<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>99242</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/04/2021 09:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/04/2021 09:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> กรอ. ร่วม กฟผ. เล็งจัดตั้งโรงงานรีไซเคิลซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 เมษายน 2564 นายประกอบ วิวิธจินดา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม(กรอ.) เปิดเผยว่า กรอ. ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ &amp;ldquo;การศึกษาแนวทางการจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ และพัฒนาโรงงานรีไซเคิลซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ต้นแบบของประเทศไทย&amp;rdquo; กับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งเป็นการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือต่อเนื่องในการศึกษาแนวทางบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ที่ครบกำหนดอายุของบันทึกความร่วมมือเดิมในระยะเวลา 1 ปี เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยผลการศึกษาที่ผ่านมา พบว่า การรีไซเคิลแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ในประเทศไทยยังคงมีความท้าทายหลายด้าน ทั้งในด้านการเก็บรวบรวม ปริมาณ และความแตกต่างชนิดของซาก ที่จะส่งผลต่อเทคนิคในการรีไซเคิลและความคุ้มค่าการลงทุน ตลอดจนเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ ทำให้การพิจารณาเพื่อหาข้อสรุปในประเด็นต่างๆ ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ และต้องติดตามเทคโนโลยีในการรีไซเคิลที่ทันสมัยอยู่เสมอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจุบันเทคโนโลยีการรีไซเคิลและแนวทางการจัดการกับแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น โดยมีการดำเนินงานเชิงพาณิชย์แล้วในต่างประเทศ ดังนั้น การลงนามครั้งนี้ถือเป็นโอกาสอันดีอีกครั้งหนึ่งในการร่วมกันศึกษาแนวทางการรีไซเคิลซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ต่อเนื่องจากการศึกษาในครั้งก่อน โดยจะเพิ่มเติมในรายละเอียดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านนวัตกรรมเทคโนโลยี พื้นที่ศักยภาพ ตลอดจนแนวทางการบริหารจัดการที่เหมาะสมกับประเทศไทย เพื่อนำไปสู่การสร้างโรงงานรีไซเคิลซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ต้นแบบของประเทศต่อไป&amp;rdquo;นายประกอบฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการตั้งโรงงานรีไซเคิลซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ต้นแบบจะพิจารณาตามภูมิภาคและเลือกจังหวัดที่มีการติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์มากที่สุดก่อน โดยพื้นที่ที่จะส่งเสริมให้เกิดการจัดตั้งโรงงานรีไซเคิลฯนั้น จะครอบคลุมบริเวณพื้นที่ใกล้เคียงในวงรัศมี 200-300 กิโลเมตร จากที่ตั้งพื้นที่โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรมที่มีการติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ซึ่งจากสำรวจพบว่า ในภาคกลางเป็นพื้นที่มีการตั้งโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์มากที่สุด คือ 1,318.16 เมกะวัตต์ รองลงมาเป็นภาคตะวันตก 469 เมกะวัตต์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 423.6 เมกะวัตต์ ภาคตะวันออก 422 เมกะวัตต์ ภาคเหนือ 177 เมกะวัตต์ และภาคใต้ 41.01 เมกะวัตต์ รวม 2,850.77 เมกะวัตต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจุบันการบริหารจัดการขยะจากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ในประเทศไทย ยังใช้วิธีการคัดแยกขยะแล้วนําไปย่อยสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยก่อนเข้าตามกระบวนการและนำทิ้งในหลุมฝังกลบตามกฎหมาย ดังนั้น การส่งเสริมให้มีการจัดตั้งโรงงานรีไซเคิลแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ ให้เพียงพอและเหมาะสมกับปริมาณที่จะเกิดขึ้น นอกจากจะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นประโยชน์สูงสุดต่อการบริหารทรัพยากรในประเทศตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน&amp;quot;นายประกอบ กล่าว
