<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109810</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2021 14:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2021 14:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนชวนเลิกกรมธรรม์มีความผิด เสียสิทธิ์ประโยชน์เกินคาด-คปภ.เร่งช่วยเหยื่อหมิงตี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันได้มีบุคคลบางกลุ่มแอบอ้างตนเป็นที่ปรึกษาหรือเจ้าหน้าที่ส่วนกลางของบริษัทประกันชีวิต โทรศัพท์ไปหาประชาชน เพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับการถือครองกรมธรรม์ประกันภัย มีการสอบถามและขอข้อมูลส่วนตัวเกี่ยวกับกรมธรรม์ประกันภัย โดยอ้างว่าจะทำการเปรียบเทียบและดูผลประโยชน์ที่คุ้มค่ากว่าให้ และเมื่อผู้เอาประกันภัยหลงเชื่อให้ข้อมูล ผู้แอบอ้างจะทำการเปรียบเทียบข้อมูลและแนะนำให้ผู้เอาประกันภัยยกเลิกหรือหยุดชำระเบี้ยประกันภัยกรมธรรม์ฉบับเดิม เพื่อทำสัญญาประกันชีวิตฉบับใหม่ ซึ่งทางสมาคมประกันชีวิตได้ออกมาระบุอย่างชัดเจนว่าการกระทำดังกล่าวนั้นถือว่าผิดกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นายสาระ ล่ำซำ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาบริษัทประกันชีวิตไม่เคยมีนโยบายหรือมอบหมายให้บุคคลกลุ่มใดชักชวนให้ประชาชนยกเลิกหรือเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัยแต่อย่างใด เพราะการกระทำดังกล่าว อาจทำให้ผู้เอาประกันภัยเสียสิทธิ์ของกรมธรรม์และผลประโยชน์ที่ควรจะได้รับ เสียสิทธิ์เรื่องการลดหย่อนภาษีของผู้มีเงินได้ รวมถึงการที่ผู้เอาประกันภัยต้องดำเนินการแถลงข้อความจริงเกี่ยวกับสุขภาพต่อบริษัทใหม่ ซึ่งมีความเสี่ยงที่ถูกบริษัทประกันภัยปฏิเสธการรับประกันภัยหรือต้องจำยอมจ่ายเบี้ยประกันภัยในระดับที่สูงขึ้น เพราะปัญหาสุขภาพที่มากขึ้น และระดับอายุที่สูงขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ บริษัทประกันภัยมีสิทธิ์ที่จะไม่จ่ายเคลมหรือผลประโยชน์ในกรณีที่เกิดอยู่ในช่วงระยะเวลารอคอย หรือระยะเวลาที่ไม่คุ้มครอง ตั้งแต่ 30-120 วัน นับจากวันที่กรมธรรม์มีผลบังคับ ซึ่งแตกต่างกันขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละบริษัทประกันภัย และในกรณีถ้าหลงเชื่อทำการยกเลิกกรมธรรม์ โดยเฉพาะประเภทสะสมทรัพย์ก่อนครบกำหนดสัญญา ผู้เอาประกันภัยอาจเสียสิทธิ์ได้ระดับผลตอบแทนที่มีการันตีผลตอบแทนหรือมีเงินคืนรายปี เพราะอัตราผลตอบแทนของกรมธรรม์ประเภทสะสมทรัพย์ในปัจจุบันอยู่ในระดับที่น้อยกว่าอัตราผลตอบแทนของกรมธรรม์ประเภทสะสมทรัพย์ในอดีต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสาระ กล่าวว่า ดังนั้นบุคคลบางกลุ่มที่แอบอ้างตนเป็นที่ปรึกษาหรือเจ้าหน้าที่ส่วนกลางของบริษัทประกันชีวิต รวมถึงตัวแทนหรือนายหน้าของบริษัทประกันภัยใดที่เชิญชวนให้ผู้เอาประกันภัยยกเลิก หรือเวนคืนกรมธรรม์ครบกำหนดสัญญา ถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดหลักจรรยาบรรณและศีลธรรมของตัวแทนและนายหน้าประกันชีวิต ผู้กระทำการดังกล่าวจะต้องได้รับบทลงโทษถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตเป็นตัวแทนประกันชีวิตหรือนายหน้าประกันชีวิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บุคคลที่จะสามารถทำการเสนอขายประกันภัยจะต้องมีใบอนุญาตที่ออกโดยสำนักงาน คปภ. และทุกครั้งที่ทำการเสนอขายไม่ว่าแบบพบหน้าหรือสนทนาผ่านทางโทรศัพท์ บุคคลคนนั้นจะต้องแสดงใบอนุญาตเป็นตัวแทนประกันชีวิตหรือนายหน้าประกันชีวิต แจ้งชื่อบริษัทประกันที่ตนสังกัด พร้อมทั้งแจ้งแหล่งที่มาของข้อมูลส่วนบุคคล อาทิ ชื่อ นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ ว่าได้มาอย่างไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;และหากพบว่าการได้มาซึ่งข้อมูลนั้นไม่ได้รับการยินยอมจากเจ้าของข้อมูล จะถือว่าเป็นการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล และถือว่าเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการออก และเสนอขายกรมธรรม์ประกันภัยของบริษัทประกันชีวิต และการดำเนินการของตัวแทนประกันชีวิต นายหน้าประกันชีวิต และธนาคาร พ.