมัดน็อกแน่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงกรณีพรรคเศรษฐกิจใหม่ถอนตัวจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน ผู้นำฝ่ายค้านบอกว่า ได้รับแจ้งจากหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ว่าได้ยึดมั่นมติของกรรมการบริหารพรรค เพราะหาก กก.บห.มีมติสิ่งหนึ่งสิ่งใด ถ้าไม่เห็นด้วยกับฝ่ายค้านก็ไปลงมติให้กับพรรคฝ่ายรัฐบาล อาจทำให้เกิดความสับสน หัวหน้าพรรคจึงได้ส่งหนังสือมาถึงตน ไม่ได้ตำหนิติเตียน ให้กำลังใจโดยตลอด ส่วนนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ จะร่วมอภิปรายในโควตาพรรคร่วมฝ่ายค้านหรือไม่ กำลังจัดสรรเวลาและผู้อภิปราย ทั้งนี้ ส.ส.มีโอกาสอภิปรายได้ทุกคน หาก ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลอยากอภิปรายด้วยตนก็ยินดี ส่วนใบเสร็จมัดน็อก ไปฟังเอาตอนอภิปรายดีกว่า ซึ่งมีแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านจะไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง กว่าจะตัดสินใจอภิปรายท่านใดได้ตรวจสอบข้อมูลชัดเจน คนที่ไม่ถูกอภิปรายรอบนี้ข้อมูลอาจเทาๆ อยู่ แต่ในรอบต่อไปหากเรามีข้อมูลชัดเจนก็จะอภิปรายแน่ &amp;nbsp;ตอนนี้เอาสีที่เข้มๆ ก่อนนายกฯ อาจอภิปรายกันทุกพรรค เพราะปฏิบัติไม่ตามกฎหมาย ส่วนรัฐมนตรีคนที่มีข้อมูลเยอะอภิปรายคนเดียวหรือสองคนก็น็อกแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวว่า ตนจะอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯโดยตรง หมัดเด็ดคือเรื่องการถวายสัตย์ฯ ที่หลายคนมองว่าจบไปแล้ว แต่ในความเป็นจริงจะจบได้อย่างไร ในเมื่อเป็นเรื่องที่ทำผิดกฎหมาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปิยบุตรกล่าวว่า เป็นครั้งแรกของพรรคอนาคตใหม่ แต่เรามั่นใจในการทำการบ้านที่ได้ค้นคว้าข้อมูลอย่างเต็มที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า กรอบวันอภิปราย สิ่งที่เรากังวลคือรัฐบาลจะไปบรรจุญัตติท้ายๆ ก่อนปิดสมัยประชุม ขอฝากรัฐบาลและประธานสภาฯ ถ้าทำอย่างนั้นประชาชนจะผิดหวังมากๆ จากการหารือกับประธานวิปรัฐบาล พรรคร่วมฝ่ายค้านเห็นว่าควรอภิปราย 19-21 ก.พ. ลงมติ 22 ก.พ. เป็นความเหมาะสม เพราะรัฐบาลนี้ไม่ได้ถูกอภิปรายมานาน ถือเป็นการตรวจสอบในรอบเกือบ 7 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล มีจำนวน 3 หน้า โดยบรรยายพฤติกรรมของรัฐมนตรีทั้ง 6 คน ดังนี้ 1.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้ไม่ยึดมั่นและศรัทธาต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ล้มล้างรัฐธรรมนูญ กระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เป็นผู้นำประเทศที่กร่าง เถื่อน มองคนเห็นต่างเป็นศัตรู ปิดปากผู้ที่มีความเห็นต่าง ชอบก่นด่าเมื่อถูกซักถาม เมื่อได้อำนาจมาโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญก็สร้างกลไกในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อมุ่งสืบทอดอำนาจของตนเอง ปล่อยให้มีการทุจริตเต็มบ้านเต็มเมือง ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้กับตนเอง บริวารและพวกพ้องเข้าข้างคนชั่วที่เป็นพวกโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ
ปล่อยไว้ประเทศล่มจม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บริหารราชการแผ่นดินโดยขาดความรู้ความสามารถผิดพลาดบกพร่องอย่างร้ายแรง ขาดคุณธรรม จริยธรรม แทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการประจำและองค์กรในกระบวนการยุติธรรม กระทำอันเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่รักษาวินัยการเงินการคลัง ใช้งบประมาณของรัฐสร้างคะแนนนิยมให้กับตนเองและพรรคการเมือง ลุแก่อำนาจ ขาดภาวะผู้นำ ไม่เสริมสร้างให้ทุกภาคส่วนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรม ผาสุก และสามัคคีปรองดองกัน กลับสร้างความขัดแย้งให้ขยายวงกว้าง ล้มเหลวและไร้ประสิทธิภาพในการดูแลด้านเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดสภาพ &amp;quot;รวยกระจุก จนกระจาย&amp;quot; ให้ความสำคัญกับการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์มากกว่าปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน &amp;nbsp;ล้มเหลวในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ หลอกลวงประชาชนไม่ทำตามนโยบายที่พรรคการเมืองที่สนับสนุนตนหาเสียงไว้ ทั้งเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ ราคาพืชผลทางการเกษตร และลดภาษีเงินได้ เป็นยุคที่ทุจริตเฟื่องฟู น้ำกำลังจะหมดเขื่อน มวลอากาศเป็นพิษเต็มเมือง เศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง หากปล่อยให้บริหารราชการแผ่นดินต่อไป จะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงจนประเทศถึงแก่ความล่มจมได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไม่มีความชื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติการณ์ทุจริตต่อหน้าที่ แสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองและพวกพ้อง ใช้งบประมาณของรัฐเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเอง มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ จงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.นายวิษณุ เครืองาม ใช้ตำแหน่งหน้าที่เข้าไปก้าวก่าย แทรกแซง การปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรในกระบวนการยุติธรรม เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองและผู้อื่น เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายด้านการเงินแก่รัฐจำนวนมาก บังคับใช้และตีความกฎหมายโดยไม่ยึดหลักการและบรรทัดฐานที่ถูกต้อง จนทำให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นเรื่องของอภินิหาร เพื่อช่วยเหลือและเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา บริหารราชการแผ่นดินผิดพลาดบกพร่องอย่างร้ายแรง ล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ ขาดคุณธรรมและจริยธรรม มีพฤติการณ์ทุจริตต่อหน้าที่ ฉ้อฉล ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่แสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง บริวารและพวกพ้อง กลั่นแกล้งข้าราชการประจำ ก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ประจำของข้าราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อประโยชน์ตนเองและพวกพ้อง ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตและประพฤติมิชอบในหน่วยงานที่กำกับดูแลอย่างกว้างขวาง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.นายดอน ปรมัตถ์วินัย บริหารราชการแผ่นดินผิดพลาดบกพร่องอย่างร้ายแรง ล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ ขาดคุณธรรมและจริยธรรม ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ประจำของราชการเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทข้ามชาติ ส่อว่าจงใจปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย นำพาชาติเข้าสู่ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และไม่มีความชื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;6.ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ขาดคุณธรรมและจริยธรรม ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เข้าสู่ตำแหน่งโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพล ปกป้องพวกพ้องโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ
นายกฯ สั่งเตรียมแจงซักฟอก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานข่าวจากพรรคร่วมฝ่ายค้านเปิดเผยว่า สำหรับรายชื่อรัฐมนตรีที่ถูกยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ เพิ่งจะลงตัวก่อนยื่นญัตติต่อประธานสภาไม่ถึง 10 นาทีเท่านั้น โดยนายสงคราม และนายปิยบุตรได้แจ้งต่อที่ประชุม มีข้อมูลสำคัญมากพอที่จะชี้ให้เห็นถึงพฤติการณ์หลายอย่างของ พล.อ.ประวิตร และได้เตรียมผู้อภิปรายไว้แล้ว เมื่อที่ประชุมรับฟัง จึงตัดสินใจให้เพิ่มชื่อ พล.อ.ประวิตรเข้าไปด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานอีกว่า ในส่วนของผู้อภิปรายรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลได้มีการแบ่งงานกันเอาไว้ เบื้องต้น พล.อ.ประยุทธ์ ที่หัวหน้าทุกพรรคจะเป็นผู้อภิปราย ยกเว้นพรรคอนาคตใหม่ เนื่องจากนายธนาธรพ้นสมาชิกภาพความเป็น ส.ส. พล.อ.ประวิตร มีพรรคเพื่อชาติและพรรคอนาคตใหม่เป็นแกนหลัก พล.อ.อนุพงษ์ มีพรรคเพื่อไทย พรรคนาคตใหม่ เป็นแกนหลัก นายวิษณุ มีทั้ง ส.ส.จากพรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ นายดอน มีพรรคเพื่อไทยเป็นเจ้าภาพ ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส มีพรรคเสรีรวมไทยและพรรคอนาคตใหม่เป็นเจ้าภาพหลัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.อ.ประวิตร กล่าวถึงกรณีที่ถูกฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า &amp;quot;มีชื่อก็มีชื่อ ก็ชี้แจงไป&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุกล่าวถึงการชี้แจงอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า สุจริตคือเกราะบัง ศาสตร์พ้อง ปัญญาประดุจดังอาวุธ กุมสติต่างโล่ป้อง &amp;nbsp;อาจแกล้วกลางสนาม ในพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 5
