<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>48471</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ม็อบ3สารเคมี พาเหรดชุมนุม สายหนุน-ต้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สมาพันธ์เกษตรฯ&amp;quot; จับมือ &amp;quot;สมาคมเกษตรกรฯ ปลูกพืช ศก. 6 ชนิด&amp;quot; บุก ก.เกษตรฯ 21 ต.ค.นี้ ยืนขอรัฐชะลอเลิก 3 สารเคมี อ้างรอแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรก่อน ส่วน &amp;quot;เครือข่ายหนุนแบนสารเคมี&amp;quot; ร่วมกับ สธ.เตรียมแถลงจุดยืนให้ กก.วัตถุอันตรายเลิกใช้สารพิษเด็ดขาดวันจันทร์นี้ &amp;quot;มนัญญา&amp;quot; รอลุ้น ลั่นทำดีที่สุดแล้ว &amp;quot;นักวิชาการ&amp;quot; แนะฝ่าย &amp;quot;หนุน-แบน&amp;quot; สู้กันด้วยข้อมูลให้ความรู้ ปชช.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 20 ต.ค. นายสุกรรณ์ สังขวรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย กล่าวถึงกรณีการส่งเรื่องยกเลิกการใช้ 3 สารเคมีทางการเกษตร ทั้งคลอร์ไพริฟอส, พาราควอต และไกลโฟเซต เข้าที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาว่า ในวันจันทร์ที่ 21 ต.ค.นี้ ช่วงเช้าสมาพันธ์ฯ จะร่วมกับผู้แทนสมาคมเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิด คือ อ้อย ปาล์มน้ำมัน ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพด และไม้ผล แถลงจุดยืนที่โรงแรมเอเชีย เพื่อให้รัฐชะลอการพิจารณายกเลิกสาร 3 ชนิดออกไป โดยหานวัตกรรมและแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรให้ได้ก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราเห็นว่าการยกเลิกสารเคมีทั้ง 3 ชนิด จะทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ปริมาณและคุณภาพผลผลิตต่ำลง จากงานวิจัยของ รศ.พูนพิภพ เกษมทรัพย์ ภาควิชาพืชสวน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุแปลงมันสำปะหลังนั้น หากควบคุมวัชพืชไม่ได้ ภายใน 2 เดือน ผลผลิตจะเสียหายถึงร้อยละ 80 ส่วนตนเองนั้นปลูกอ้อยกว่า 400 ไร่ หากไม่ป้องกันกำจัดหญ้า ผลผลิตจะลดน้อยลงเช่นกัน&amp;quot; นายสุกรรณ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลขาฯ สมาพันธ์เกษตรปลอดภัยกล่าวว่า ในช่วงบ่ายจะไปพบกับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้บริหารสูงสุด ให้รับทราบถึงความเดือดร้อนของเกษตรกร อีกทั้งจะเสนอทางออกจากปัญหาที่สังคมสับสนว่าข้อมูลฝ่ายใดจริง ฝ่ายใดเท็จ รัฐสามารถให้มีการนำเสนอข้อมูลทางวิชาการและข้อมูลเชิงประจักษ์ให้ประชาชนรับทราบอย่างทั่วถึง หากยังมีประเด็นใดไม่ชัดเจน สามารถวิจัยใหม่ได้ จากนั้นจึงค่อยพิจารณาแก้ปัญหาให้ตรงจุด เนื่องจากการเลิกใช้สารเคมีชนิดใดชนิดหนึ่งแล้วให้ใช้สารเคมีชนิดใหม่ทดแทนไม่ได้ทำให้ผู้บริโภคปลอดภัยขึ้น ผู้ได้ประโยชน์คือผู้ค้าสารเคมี ซึ่งไม่ว่าจะใช้สารใดก็ขายได้ทั้งนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดไม่ใช่ทางออก เพราะมีความสุ่มเสี่ยงที่เกษตรกรบางส่วนที่จำเป็นต้องใช้ เนื่องจากยังไม่มีนวัตกรรมใดที่มีประสิทธิภาพทัดเทียมมาทดแทน จะแอบซื้อแอบใช้ ตลอดจนหาสารเคมีชนิดอื่นมาใช้ แต่มาตรการจำกัดการใช้ที่สอนให้เกษตรกรรู้วิธีป้องกันตัวเองขณะฉีดพ่น ใช้ในปริมาณที่เหมาะสม เก็บเกี่ยวผลผลิตหลังฉีดพ่นสารเคมีตามข้อกำหนด จะทำให้ทุกฝ่ายปลอดภัย ส่วนที่รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยระบุว่าหากยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดไม่ได้จะลาออกทั้งหมดนั้น กลุ่มเกษตรกรต้องการให้ลาออกเสียก่อนที่จะมีการพิจารณา&amp;quot; เลขาฯ สมาพันธ์เกษตรปลอดภัยกล่าว