...&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99242</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์, ประกอบ วิวิธจินดา, อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม(กรอ.), แบตเตอรี่, โรงงานรีไซเคิล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210325/image_big_605bdb4a532f8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98346</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2021 09:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2021 09:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรอ.เข้มดึง35 โรงงานเข้าโครงการแก้น้ำเสียคลองเปรมประชากร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 เมษายน 2564 นายประกอบ วิวิธจินดา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม(กรอ.) เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายจัดทำแผนแม่บทโครงสร้างพื้นฐานระบบคลองและการพัฒนาชุมชนริมคลองเปรมประชากร โดยการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ชุมชนเมืองและพัฒนา ปรับปรุง และแก้ไขปัญหาน้ำเสีย กรอ. ได้จัดทำโครงการบริหารจัดการน้ำเสียแก่โรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่คลองเปรมประชากร โดยมีโรงงานในพื้นที่เป้าหมาย 150 โรงงาน และให้คำปรึกษาเชิงลึกแก่โรงงานอุตสาหกรรมที่เข้าร่วมโครงการ ตั้งเป้าหมายปีนี้ซึ่งเป็นปีแรกของการดำเนินโครงการ จำนวน 35 โรงงาน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประกาศรับสมัคร โดยผู้เข้าร่วมโครงการเป็นโรงงานอุตสาหกรรมทุกประเภท ทุกขนาด ที่ประกอบกิจการตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานและอยู่ในพื้นที่คลองเปรมประชากร


&amp;ldquo;กรอ. ได้ผลักดันให้โรงงานอุตสาหกรรมให้ความสำคัญในมาตรการลดมลพิษน้ำจากการประกอบกิจการ และร่วมรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป เพื่อให้อุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างเป็นสุข โดยการดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำเสียแก่โรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่คลองเปรมประชากร เป้าหมายคือสร้างความร่วมมือระหว่าง กรอ.และผู้ประกอบการโรงงานในพื้นที่ การดำเนินงานจะมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเข้าไปให้คำแนะนำ ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการบำบัดน้ำเสีย กฎหมายมลพิษน้ำ การให้คำแนะนำเรื่องการจัดการน้ำเสีย ศึกษากระบวนการที่ก่อให้เกิดน้ำเสีย การจำแนกแหล่งกำเนิดน้ำเสีย และประเมินปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้น พร้อมจัดทำสมดุลมวลน้ำใช้และน้ำเสีย&amp;rdquo;นายประกอบ กล่าว
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98346</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมโรงงาน, ประกอบ วิวิธจินดา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210405/image_big_606a728777250.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70115</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2020 11:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2020 11:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรอ.เผยข่าวดี 6 เดือนแรกของปี 63 รง.เตรียมเปิดรับแรงงาน 1.2 แสนคน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มิ.ย. 2563 นายประกอบ วิวิธจินดา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยสถิติการประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมว่า ยอดขอใบอนุญาตประกอบกิจการ (รง.4) และขยายกิจการใน 21 กลุ่มอุตสาหกรรมช่วงครึ่งแรกของปี 63 (ม.ค.&amp;ndash;29 มิ.ย.63) มี จำนวน 1,702 ราย เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 10.22 % &amp;nbsp;มีการจ้างงานใหม่ 123,794 คน เพิ่มขึ้น 79.23 % และเงินลงทุน 174,850.47 ล้านบาท ลดลง 14.09% อย่างไรก็ตามแม้ว่าทั่วโลกจะได้รับผลกระทบจากการระบาดไวรัสโควิด-19 แต่เป็นที่น่าสังเกตคือมีปริมาณการจ้างงานใหม่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมากแสดงให้เห็นว่าในส่วนของภาคอุตสาหกรรมได้มีการวางแผนการลงทุนล่วงหน้าอยู่แล้ว จึงทำให้ตัวเลขการลงทุน การจ้างงาน มีตัวเลขที่สูงขึ้น ซึ่งใน 2 ไตรมาสแรก &amp;nbsp; ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นน่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ โควิด-19มากนัก ทั้งนี้ ต้องติดตามในไตรมาส 3 และ 4 ซึ่งอาจจะมีผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 มาเป็นตัวชี้วัดอย่างมีนัยสำคัญ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แม้สถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมของโลกจะได้รับผลกระทบ ซึ่งเป็นสถานการณ์ปกติที่ทั่วโลกประสบอยู่ เพราะนักลงทุนต้องรอดูสถานการณ์ผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก ว่าจะคลี่คลายเมื่อไหร่ แต่ในส่วนของประเทศไทยก็ยังมีเรื่องดี ๆ โดยพบว่าตัวเลขความต้องการจ้างงานใหม่ของโรงงานที่ขออนุญาตใบ ร.