<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>60253</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2020 12:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2020 12:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลไม่รับฟ้องคดี &#039;มาดามเดียร์&#039; ฟ้อง &#039;อนุทิน&#039; หมิ่นโพสต์ข่าวเชียร์ช่อปมถือหุ้นสื่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 มี.ค.63 - ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำสั่ง/คำพิพากษาชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีหมายเลขดำ อ.3127/2562 ที่ น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี หรือมาดามเดียร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ เป็นโจทก์ฟ้อง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาท และหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา 326, 328&amp;nbsp; กรณีนำข้อความที่ น.ส.พรรณิการ์ วานิช หรือช่อ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อและอดีตโฆษกพรรคอนาคตใหม่ แถลงข่าวกล่าวหา น.ส.วทันยา มีหุ้นในกิจการสื่อสารมวลชน มาโพสต์เผยแพร่ในเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมระบุข้อความ &amp;quot;เชียร์ช่อ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำฟ้องโจทก์ระบุว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 18 พ.ย. ที่ผ่านมา น.ส.พรรณิการ์ จัดแถลงข่าวที่ทำการพรรคอนาคตใหม่ต่อสื่อมวลชน ซึ่งมีตอนหนึ่งระบุว่า &amp;quot;ประเด็นร้อนแรงจนทำให้เกิดการถกเถียงในสังคมคือ การเป็นเจ้าของสื่อของนักการเมือง ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2560 ห้ามไม่ให้ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งถือครองหุ้นสื่อ โดยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญก็คือไม่ต้องการให้นักการเมืองครอบครองสื่อ เพื่อใช้สื่อนั้นเป็นประโยชน์แก่ตนเองและเป็นโทษแก่ผู้ที่เป็นศัตรูผู้ที่ถือหุ้นดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ในประเทศไทย มีกรณีที่นักการเมืองมีความเกี่ยวพันเป็นเจ้าของสื่อที่ชัดเจนปรากฏและทราบกันดี แต่ไม่สามารถดำเนินการตามกฎหมายกับนักการเมืองผู้นั้นได้ เนื่องจากนักการเมืองคนนั้นคือคุณวทันยา เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคพลังประชารัฐ ได้ลาออกจากตำแหน่งผู้บริหารของเครือเนชั่นและให้ผู้ที่เป็นสามีคือ คุณฉาย บุนนาค ดำรงตำแหน่งผู้บริหารของเนชั่นแทน กรณีนี้ประจักษ์ชัดเจนว่าสามีของ ส.ส.ท่านหนึ่งถือหุ้นสื่อเป็นเจ้าของสื่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีนี้กฎหมายกลับไม่สามารถทำอะไรได้เนื่องจากผู้ที่ถือไม่ใช่ตัวนักการเมืองผู้นั้น ไม่เพียงเท่านั้นเนชั่นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าได้กระทำการอันเป็นคุณต่อพรรคการเมืองบางพรรคและเป็นโทษแก่พรรคการเมืองบางพรรคอย่างเป็นระบบอย่างต่อเนื่อง เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญนี้จะได้รับการตอบสนองได้อย่างไร ถ้าคู่สมรสของผู้ที่เป็น ส.ส. อยู่ในสภาสามารถถือหุ้นสื่อได้ สามารถใช้สื่อเป็นเครื่องมือทางการเมืองชัดแจ้ง.......&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแถลงข่าวของนางสาวพรรณิการ์&amp;nbsp;ดังกล่าวข้างต้นเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่ 3 ด้วย เรื่องที่เป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง อันเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 328&amp;nbsp; ซึ่งต่อมาโจทก์ได้ยื่นฟ้อง น.ส.พรรณิการ์&amp;nbsp;ต่อศาลอาญา เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.3095/2562 ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาวันเดียวกันในเวลากลางคืน ประมาณ&amp;nbsp; 20.19 น. จำเลยเป็นเจ้าของบัญชีเฟซบุ๊ก ใช้ชื่อว่า &amp;quot;Anutin Charnvirakul&amp;quot; ได้นำข้อความและภาพจากสื่อมวลชนที่นำเสนอการแถลงข่าวของ น.ส.พรรณิการ์&amp;nbsp;และภาพของ น.ส.พรรณิการ์&amp;nbsp;ในลักษณะถือเอกสารระหว่างการแถลงข่าวมาลงไว้ในเฟซบุ๊กของจำเลย อันเป็นการกระทำหวังผลให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้จำเลยยังได้แสดงความเห็นไว้ในเฟซบุ๊กของจำเลยดังกล่าวด้วย อาทิเช่น &amp;quot;เชียร์ช่อครับ&amp;quot; (ซึ่งช่อในที่นี้เป็นที่เข้าใจรับรู้และรับทราบโดยทั่วไปว่า หมายถึง น.ส.พรรณิการ์ ซึ่งเป็นผู้แถลงข่าวหมิ่นประมาทโจทก์ การเชียร์ช่อจึงมีความหมายถึง การเห็นด้วยและให้กำลังใจต่อการกระทำของ น.ส.