ลุ้นมติ กก.วัตถุอันตราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ น.ส.ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายสนับสนุนการแบนสารเคมีการเกษตรอันตราย 3 ชนิด กล่าวว่า พาราควอต, &amp;nbsp; ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส มีพิษร้ายแรงเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนเกินกว่าที่จะยอมรับได้ ในช่วงเช้าวันที่ 21 ต.ค.นี้ จะร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ประกาศจุดยืนให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายยกเลิกการใช้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ยืนยันว่า กระทรวงเกษตรฯ ต้องดำเนินมาตรการจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด ได้แก่ คลอร์ไพริฟอส, พาราควอต และไกลโฟเซต ตามประกาศกระทรวงเกษตรฯ 5 ฉบับ ที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 14 ก.พ. โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 ต.ค. จนกว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายจะมีมติอื่นใด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเฉลิมชัยกล่าวว่า ไม่ทราบในการประชุมวันที่ 22 ต.ค. จะมีวาระพิจารณาเรื่องสารเคมีดังกล่าวหรือไม่ หากมีต้องรอดูว่าจะมีมติให้จำกัดการใช้ต่อไปหรือยกเลิก ซึ่งการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายไม่ได้แจ้งมาที่ รมว.เกษตรฯ แต่จะแจ้งไปที่กรรมการโดยตรง ซึ่งผู้แทนของกระทรวงเกษตรฯ เป็นกรรมการ 5 คน จากทั้งหมด 29 คน ได้แก่ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร อธิบดีกรมปศุสัตว์ อธิบดีกรมประมง และเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ไม่ว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายจะมีมติอย่างไร กระทรวงเกษตรฯ ในฐานะหน่วยงานปฏิบัติต้องทำตาม แต่ขณะนี้ยังคงต้องดำเนินมาตรการจำกัดการใช้ตามมติเดิม ไม่เช่นนั้นกระทรวงเกษตรฯ จะผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือและสนับสนุนเกษตรกรด้านต่างๆ ไว้แล้ว&amp;rdquo; รมว.เกษตรฯกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า วันที่ 22 ต.ค. จะมีการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งได้บรรจุวาระพิจารณาเกี่ยวกับสารเคมีวัตถุอันตราย 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต, ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ซึ่งตรงกับวันประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ทำเนียบรัฐบาล หลังจากเสร็จสิ้นประชุม ครม.อาจจะไปติดตามผลมติจากที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย หากคณะกรรมการฯ ยังพิจารณาวาระนี้ไม่เสร็จสิ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ลุ้นระทึกนาทีต่อนาที เพราะทุกเรื่องที่ทำไปนั้นสุดมือแล้ว ขณะนี้รอดูคณะกรรมการวัตถุอันตรายรับไม้ต่อไป ซึ่งทางนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข ทำสุดตัวเช่นกัน โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขนั้น กรมต่างๆ เดินหน้าแบน 3 สารตลอดทุกนาที แต่เมื่อทำมาถึงขนาดนี้มีความหวัง 90% ที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายจะมีมติยกเลิก ซึ่งขอความกรุณาปรานีจากคณะกรรมการฯ ให้เห็นใจคนเจ็บ คนป่วย และอย่าให้คนไทยต้องมาเจ็บป่วยมากกว่านี้เลย&amp;rdquo; น.ส.มนัญญากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.เกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า จากนี้จะสั่งให้กรมวิชาการเกษตรนำบัญชีพืชสมุนไพรไทยมาผสมทำสูตรกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชแมลงโรค รวมทั้งสูตรทำปุ๋ยอินทรีย์และน้ำหมักชีวภาพที่มีจำนวนมากให้เข้าสู่ขั้นตอนการขึ้นทะเบียน เพื่อสามารถจำหน่ายได้ ซึ่งที่ผ่านมาการขึ้นทะเบียนปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมักชีวภาพในไทยยังขึ้นทะเบียนยาก นอกจากนี้สั่งกรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตรระงับการอบรมเกษตรกรที่ใช้สารเคมีไว้ก่อน แม้ประกาศกระทรวงเกษตรฯ 5 ฉบับเกี่ยวกับการจำกัดการใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด จะมีผลวันที่ 20 ต.