ง.4 และขยายกิจการเพิ่มขึ้นจากปีก่อน และหากเทียบกับช่วงครึ่งปีแรกของปีอื่น ๆ พบว่าช่วง &amp;nbsp; &amp;nbsp;6 เดือนแรกของปี 63 มีความต้องการแรงงานใหม่เพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 3 ปี หรือย้อนหลังไปถึงปี 61 ซึ่งอย่างน้อยก็จะสามารถเข้ามารองรับการจ้างงานในไทยให้เพิ่มขึ้นรวมถึงสามารถช่วยแก้ปัญหาการว่างงานของแรงงาน &amp;nbsp; จากผลกระทบการระบาดไวรัสโควิด-19 และรองรับนักศึกษาที่จบใหม่ได้ในระดับหนึ่ง&amp;rdquo; นายประกอบ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความต้องการแรงงานสูงสุด 5 อันดับแรกคือ กลุ่มผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์มีความต้องต้องการแรงงานเพิ่ม &amp;nbsp;39,873 คน สาเหตุที่กลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวมีความต้องการแรงงานสูงเนื่องจากกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวมีการใช้แรงงานในการประกอบและตรวจสอบอุปกรณ์จำนวนมาก รองลงมาเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร มีความต้องการแรงงาน 20,112 &amp;nbsp;คน, กลุ่มผลิตเครื่องจักรเครื่องกล 11,910 คน, กลุ่มผลิตภัณฑ์โลหะ 6,002 และกลุ่มผลิตภัณฑ์พลาสติก 5,814 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้หากพิจารณาตัวเลขการขอใบอนุญาตจัดตั้งโรงงานในครึ่งแรกของปี 63 เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 62 จำนวน 1,702 ราย แบ่งเป็นยอดขอใบอนุญาตประกอบกิจการ 1,267 ราย ลดลง &amp;nbsp;3.36 % จ้างงาน 52,692 ราย เพิ่มขึ้น 25.58 % และเงินลงทุน 71,121.96 ล้านบาท ลดลง 30.16 % และการขยายกิจการ จำนวน 435 ราย เพิ่มขึ้น 13.58% &amp;nbsp;จ้างงาน 71,102 ราย เพิ่มขึ้น 53.65% เงินลงทุน 103,728.51 ล้านบาท &amp;nbsp;เพิ่มขึ้น 16.07 % &amp;nbsp;โดยอุตสาหกรรมอาหารมีการขอใบอนุญาตขอจัดตั้งโรงงานและขยายกิจการสูงสุดจำนวน &amp;nbsp;97 ราย เพิ่มขึ้น 44.78 % มีการจ้างงาน 15,631 คน เพิ่มขึ้น 44.21 % และเงินลงทุน 14,390.43 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50.19 % สาเหตุที่มีการขออนุญาตลงทุนโรงงานประเภทนี้มากสุดเพราะกลุ่มอุตสาหกรรมนี้มีการเจริญเติบโตสูง&amp;nbsp;
ส่วนอันดับสองเป็นผลิตภัณฑ์พลาสติก 36 รายลดลง 41.94% จ้างงาน 2,363 คน ลดลง 36.16% และเงินลงทุน 2,763.92 ล้านบาท ลดลง 64.93% กลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์จากพืช 32 ราย เพิ่มขึ้น 6.67% จ้างงาน 1,706 คน เพิ่มขึ้น 79.58 % เงินลงทุน 5,266.72 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46.71%, ผลิตภัณฑ์อโลหะ 31 ราย เพิ่มขึ้น 82.35% จ้างงาน 2,474 คน เพิ่มขึ้น 1,346.78% ลงทุน 2,951 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 645.68% และกลุ่มผลิตภัณฑ์โลหะ 26 ราย ลดลง 15.38% จ้างงาน 3,462 คนเพิ่มขึ้น 69.54 %เงินลงทุน 3,076.76 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45.63%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับทิศทางของโรงงานอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มที่ดีส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารซึ่งถ้าดูจากตัวเลข จะเห็นว่ายังมีการขออนุญาตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประกอบ กล่าวถึง แผนฟื้นฟู ส่งเสริม หรือสนับสนุนสถานประกอบการอุตสาหกรรม หลังสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ว่า &amp;nbsp;ล่าสุดกรอ. ได้จัดทำข้อเสนอโครงการฯ ตามมาตรการแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยและสังคม (พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อการเยียวยาและดูแลเศรษฐกิจ จากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 ) ตามนโยบายของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้กระทรวงอุตสาหกรรมพิจารณาแล้ว จำนวน 5 โครงการวงเงินกว่า 148 &amp;nbsp;ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการแปลงเครื่องจักรเป็นทุน โดยการบำรุงรักษาเครื่องจักรสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 กลุ่มที่ 1 โรงงานอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ เคมี ยานยนต์ เครื่องปรับอากาศ เหล็ก และต่อเรือซ่อมเรือ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นอกจากนี้ยังมีโครงการแปลงเครื่องจักรเป็นทุนโดยการบำรุงรักษาเครื่องจักรสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ กลุ่มที่ 2 โรงงานอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม ยา ไม้หรือผลิตภัณฑ์จากไม้ สิ่งทอ เซรามิก แก้วและกระจก หนังและผลิตภัณฑ์หนัง, โครงการฟื้นฟูและยกระดับโรงงานอุตสาหกรรมด้านความปลอดภัย มาตรฐาน ผลิตภาพ พลังงานและสิ่งแวดล้อม, โครงการพัฒนายกระดับศักยภาพการผลิตของเอสเอ็มอี กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ด้วยการใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตออฟติงส์ หรือ IoTs ให้ได้ชิ้นส่วนยานยนต์ที่มีประสิทธิภาพ พร้อมสนับสนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ให้ดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง และโครงการฟื้นฟูโรงงานอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปด้วยเทคนิควิศวกรรมอาหาร เชื่อว่าหากได้รับการสนับสนุนก็จะช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้&amp;rdquo; นายประกอบ กล่าว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70115</URL_LINK>