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้าน พล.อ.ประยุทธ์ ได้เดินทางเข้าปฏิบัติภารกิจภายในตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่ในช่วงเช้า หลังจากเมื่อวันที่ 30 ม.ค. มีอาการป่วยเป็นไข้หวัดเล็กน้อย จึงต้องงดภารกิจและไม่ได้เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล ทำให้เกิดข่าวลือต่างๆ จน พล.อ.ประยุทธ์ต้องออกมาโพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวยืนยันว่ามีอาการไข้หวัดเล็กน้อยเท่านั้น และต้องหยุดพักผ่อนตามคำสั่งแพทย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวก่อนเป็นประธานประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจว่า วันนี้ต้องคุยถึงเรื่องมาตรการด้านเศรษฐกิจ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการชี้แจงและการอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย เนื่องจากฝ่ายค้านจะบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดี ดังนั้นเราทำอะไรไว้บ้าง และเชื่อว่าทุกคนจะเตรียมข้อมูลได้ โดยเราต้องการให้เขาทราบว่าเราได้ทำอะไร และเรื่องที่อยากให้เตรียมไว้ด้วยคือ มาตรการทางด้านเศรษฐกิจและในเรื่องของการค้าการลงทุน ทั้ง 2 เรื่องนี้ใช้เป็นข้อมูลในการรับมือการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะได้ชี้แจงให้ทุกคนได้ทราบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวใกล้ชิดนายกฯ เปิดเผยว่า ก่อนนายกฯ เข้าทำเนียบรัฐบาล ได้เข้าตรวจเอกซเรย์ปอดดูการเพาะเชื้อที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง โดยผลตรวจพบเป็นไข้หวัดธรรมดาเท่านั้น สาเหตุเนื่องจากหลังเทศกาลตรุษจีนมานายกฯ พักผ่อนน้อย.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55987</URL_LINK>
                <HASHTAG>ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ, ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล, บริหารล้มเหลว, ปมถวายสัตย์, ฝ่ายค้าน, พรรคเศรษฐกิจใหม่, ร่ำรวยผิดปกติ, ล้มล้างรัฐธรรมนูญ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200131/image_big_5e341bfb7d54d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55076</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โหมโรงซักฟอกยื่นปปช.ฟันนายกฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ฝ่ายค้านยื่น ป.ป.ช.เอาผิด &amp;quot;ประยุทธ์&amp;quot; 3 เรื่อง ไม่แจงแหล่งที่มารายได้ในงบประมาณ ถวายสัตย์ไม่ครบ คสช.สรรหาตัวเองเป็น ส.ว. &amp;quot;ภูมิธรรม&amp;quot; ย้ำภายใน 2 วันยื่นซักฟอกได้แน่ &amp;quot;ทวี&amp;quot; ยัน &amp;quot;เศรษฐกิจใหม่&amp;quot; ยังไม่ทิ้งฝ่ายค้าน &amp;quot;เฮียมิ่ง&amp;quot; ขออภิปราย 4 ชั่วโมง โฆษก พท.ฉวยเหตุแชตหลุด ส.ส.พปชร.เป็นใบเสร็จทุจริตเชิงกฎหมาย โฆษก พปชร.โต้กลับจินตนาการโหนกระแส &amp;quot;วิรัช&amp;quot; ปัด &amp;quot;ธรรมนัส&amp;quot; ขัดแย้ง &amp;quot;ปารีณา&amp;quot; อ้างแค่งอนกันนิดหน่อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่พรรคเพื่อไทย วันที่ 20 มกราคม มีการประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยมีตัวแทนทั้ง 7 พรรคเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ &amp;nbsp;ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (ฝ่ายค้านเพื่อประชาชน) แถลงว่า หัวหน้า 7 พรรคฝ่ายค้านได้รวบรวมรายชื่อ ส.ส.เพื่อยื่นดำเนินการ 3 เรื่อง คือ 1.การเอาผิด พล.อ.ประยุทธ์ &amp;nbsp;จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กรณีการแถลงนโยบายไม่ชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบาย ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย 2.การถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญของ พล.อ.ประยุทธ์ โดยเห็นว่าเป็นการทำหน้าที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา &amp;nbsp;5 ซึ่งความเห็นของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้ไว้เป็นเพียงความเห็นประกอบ ไม่ใช่คำตัดสิน จึงมีมติให้ยื่นเรื่องดังกล่าวให้มีการตัดสินต่อไป และ 3.การสรรหาสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่มีกรรมการสรรหา 10 คน ซึ่งบางคนเป็นสมาชิก คสช. เห็นว่าเป็นการสรรหาที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มีผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมเพื่อให้มีการสืบทอดอำนาจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทั้ง 3 เรื่องได้ยื่นร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ดำเนินการสอบสวนตามกฎหมายต่อไป ยืนยันว่าเรื่องที่ยื่นร้องไม่เกี่ยวกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่เป็นเรื่องที่ 7 พรรคได้พูดคุยและมีมติไว้นานแล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมาเพื่อให้เกิดความรอบคอบจึงให้ฝ่ายกฎหมายไปศึกษาไว้ก่อน&amp;quot; พ.ต.อ.ทวีกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า เราพยายามดำเนินการให้ถูกต้องในทุกส่วน เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่าแต่ละพรรคมีการทำการบ้านและทำงานร่วมกัน ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ 7 พรรคฝ่ายค้านได้พูดคุยกันไปบางส่วนแล้ว จะมีการหารือกันอีกครั้งในวันนี้ว่าพรรคใดมีประเด็นใด โดยเราไม่ได้เอาจำนวน ส.ส.มาเฉลี่ยว่าจะได้พูดพรรคละเท่าใด แต่จะยึดเอาความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ หากพรรคใดมีประเด็น มีหลักฐานที่ชัดเจน สามารถอภิปรายได้ตามกรอบเวลา ภายใน 2 วันนี้จะสามารถสรุปและยื่นญัตติขออภิปรายไม่ไว้วางใจได้ภายในสัปดาห์นี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โดยจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มความสามารถ อะไรที่ใช้เวทีสภาดำเนินการได้ก็จะใช้เวทีสภาขับเคลื่อน การอภิปรายครั้งนี้ถ้าสามารถพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นได้ว่ารัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ก็ควรเปิดโอกาสให้คนอื่นเข้ามาทำหน้าที่ ประชาชนไม่จำเป็นต้องอดทน ที่ผ่านมาได้ทนมามากพอแล้ว &amp;nbsp;เวลาทนต่อไปไม่มีอีกแล้ว เราต้องการคนที่ถูกตัวและคนที่ถูกต้องเข้ามาทำหน้าที่แก้ปัญหาให้ประชาชน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า พรรคเศรษฐกิจใหม่ยังคงมีจุดยืนร่วมกับฝ่ายค้านในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลหรือไม่ พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ขอเวลา 4 ชั่วโมงอภิปรายไม่ไว้วางใจ การอภิปรายครั้งนี้ไม่ใช่การทดลอง ส.ส.ใหม่ แต่ต้องการให้ประชาชนได้รับรู้ถึงข้อมูล เนื่องจากสุดท้ายแล้วรัฐบาลไม่สามารถฝืนประชาชนได้ และต่อให้เป็น ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลก็ต้องฟังเสียงประชาชน&amp;nbsp;
แชตหลุดทุจริตเชิงกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงกระแสข่าวดีลลับระหว่างพรรคพลังประชารัฐกับพรรคเพื่อไทยว่า แกนนำและสมาชิกพรรคเพื่อไทยดาหน้าออกมาปฏิเสธไม่มีดีลลับ พรรคเพื่อไทยจะไม่ทำอะไรที่หักหลังทรยศประชาชน คนที่มีวิธีคิดแบบนี้ประชาชนรู้แล้วว่าไหลกองรวมกันอยู่ตรงไหน เรามีแต่ดีลเปิดเผยคือพันธสัญญาต่อต้านการสืบอำนาจ คสช.ทุกรูปแบบ ดีลลับไม่มี จะมีก็แต่ดีลเปิดเผยกับประชาชน เพื่อที่จะรีบกลับมาเป็นรัฐบาลให้เร็วที่สุดเพื่อแก้ปัญหาปากท้องให้กับประชาชน การอภิปรายครั้งนี้เราเอาตายไม่ใช่เพียงพิธีกรรม นอกจากนี้พรรคเพื่อไทยตั้งศูนย์ติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งจะทำหน้าที่มอนิเตอร์คำถามสำคัญๆ ว่า ส.ส.ได้ถามอะไรบ้าง จะเปิดเผยให้ประชาชนทราบหลังอภิปรายเสร็จ ถ้ารัฐมนตรีคนใดตอบไม่ตรง ตอบไม่ผ่าน เราจะขยายเปิดแผลให้ประชาชนทราบ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอฝากไปถึงหัวหน้าพรรคบางคนที่ออกมาระบุว่าจะโหวตให้ตามความเป็นจริง ขอเรียกร้องว่าอย่าโกหกประชาชนซ้ำซากซ้ำซ้อน เพราะก่อนหน้านี้บอกจะไม่ไปร่วมรัฐบาลก็ไปร่วม และงานนี้จะไม่จบในสภา จะไม่ใช่แค่พิธีกรรม จะให้ประชาชนที่อยู่นอกสภาเป็นผู้พิพากษาว่ารัฐบาลจะไปต่อได้หรือไม่ งานนี้ยืนยันว่าไม่มีมวยล้มต้มคนดูอย่างแน่นอน&amp;quot; นายอนุสรณ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุสรณ์กล่าวด้วยว่า การสนทนาผ่านทางไลน์หลุดของรัฐมนตรีช่วยว่าการกับ ส.