ค. โดยให้รอมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายอีก 2 วัน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่ากลุ่มเกษตรกรที่ต้องการใช้สารเคมี 3 ชนิดต่อไป ระบุมีความพยายามยกเลิกครั้งนี้เป็นทฤษฎีสมคบคิด เพราะมีผู้ผลิต/ค้าสาร นักการเมือง และเอ็นจีโอได้ผลประโยชน์จากนำเข้าสารเคมีชนิดใหม่ น.ส.มนัญญากล่าวว่า ไม่ใช่อาชีพของตน และไม่เคยมีผลประโยชน์ มาดูได้ทั้งปูมหน้าปูมหลัง ถ้ามีเรื่องผลประโยชน์ การยกเลิกสารเคมีก็เงียบไปนานแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การหาสารทดแทนเป็นหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตร ซึ่งสารเคมียังมีอีกเป็นร้อยชนิดในท้องตลาดที่เกษตรกรเลือกใช้ได้ ต้นทุนไม่สูงอย่างที่พูดกัน อีกทั้งได้ปรับตัวมาทำเกษตรปลอดภัยกันก่อนหน้านี้จำนวนมาก&amp;quot; น.ส.มนัญญากล่าว
นักวิชาการชี้สู้ด้วยข้อมูล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายเชิดชัย จิณะแสน กรรมการอำนวยการขับเคลื่อนการจำกัดการใช้สารเคมีทางการเกษตร และประธานคณะกรรมการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ระดับประเทศ กระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า ได้ทำหนังสือแจ้งประธาน ศพก. 882 อำเภอทั่วประเทศ ระบุเกษตรกรที่มีความจำเป็นต้องใช้สารเคมีให้ใช้ต่อไปได้ แต่ต้องปฏิบัติตามกฎการใช้และข้อห้ามอย่างเคร่งครัดตามประกาศ 5 ฉบับของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งภาคการเกษตรของไทยมี 3 กลุ่ม คือ กลุ่มเกษตรเคมี, กลุ่มเกษตรปลอดภัย และกลุ่มเกษตรอินทรีย์ แต่ละกลุ่มเลือกวิถีเกษตรกรรมตามสภาพพื้นที่ ทุนดำเนินการ และปัจจัยแวดล้อม แต่ขอให้สมาชิก ศพก.อย่าเปรียบเทียบว่าสินค้าเกษตรของกลุ่มใดดีกว่ากัน จะทำให้เกิดความขัดแย้งและนำไปสู่การแบ่งข้างตามกระแสโซเชียลมีเดีย &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อีก 2 วันข้างหน้าจะมีการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย หากมีมติยกเลิกสารเคมีทั้ง 3 ชนิด อาจสร้างความเสียหายให้แก่กลุ่มเกษตรไร่อ้อย ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ยางพารา ข้าวโพด และไม้ผล รวมถึงอื่นๆ เกษตรกรเกรงว่าการช่วยเหลือของภาครัฐจะล่าช้าจนนำไปสู่การขาดความเชื่อมั่นรัฐบาล จึงขอให้ทุกภาคส่วนโปรดพิจารณาข้อมูลทางวิชาการอย่างรอบด้าน และหันมาพูดคุยกัน เพื่อหาทางออกที่เหมาะสม ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกษตรกรต้องขาดเครื่องมือในการประกอบอาชีพ และยังสร้างความแตกแยกทางความคิดในสังคมอีกด้วย&amp;quot; ประธาน ศพก.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน รศ.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดี ม.รามคำแหง กล่าวถึงกลุ่มหนุนและกลุ่มแบน 3 สารเคมีเกษตรว่า เรื่องแบนสารเคมีน่าจะแบนได้ วิเคราะห์จากการให้ข่าวของทั้ง 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งบอกว่ามีอันตรายต่อชีวิต ทำให้เกิดโรค ทำให้เกิดผลกระทบต่างๆ ต่อสุขภาพของผู้ใช้และผู้บริโภค ขณะที่อีกฝ่ายมาพูดเรื่องราคาถูก แต่ไม่ได้ประกันเรื่องสุขภาพให้กับประชาชนเลย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จะเห็นว่าข้อมูลของฝ่ายแบนมีเหตุผลดีกว่า เรื่องสุขภาพมันไม่สมควรจะเอาอะไรมาต่อรองทั้งสิ้น ของบางอย่างต้องกลบฝังดินเลย ไม่ใช่ว่าเหลือแล้วต้องใช้ให้หมด เรื่องนี้ถ้าภาครัฐไปโอนอ่อนผ่อนตาม กลับไปบอกว่าให้แบนอย่างค่อยเป็นค่อยไป ยิ่งจะโดนสังคมวิพากษ์วิจารณ์ โดนตั้งคำถามว่าเห็นชีวิตคนเป็นอะไร&amp;quot; รศ.สุขุมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่า ตอนนี้สังคมได้เดินมาไกลแล้ว คนที่กลัวสารเคมี เป็นสิทธิ์ของเขา อย่าไปปรามาสว่ารู้น้อย ไม่หาข้อมูล เพราะหากจะเปลี่ยนใจ ก็ต้องให้ข้อมูลแก่อีกฝ่าย ซึ่งขอให้สู้กันด้วยข้อมูล.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48471</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปรกชล อู๋ทรัพย์, มนัญญา ไทยเศรษฐ์, รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย, รศ.