                <HASHTAG>6 เดือน, กรมโรงงานอุตสาหกรรม, ประกอบ วิวิธจินดา, ยอดขอใบอนุญาตประกอบกิจการ (รง.4)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200630/image_big_5efab9ec3956d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68974</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2020 16:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2020 16:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมโรงงานเตือนผู้ประกอบการเร่งปรับตัวรับนิวนอร์มอล รุกแฟคเตอรี่ 4.0 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 มิ.ย.2563 นายประกอบ วิวิธจินดา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กรอ. เตรียมส่งหนังสือไปยังโรงงานอุตสาหกรรมในเขตกรุงเทพฯ จำนวน 5,860 แห่ง และจะได้ประสานสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อแจ้งให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศมีหนังสือแจ้งเตือนผู้ประกอบการในพื้นที่รับผิดชอบ ให้เร่งปรับตัวให้สอดคล้องกับภาวะปกติใหม่ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และพฤติกรรม หรือ นิว นอร์มอล เนื่องจากหลังการระบาดของโควิด-19 จะเกิดสิ่งที่เรียกว่านิว นอร์มอลในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของประชาชนที่ให้ความสำคัญเรื่องของเทคโนโลยีการสื่อสารผ่านทางออนไลน์ และการใช้ระบบดิจิทัลมากขึ้น เพื่อรักษาระยะห่างทางสังคม หากโรงงานอุตสาหกรรมไม่ปรับตัวรองรับนิว นอร์มอล &amp;nbsp; ก็จะเสี่ยงต่อการดำเนินกิจการ และไม่สามารถแข่งขันได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปัจจุบัน กรอ. ได้มีการเตรียมความพร้อมที่จะนำผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมเข้าสู่นโยบายแฟคเตอรี่ 4.0 ซึ่งจะสอดคล้องกับพฤติกรรมนิว นอร์มอล โดยมีการตั้งเป้าหมายที่จะให้บริการผู้ประกอบการ ทั้งในรูปแบบการขอใบอนุญาต ร.ง.4, การจ่ายค่าธรรมเนียม, การยื่นคำขอและการออกใบสำคัญเกี่ยวกับ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วัตถุอันตรายหรือกากอุตสาหกรรม, การขึ้นทะเบียนเป็นผู้ควบคุมระบบบำบัดมลพิษ รวมถึงการพัฒนาการบริการอื่น ๆ แบบออนไลน์ครบวงจรได้ในปี 2565 ซึ่งนอกจากจะสร้างความโปร่งใสแล้ว ยังช่วยลดภาระ และอำนวย &amp;nbsp; &amp;nbsp;ความสะดวกให้กับผู้ประกอบการไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและเวลาในการเดินทางมายังกรมโรงงานอุตสาหกรรม ดังนั้นผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมก็ต้องมีการปรับตัวรองรับกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ ด้วย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อกับหน่วยงานรัฐ และติดต่อกับลูกค้า เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; โดยโครงการในปีงบประมาณ 2564 กรอ. ได้มีโครงการต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับการเข้าสู่ยุคนิว นอร์มอล เช่น ระบบบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมแบบครบวงจร, ระบบการรับรองตนเองของผู้ประกอบกิจการโรงงาน (Self-Declaration) และการขึ้นทะเบียน/กำกับดูแลผู้ตรวจสอบเอกชน (Third Party), ระบบข้อมูลเพื่อการจัดการความปลอดภัยด้านสารเคมีในโรงงานอุตสาหกรรม, ระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยมลพิษระยะไกล โดยมีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงกับระบบต่าง ๆ ที่ได้ลงทุนในปีงบประมาณ 2563 เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น ระบบเชื่อมโยงเอกสารราชการกับฐานข้อมูลประชาชนและบริการภาครัฐ, ระบบบูรณาการข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการวัตถุอันตราย, พัฒนาระบบทำเนียบสารเคมีและวัตถุอันตรายแห่งชาติ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กรอ. มีแผนที่จะพัฒนาโดยให้ความรู้กับโรงงานอุตสาหกรรมบางส่วน โดยเฉพาะโรงงานขนาดเล็ก &amp;nbsp; ที่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับยุคการเปลี่ยนแปลงในภาวะปกติใหม่หรือนิว นอร์มอล ซึ่งที่ผ่านมา กรอ. ได้เร่งผลักดันการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาร่วมประยุกต์ใช้ ในการกำกับดูแลโรงงาน