ส.คนหนึ่งในพรรคพลังประชารัฐ และเมื่อมีการสอบถามไปยัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ กลับมองว่าเป็นเรื่องขำขันเป็นเรื่องตลก ซึ่งพรรคเพื่อไทยมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องน่าหัวเราะ สิ่งที่ควรทำคือออกมาขอโทษประชาชน เรื่องดังกล่าวนี้เป็นใบเสร็จเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญว่า มีคนกลุ่มหนึ่งพยายามใช้กฎหมายช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีความพยายามในการเจราจาต่อรองและใช้ข้อกฎหมายอะลุ่มอล่วย &amp;nbsp;อาจจะเป็นการทุจริตคอร์รัปชันรูปแบบหนึ่งหรือไม่ การทุจริตเชิงอำนาจ ทุจริตเชิงกฎหมายหรือไม่ และยังทุจริตกับความรู้สึกของประชาชนหรือไม่ ดังนั้นเรื่องนี้จะต้องถูกนำไปอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะคนที่ต้องรับผิดชอบคือ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะเป็นคนที่แต่งตั้งคนที่มีคุณสมบัติไม่เหมาะสมเข้ามาเป็นรัฐมนตรี รวมถึงปล่อยให้มีการเจราจาต่อรองใช้กฎหมายช่วยเหลือพวกพ้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกระแสข่าวการเสนอสัญญาใจแลกกับการไม่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจของรัฐมนตรีบางคนว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง พรรคพลังประชารัฐไม่มีการเจรจากับพรรคเพื่อไทยหรือกับใครทั้งสิ้น เราพร้อมที่จะชี้แจงในทุกเรื่องและไม่มีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ใดๆ ซึ่งตรงกับนายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ยืนยันชัดเจนว่าไม่มีการซูเอี๋ยหรือแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เพื่อแลกกับการไม่อภิปรายรัฐมนตรีบางคน ทั้งนี้คงเป็นการปล่อยข่าวของผู้ไม่หวังดีและประสงค์ร้ายกับทุกฝ่าย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นขึ้นอยู่กับข้อมูลหลักฐานต่างๆ ซึ่งรัฐบาลบริหารงานมา 6 เดือน &amp;nbsp;ดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อประโยชน์ของประชาชน ตรงไปตรงมา ยึดประชาชนเป็นที่ตั้ง ดังนั้นเราพร้อมที่จะให้ตรวจสอบ เพราะการอภิปรายจะใช้ความรู้สึกไม่ได้ ต้องมีหลักฐานข้อมูลที่ชัดเจน ที่สำคัญรัฐบาลนี้ไม่มีการทุจริตคอร์รัปชัน จึงอาจทำให้ฝ่ายค้านยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะอภิปรายใคร&amp;quot; นายธนกรกล่าว
&amp;#39;ธรรมนัส-ปารีณา&amp;#39; แค่งอนกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกรณีที่นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด ระบุว่าแชตไลน์หลุดระหว่างรัฐมนตรีกับ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ เป็นหลักฐานสำคัญที่ชี้ว่ามีการใช้กฎหมายช่วยเหลือกันและจะนำไปอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย &amp;nbsp;นายธนกรกล่าวว่าเป็นแค่การจินตนาการ โหนกระแสหวังเป็นข่าวรายวัน แต่ไร้ข้อเท็จจริง เพราะเรื่องนี้ไม่ได้มีปัญหาอะไร เจ้าหน้าที่ดำเนินการโดยยึดตามกฎหมายเป็นหลัก และปฏิบัติอย่างเท่าเทียม เชื่อว่าผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถชี้แจงได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกรณีข้อความแชตไลน์ความขัดแย้งระหว่าง น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ว่า อาจเป็นการหยอกล้อกันตามปกติ ไม่ได้ขัดแย้งกัน &amp;nbsp;หรือถ้าขัดแย้งกันก็เป็นเรื่องงอนกันนิดหน่อยเท่านั้น ขออย่านำเรื่องนี้ไปขยายความ ซึ่งตนเองไม่ได้มีอำนาจที่จะเรียกทั้งสองฝ่ายมาเคลียร์ เพราะคนหนึ่งก็เป็นรัฐมนตรีช่วย ส่วนอีกคนหนึ่งก็เป็น ส.ส.ซึ่งมีวุฒิภาวะด้วยกันทั้งคู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเรื่องความขัดแย้งภายในคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร จนปรากฏภาพวิวาทต่อกัน นายวิรัชกล่าวว่ามีคณะกรรมาธิการชุดนี้เพียงชุดเดียวที่มีปัญหา ซึ่งนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ กำลังดำเนินการแก้ปัญหาแล้ว ส่วนจะถึงขั้นถอดถอนประธาน กมธ.หรือไม่นั้น อาจจะมีวิธีการพูดจากันก่อนและหารือกับประธานสภาว่าจะดำเนินการอย่างไร เรื่องที่เกิดขึ้นจะไม่กระทบต่อภาพลักษณ์ของพรรค เพราะเป็นเรื่องเฉพาะตัว ใครพูดสิ่งใดก็ติดตัวไปตลอดและประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธตอบคำถามถึงประเด็นความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐ หลังมีข้อความสนทนาทางไลน์ภายในกลุ่ม ส.ส.พรรคระหว่าง ร.อ.ธรรมนัสกับ น.ส.ปารีณา โดยตอบสั้นๆ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า &amp;quot;ไม่มีอะไร&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวสั้นๆ เช่นกันว่า &amp;quot;ให้ไปถามพรรค&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงบ่ายที่โรงเรียนนราธิวาส ต.โคกเคียน อ.เมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส พล.อ.ประยุทธ์ได้พบปะนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย จ.นราธิวาส ที่เข้าร่วมโครงการ &amp;quot;รินน้ำใจสู่พี่น้องชาวใต้&amp;quot; โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถามนักเรียนตอนหนึ่งว่า &amp;quot;ตอนนี้เขาจะเปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจชุดนี้ มีใครอยากให้กำลังใจลุงไหม&amp;quot; ขณะที่เด็กนักเรียนไม่มีใครยกมือ ก่อนที่นายกฯ จะกล่าวย้ำว่าเขาจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไล่นายกฯ เด็กทั้งหมดภายในห้องประชุมร้อง &amp;quot;อ้อ&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายกฯ จึงยิ้มก่อนพูดว่า &amp;quot;จะช่วยเขาหรือจะช่วยเรา วันนี้ไม่ได้พูดเรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องความรักส่วนตัว ระหว่างเรา คนชอบพอกัน พูดให้เห็นหัวใจของลุง ลุงมีสี่ห้องหัวใจ แต่ข้างในมีชั้นเยอะ แต่ที่มีชั้นเยอะ เพราะมีปัญหารุมเร้าเข้ามาเยอะ ซึ่งปัญหาเหล่านั้นทำให้คณะรัฐมนตรี และข้าราชการต้องเดือดร้อนเป็นทุกข์ด้วยเช่นกัน แต่ถ้าทุกคนไปด้วยกันในทิศทางเดียวกัน และเดินไปสู่เป้าหมายสุดท้ายเดียวกัน&amp;quot;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55076</URL_LINK>
                <HASHTAG>คสช.สรรหาตัวเองเป็น ส.ว., ป.ป.ช., ปมถวายสัตย์, ฝ่ายค้าน, ยื่นซักฟอก, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อภิปรายไว้ไว้าางใจ, อภิปรายไว้ไว้าางใจรัฐบาล, ไม่แจงแหล่งที่มารายได้ในงบประมาณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200120/image_big_5e25ba35c4cf1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50770</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฮึ่มเสรีพิศุทธ์ดื้อเรียกบิ๊กตู่เจอคุก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เสรีพิศุทธ์&amp;rdquo; แถแล้วยังโทษคนส่วนใหญ่ทำงานมาน้อย ไม่เข้าใจเซ็นตั้งที่ปรึกษา ปธ.กมธ.ล่วงหน้าไม่จำเป็นต้องขอมติที่ประชุม ลั่นเก้าอี้ประธานเป็นโควตาของพรรค เสนอปลดเหมือนการปล้น ปมถวายสัตย์ฯ ยังไม่จบ! &amp;quot;ประสาน&amp;quot; เข้าชี้แจง กมธ.แทน &amp;quot;นายกฯ-ประวิตร&amp;quot; ขณะที่เสรีฯ ทวงถามเอกสารที่ควักจากกระเป๋านายกฯ ที่ประชุมสุดยุ่งเหยิง มีทั้งชี้หน้า เถียงกันแหลก &amp;quot;ปารีณา&amp;quot; งัดปม &amp;quot;รีสอร์ทภูไพรธารน้ำ&amp;quot; ของเสรีฯ รุกล้ำลำน้ำ ตามจิกทำผิด 3 ข้อ จ่อร้องประธานสภาฯ-ป.ป.ช.เอาผิดซ้ำ&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่รัฐสภา วันที่ 20 พฤศจิกายน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส &amp;nbsp;ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (ปปช.) สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการลงนามในเอกสารแต่งตั้งที่ปรึกษาของประธาน กมธ.ล่วงหน้า อีกทั้งยังอ้างมติของคณะ กมธ.ว่า คนส่วนใหญ่ทำงานมาน้อย ก็จะไม่เข้าใจขั้นตอนการทำงานของตนที่ต้องการความรวดเร็ว และที่ทำไปก็เพื่อที่ปรึกษาได้เข้ามานั่งทำงานได้ทันทีในวันนี้ ไม่ต้องเสียเวลาไปอีกสัปดาห์หนึ่ง คำสั่งแต่งตั้งข้าราชการก็ทำล่วงหน้าแบบนี้เช่นกัน เรื่องนี้เป็นอำนาจแต่งตั้งของตน ไม่จำเป็นต้องขอมติจากที่ประชุม แต่ให้เกียรติคณะ กมธ. รวมทั้งให้ กมธ.ของแต่ละพรรคการเมืองส่งตัวแทนของตนมา จึงได้เห็นชื่อของนายวัฒนา เมืองสุข เพราะพรรคเพื่อไทยเสนอ เช่นเดียวกับนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ ก็เป็นตัวแทนของพรรคประชาธิปัตย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธาน กมธ.ป.ป.ช.กล่าวว่า สำหรับการพยายามของฝ่ายรัฐบาลในการจะปลดตนเองออกจากการเป็นประธาน กมธ.