สุขุม นวลสกุล, สุกรรณ์ สังขวรรณะ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เฉลิมชัย ศรีอ่อน, เชิดชัย จิณะแสน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191020/image_big_5dac501ac908f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9741</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/05/2018 18:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2018 23:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>   ขู่ชุมนุมใหญ่หน้าทำเนียบฯถ้า&quot;พาราควอต&quot;ได้ไปต่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษอันตรายร้ายแรง ประกาศชุมนุมครั้งใหญ่ที่ทำเนียบรัฐบาล หากคณะกก.วัตถุอันตายให้สารพาราควอต คลอร์ไพริฟอสและจำกัดการใช้ไกลโฟเซต ได้ไปต่อ ย้ำคณะกก.พิจารณาไม่มีความน่าเชื่อถือ &amp;nbsp;และต้องเปิดเผยคำวินิจฉัยเป็นรายบุคคล &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่22 พ.ค. ณ โรงแรมตรัง เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษอันตรายร้ายแรง มีการจัดเวทีอภิปราย &amp;ldquo;ยุติผลประโยชน์ทับซ้อน เรียกความโปร่งใสของคณะกรรมการวัตถุอันตราย&amp;rdquo; เพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบของรัฐบาลในการยกเลิกการสารพาราควอต คลอร์ไพริฟอสและจำกัดการใช้ไกลโฟเซต ตามมติของ 5 กระทรวงหลัก ที่นำโดยกระทรวงสาธารณสุข พร้อมกับมีแถลงการณ์โดยระบุว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1. การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการควบคุมวัตถุอันตรายฯ โดยแต่งตั้งตัวแทน จากกระทรวงเกษตรฯและอดีตข้าราชการในกระทรวงมี 4 &amp;nbsp;คน และอีก 4 คนเลือกจากผู้ที่ แสดงจุดยืนสนับสนุนกระทรวงเกษตรฯ จากคณะกรรมการที่มีจำนวน 12 คน 2.. อนุกรรมการเฉพาะกิจฯดังกล่าวเสนอใช้ข้อมูลเก่าล้าสมัยเพื่อโน้มน้าวให้มีการใช้สารพิษ ร้ายแรงดังกล่าวต่อไป โดยเพิกเฉยต่อข้อมูลเชิงประจักษ์และรายงานใหม่ๆเป็นจำนวนมาก ดังที่เครือข่ายนักวิชาการจากหลายสถาบัน เช่น สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นต้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวัตถุอันตรายอย่างน้อย 3 คนเกี่ยวข้องกับบริษัทค้าสารพิษอันตรายทั้ง3 ชนิด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แถลงการณ์ระบุอีกว่า เครือข่ายฯจึงเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการวัตถุอันตรายต้องดำเนินการให้ มีการพิจารณาการยกเลิกและจำกัดการใช้สารพิษดังกล่าวโดยต้องด าเนินการอย่างโปร่งใส ปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน และต้องเปิดเผยผลการศึกษาทั้งหมด เช่น ข้อวินิจฉัยส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผล การประชุมของคณะกรรมการวัตถุอันตราย รวมทั้งอนุกรรมการเฉพาะกิจต่อประชาชนและสื่อมวลชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากผลการพิจารณาตัดสินใจของคณะกรรมการวัตถุอันตรายเป็นไปอย่างล่าช้า หรือมีการ ตัดสินใจที่ไม่เป็นไปตามข้อเสนอของกระทรวงสาธารณสุข และประชาคมของนักวิชาการจากหลายสถาบัน ซึ่งได้แถลงอย่างเป็นทางการถึงพิษภัยร้ายแรงของสารพิษดังกล่าวเพื่อสนับสนุนข้อเสนอของกระทรวงสาธารณสุขเมื่อวันที่16 พฤษภาคม 2561เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษอันตรายร้ายแรงจะใช้ สิทธิพื้นฐานในการปกป้องสุขภาพและสิ่งแวดล้อมโดยจะจัดให้มีการชุมนุมครั้งใหญ่ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีการอภิปรายโดยมี ดร.มานะ นิมิตรมงคล องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ มูลนิธิชีววิถี(BioThai) นางบุญยืน ศิริธรรม สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค นาย สุรชัย ตรงนาม ทนายความมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม และ น.ส.ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงาน ผู้ประสานงาน เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN)ร่วมกันอภิปราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดร.มานะ กล่าวว่า หลังจากที่คณะกรรมการทั้ง 5 กระทรวง นำโดยกระทรวงสาธารณสุข มีมติให้แบน พาราควอต คลอร์ไพริฟอสและจำกัดการใช้ไกลโฟเซต ภายใน 2 ปี แต่กลับมีการต่อทะเบียนการใช้พาราควอต โดยกรมวิชาการเกษตรโดยอ้างว่าไม่มีข้อมูลที่เพียงพอและไม่มีความรู้ทางด้านสุขภาพ ทำให้นายกฯมีการสั่งการให้คณะกรรมการจาก 3 กระทรวง ไปหาข้อมูลทางวิชาการถึงผลกระทบต่อสุขภาพและการใช้สารทดแทน &amp;nbsp;ซึ่งหลังจากนั้น 3 กระทรวงก็มีมติตามเดิมว่าให้มีการแบนพาราควอต &amp;nbsp;เรื่องควรจะจบ แต่กลับมีการแต่งตั้งอนุกรรมการพิจารณาใหม่ โดยคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งอนุกรรมการส่วนใหญ่มาจากกรมวิชาการเกษตร ที่เคยอ้างว่าไม่มีความรู้ในเรื่องสุขภาพมาพิจารณาว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพหรือไม่ &amp;nbsp; และลับยังมีการอนุญาตให้ใช้ต่อ ซึ่งในยุโรป หรือญี่ปุ่น หากมีข้อมูลผลิตภัณฑ์อะไรก็แล้วแต่ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพประชาชนจะมีคำสั่งระงับการใช้ทันที จนกว่าจะมีข้อพิสูจน์ได้ว่าไม่เป็นอันตราย ดังนั้น หากรัฐบาลควรเห็นแก่ประโยชน์ของประชาชน ยกเลิกการใช้สารเคมีอันตราย &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายวิฑูรย์ กล่าวว่า ในวันที่ 23พ.ค.นี้ที่จะมีการตัดสินแบนหรือไม่แบนสารพาราควอต เราหวังว่าจะได้รับข่าวดี อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาได้มีการตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ชอบมาพากลใน 4 เรื่องดังนี้ คือ &amp;nbsp;1. บทบาทซ้อนทับ คือในต่างประเทศจะมีการแยกบทบาทของหน่วยงานที่ควบคุมและหน่วยงานที่ดูแลเรื่องสุขภาพอย่างชัดเจน โดยจะมอบอำนาจให้กับหน่วยงานทางด้านสาธารณสุข อย่างชัดเจน แต่ประเทศไทยกลับกรมวิชาการเกษตรที่อ้างว่าไม่มีความรู้ทางด้านสุขภาพ และมีการโยนให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายเป็นผู้ตัดสิน ซึ่งมี 3 คน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยมีตำแหน่งในบริษัทสารเคมีของภาคเอกชน หลังจากนั้นก็มีการแต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเป็นผู้ตัดสิน โดยเป็นการโยนกลับเพราะส่วนใหญ่ก็มาจากกรมวิชาการเกษตร ทั้งนี้หากมีการอนุญาตให้ใช้ต่อก็จะมีการเปิดเผยรายชื่อของคณะกรรมการ 3 คนที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อให้ประชาชนได้ทราบถูกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2. การมีประโยชน์ทับซ้อน หลังจากมีการต่อทะเบียนสารเคมีอันตราย ภาคประชาชนก็จะขอเอกสารทั้งหมดในการต่อทะเบียน ซึ่งขณะนี้ก็ยังไม่ได้ข้อมูล อีกทั้งข้อสรุปผลการศึกษาทางวิชาการของคณะอนุฯ เพื่อส่งมอบให้กับคณะกรรมการวัตถุอันตรายตัดสิน ก็ยังไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณชน สะท้อนให้เห็นว่าผลสรุปอาจไม่ดีจนไม่กล้าเปิดเผย กลัวจะถูกวิจารณ์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
3.กรรมการวัตถุอันตรายหลายคนและอนุกรรมการบางคน อยู่ในกลุ่มที่เคยเสนอให้พืชสมุนไพรที่ใช้ต้มยำทำแกง 13 ชนิด เป็นวัตถุอันตราย แต่ตอนนี้กำลังจะให้ใช้ต่อพาราควอต ซึ่ง 50 ประเทศแบนไปแล้ว อีกทั้งในรอบ 10 ปี ยังไม่เคยแบนสารพิษตัวไหนเลย &amp;nbsp;และ 4 . ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร รัฐบาล คสช. ก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ &amp;nbsp;เพราะคณะกรรมการวัตถุอันตราย 19 จาก 29 คน เป็นข้าราชการที่อยู่ภายใต้การดูแลขอรัฐบาล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;มีการส่งข้อมูลจากนักวิชาการ ทั้งนักวิจัยจากจุฬา ที่น้อยครั้งจะออกมาพูดเกี่ยวกับนโยบาย จนทนไม่ไหวแล้ว อีกทั้ง ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ที่สนับสนุนการทำงานของรัฐบาลมาตลอด ถึงกับบอกว่าคงหมดหวังกับรัฐบาล หากเชื่อแพทย์บางคนที่ใช้ข้อมูลเก่าเมื่อ 20 ปี แต่ไม่เชื่อข้อมูลปัจจุบัน ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร รัฐบาล คสช .