รวมถึงการนำนวัตกรรมด้าน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ความปลอดภัยมาประยุกต์ใช้ควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการเพิ่มประสิทธิภาพในด้านต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยให้สอดรับตามแนวทางนโยบายแฟคเตอรี่ 4.0 ของรัฐบาล และเพื่อให้ระบบ &amp;nbsp; &amp;nbsp; การทำงานมีความทันสมัย ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก &amp;nbsp;ทาง กรอ. ก็พร้อมจะเดินหน้าสานต่อการดำเนินงานต่าง ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมในยุคดิจิทัลอย่างต่อเนื่องต่อไป&amp;rdquo; นายประกอบ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประกอบ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาได้สั่งการให้หน่วยงานภายใต้สังกัดของ กรอ. ปรับเปลี่ยนวิธีการให้บริการกับผู้ประกอบกิจการโรงงาน ผู้ประกอบการธุรกิจ และประชาชน ให้มีความสะดวก รวดเร็ว และ &amp;nbsp; &amp;nbsp; มีประสิทธิภาพ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล หรือผ่านช่องทางออนไลน์อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด เพื่อสร้างความสะดวกแก่ประชาชน และในสถานการณ์ปัจจุบันยังช่วยสร้างความปลอดภัย เพิ่มระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) จากการระบาดไวรัสโควิด-19 โดยปัจจุบัน กรอ. ได้เปิดให้บริการกับผู้ประกอบกิจการโรงงาน ผู้ประกอบธุรกิจ และประชาชน มากกว่า 10 ภารกิจ ผ่านช่องทางออนไลน์ หรือเว็บไซต์ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม www.diw.go.th &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68974</URL_LINK>
                <HASHTAG>นโยบายแฟคเตอรี่ 4.0, ประกอบ วิวิธจินดา, อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200504/image_big_5eaf9ac4c181b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55558</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดนโยบายพัฒนานิคมฯ-โรงงาน เพิ่มโอกาสการลงทุนในอีอีซี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;การเร่งขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่อีอีซี ที่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งโครงการพัฒนาท่าเรือฯ มาบตาพุด ระยะที่ 3 (ช่วงที่ 1) โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โครงการท่าเรือฯ แหลมฉบัง ระยะที่ 3 และโครงการพัฒนาเมืองการบินและสนามบินอู่ตะเภา ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและดึงดูดการลงทุนให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เปิดฉากเดินหน้าอย่างเต็มกำลังในการลุยโครงสร้างพื้นฐานและโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี โดยมีหลายหน่วยงานที่สำคัญเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ ซึ่งถือว่าเป็นโครงการสำคัญระดับประเทศที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมด้วยช่วยกันให้เกิดขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรมให้เร็วที่สุด เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจในประเทศให้ดีขึ้น และในปี 2563 นี้เอง หน่วยงานนั้นๆ ก็ต้องมีแผนเตรียมงานที่จะสานต่อความคืบหน้าอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยหนึ่งองค์กรที่ถือว่าเป็นกลไกหลักในการพัฒนาพื้นที่และเตรียมความพร้อมเพื่อเป็นปัจจัยสนับสนุนการลงทุนของภาคอุตสาหกรรมที่กำลังจะตามมาในอนาคตอันใกล้นี้ ก็คือ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ กนอ. ที่ในปี 2563 นี้เองก็มีแผนงานและแนวร่วมพัฒนาพื้นที่อีอีซีในรูปแบบต่างๆ นอกเหนือจากการเตรียมพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ก็คือการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานของอีอีซี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งล่าสุด กนอ.ได้ลงนามในสัญญาจ้างบริหารจัดการท่าเรือฯ มาบตาพุด กับบริษัท มารีนไทย กรุ๊ป จำกัด ต่อเนื่องในช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2562-2572 หรือ 10 ปี ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มธุรกิจสถาบันการศึกษาและฝึกอบรมและบริหารจัดการคนประจำเรือ กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมอู่ต่อ-ซ่อมเรือ อุปกรณ์เรือ และกลุ่มธุรกิจให้บริการรับจ้างเหมาบริหารจัดการท่าเรือสำหรับเรือบรรทุกสินค้าทั่วไป สินค้าน้ำมัน เคมีและแก๊ส รวมถึงการบริหารจัดการระบบคลังเก็บสินค้า เพื่อให้การบริหารจัดการดังกล่าวมีประสิทธิภาพ และเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการบริการผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ด้วยบริการที่มีมาตรฐาน ความปลอดภัย และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ภาคอุตสาหกรรมแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในขณะที่ทิศทางการดำเนินงานในปีงบประมาณ 63 นั้น กนอ.