นั้น ขออธิบายว่า กมธ. 35 คณะตั้งโดยสภาผู้แทนราษฎร และตำแหน่งประธาน เป็นเรื่องที่วิปรัฐบาลและฝ่ายค้านได้หารือกันมาแล้ว โดยจัดสรรให้ตามสัดส่วนของ ส.ส.แต่ละพรรค ซึ่งประธาน กมธ.ชุดนี้เป็นสัดส่วนของพรรคเสรีรวมไทย เป็นเหมือนสมบัติของพรรคเราใครก็เอาไปไม่ได้ ต่อให้ 14 คนใน กมธ.เสนอปลดก็ไม่สามารถทำได้ เพราะมันเป็นโควตาของพรรค การเสนอจะให้ปลดแบบนี้เหมือนเป็นการปล้นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวัฒนา เมืองสุข กล่าวถึงกรณี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์แต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาฯ ว่าการแต่งตั้งที่ปรึกษาประธาน กมธ. เป็นอำนาจโดยตรงของประธาน กมธ. ไม่จำเป็นต้องให้ที่ประชุม กมธ.พิจารณาส่วนที่มีการระบุว่าตนเองยังมีคดีอาญาในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ในรัฐธรรมนูญมาตรา 129 วรรค 4 กมธ.มีอำนาจเรียกบุคคลมาให้ถ้อยคำชี้แจงยกเว้นผู้พิพากษาและองค์กรอิสระ ดังนั้นตนเข้ามาเป็นที่ปรึกษาฯ ก็ไม่มีอำนาจให้คุณให้โทษแก่ผู้พิพากษา เนื่องจาก รธน.มาตราดังกล่าวได้คุ้มครองไว้แล้ว อีกทั้ง รธน.ยังกำหนดให้ผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญาถูกสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสิระ เจนจาคะ กล่าวว่า ตนได้ทำหนังสือถึงประธานกมธ.ป.ป.ช. เพื่อขอให้ที่ประชุมลงมติปลด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ออกจากการเป็นประธาน เนื่องจากดำเนินการไม่เป็นมติ กมธ. ดังนี้ 1.การลงนามในหนังสือเรียกนายกฯ และรองนายกฯ ให้มาชี้แจงในวันที่ 20 พ.ย. ไม่เป็นไปตามมติของ กมธ. เมื่อวันพุธที่ 13 พ.ย. 2.การมีประกาศแต่งตั้งที่ปรึกษาประธานล่วงหน้าก่อนมีการประชุมในวันที่ 20 พ.ย. ซึ่งคาดว่าเรื่องนี้จะได้รับการพิจารณาภายในสัปดาห์หน้า ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย จะยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ในวันที่ 22 หรือ 25 พ.ย. เพื่อให้ดำเนินการทางอาญากับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ต่อไป
กมธ.ถกกันเดือดซัดกันเละ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายประสาน หวังรัตนปราณี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ สัมภาษณ์ก่อนการเข้าร่วมชี้แจงต่อ กมธ.ป.ป.ช.ว่า ได้นำเอกสารคำชี้แจงอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม 15 ข้อ และของ พล.อ.ประวิตร 14 ข้อ มอบให้กับ กมธ. ในเอกสารได้ตอบไว้ทุกคำถาม หาก กมธ.ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.ประวิตรชี้แจงด้วยตนเองอีก ต้องพิจารณาบนกรอบของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หากพบการกระทำที่ไม่ยึดกรอบของกฎหมาย อาทิ กฎหมายคำสั่งเรียกปี 2554 กมธ.อาจมีความผิดและได้รับโทษรุนแรงคือจำคุก 1-10 ปี ซึ่งรุนแรงกว่าผู้ที่ถูกเรียกมาชี้แจงที่จะได้รับโทษ จำคุก 3 เดือน ผมไม่ได้ขู่ กมธ. แต่การใช้ดุลยพินิจหรือมีมติเพื่อเรียกบุคคลมาชี้แจงซ้ำโดยมีเจตนาไม่สุจริตต้องระวังว่าอาจเข้าข่ายการกระทำที่อาจผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 09.30 น. มีการประชุม กมธ.ป.ป.ช. ที่มี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ทำหน้าที่ประธาน โดยเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตรมาชี้แจงกรณีการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ แต่ปรากฏว่า พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.ประวิตรติดภารกิจ ขอเลื่อนการชี้แจงต่อ กมธ.ด้วยตนเอง โดยส่งหนังสือชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรแทน ในส่วนของ พล.อ.ประวิตร ยังได้ส่งนายประสานมาชี้แจงแทนด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการประชุม กมธ.ยังได้รับหนังสือร้องเรียนจากนายอิทธิพร สังข์แก้ว รองนายกเทศมนตรีเทศบาลกะรน จ.ภูเก็ต ที่ยื่นเรื่องให้ตรวจการรุกที่ป่าของรีสอร์ตแห่งหนึ่ง โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐให้การช่วยเหลือในการออกเอกสารสิทธิ ซึ่งนายอิทธิพรกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ที่นายสิระ เจนจาคะ ลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต แต่กลับไม่ได้รับการตอบรับ จึงต้องมายื่นร้องเรียนเรื่องดังกล่าวต่อ กมธ.เอง ระหว่างนั้น น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรค พปชร. กมธ.ซีกฝ่ายรัฐบาล ขอให้นายอิทธิพรอยู่ในห้องประชุมก่อน เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยมาแล้วในเรื่องการถมหินรุกล้ำ อย่างรีสอร์ทภูไพรธารน้ำ ที่ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ก็เคยกระทำความผิดมาแล้ว ทำให้นายสิระที่นั่งอยู่ข้าง น.ส.ปารีณาตบมือเชียร์เสียงดังลั่นห้องประชุม &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวสวนทันทีด้วยน้ำเสียงขึงขังว่า &amp;quot;เดี๋ยวคุณจะโดน จะกล่าวหาอะไรผม ขอให้ทำหนังสือมาเลย ผมยินดีให้ตรวจสอบ&amp;quot; ซึ่ง น.ส.ปารีณากล่าวตอบโต้ว่า &amp;quot;ไม่ได้กล่าวหา &amp;nbsp;เพราะถือว่าเป็นความผิดสำเร็จแล้ว&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 15.00 น. นายประสาน หวังรัตนปราณี ได้เข้าชี้แจงต่อ กมธ.ป.ป.ช. ในฐานะตัวแทนของ พล.อ.ประวิตร แต่ปรากฏว่านายสิระได้บอกให้นายประสานกลับไม่ต้องชี้แจง เพราะหนังสือที่กมธ.เชิญ พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.ประวิตรมาชี้แจง ใช้อำนาจตามมาตรา 6 ตาม พ.ร.บ.คำสั่งเรียก ซึ่งขัดกับมติของที่ประชุมกมธ.ที่ให้เชิญทั้งสองคนมาชี้แจง ดังนั้นนายประสานไม่จำเป็นต้องอยู่ชี้แจง เพราะ กมธ.ใช้อำนาจไม่ถูกต้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำให้ที่ประชุมเกิดการโต้เถียงกันไปมากับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างข้อกฎหมายมาใส่กัน ในที่สุดที่ประชุมยินยอมให้นายประสานชี้แจง และต้องลงมติโหวตเห็นชอบให้รับหนังสือของ พล.อ.ประยุทธ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กลับทวงเอกสารเพิ่มเติมจากนายประสาน 2 ฉบับที่ กมธ.ยังไม่ได้รับคือ 1.กระดาษที่ พล.อ.ประยุทธ์ควักออกมาจากกระเป๋าเสื้อก่อนที่จะอ่านคำถวายสัตย์ปฏิญาณ 2.เอกสารที่มติ ครม.เกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ที่นายกฯ เสนอต่อประธานสภาฯ เพื่อบรรจุเข้าสู่การประชุมสภาในวาระ1 หากได้เอกสาร 2 ฉบับมาแล้ว ค่อยมาพิจารณาว่าจะต้องเชิญ พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.ประวิตรมาชี้แจงต่อ กมธ.อีกหรือไม่ หากยังไม่ได้เอกสารดังกล่าว กมธ.ก็ต้องเรียกทั้งสองคนมาชี้แจงต่อไป
จ่อร้องเอาผิดเสรีฯ 3 ข้อหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมครั้งนี้ บรรยากาศเป็นไปอย่างดุเดือด โดยเฉพาะการโต้เถียงระหว่าง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กับนายสิระ ที่มีการชี้หน้ากันไปมาตลอดเวลาตั้งแต่เริ่มการประชุม โดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ได้ต่อว่านายสิระว่า &amp;ldquo;อย่ามาชี้หน้าผม&amp;rdquo; แต่นายสิระก็สวนกลับทันทีว่า &amp;ldquo;คุณก็อย่ามาชี้หน้าผมเหมือนกัน&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังการประชุม นายประสานกล่าวว่า คิดว่าคงไม่จำเป็นต้องให้ พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.ประวิตรมาชี้แจงอีกแล้ว เนื่องจากในส่วนของ พล.อ.ประวิตรเรียบร้อยแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวว่า ต้องรอเอกสารอีก 2 ฉบับจากนายกฯ เมื่อได้เอกสารมาแล้วค่อยไปพิจารณาในที่ประชุม กมธ.อีกครั้งในสัปดาห์ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ น.ส.ปารีณากล่าวว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ทำผิดระเบียบ และข้อกฎหมายหลายกระทง 1.ในระหว่างการประชุม กมธ.ได้สอบถาม พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ถึงกรณีนายวัฒนาโพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 18 พ.ย. ตามที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ลงนามคำสั่งแต่งตั้งที่ปรึกษาฯ ให้มีผลวันที่ 20 พ.ย. ซึ่งก่อนหน้าตนได้ไปแจ้งความเอาผิดนายวัฒนา ตามความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เอาไว้ เมื่อพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ได้ขอนำเฟซบุ๊กนายวัฒนาไปดู และยอมรับว่า ใช่ ได้ลงนามแต่งตั้งที่ปรึกษาจริง จากประเด็นตรงนี้ทำให้นายวัฒนาพ้นจากข้อกล่าวหาเอาความเท็จลงในโลกออนไลน์ &amp;nbsp;ในทางกลับกัน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กลายเป็นคนทำผิดกฎหมายเสียเอง จะโดนข้อหาลงนามในหนังสือราชการอันเป็นเท็จ การประชุมวันนี้คือวันที่ 20 พ.ย. ไม่เคยมีมติจาก กมธ.