พรรณิการ์ฯ ที่แถลงข่าวหมิ่นประมาทโจทก์) หลังจากโพสต์ดังกล่าวไปแล้วได้มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นวิจารณ์ต่อโจทก์และตอบโต้ข้อความกันทำให้โจทก์ได้รับความเสื่อมเสีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้โจทก์เห็นว่าทางจำเลยเป็นคนเป็นผู้การศึกษามีตำแหน่งเป็นถึงรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หากจะตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้องย่อมกระทำได้โดยง่าย ประกอบกับพรรคภูมิใจไทยที่จำเลยเป็นหัวหน้าพรรค และพรรคพลังประชารัฐที่โจทก์เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระบบบัญชีรายชื่ออยู่นั้นต่างเป็นพรรคร่วมรัฐบาล จำเลยสามารถสอบถามข้อมูลจากคนสนิทของโจทก์ได้ ก่อนที่จะนำข้อความมาลงเฟซบุ๊ก ที่มีประชาชนเข้าติดตามอ่านและแสดงความคิดเห็นจำนวนหลายร้อยคนจึงถือได้ว่าประชาชนที่เข้าติดตามและแสดงความคิดเห็นเป็นบุคคลที่สามที่ได้รับรู้รับทราบถึงข้อความที่จำเลยได้นำลงในเฟซบุ๊ก จึงเข้าข่ายการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยมีเพียงทนายความและผู้แทนเดินทางมาศาล เนื่องจากเป็นชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ตัวคู่ความไม่จำเป็นต้องมาศาล โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยได้นำข้อความจากเฟซบุ๊กของ น.ส.พรรณิการ์ มาลงในระบบ แต่มิได้มีการตัดต่อเปลี่ยนแปลง แม้จำเลยจะมีการแสดงความคิดเห็นตอบกลับ แต่ไม่ถือเป็นการยืนยันว่าข้อความของ น.ส.พรรณิการ์เป็นข้อเท็จจริง จึงเห็นว่าไม่เป็นการกระทำผิดตามคำฟ้อง พิพากษายกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้องนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลัง ทนายความของ น.ส.วทันยา เผยว่าจะกลับไปหารือกับ น.ส.วทันยา ว่ายื่นอุทธรณ์ต่อไปหรือไม่ ซึ่งต้องทำเรื่องส่งศาลภายใน 1 เดือน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60253</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปมถือหุ้นสื่อ, ฟ้องหมิ่นประมาท, มาดามเดียร์, วทันยา วงษ์โอภาสี, อนุทิน ชาญวีรกูล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190529/image_big_5cee0c6ddd3f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38896</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2019 10:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2019 10:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประชาชนหนุนสอบส.ส.ทั้งรัฐบาล-ฝ่ายค้านปมถือหุ้นสื่อ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 มิ.ย. 62 - ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;กรณี ส.ส. ถือครองหุ้นสื่อ&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 17 &amp;ndash; 18 มิถุนายน 2562 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ทั่วประเทศ กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,257 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับกรณี ส.ส. ถือครองหุ้นสื่อ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; ด้วยวิธีแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified&amp;nbsp; Random Sampling) โดยแบ่งชั้นภูมิตามภูมิภาค จากนั้นในแต่ละภูมิภาคสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนด&amp;nbsp; ค่าความเชื่อมั่นที่ ร้อยละ 95.0&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจเมื่อถามถึงความคิดเห็นต่อการตรวจสอบ ส.ส. ทั้งสภา เกี่ยวกับการถือครองหุ้นสื่อ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 81.38 ระบุว่า เห็นด้วย เพราะเพื่อความเท่าเทียมกันทั้ง 2 ฝ่าย เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อความโปร่งใส ยุติธรรม และป้องกันการทุจริต ขณะที่ ร้อยละ 8.83 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะต้องมีการตรวจสอบตั้งแต่ก่อนเป็น ส.ส. และอาจก่อให้เกิดความวุ่นวาย และร้อยละ 9.79 ระบุ ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นต่อแนวโน้มการพ้นจากตำแหน่งของ ส.ส. จำนวนมาก ของทั้ง 2 ฝ่าย จากกรณีการถือครองหุ้นสื่อ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 57.44 ระบุว่า ให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย หากใครมีลักษณะต้องห้ามก็ควรพ้นจากตำแหน่ง รองลงมา ร้อยละ 16.87 ระบุว่า นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกตั้งใหม่ ร้อยละ 9.47 ระบุว่า ทั้ง 2 ฝ่ายควรเจรจาเพื่อยุติการฟ้องร้องซึ่งกันและกัน ร้อยละ 6.44 ระบุว่า สมาชิกรัฐสภาร่วมกันยื่นเรื่องเพื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยด่วน ร้อยละ 3.18 ระบุว่า หากยังไม่มีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าปฏิบัติหน้าที่ ให้ คสช. ใช้มาตรา 44 แก้ไขปัญหา และร้อยละ 6.60 ระบุ ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38896</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตรวจสอบส.ส.รัฐบาล-ฝ่ายค้าน, นิด้าโพล, ปมถือหุ้นสื่อ, ประชาชนหนุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190619/image_big_5d09a5819f606.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