มองว่ามีแนวโน้มที่ดี เพราะมีปัจจัยบวกที่ส่งเสริมการลงทุนมากขึ้น จากการที่รัฐบาลประกาศใช้มาตรการต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงนโยบายส่งเสริมการลงทุนทั้งสิทธิประโยชน์ด้านภาษีและไม่ใช่ภาษี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และการเร่งขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่อีอีซี ที่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งโครงการพัฒนาท่าเรือฯ มาบตาพุด ระยะที่ 3 (ช่วงที่ 1) โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โครงการท่าเรือฯ แหลมฉบัง ระยะที่ 3 และโครงการพัฒนาเมืองการบินและสนามบินอู่ตะเภา ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และดึงดูดการลงทุนให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น จากปัจจัยดังกล่าวทำให้การลงทุนในปีงบประมาณ 2563 มีทิศทางการเติบโตได้อย่างแน่นอน แม้ภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงชะลอตัว ค่าเงินบาทแข็งค่า และปัจจัยภายนอกอื่นๆ รวมถึงสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐที่ยังไม่มีข้อยุติ ทำให้นักลงทุนพิจารณาย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้นักลงทุนตัดสินใจซื้อที่ดินในนิคมฯ เพื่อลงทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเห็นได้จากผลประกอบการของ กนอ.ในปีงบประมาณ 2562 มีมูลค่าการลงทุนทั้งหมด 30,527.54 ล้านบาท ก่อให้เกิดการจ้างงาน 5,512 คน เพิ่มขึ้น 60% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าซึ่งมีการจ้างงาน 3,446 คน และมียอดขาย/เช่าที่ดินเพิ่มขึ้น 807 ไร่ จาก 1,376 ไร่ เป็น 2,183 ไร่ หรือเพิ่มขึ้น 59% โดยในจำนวนดังกล่าว แบ่งเป็นพื้นที่อีอีซีจำนวน 1,964 ไร่ นอกพื้นที่อีอีซีจำนวน 219.85 ไร่ ซึ่งในพื้นที่อีอีซีมียอดขาย/เช่าที่ดินเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2561 ถึง 98%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม เมื่อมาดูผลประกอบการของ กนอ.ในปีงบประมาณ 2562 ช่วงเดือน ต.ค.61-ก.ย.62 จะพบว่ามีทิศทางที่ดี โดยการลงทุนในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมภายใต้การกำกับดูแลของ กนอ. ประกอบด้วยนิคมอุตสาหกรรมที่ กนอ.บริหารงานเอง และนิคมอุตสาหกรรมร่วมดำเนินงานกับภาคเอกชน จำนวน 59 นิคมอุตสาหกรรม และ 1 ท่าเรืออุตสาหกรรม ในพื้นที่ 16 จังหวัดทั่วประเทศ และมีนิคมอุตสาหกรรมที่เซ็นสัญญาในปีงบประมาณ 62 จำนวน 1 แห่ง คือ นิคมอุตสาหกรรมโรจนะชลบุรี 2 (เขาคันทรง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นผลให้มีพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมประมาณ 175,939 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่สำหรับขาย/เช่า ประมาณ 110,558 ไร่ และพื้นที่ขาย/เช่าสะสม ประมาณ 88,906 ไร่ มีมูลค่าการลงทุนในภาพรวมประมาณ 4 ล้านล้านบาท มีโรงงาน 5,875 แห่ง และมีจ้างงานรวมทั้งสิ้นประมาณ 500,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรม 5 อันดับแรก ที่ให้ความสนใจลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมเหล็กและผลิตภัณฑ์โลหะ 2.อุตสาหกรรมยานยนต์และการขนส่ง 3.อุตสาหกรรมยาง พลาสติก และหนังเทียม 4.อุตสาหกรรมเครื่องยนต์ เครื่องจักร และอะไหล่ 5.อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องมือวิทยาศาสตร์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยประเทศที่มาลงทุนในนิคมฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง มาเลเซีย และสหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันนิคมอุตสาหกรรมที่อยู่ภายใต้การกำกับของ กนอ.มีศักยภาพที่พร้อมรองรับการลงทุนอย่างเต็มที่ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ที่ครบถ้วน ขณะเดียวกัน&amp;nbsp; กนอ.ยังให้ความสำคัญในด้านการบริการนักลงทุนแบบครบวงจรเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการติดต่อกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการขอใบอนุมัติ และใบอนุญาต ผ่านศูนย์ให้บริการของ กนอ. Total Solution Center (TSC) โดยศูนย์บริการดังกล่าวจะให้บริการที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของผู้ประกอบการให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างแข็งแกร่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม จากปัจจัยลบต่างๆ ทั้งภายในและนอกประเทศ ทำให้มีสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ดังนั้น กนอ.ได้มีมาตรการที่รอบคอบและรัดกุมในการเฝ้าติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นให้ทันท่วงทีแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ กรมโรงงานอุตสาหกรรม หรือ กรอ. ก็เป็นอีกหน่วยงานที่มีความร่วมมือพัฒนาพื้นที่อีอีซีเช่นกัน และที่ผ่านมา กรอ.