เห็นชอบตามที่ประธานกล่าวอ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ทำผิดระเบียบ กรณีการเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร มาชี้แจงต่อ กมธ. ในการประชุมอาทิตย์ที่แล้ว พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ระบุว่าจะเชิญนายกฯ และรองนายกฯ มาชี้แจง แต่ในหนังสือที่ส่งไปกลับเป็นหนังสือเรียก แสดงว่าใช้เจตนาบิดเบือน 3.ในฐานะประธาน ตามข้อบังคับการประชุม ไม่มีสิทธิออกเสียง เว้นแต่เสียงโหวตในที่ประชุมเท่ากัน แต่การประชุมวันที่ 20 พ.ย. พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กลับมายกมือสนับสนุนด้วย ถือเป็นการทำผิดข้อบังคับการประชุมอย่างชัดเจน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จากข้อหาความผิดในหลายๆ เหตุผล ดิฉันจะไปยื่นหนังสือต่อประธานสภาฯ เพื่อให้สอบจริยธรรม พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ และจะไปยื่นต่อ ป.ป.ช. เอาผิด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ&amp;quot; น.ส.ปารีณากล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษาและวิปรัฐบาล กล่าวถึงความคืบหน้าการสรรหาคณะกรรมาธิการวิสามัญ (กมธ.) ศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญฝ่ายรัฐบาลว่า คืบหน้าแล้ว 70-80 เปอร์เซ็นต์ หารือกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ และหลายฝ่ายแล้ว และในที่ประชุมวิปรัฐบาลวันนี้อาจเชิญบุคคลภายนอกภาคธุรกิจ เช่น สภาอุตสาหกรรม หรือธุรกิจที่เห็นว่าอาจได้รับผลกระทบมีส่วนได้ส่วนเสียเมื่อมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ร่วมเป็น กมธ.เพื่อช่วยดูว่าอยากได้รัฐธรรมนูญแบบไหน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเทวัญกล่าวว่า ที่แน่นอนแล้วมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ ว่าที่เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา, นายวุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า, นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีต กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ สมัยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน และได้ทาบทามอดีต กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญอีก 4-5 คน โดยไม่มีส.ว. ซึ่งจะได้สรุปในที่ประชุมวิปรัฐบาล โดยสัดส่วน ครม. 12 คน แบ่งตนและนายวิษณุ ร่วมสรรหา 6 คน ที่เหลือ 6 คนให้วิปรัฐบาลพิจารณา สำหรับประธาน กมธ.แก้รัฐธรรมนูญ ยังยืนยันให้ กมธ.แก้รัฐธรรมนูญเลือกกันเอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาฯ คนที่ 1 เป็นประธานการประชุม นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ขอเสนอให้ที่ประชุมสภาเปลี่ยนระเบียบวาระการประชุม โดยให้นำญัตติเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมาพิจารณา ต่อจากเรื่องด่วน จากนั้นนายสุชาติได้ขอมติจากที่ประชุมเนื่องจากไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ปรากฏว่าที่ประชุมมีมติเสียงข้างมาก 228 ต่อ 240 เสียง ไม่เห็นด้วยกับการให้เลื่อนญัตติฯ มาพิจารณาต่อจาก พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ.2562.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50770</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.ป.ป.ช., ตั้งที่ปรึกษา, ปธ.กมธ., ปมถวายสัตย์, พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191120/image_big_5dd54ed1c6758.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48917</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือน‘เสรีพิศุทธ์’เจอคุก!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;เสรีพิศุทธ์&amp;quot; พลิ้วเรียก &amp;quot;บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม&amp;quot; แจงไม่เกี่ยวกับปัญหาการถวายสัตย์ฯ เป็นเรื่องงบฯ ล้วนๆ สั่งต้องมาเองเพราะไม่ได้เชิญผู้แทน ลั่นไม่เข้าชี้แจงก็เข้าทาง จะได้สรุปข้างเดียวไปเลยว่าการเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 63 ต่อสภาไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดรัฐธรรมนูญ และส่งฟ้องไปเลย อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาเตือน กมธ. ระวังคุก 10 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีจะเรียก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เข้าชี้แจงกรณียื่นร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ไม่ถูกต้อง เพราะรัฐบาลถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวช่วงหนึ่งว่า เป็นไปตามหน้าที่ของประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นมติของที่ประชุม เพื่อต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.ประวิตรมาแถลงข้อเท็จจริง และแสดงความคิดเห็นเรื่องการนำร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 63 มาเสนอต่อที่ประชุมสภาได้อย่างไร ซึ่งไม่เกี่ยวกับปัญหาการถวายสัตย์ฯ ตามที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมากล่าวอ้างแต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธาน กมธ.กล่าวว่า เพิ่งเซ็นหนังสือเพื่อเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตรให้มาชี้แจงเรื่องนี้ในวันที่ 30 ตุลาคมนี้ การที่นายวิษณุออกมาระบุว่าทั้งสองคนมีสิทธิ์ที่จะมาหรือไม่มา หรือส่งตัวแทนมาชี้แจงก็ได้นั้น อยากจะบอกว่า ตนไม่ได้เชิญผู้แแทน แต่ระบุชื่อตัวตนชัดเจนว่า พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.ประวิตร เนื่องจากตนอยากทราบข้อเท็จจริง จะส่งนายหมูนายหมามาตอบแทนได้อย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การทำหนังสือเชิญดังกล่าว เป็นการทำตามอำนาจของประธาน กมธ. ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ติดราชการเพราะมีภารกิจมากก็ไม่มีปัญหา สามารถแจ้งมาเพื่อขอเลื่อนได้ แต่ถ้าไม่ตอบเลย ผมก็จะมีหนังสือเรียกครั้งที่สอง โดยจะให้โอกาสแค่สองครั้งเท่านั้น ถ้าไม่มีอีก ครั้งต่อไปผมจะทำเป็นหนังสือคำสั่งของประธาน กมธ. เพื่อเรียกบุคคลนั้น หรือเรียกเอกสารให้มาชี้แจงข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมาธิการฯ ตามมาตรา 8 ของ พ.ร.บ.คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ถ้าฝ่าฝืนไม่มาตามคำสั่งเรียกดังกล่าว ถือว่ามีความผิดตามมาตรา 13 ต้องระวางโทษไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&amp;quot;
มีแผนล่อให้เข้าทาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวว่า นี่คือการทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายรัฐบาล เพราะการดำเนินการทุกขั้นตอนของ กมธ.ต้องออกเป็นมติ ไม่ใช่ผมมาคิดเองเออเอง หรือเป็นคู่กรณี แต่เป็นการทำหน้าที่ของตน แต่ถ้า พล.อ.ประยุทธ์หรือ พล.อ.ประวิตรไม่มาเอง ก็ถือว่าเข้าทางตน จะได้สรุปข้างเดียวไปเลยว่าการเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 63 ต่อสภาไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขัดรัฐธรรมนูญ และส่งฟ้องไปเลย ดังนั้นก็ไปตัดสินใจเอาเองว่าจะมาหรือไม่มา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธาน กมธ. ยืนยันต่อการทำหน้าที่ของ กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่สามารถทำได้ โดยไม่สามารถเอาผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ตามที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐระบุ หลังจากที่ กมธ.ส่งหนังสือเชิญ พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.ประวิตรชี้แจงต่อ กมธ. วันที่ 30 ตุลาคมนี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในกรณีไม่มีอำนาจเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท เพราะนายกฯ กล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วน เนื่องจากการทำหน้าที่ของ กมธ. คือการเชิญบุคคลให้ชี้แจงข้อเท็จจริง ตามอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ ที่แยกจากฝ่ายบริหาร