ศ.2563 ผู้กระทำความผิดต้องได้รับโทษตามกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หากผู้เอาประกันภัยพบว่า ได้รับการติดต่อจากบุคคลที่มีพฤติกรรมดังกล่าว สามารถแจ้งความเพื่อดำเนินคดีได้ หรือแจ้งไปที่สายด่วนประกันภัย 1186 หรือสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้โดยติดต่อที่ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ของบริษัทประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองกรมธรรม์ของผู้เอาประกันภัย หรือติดต่อที่สมาคมประกันชีวิตไทย หมายเลขโทรศัพท์ 0-2679-8080 หรือช่องทาง Email: tlaa@tlaa.org&amp;quot; นายสาระ กล่าว
คลอด 3 มาตรการช่วยเหยื่อหมิงตี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. ได้กล่าวว่า จากกรณีถังเก็บสารเคมีระเบิดภายในบริษัท หมิงตี้เคมีคอล จำกัด ส่งผลกระทบให้เกิดความเสียหายกับบ้านเรือนเป็นจำนวนมาก จึงเล็งเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการกำหนดมาตรการช่วยเหลือด้านประกันภัยให้กับประชาชนผู้เดือดร้อน โดยได้ออก 3 มาตรการเพิ่มในการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.บูรณาการร่วมกับภาคอุตสาหกรรมประกันภัย โดยสมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมประกันวินาศภัยไทย และบริษัทประกันภัย เร่งตรวจสอบข้อมูลการทำประกันภัยของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ เพื่อให้ความช่วยเหลือเยียวยาด้านประกันภัยอย่างเร่งด่วน ทั้งจากการประกันชีวิต การประกันภัยอุบัติเหตุ และการประกันภัยประเภทอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บได้ทำประกันภัยรองรับไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.บูรณาการร่วมกับสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดี จังหวัดสมุทรปราการ และสถานีตำรวจภูธรบางแก้ว สมุทรปราการ ตั้งศูนย์รับแจ้งความเสียหาย เพื่อบูรณาการการทำงานและข้อมูลความสูญเสีย หรือความเสียหายของบ้านเรือนและทรัพย์สินอื่นๆ ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ เพื่อใช้ระบบประกันภัยช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ได้อย่างทันท่วงที&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;3.เร่งบูรณาการการจ่ายสินไหมทดแทนให้กับประชาชนผู้เดือดร้อนจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ โดยจะประสานและอำนวยความสะดวกในทุกด้านที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การจ่ายสินไหมทดแทนเป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ สำหรับรายที่ไม่ได้ทำประกันภัยครอบคลุมความสูญเสียหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นไว้ จะได้รับการชดใช้จากการประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอก ซึ่งโรงงานได้ทำประกันภัยดังกล่าวรองรับไว้ด้วยวงเงินเอาประกันภัย 20 ล้านบาท ทั้งความสูญเสียหรือความเสียหายต่อชีวิต ร่างกายและทรัพย์สิน ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายในการดับเพลิง และการเช่าที่พัก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม สำหรับความสูญเสียหรือความเสียหายที่เกินกว่าวงเงินเอาประกันภัย จำเป็นต้องเรียกร้องจากผู้ที่กระทำการละเมิด โดยสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดี จังหวัดสมุทรปราการ และสถานีตำรวจภูธรบางแก้ว สมุทรปราการ จะช่วยดำเนินการในกรณีดังกล่าว โดยสำนักงาน คปภ. และบริษัทประกันภัยจะร่วมบูรณาการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109810</URL_LINK>