เองก็เห็นความก้าวหน้าของอีอีซีจากตัวเลขของการเปิดและขยายกิจการโรงงานมาโดยตลอด และในปี 63 นี้เองก็ตั้งเป้าที่จะดำเนินงานผลักดันโครงการต่างๆ ตามนโยบานของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่ได้เฉพาะเจาะจงอยู่ในอีอีซีเท่านั้น แต่ยังเหมารวมไปกับโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศอีกด้วย เช่น โครงการอุตสาหกรรมสีเขียว ที่ส่งเสริมให้โรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศเข้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียวเบื้องต้นมอบหมายให้กองส่งเสริมเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมโรงงาน (กทส.) ประสานการดำเนินการกับอุตสาหกรรมจังหวัดอย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โครงการอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนในพื้นที่ ก็จะประสานการทำงานอย่างใกล้ชิดกับอุตสาหกรรมจังหวัด โดยแบ่งกลุ่มออกเป็นกลุ่มที่มีโรงงานอุตสาหกรรมหนาแน่น กลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ที่มีศักยภาพในการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม และกลุ่มพื้นที่อีอีซี และโครงการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำสายหลัก โดยเริ่มจากลุ่มน้ำเจ้าพระยา และคลองอู่ตะเภา ซึ่งจะขยายผลไปอีก 25 ลุ่มน้ำสายหลัก และโครงการอื่นๆ ที่จะช่วยส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศการน่าลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(ประกอบ วิวิธจินดา)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายประกอบ วิวิธจินดา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กล่าวว่า แผนดำเนินงานในปี 2563 กรอ.ให้ความสำคัญในแผนงาน 4 ด้านหลัก ประกอบด้วย 1.การดำเนินนโยบายการปกป้องสิ่งแวดล้อม และปราบปรามผู้ประกอบการที่กระทำผิด จนเกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมแบบเข้มงวดมากขึ้น 2.การพัฒนากฎหมาย และระบบดิจิทัล เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมไทยเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 3.การส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมให้มีการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และ 4.การพัฒนาบุคลากรตามนโยบายของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ต้องการให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจไทยควบคู่กับการดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อมสำหรับด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งจะเน้นบริหารจัดการ กำกับ ดูแล และเฝ้าระวังผู้ประกอบการอุตสาหกรรมให้มีความปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่ง กรอ.มีแผนในการตรวจกำกับโรงงาน 5,000-6,000 โรงงาน เพื่อเฝ้าระวังเรื่องของความเสี่ยงด้านต่างๆ อาทิ น้ำเสีย อากาศ กากอุตสาหกรรม ความปลอดภัย&amp;nbsp; (สารเคมี อัคคีภัย ระบบไฟฟ้า หม้อน้ำ) ที่รวมถึงในพื้นที่อีอีซีด้วย หลังจากพบว่าในปี 62 มีชาวบ้านหรือชุมชนร้องเรียนโรงงานที่สร้างความเดือดร้อนมายัง กรอ. จำนวน 594 เรื่อง ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของกลิ่นเหม็นมากที่สุด 389 เรื่อง รองลงมาเป็นเสียงดังจำนวน 200 เรื่อง, เรื่องฝุ่นละอองจำนวน 136 เรื่อง, ทำงานกลางคืนจำนวน 89 เรื่อง และเรื่องเขม่าควันจำนวน 79 เรื่อง เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกัน หากพบว่าโรงงานมีการปล่อยมลพิษ ทาง กรอ.ก็จะมีหน่วยเคลื่อนที่เร็วเข้าระงับ และจัดการ เพื่อความรวดเร็ว แม่นยำ เนื่องจากกรมมีระบบรายงานมลพิษแบบอัตโนมัติต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ทั้งน้ำ อากาศ และกากอุตสาหกรรม นอกจากนี้ก็จะพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการและพัฒนาระบบอนุญาตและการกำกับดูแล ทั้งข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการวัตถุอันตราย เชื่อมโยงเอกสารและข้อมูลประชาชนและบริการภาครัฐ การนำระบบบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม และทำเนียบสารเคมีและวัตถุอันตราย รวมถึงการผลักดันโครงการต่างๆ ที่จะช่วยลดมลพิษ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อย้อนกลับไปดูผลงานด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในรอบปี 62 กรอ.