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีที่ระบุว่าประเด็นถวายสัตย์ปฏิญาณศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานด้วยนั้น การทำงานของ กมธ.ไม่ผูกโยงกับมติศาลรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ดี การทำงานของ กมธ.นั้นได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กมธ.ส่งหนังสือเชิญนายกฯ และรองนายกฯ ไปแล้ว ส่วนจะมาเองหรือส่งตัวแทนมาได้ แต่หาก กมธ.เชิญ พล.อ.ประยุทธ์มา แต่ไม่มาจนครบ 3 ครั้งตามกฎหมายเรียก ให้ กมธ.ส่งเรื่องไปยังผู้บังคับบัญชาให้พิจารณาลงโทษ แต่กรณีนี้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดแล้ว ถ้าไม่มาชี้แจงจริง ผมยังไม่รู้จะส่งเรื่องไปให้ใครพิจารณา&amp;quot; นายนิรันดร์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนคร มาฉิม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า &amp;nbsp;&amp;quot;การไม่ให้เกียรติต่อประชาชนของพลเอกประยุทธ์ และพลเอกประวิตร การร่วมกันทำรัฐประหารยึดอำนาจประชาชน ในนาม คสช. ซึ่งเป็นสิ่งเลวร้ายที่สุด ทั่วโลกไม่ยอมรับ ไม่คบค้าสมาคมและรังเกียจ ซึ่งถือเป็นการเหยียบหัวประชาชนมาแล้ว และเมื่อยึดอำนาจเสร็จ พฤติกรรมการแสดงออกของทั้งสองนายพล คือพลเอกประยุทธ์ ที่ใส่หัวโขนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่วนลูกพี่ใหญ่พลเอกประวิตร ใส่หัวโขนเป็นรองนายกรัฐมนตรี ภาษากาย แววตา กิริยาท่าทาง คนหนึ่งชอบขู่ ตะคอก ตวาด ประชาชน สื่อมวลชน แสดงตนมีอำนาจบาตรใหญ่ อวดอ้างว่ามีอำนาจเหนือกว่าฟ้า มีอำนาจพิเศษหนุนหลัง ส่วนอีกคน แสยะยิ้มภาษากายดูแคลนประชาชนในประเทศนี้ เพราะคิดว่าตัวข้าและพรรคพวกของข้ายิ่งใหญ่สุด ทำอะไรก็ไม่ผิด เกียรติยศ ชื่อเสียง แก้วแหวน เงินทองมากมายมหาศาล ไม่มีใครมาต่อกรได้ ไร้เทียมทาน
&amp;nbsp;สืบทอดอำนาจเผด็จการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อมีสภาผู้แทนราษฎร แม้พวกเขาจะแพ้การเลือกตั้งในสภาผู้แทนฯ แต่ด้วยพวกเขามีสมาชิกวุฒิสภา 250 คน ที่พวกเขาแต่งตั้งมาเป็นฐานกลับไปโหวตเลือกพวกเขามาเป็นรัฐบาลเผด็จการ ในเสื้อคลุมประชาธิปไตย สืบทอดอำนาจเผด็จการสำเร็จตามแผนที่วางไว้ นายพลพวกนี้ก็ยังมีพฤติกรรมเดิมๆ และแสดงความกร่าง ยิ่งใหญ่คับฟ้ามากยิ่งขึ้น ดังที่ปรากฏต่อสายตาประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมาธิการซึ่งเป็นหน่วยย่อยของสภาผู้แทนราษฎร เป็นตัวแทนของประชาชน ต้องการเชิญนายกฯ และรองนายกฯ มาชี้แจง เกี่ยวกับเรื่องการทุจริต เรื่องการไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย รวมถึงเรื่องการจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน ที่ไม่เป็นไปตามที่หาเสียง และแถลงต่อรัฐสภา นายพลทั้งสองคนนี้จึงไม่สนใจ และมีเหล่าเนติบริกรที่ได้ดิบได้ดี มีตำแหน่งใหญ่โต ร่ำรวยเงินทอง จากการที่คอยรับใช้ เอาใจนายเผด็จการคอยแก้ต่าง ตีความกฎหมายเพื่อพวกเผด็จการ คอยช่วยเหลืออย่างไร้ยางอาย ไร้หลักการ อย่างไม่มีศักดิ์ศรีเหลืออยู่ เหล่าเนติบริกรพวกนี้คือปีศาจ ปลิง ทาก พยาธิ ที่คอยอาศัยอำนาจจากระบอบเผด็จการ ใช้ความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญทางกฎหมาย แอบอิงเผด็จการดูดเลือดดูดเนื้อของประชาชน ทำให้ประชาชนชาวไทย และประเทศไทยของเราต้องตกอยู่ในหลุมดำของระบอบเผด็จการมายาวนาน หากวันหนึ่งประชาชนและประชาธิปไตยชนะพวกเขาต้องร่วมรับโทษร่วมกับเผด็จการด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การทำหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ แทนประชาชน แทนสภา จึงไม่ได้รับการตอบรับ จากนายพลผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองคนประเทศชาติ และประชาชนจึงเสียประโยชน์ เสียหาย และประชาชนไม่มีโอกาสรับทราบความจริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอเป็นกำลังใจให้คณะกรรมาธิการทุกคณะ ทุกท่าน อย่าสยบยอมต่อนายพลพวกนี้นะครับ เพราะพวกท่านคือผู้แทนปวงชนชาวไทย&amp;quot; นายนครระบุ
เตือนระวังคุก 10 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา ให้ความเห็นว่า พระราชบัญญัติคําสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ.2554 ได้บัญญัติไว้ดังนี้ มาตรา 5 คณะกรรมาธิการมีอำนาจออกคำสั่งเรียกบุคคลมาแถลงข้อเท็จจริงในกิจการที่คณะกรรมาธิการกระทำอยู่ หรือในเรื่องคณะกรรมาธิการสอบสวนหรือศึกษาอยู่ ไม่ได้มีอำนาจที่จะเรียกมาสอบถามเรื่องใดก็ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามบทบัญญัติของกฎหมายคณะกรรมาธิการน่าจะไม่มีอำนาจออกคำสั่งเรียกบุคคลใดมาให้แถลงข้อเท็จจริงในเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมาธิการ หรือในเรื่องที่คณะกรรมาธิการไม่ได้ทำการสอบสวนหรือศึกษาอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; อดีตผู้พิพากษาศาลฎีการะบุว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ของคณะรัฐมนตรี หรือเรื่องอื่นใดที่ไม่ได้เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ คณะกรรมาธิการชุดนี้จึงน่าจะไม่มีอำนาจออกคำสั่งเรียกบุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรา 8 คณะกรรมาธิการใช้มติที่ประชุมของคณะกรรมาธิการไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนกรรมาธิการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ออกคำสั่งเรียกให้บุคคลที่ไม่ยอมมาแถลงข้อเท็จจริงให้มาแถลงข้อเท็จจริง และหากบุคคลนั้นฝ่าฝืนมีโทษตามมาตรา 13 &amp;nbsp;คือต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน &amp;nbsp;5 พันบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรา 12 กรรมาธิการผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 พันบาทถึง &amp;nbsp;2หมื่นบาท หรือทั้งจําท้ังปรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์และคณะกรรมาธิการจะกล้าเสี่ยงที่อาจมีความผิดตามมาตรา 12 โดยใช้มติที่ประชุมมีคำสั่งพลเอกประยุทธ์ให้ไปแถลงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ของคณะรัฐมนตรี หรือเรื่องอื่นใดที่ไม่เกี่ยวกับการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบหรือไม่ &amp;nbsp;คอยดูกันต่อไป&amp;quot; นายชูชาติระบุ
เสียชื่อวีรบุรุษนาแก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ทางกรรมาธิการไม่น่าจะมีอำนาจที่จะเรียกตรวจสอบเรื่องนี้เพราะศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยจบแล้ว ด้วยความเคารพผู้อาวุโสอย่าง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ อยากจะให้ทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์ อย่าใช้ตำแหน่งประธานกรรมาธิการฯ มุ่งทำลายล้างทางการเมืองเพียงอย่างเดียว อย่าลุแก่อำนาจ ท่านเป็นนายตำรวจเก่า น่าจะทราบกฎหมายดีว่า การเป็นกรรมาธิการมีหน้าที่ในการตรวจสอบการทุจริต ประพฤติมิชอบต่างๆ ไม่ใช่มาตรวจสอบปมถวายสัตย์ฯของท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการทุจริต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทางที่ดี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ต้องทำหน้าที่แทนประชาชนในการตรวจสอบการทุจริต ไม่ใช่มาตะบี้ตะบันมุ่งโจมตี พล.อ.ประยุทธ์เพียงอย่างเดียว เสียชื่อวีรบุรุษนาแกหมด ขอให้ประชาชนจดจำความดีในอดีตดีกว่า ในวัยเด็กผมเคยชื่มชม พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ แต่มาตอนหลังรู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐกล่าวว่า คณะกรรมาธิการสภาผู้แทนฯ มีบทบาทหน้าที่ตามกฎหมายชัดเจน อย่าใช้อำนาจในทางที่ไม่ถูกต้อง ขอให้ดูการทำงานของคณะกรรมาธิการฯ ส่วนใหญ่ทำงานได้ดี เข้าใจบทบาทหน้าที่ ตรวจสอบตรงไปตรงมา ไม่ได้มุ่งเน้นทำลายฝ่ายการเมืองตรงข้าม เช่น นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ประธานคณะกรรมาธิการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนและกองทุน สภาผู้แทนฯ หรือนายไชยา พรหมมา ประธานคณะกรรมาธิการศึกษา การจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนฯ ต่างทำหน้าที่ได้ดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ได้ facebook live จากสภาแฟบ้านปากตน ม.7 ต.ท้ายสำเภา อ.พระพรหม กรณีดังกล่าวว่า ในกรณีดังกล่าวมีประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.คณะ กมธ.ป.ป.ช.มีสิทธิ์จะเชิญนายกรัฐมนตรีเข้าชี้แจงต่อที่ประชุม กมธ.ได้หรือไม่ แม้จะเป็นสิทธิ์ที่สามารถทำได้ เพราะ กมธ.มีอำนาจที่จะเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดิน เข้าชี้แจงปัญหาใดๆ ต่อที่ประชุม กมธ.ก็ได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.การเชิญ พล.อ.ประยุทธ์เข้าชี้แจงกรณีถวายสัตย์ฯ และการจัดทำงบประมาณ มีความเหมาะสมหรือไม่ ส่วนตัวเห็นว่า บทบาทหน้าที่ของ กมธ.ป.ป.ช.ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีหน้าที่ในเรื่องการตรวจสอบการทุจริตประพฤติมิชอบเท่านั้น แต่การถวายสัตย์ปฏิญาณ และการจัดทำงบประมาณ ไม่เข้าข่ายการกระทำทุจริตและประพฤติมิชอบแต่ประการใด จึงไม่เห็นด้วยในการเชิญ พล.อ.ประยุทธ์มาชี้แจงใน กมธ.ป.ป.ช.ของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ในครั้งนี้&amp;nbsp;
เหน็บ&amp;quot;เสรีพิศุทธ์&amp;quot;อ่อนหัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.การตรวจสอบกรณีการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วน และการจัดทำ พ.ร.บ.งบประมาณที่ไม่ถูกต้องนั้น สามารถตรวจสอบได้ด้วยการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ถ้าใช้ช่องทางนี้ จะมีความเหมาะสมกว่าการตรวจสอบผ่านที่ประชุมของคณะ กมธ.ป.ป.ช.