                <HASHTAG>คปภ., ประกันชีวิต, สมาคมประกันชีวิตไทย, สาระ ล่ำซำ, สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย, สุทธิพล ทวีชัยการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210715/image_big_60efe9bd7a9c7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103597</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2021 18:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2021 17:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เช็กให้ชัวร์! มีประกันชีวิตแล้วจำเป็นต้องทำประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลไหม?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยโรคภัยและอุบัติเหตุที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลา การทำประกันภัยจึงถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกดี ๆ ที่จะช่วยคุ้มครองตัวเราและคนที่รักได้ในยามเกิดเหตุคับขันขึ้น แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น เมื่อถึงคราวที่ต้องทำประกันจริง ๆ คนจำนวนไม่น้อยก็ต้องพลอยมาปวดหัวไปตาม ๆ กันด้วยคำถามที่ว่า เราควรซื้อประกันแบบไหนกันแน่ แล้วถ้าทำประกันชีวิตแล้ว การซื้อประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลยังจำเป็นอยู่หรือเปล่า ถ้าหากใครกำลังสงสัยในสิ่งเหล่านี้อยู่ล่ะก็ ตามมาไขทุกข้อสงสัยกันได้เลย!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลคืออะไร?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ก่อนที่จะไปตัดสินใจเลือกระหว่างประกันชีวิตและประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล เราอยากขอให้ทุกคนมาทำความเข้าใจถึงความแตกต่างของประกันทั้งสองแบบกันก่อน โดยประกันอุบัติเหตุนั้น ส่วนใหญ่แล้วจะมีเงื่อนไขในกรมธรรม์ว่า ประกันจะคุ้มครองเราในเฉพาะกรณีบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเท่านั้น ซึ่งภายในกรมธรรม์ของประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลก็จะมีการแบ่งประเภทของอุบัติเหตุที่คุ้มครองแตกต่างกันไปเช่นเดียวกัน และที่สำคัญ ประกันประเภทนี้จะไม่ทำการคุ้มครองในกรณีเจ็บป่วยที่ต้องมีการเบิกค่ารักษาพยาบาลอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;แล้วควรทำประกันชีวิตเพิ่มไหม?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ประกันชีวิตนั้นจะมีความแตกต่างจากประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลในส่วนของกรมธรรม์ ซึ่งประกันชีวิต หรือ Life Insurance นั้นจะเป็นการเน้นดูแลครอบครัวและคนข้างหลังเมื่อเราหรือคนที่เรารักเสียชีวิตแล้ว ดังนั้น ส่วนใหญ่แล้ว ประกันตัวนี้จะไม่มีการคุ้มครองใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นกรณีเกิดอุบัติเหตุ หรือ โรคภัยต่าง ๆ ซึ่งหากต้องการการดูแลที่ครบถ้วนในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ หลาย ๆ คนจึงเลือกทำประกันสุขภาพ หรือ Health Insurance เพื่อให้ประกันจ่ายค่ารักษาพยาบาลในส่วนต่าง ๆ เช่น การเจ็บไข้ได้ป่วย รวมถึงค่าพยาบาลจากกรณีเกิดอุบัติเหตุ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ถ้าต้องเลือกทำประกัน ควรเลือกแบบไหนถึงจะคุ้มค่าที่สุด?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;จะเห็นได้ว่าทั้งประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลและประกันชีวิตนั้นมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น เราจะต้องกลับมาถามตัวเองว่า จริง ๆ แล้วเรามีความต้องการอย่างไร เช่น หากต้องการให้ลูกหลานสบาย แม้เราจะไม่อยู่แล้ว แต่ก็มีเงินหมุนเวียนพอที่จะจ่ายค่ารักษาพยาบาลในส่วนต่าง ๆ เอง การเลือกทำประกันชีวิตก็อาจเป็นทางเลือกที่ดี หรือ ถ้าเป็นคนเสี่ยงต่อการประสบอุบัติเหตุบ่อย หรือต้องออกงานที่มีความเสี่ยง การเลือกทำประกันอุบัติเหตุก็จะช่วยป้องกันในส่วนนี้ และแบ่งเบาภาระเรื่องค่าใช้จ่ายในอนาคตได้เช่นกัน เป็นต้น หรือถ้าหากใครมีกำลังทรัพย์มากพอและต้องการการดูแลชีวิตที่ครบวงจรมากขึ้น สามารถเลือกทำประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล ประกันชีวิต และประกันสุขภาพพร้อม ๆ กันได้อีกเช่นกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สุดท้ายนี้ หวังว่าความแตกต่างของประกันทั้ง 2 ประเภทจะช่วยให้คุณได้เลือกสิ่งที่ดีและเหมาะสมกับตัวเองและคนที่รักได้ แต่สิ่งหนึ่งที่อยากฝากไว้ก่อนจากกัน ไม่ว่าจะเลือกทำประกันแบบไหน อย่าลืมศึกษากรมธรรม์และเปรียบเทียบเงื่อนไขให้ดี เพราะ มิเช่นนั้น การทำประกันอาจทำให้คุณจ่ายเงินฟรี โดยไม่ได้รับสิทธิ์เหมือนที่เข้าใจก็เป็นได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103597</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประกันชีวิต, ประกันภัย, ประกันอุบัติเหตุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210520/image_big_60a642cf88a68.