ต้องรับผิดชอบ หากไม่แบน สะท้อนให้เห็น 3 ข้อ ว่า1.รัฐบาล คสช. เห็นแก่บรรษัทข้ามชาติมากกว่าประโยชน์ของประชาชน &amp;nbsp;2.หวังคะแนนเสียงจากประชาชนและการสนับสนุนจากบริษัทผู้ค้าสารพิษ 3.โยนความเสี่ยงมาที่ประชาชนที่มีข้อมูลไม่เพียงพอ ให้ตายแบบเฉียบพลันหรือตายแบบผ่อนส่ง&amp;rdquo;นายวิฑูรย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นางบุญยืน กล่าวว่า ไม่เคยไว้ใจข้าราชการเลย เคยไปยื่นหนังสือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เกี่ยวกับเรื่องการใช้พาราควอต แต่กลับไม่มีผู้มารับหนังสือและให้ไปยื่นที่ชั้น 4 จึงได้ขู่ว่าจะนอนหน้าบันได จึงมีผู้มารับแต่ห้ามถ่ายรูป ทำให้คิดว่าหน่วยงานนี้ไม่มีที่สำหรับประชาชนคนจน &amp;nbsp;ซึ่งเคยได้ทำการทดสอบที่ จ.นครปฐม เกี่ยวกับสารเคมีในร่างกายในคน 3 กลุ่ม คือ คนทั่วไป เกษตรกร และข้าราชการ พบว่าข้าราชการพบมากที่สุด จากการเป็นเกษตรกรทำสวนทุเรียนมา 7 ปี ก็ไม่เคยมีคนจากกระทรวงเกษตรฯ ลงมาตรวจสอบให้คำแนะนำเลย และเป็นเช่นนี้ประชาชนจะพึ่งใคร อย่างไรก็ตามรัฐบาลมีนโยบาย Thailand 4.0 แต่หากพาราควอตได้ไปต่อ คงได้แค่ 0.4 หากจะไปจุดนั้นก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีสารทดแทน ต้องเชื่อมั่นว่าต้องมีนวัตกรรมและเทคดนโลยีที่ใช้ทดแทนแน่นอน นอกจากนี้ในการรัฐบาลยังบอกว่าในสิทธิ์บัตรทองมีงบประมาณไม่เพียงพอรักษาผู้ป่วย ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญแต่กลับไม่แก้ปัญหาจากสาเหตุที่ทำให้ประชาชนเจ็บป่วย ดังนั้นพรุ่งนี้ให้ประชาชนเตรียมพาราควอตไปด้วย หากบอกไม่อันตรายก็ฉีดหลังจากมีคำตัดสิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
น.ส.ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงาน ผู้ประสานงาน เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) กล่าวว่า หลังจาก สธ.ยืนมติเดิม ก็ยังไม่เห็นการตัดสินใจของรัฐบาล ซึ่งในวันพุธที่ 23พ.ค.นี้ก็จะมีการพิจารณาสรุปโดยคณะกรรมการวัตถุอันตราย เราก็ได้เรียกร้องหาความโปร่งใส โดยอยากให้พิจารณาบนพื้นฐานทางวิชาการ และขอให้กรรมการที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนที่รู้ตัวอยู่แล้วว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทไม่เข้าร่วมในการพิจารณา และขอให้เปิดเผยข้อมูลการพิจารณา และคำวินิจฉัยส่วนบุคคลแต่ละคน ไม่ว่าจะตัดสินแบนหรือไม่แบน และหากยังไม่สามารถพิจารณาได้ในวันดังกล่าว หรือเลื่อนการพิจารณาออกไป ภายใน 7 วัน จะมีการชุมนุมของเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อเรียกร้องต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9741</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการวัตถุอันตราย, ปรกชล อู๋ทรัพย์, พาราควอต, วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ, ไทยแพน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180522/image_big_5b04056ae74e8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8706</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/05/2018 20:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/05/2018 20:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ล่า5หมื่นชื่อถอด&quot;พาราควอต&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;NGO เดินหน้าล่า 5 หมื่นรายชื่อสนับสนุนการแบนพาราควอตอีกครั้ง หลังจากอนุกรรมการเฉพาะกิจมีท่าทีจะจำกัดการใช้สารพาราควอต ชี้ เพื่อให้รู้ว่าภาครัฐมีสิทธิ์มีเสียงเช่นเดียวกัน เนื่องจากผลกระทบต่อสุขภาพชัดเจน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 7 พ.ค. น.ส.ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai PAN) กล่าวถึงกรณีเครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง ได้มีการล่ารายชื่อ 50,000 รายชื่อ &amp;nbsp;สนับสนุนสนับสนุนให้ไทยยกเลิกการใช้สารฆ่าหญ้าพาราควอต สารฆ่าแมลงคลอร์ไพริฟอส และจำกัดการใช้สารฆ่าหญ้าไกลโฟเซต เพื่อ ร้องเรียนกับพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ คณะกรรมการวัตถุอันตราย ว่า การล่ารายชื่อดังกล่าว เป็นแคมเปญเดิม ของเครือข่ายฯ ที่ประกอบด้วย &amp;nbsp;369 องค์กร &amp;nbsp;จาก 50 จังหวัด เพื่อไม่ให้มีการต่อทะเบียนพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส ตามมติของคณะกรรมการจาก 4 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยหลังจากนั้นกรมวิชาการเกษตรได้ตัดสินใจต่ออายุทะเบียนพาราควอต ซึ่งก็ได้มีการร้องเรียนจากภาคประชาชน &amp;nbsp;ทำให้ท่าน นายกฯ ได้มีการสั่งการให้ 3 กระทรวงหลักหาข้อสรุปการใช้พาราควอตในภาคเกษตร เพื่อส่งต่อให้คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ ที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายแต่งตั้งขึ้นเป็นผู้ตัดสินแบนหรือไม่แบน ซึ่งหลังจากที่คณะทำงาน 3 กระทรวงได้ยืนยันมติเดิมว่าให้มีการยกเลิกการใช้ ทางเครือข่ายฯก็ได้รอข้อสรุปของคณุอนุกรรมการเฉพาะกิจว่าจะออกมาเช่นไร หากออกมาว่าจำกัดก็ต้องบอกเหตุผลว่าเพราะอะไร ซึ่งหลังจากมีการประชุมพิจารณาหาข้อสรุปของคณะกรรมการเฉพาะกิจไปเมื่อวันที่ 24 เม.ย. ปรากฏว่ายังไม่มีการเปิดเผยข้อสรุปสู่สาธารณชน &amp;nbsp;โดยอยู่ระหว่างการส่งเรื่องให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายสรุปผลอีกครั้ง ดังนั้นก็น่าจะเป็นไปตามที่เครือข่ายฯ ได้คาดการณ์ไว้ คือ คณะอนุฯ มีความคิดเห็นเป็น 2 เสียง คือ ให้มีการจำกัดการใช้ และ ให้มีการระงับการใช้ ซึ่งก็เข้าใจว่าเสียงส่วนใหญ่น่าจะออกไปทางจำกัดการใช้ ดังนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้จึงต้องออกมาล่ารายชื่อเป็นแคมเปญต่อเนื่อง เพื่อให้รู้ว่าผู้บริโภคมีสิทธิ์มีเสียงเหมือนกัน เพราะก็ชัดเจนอยู่แล้วว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยในขณะนี้ล่ารายชื่อไปแล้วประมาณ 7 พันรายชื่อ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8706</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการวัตถุอันตราย, ปรกชล อู๋ทรัพย์, พาราควอต, อนุกรรมการเฉพาะกิจ, เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช, ไทยแพน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180507/image_big_5af0528e46fa3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6906</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2018 08:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/04/2018 08:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &quot;เอ็นจีโอ&quot;จับตาสรุปผลทะเบียน&quot;พาราควอต&quot;ถ้่าไปต่อจ่อฟ้องศาลฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;NGO&amp;nbsp; จับตาสรุปผลพาราควอต เผยหากมีการต่อทะเบียน ต้องมีเหตุผลรองรับที่ชัดเจน แต่ถ้ายังตะแบง อาจมีการฟ้องร้องศาลปกครอง&amp;nbsp; วอนผู้เชี่ยวชาญทางด้านสมอง ออกมาให้ข้อมูลส่งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ&amp;nbsp; ชี้ต้องมีการตรวจสอบจริงจัง ผู้เชี่ยวชาญสารเคมีอันตรายได้รับทุนสนับสนุนจากบริษัทผู้ผลิตหรือไม่&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านหมอธีระวัฒน์เผ คณะกรรมการพิจารณาฯ ต่อทะเบียนอย่าอ้างว่าไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบด้านสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช Thai-PAN กล่าวถึงการพิจารณาว่าจะมีการแบนหรือต่อทะเบียนพาราควอต โดยคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ ที่จะมีขึ้นภายในเดือนเม.ย.