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.การตรวจสอบเรื่องการจัดทำ พ.ร.บ.งบประมาณที่ไม่ถูกต้อง ควรใช้บทบาทของคณะ กมธ.การเงินการคลัง ตรวจสอบความถูกต้อง จะเหมาะสมกว่าการใช้ กมธ.คณะอื่นดำเนินการ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์เป็น ส.ส.สมัยแรก อาจจะทำให้ไม่เข้าใจบทบาทการทำหน้าที่ ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎรดีเท่าที่ควร จึงอยากให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ได้ใช้บทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติตรวจสอบการทำหน้าที่ของฝ่ายบริหารให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ไม่ควรเอาความรู้สึกส่วนตัวมาเกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ ส.ส. ซึ่งอาจจะทำให้ขาดความชอบธรรมและความน่าเชื่อถือในสายตาประชาชนได้&amp;quot; นายเทพไท กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะรองประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 กล่าวถึงกรณีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุหาก กมธ.งบประมาณฯ มีข้อสงสัยว่านายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จะเป็น กมธ.งบประมาณฯ ได้หรือไม่ ให้ทำหนังสือสอบถามมาที่ประธานสภาฯ ว่า ที่ประชุม กมธ.ไม่มีการตั้งข้อสงสัยเรื่องสถานะของนายธนาธรในการทำหน้าที่ กมธ.งบประมาณรายจ่ายปี 2563 เพราะเห็นว่า ขณะนี้มีผู้ยื่นเรื่องต่อประธานสภาฯ และส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว คงไม่ทำหนังสือถึงนายชวนให้วินิจฉัยเรื่องดังกล่าว ปล่อยให้เป็นเรื่องของกระบวนการที่มีผู้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมองว่า ในหลักการของกฎหมายแล้ว การให้คนนอกดำรงตำแหน่ง กมธ.วิสามัญฯ ได้นั้น มีความมุ่งหมายอยากให้เป็นคนนอกจริงๆ ที่ไม่มีตำแหน่งเป็น ส.ส. เพื่อให้ใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของคนนอกมาช่วยงานของ กมธ.วิสามัญฯ ไม่ได้หมายถึงการเป็น ส.ส. แต่ถูกพักงาน แล้วใช้โควตาคนนอกมาเป็น กมธ. ถือเป็นคนละกรณีกัน ยืนยันว่าไม่ได้ตั้งแง่กีดกันนายธนาธรเป็น กมธ.วิสามัญฯ แต่แค่สงสัยว่าจะดำรงตำแหน่งได้หรือไม่ ซึ่งคงต้องรอกระบวนการวินิจฉัยชี้ขาด
เสียดายภาษีประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ระบุถึงนายธนาธรว่า ถ้าคุณยังรับเงินเดือน ส.ส.อยู่ ยังมีผู้ช่วย ส.ส. คุณจะเป็นคนนอกได้อย่างไร เข้าใจยากตรงไหน เสียดายภาษีประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกนก วงษ์ตระหง่าน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กโดยมีรายละเอียดดังนี้ ในความผิดหวัง และคำขอโทษ ถึง &amp;ldquo;พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ในสภาผู้แทนราษฎรสมัยที่แล้ว (2554-2556) ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์ และมีโอกาสเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2 ครั้งติดต่อกัน กรรมาธิการวิสามัญงบประมาณเป็นกรรมาธิการที่มีความสำคัญมาก เพราะมีหน้าที่พิจารณารายละเอียดคำของบประมาณของทุกกระทรวง และทุกกรม รวมถึงกองทุน และรัฐวิสาหกิจต่างๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรรมาธิการจะต้องตั้งคำถามสำคัญต่อการขอใช้งบประมาณในเรื่องต่างๆ ว่าแผนงานโครงการเหล่านั้นมีความถูกต้องตามหลักวิชา มีความสอดคล้องกับปัญหาของประชาชน จนถึงค่าใช้จ่ายที่ต้องการนั้นตั้งบน &amp;ldquo;เกณฑ์&amp;rdquo; มาตรฐานของอะไร เป็นต้น ดังนั้น กรรมาธิการจะต้องมีความรู้ทั้งหลักวิชาและปัญหาของประชาชน ตลอดจนการบริหารจัดการแผนงานของโครงการของทุกกระทรวง ทบวง กรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การทำงานของกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณจึงต้องวิเคราะห์คำของบประมาณ เพื่อให้สอดรับไปกับปัญหาของประชาชนและของประเทศตามลำดับความสำคัญที่ถูกควร และกรรมาธิการยังมีหน้าที่ต้องให้ความเห็นและข้อเสนอแนะกับส่วนราชการต่างๆ (แบบรายกรม หรือรายหน่วยงาน) เพื่อให้เกิดการปรับแก้งบประมาณที่เหมาะสม ผ่านการแปรญัตติปรับลดงบประมาณลง และสำหรับงบประมาณในส่วนที่ลดไปนั้น รัฐบาลจะเป็นผู้กำหนดว่า ควรจะนำไปปรับเพิ่มให้แก่แผนงานโครงการของส่วนราชการใด ซึ่งในหลักการแล้วรัฐบาลควรจะรับฟังความคิดเห็นจากสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณ และนำไปปรับเพิ่มงบประมาณตามคำแนะนำนั้นๆ ต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ที่สำคัญ คำแนะนำและข้อสังเกตที่กรรมาธิการวิสามัญงบประมาณได้ให้แก่ส่วนราชการต่างๆ ไปนั้น จะมีส่วนช่วยให้ส่วนราชการเหล่านั้น สามารถนำไปปรับปรุงคำของบประมาณในปีต่อๆ ไปได้อย่างเหมาะสม แต่กระนั้นความไม่แน่นอนของข้าราชการในการปรับย้ายในแต่ละปี และในแต่ละวาระของตำแหน่งต่างๆ ที่เกี่ยวพันกับระบบในการจัดทำคำของบประมาณนั้น ก็ทำให้ข้อสังเกตหรือข้อแนะนำที่สภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณได้รายงานเพื่อเป็นเกณฑ์ในการจัดทำงบประมาณอย่างมีมาตรฐานทางด้านประสิทธิภาพต่อปัญหาของประชาชนเอาไว้ ไม่มีความต่อเนื่องในการนำมาปฏิบัติตามที่ควรจะเป็น
งบฯ ไม่ตอบโจทย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในทางกลับกัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เข้าเป็นไปกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณของแต่ละพรคการเมือง ก็มักจะเปลี่ยนทุกปีเช่นเดียวกัน เพราะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนมากที่ต้องการเป็นกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณ แต่ระบบงานภายในของแต่ละพรรคการเมืองส่วนใหญ่ก็ไม่มีกลไกสนับสนุนภายในที่จะบอกว่า กรรมาธิการวิสามัญงบประมาณของพรรคในปีที่ผ่านมา ได้ให้ข้อสังเกตและคำแนะนำอะไรไว้กับส่วนราชการต่างๆ บ้าง ดังนั้น จากการเปลี่ยนตัวบุคคลของหัวหน้าส่วนราชการและกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณของพรรคการเมืองในทุกๆ ปีแบบนี้ จึงเป็นการยากมากที่งบประมาณรายจ่ายประจำปีจะได้รับการพัฒนาให้ตอบโจทย์ปัญหาของประชาชน และประเทศชาติได้ตรงจุด และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับการใช้งบประมาณ เพราะขาดการสะสมข้อมูลและประสบการณ์ของทั้งฝ่ายข้าราชการประจำและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ในการทำงานของกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณนั้น มีเวลา 2 เดือนเศษที่จะพิจารณารายละเอียดต่างๆ ของคำของบประมาณทั้งหมด จากนั้นจะนำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ที่ผ่านกรรมาธิการวิสามัญแล้ว ส่งให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในวาระ 2 และ 3 ต่อไป ซึ่งการทำงานของกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณจะมีทั้ง &amp;ldquo;มิติวิชาการ&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;มิติทางการเมือง&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มิติทางวิชาการ คือมิติที่ต้องใช้ความรู้ที่กว้างขวางตั้งแต่เศรษฐกิจ การเงินการคลัง จนถึงความรู้ทางวิชาการที่เกี่ยวเนื่องกับการทำงานของแต่ละกระทรวง เช่น เกษตร, สาธารณสุข, คมนาคม, การศึกษา เป็นต้น มิติทางวิชาการนี้ ต้องอาศัยความรู้ของกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณจากพรรคการเมืองต่างๆ มาช่วยในการตั้งคำถาม และให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในมิติทางการเมือง คือ มิติของการต่อรองทางนโยบายเพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนคำของบประมาณและการให้ความสำคัญกันทางนโยบายที่มากขึ้น มิติทางการเมืองนี้ต้องอาศัยกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณที่มีประสบการณ์สูง และสามารถวิเคราะห์การเมืองขาด รวมไปถึงการถอดรหัสนโยบายที่สลับซับซ้อนได้อย่างชำนาญ