ได้ดำเนินการในหลายจุด เช่น การส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมสู่ Factory 4.0, การอนุรักษ์และประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมทำความเย็นและหม้อน้ำในโรงงาน, การส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้โรงงานปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ โดยได้ดำเนินการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรในโรงงาน กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีแล้วกว่า 2,131 เครื่อง หรือจำนวนโรงงาน 107 โรงงาน, การส่งเสริมสนับสนุนเพื่อยกระดับโรงงานเข้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ปี 62 จำนวน 2,921 ราย จากเป้าหมายที่ 2,000 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ภาคอุตสาหกรรมของไทยมีการปรับตัวตามแนวทางการพัฒนาของประเทศ หรือการปรับตัวสู่อุตสาหกรรม 4.0 สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการอยู่อย่างเป็นมิตรกับชุมชนที่เป็นหัวใจของการส่งเสริมทิศทางภาคอุตสาหกรรมในยุคปัจจุบัน ขณะเดียวกันการเร่งพัฒนาโครงการขนาดใหญ่อย่างอีอีซีนั้นก็ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะเป็นช่องทางสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมของไทยให้มีการเติบโตที่ก้าวกระโดด และมีความพร้อมที่จะไปแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีศักยภาพ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55558</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมโรงงานอุตสาหกรรม, การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, ประกอบ วิวิธจินดา, อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200126/image_big_5e2d9c175d489.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47876</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2019 10:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2019 10:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรอ.นัดถก22ต.ค.แบน3สารเคมีอันตราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ต.ค. 2562 นายประกอบ วิวิธจินดา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม(กรอ.) ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการวัตถุอันตราย เปิดเผยถึงความคืบหน้าการยกเลิกใช้ 3 สารเคมีอันตราย คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอสว่า เบื้องต้นคณะกรรมการวัตถุอันตราย ได้นัดประชุมวันที่ 22 ต.ค.นี้ โดยมีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน ตามพ.ร.บ.วัตถุอันตราย ฉบับเดิม พ.ศ.2535 จะพิจารณาตามที่หน่วยงานต่างๆ ยื่นเรื่องเข้ามาแล้ว เช่น กรอ. ,กรมปศุสัตว์ , สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขอพิจารณากฎหมายลูกที่จะรองรับพระราชบัญญัติวัตถุอันตรายฉบับใหม่ พ.ศ.2562 ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีเรื่องการยกเลิก 3 สาร จากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยื่นเรื่องเข้ามา ซึ่งหากยื่นก่อนวันที่ 22 ต.ค. คณะกรรมการฯ พร้อมจะบรรจุในวาระการพิจารณาทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย ลงมติเปิดเผยต่อสาธารณะชน ช่วงโหวตยกมือให้แบน 3 สารเคมีนั้น โดยปกติที่ประชุมจะเปิดเผยมติจำนวนเสียงของคณะกรรมการที่โหวตอยู่แล้วว่า มีมติเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย หรืองดออกเสียงมีจำนวนเท่าไร แต่ถ้าจะให้เปิดเผยรายชื่อคณะกรรมการแต่ละรายว่า ใครออกเสียงอย่างไรนั้น ต้องมีการหารือในที่ประชุมอีกครั้งหนึ่งว่า ยินยอมให้เปิดเผยรายชื่อต่อสาธารณะหรือไม่ เพราะถือเป็นเรื่องสิทธิเฉพาะบุคคล หากคณะกรรมการยินดี ก็พร้อมที่จะเปิดเผยรายชื่อได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามกรณีที่มีเกษตรกรบางกลุ่ม เตรียมยื่นเรื่องศาลปกครองเพื่อคุ้มครองฉุกเฉินในการยกเลิก 3 สารนั้น เรื่องนี้ก็ต้องรอดูว่า ศาลปกครองมีคำสั่งออกมาอย่างไร หลังจากนั้นทางคณะกรรมการฯจะมาพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;rdquo;ผมไม่รู้สึกหนักใจอะไร เพราะทุกอย่างเป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายฯ ถ้าภายในวันที่ 22 ต.ค.นี้ ทางกระทรวงเกษตรฯ ยังไม่เสนอเรื่องมา ก็จะไม่สามารถพิจารณาเรื่องนี้ได้ แต่ทางคณะกรรมฯ ก็สามารถเรียกประชุมใหม่ได้ภายในเดือนต.ค.ได้เช่นกัน โดยให้คณะกรรมการทั้ง 29 รายมีความพร้อมร่วมกัน แต่ถ้าส่งมาหลังวันที่ 27 ต.ค. พ.ร.บ.วัตถุอันตรายฯ ฉบับใหม่ มีผลบังคับใช้ จะเปลี่ยนประธานเป็นรมว.อุตสาหกรรม มีคณะกรรมการ 27 ราย&amp;rdquo;นายประกอบ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47876</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการวัตถุอันตราย, คลอร์ไพริฟอส, ประกอบ วิวิธจินดา, พาราควอต, ยกเลิกใช้ 3 สารเคมีอันตราย, อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม(กรอ.), ไกลโฟเซต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191012/image_big_5da14c8b746aa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