นี้ ซึ่งหลายฝ่ายมีข้อกังวลว่าจะมีการต่อทะเบียนใช้ต่อนั้น&amp;nbsp; เนื่องจาก มีงานวิจัยว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพชัดเจน แต่กรมวิชาการเกษตรกลับบอกว่าไม่มีข้อมูลผลกระทบทางด้านสุขภาพ ว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถบอกอะไรได้ เพราะการพิจารณาพาราควอตยังไม่สิ้นสุด แต่หากสิ้นสุด และผลออกมาว่าอนุญาตให้ต่อทะเบียนตามที่หลายฝ่ายได้แสงดงความกังวล ทางเครือข่าย 398 เครือข่าย จาก 51 จังหวัด ก็จะมีการเดินหน้าเพื่อขอเหตุผลที่ชัดเจนจากคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจว่าผลกระทบต่อสุขภาพเป็นไปตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ และหากต้องมีการจำกัดการใช้จะดำเนินการอย่างไรเพื่อให้มีประสิทธิภาพ หากเหตุผลไม่เป็นไปตามหลักการแน่นอนว่าอาจะจะต้องมีการฟ้องร้องต่อศาลปกครองให้มีการเพิกถอนการต่อทะเบียนตามที่ได้มีการเตรียมการไว้ก่อนหน้านี้ หรือหากเหตุผลเพียงพอก็อาจไม่ต้องฟ้องร้อง ซึ่งก็ต้องติดตามอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อย่างไรก็ตามในเวทีของฝ่ายที่สนับสนุนให้มีการใช้พาราควอตต่อหลายๆเวที ได้มีการใช้ข้อมูลของคุณหมอจาก รพ.รามาฯที่ระบุว่าไม่มีผลกระทบต่อสมอง&amp;nbsp; ซึ่งไม่ใช่คุณหมอเฉพาะทางโรคทางด้านสมอง จึงอยากเรียกร้องให้คุณหมอเฉพาะทางทางด้านสมองได้ออกมาพูดถึงเรื่องดังกล่าว และส่งข้อมูลไปยังคณะกรรมการเฉพาะกิจ เพื่อให้ข้อมูลที่ชัดเจนด้วย.&amp;rdquo; น.ส.ปรกชล กล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า&amp;nbsp; โดยทั่วไปพาราควอตมีการออกฤทธิ์เฉียบพลันสูง ผูได้รับสารมีอัตราการเสียชีวิตสูง ทำให้มีการรวบรวมข้อมูลพบว่า ในบางประเทศ บริษัทผู้ผลิตจะมีการให้งบสนับสนุนอุปกรณ์ที่ใช้ในการรักษาให้แก่ศุนย์รักษาผู้ได้รับสารพิษในโรงพยาบาลซึ่งมองด้านหนึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีเพราะจะได้มีอุปกรณ์ที่เป็นประโยชน์ในการรักษาโรคจากสารพิษนั้น แต่มองอีกด้านหนึ่งก็จะเป็นการสะท้อนว่าบริษัทต้องการสร้างสัมพันธ์กับผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญบางคน ตนจะใช้คำว่าบางคนหันมาสนับสนุนสารพิษดังกล่าวทั้งที่รู้และไม่รู้ตัว&amp;nbsp; ซึ่งในกรณีพาราควอตการใช้ยาถอนพิษได้ผลน้อยเพราะปัจจุบันยังไม่มียาถอนพิษทำให้บางประเทศมีนักวิชาการบางคนให้ข้อมูลทางด้านสุขภาพตรงกันข้าม ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นอาจมีความเป็นไปได้ว่าขณะนี้หรือในอนาคตจะมีการกระทำดังกล่าวในประเทศไทย ซึ่งก็ต้องมีการตรวจสอบอย่างจริงจัง และหากมีการต่อทะเบียนพาราควอต นอกจากการเปิดเผยรายชื่อผู้มีผลประโยชน์ทับซ้อนที่มีการเตรียมการไว้แล้ว อาจต้องการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบประเด็นดังกล่าวด้วย เพื่อเป็นการปลุกคนในสังคมให้ลุกขึ้นมาทำความเข้าใจและเปลี่ยนแปลงสังคมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในฐานะกรรมการปฏิรูประบบสาธารณสุข&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; ตนคงไม่มีการรวบรวมข้อมูลทางด้านสุขภาพส่งไปยังคณะกรรมการเฉพาะกิจ แต่การที่ตนได้มีการเรียบเรียงข้อมูลนั้น ก็เพื่อเป็นการสรุปข้อมูลต่อสุขภาพจากการใช้พาราควอตที่มีมหาศาลให้กับกรมวิชาการเกษตร ซึ่งมีหน้าที่สำคัญแต่กลับบอกว่าไม่มีข้อมูลผลกระทบต่อสุขภาพ และการที่มีแพทย์จาก รพ.รามาฯ ได้ออกมาระบุว่าพาราควอตไม่มีผลต่อสุขภาพ ตนก็ได้มีการแจ้งไปยังรองคณบดี รพ.รามาฯ ให้ไปแจ้งยังแพทย์คนดังกล่าวว่าขณะนี้มีข้อมูลมากมาย ซึ่งหากแพทย์คนดังกล่าวซึ่งก็เป็นคณะกรรมการทางด้านวิชาการยังออกมาบอกว่าไม่มีหลักฐานก็ถือว่าไม่มีความรอบคอบในการหาข้อมูล.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6906</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณกรรมการเฉพาะกิจ, คณะกรรมการวัตถุอันตราย, ต่อทะเบียนพาราควอต, ปรกชล อู๋ทรัพย์, พาราควอต, วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180411/image_big_5acd67cd37e18.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