พี่เชษฐครับ ผมขอโทษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นของมิติการเมืองที่สำคัญ คือ การต่อรองระหว่างพรรคฝ่ายค้านกับพรรคฝ่ายรัฐบาลในเรื่องการจัดลำดับความสำคัญของนโยบายต่างๆ เพราะลำดับความสำคัญของนโยบาย หมายถึง จำนวนงบประมาณของนโยบายเหล่านั้นต้องปรับเปลี่ยนไป ดังนั้น กระบวนการต่อรองของพรรคการเมืองทั้งสองฝ่ายจึงสำคัญมาก กรรมาธิการวิสามัญงบประมาณของฝ่ายค้านและรัฐบาลจึงต้องมีกลยุทธ์ของการต่อสู้กันในกระบวนการการของการพิจารณางบประมาณในแต่ละกระทรวง กรรมาธิการวิสามัญงบประมาณของแต่ละพรรคจึงต้องมีการวางยุทธศาสตร์และกลวิธีของทีมตัวเองทุกวัน และกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณแต่ละท่าน โดยเฉพาะท่านที่มีบทบาทนำนั้น จะต้องทำงานหนักมากๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.2 ปีในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว ผมโชคดีที่ได้มีโอกาสเป็นกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ และได้ทำงานร่วมกับ &amp;ldquo;ท่านพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล&amp;rdquo; สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและอดีตรัฐมนตรีอาวุโสของพรรคทั้ง 2 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่านพิเชษฐ ในฐานะหัวหน้าทีมกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณพรรคประชาธิปัตย์ ได้มอบหมายให้ผมเป็นคนอภิปรายหลักด้วยการซักถาม และให้ความเห็นแก่ทุกกระทรวง และทุกกรม ส่วนท่านพิเชษฐเป็นคนคอยคุมเกมการเมืองตลอดกระบวนการพิจารณางบประมาณ 2 เดือนเศษ ทุกเช้าท่านจะบอกผมว่าวันนี้ให้ผมเดินเกมอย่างไร เช่น ดึงเวลาการพิจารณางบประมาณของกระทรวงนี้ออกไป หรือกระทรวงนี้จะต้องตั้งคำถามในเรื่องอะไรบ้าง เพื่อให้กระทรวงปรับนโยบายตามแนวทางที่พรรคเห็นว่าควรจะเป็นเพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์ หรืองบประมาณของกรมนี้ขอให้แขวนไว้ก่อน เพราะอธิบดีไม่รับฟังข้อคิดเห็นของกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณ ไปจนถึงเรื่องของกรมที่ไม่สามารถตอบคำถามที่ทางพรรคเคยได้ถามเอาไว้ตั้งแต่เมื่อปีที่ผ่านมา แสดงว่ากรมไม่รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.ผมปฏิบัติหน้าที่กรรมาธิการวิสามัญงบประมาณในนามพรรคประชาธิปัตย์ด้วยความตั้งใจ และทุ่มเท ไม่เคยขาดประชุมแม้แต่วันเดียว อภิปราย ตั้งคำถาม และให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์กับทุกกรม จนผู้บริหารกรมหลายแห่งสะท้อนคำขอบคุณให้แก่ผู้ใหญ่ของพรรค ว่าได้รับประโยชน์จากข้อเสนอแนะของผมในกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณมากมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อจบภารกิจของกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณในปีงบประมาณ 2556 ท่านพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล เดินมาตบไหล่แล้วพูดกับผมว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อาจารย์กนก คุณทำหน้าที่ของคุณได้ดีมาก ผมขอฝากให้คุณช่วยเป็นหลักให้กับพรรคประชาธิปัตย์ในเรื่องงบประมาณด้วยนะ เพราะผมอายุมากแล้ว และสุขภาพไม่ค่อยดี จึงขอฝากงานนี้ไว้กับอาจารย์ด้วยนะ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แล้วท่านก็ยิ้มกับผม จากนั้นเราก็เดินออกจากห้องกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณ แล้วแยกย้ายกันไป โดยที่ผมได้เก็บความรู้สึกภาคภูมิใจ จากกำลังใจที่ท่านพิเชษฐได้มอบให้ในตอนนั้นเอาไว้มาจนถึงตอนนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมคิดเสมอว่า ภารกิจที่ท่านพิเชษฐฝากไว้ ผมจะต้องทำมันให้ดีที่สุด แต่วันนี้ผมทำให้ท่านผิดหวัง ผมไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณในนามพรรคประชาธิปัตย์ได้ ครับ &amp;nbsp;ผมทำได้เท่านี้จริงๆ &amp;ldquo;พี่เชษฐครับ ผมขอโทษ&amp;rdquo;
จองงบฯ ความมั่นคง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธาน กมธ.งบฯ กล่าวว่า การพิจารณางบประมาณในปีนี้ กมธ.จะพิจารณาคำขอการใช้งบประมาณอย่างเข้มงวด ในทุกๆ หน่วยงานที่มีคำขอมาว่ามีการใช้งบประมาณคุ้มค่าหรือไม่ เพราะงบประมาณ 3.2 ล้านล้านบาท ถือเป็นจำนวนเงินที่สูงมาก ดังนั้น ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย และเงินที่นำมาจัดทำงบประมาณเป็นภาษีพี่น้องประชาชน จึงต้องพิจารณาอย่างละเอียดทุกขั้นตอน ทุกโครงการ นอกจากนี้ ในส่วนของการประชุมนั้น รัฐบาลให้เวลาในการพิจารณาเพียง 226 ชั่วโมงเท่านั้น ถือว่าน้อยมากหากเทียบกับปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ รัฐบาลอ้างว่าเวลามีจำกัด ต้องเร่งพิจารณา แต่ กมธ.ในซีกของพรรคร่วมฝ่ายค้านเตรียมขอขยายเวลาในการพิจารณางบประมาณ จึงหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากฝ่ายรัฐบาล
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ชลน่านกล่าวอีกว่า การพิจารณาจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับงบประมาณของฝ่ายความมั่นคง กระทรวงกลาโหม และงบกลาง หากผู้ชี้แจงไม่สามารถชี้แจงได้ว่าของบไปทำอะไร หรือทำไมต้องเร่งดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นงบก่อสร้าง งบซื้ออาวุธ หรืองบก่อหนี้ผูกพัน กมธ.คงไม่ยอม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม คาดว่าในการพิจารณาของ กมธ. จะมีการปรับลดงบประมาณลงไม่ต่ำกว่า 50,000 ล้านบาทอย่างแน่นอน สำหรับงบกลางที่มีการกันงบประมาณไว้กว่า 96,000 ล้านบาท เป็นอำนาจนายกรัฐมนตรีในการอนุมัติงบนั้น หากมีการกันงบประมาณไว้จ่ายค่าเสียหายกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์มีคำสั่งใช้มาตรา 44 ประกาศคำสั่ง คสช. ระงับการสำรวจและประกอบกิจการทำเหมืองแร่ทองคำชาตรี ของบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ซึ่งหากไทยแพ้ ต้องจ่ายค่าปรับไม่น้อยกว่า 36,000 ล้านบาทนั้น กมธ.คงไม่ยอมให้เอาเงินภาษีประชาชนไปจ่ายค่าปรับ ถือเป็นการใช้งบประมาณที่ไม่เหมาะสม เพราะเมื่อหัวหน้า คสช.สั่งปิด หัวหน้า คสช.จะต้องรับผิดชอบ จะให้ประชาชนมาร่วมรับผิดชอบไม่ได้.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48917</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ., ปมถวายสัตย์, พ.ร.บ.งบประมาณ, พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191026/image_big_5db4389793aa8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48837</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/10/2019 11:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/10/2019 11:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สมชาย&#039; กางกฎหมายเตือน &#039;กมธ.ส.ส.-ส.ว.&#039; ใช้อำนาจตามอำเภอใจติดคุกแน่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ต.ค.62 - นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า กรรมาธิ​การ​ สส. สว.ใช่ว่าจะใช้อำนาจได้ตามอำเภอใจ? #ใช้อำนาจผิดมีสิทธิติดคุกเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 12 ​พ.ร.บ.คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร​และวุฒิสภา​ ระบุไว้ชัดเจนเพื่อเป็นหลักประกันความเป็นธรรมให้กับทุกคนที่กรรมาธิการใช้อำนาจตามพ.ร.บ.คำสั่งเรียกด้วย &amp;quot;กรรมาธิการผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใด​หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 10 ปี....ฯลฯ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48837</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.ส.ส.-ส.ว., กรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร, ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ, ปมถวายสัตย์, สมชาย แสวงการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180126/image_big_5a6aa8b9cd185.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