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25665</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/01/2019 13:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/01/2019 13:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปลื้มธุรกิจประกันชีวิตโกยเบี้ยทะลุ5แสนล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาคมประกันชีวิตไทย เผย 11 เดือน ปี 61 ธุรกิจประกันชีวิต โกยเบี้ยรับรวมกว่า 562,481.69 ล้านบาท เติบโต 4.19% และคิดเป็นอัตราความคงอยู่ร้อยละ 83 พร้อมแนะผู้บริโภคบริหารความเสี่ยงวางแผนการใช้ชีวิตและวางแผนการเงิน รองรับในอนาคต
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;03 ม.ค. 62- นายพิชา สิริโยธิน ผู้อำนวยการบริหารสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า ในช่วง 11 เดือนของปี 2561 ที่ผ่านมา (ม.ค.-พ.ย.) ธุรกิจประกันชีวิตมีเบี้ยประกันชีวิตรับรวม 562,481.69 ล้านบาท เติบโต 4.19% และคิดเป็นอัตราความคงอยู่&amp;nbsp;83% &amp;nbsp;แบ่งเป็นเบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่ 162,461.31 ล้านบาท เติบโต 7.18% และเบี้ยประกันชีวิตรับปีต่ออายุ 400,020.38 ล้านบาท เติบโต 3.03% สำหรับเบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่ แยกเป็น เบี้ยประกันชีวิตรับปีแรก 84,681.34 ล้านบาท และ เบี้ยประกันชีวิตรับจ่ายครั้งเดียว 77,779.97 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในปี 2562 นี้ สมาคมมีข้อแนะนำในวางแผนการใช้ชีวิตและการวางแผนทางการเงิน และที่สำคัญ ด้วยการวางแผนในการซื้อความคุ้มครองชีวิตซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น และซื้อความคุ้มครองสุขภาพเพื่อเป็นการสร้างความคุ้มครองด้านค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล รวมถึงเป็นการสร้างหลักประกันเรื่องรายได้หากต้องนอนพักรักษาพยาบาลเมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ จากข้อมูลสถิติในปี 2560 พบว่า อัตราการถือครองกรมธรรม์ของประชาชนไทย คิดเป็น 39.52% ของจำนวนประชากรทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามสมาคมจึงขอเชิญชวนประชาชนให้ตระหนักและเห็นความสำคัญของการทำประกันชีวิต โดยทำประกันชีวิตอย่างน้อยคนละ 1 กรมธรรม์ โดยสามารถเลือกความคุ้มครองให้ตรงกับความต้องการของตนเอง ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่เลือกต้องมีความเหมาะสมกับตนเองด้วย ซึ่งในปัจจุบันบริษัทประกันชีวิตทุกบริษัทต่างนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่มีความหลากหลายและสามารถตอบสนองการใช้ชีวิตในปัจจุบันของประชาชนทุกเพศ ทุกวัย เช่นประกันภัยควบคู่กับการลงทุน ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบเงินได้ประจำซึ่งคุ้มครองรายได้หลังเกษียณอายุ เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25665</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประกันชีวิต, ประกันภัย, พิชา สิริโยธิน, สมาคมประกันชีวิตไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190103/image_big_5c2dad26158cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23494</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/12/2018 20:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/12/2018 20:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อีอีซี สร้างรายได้ ยกระดับธุรกิจประกันชีวิต(สถานีอีอีซี) </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อีอีซี สร้างรายได้&amp;nbsp;ยกระดับธุรกิจประกันชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
เหลืออีกเวลาไม่ถึงเดือนแล้วก็จะหมดปี 2561 ซึ่งในปีนี้ดูทุกอย่างเหมือนจะเดินหน้าไปในรูปแบบ&amp;rdquo;ถูกที่ถูกเวลา&amp;rdquo;โดยเฉพาะเศรษฐกิจของประเทศไทย นับตั้งแต่ช่วงต้นปีจนถึงขณะนี้มีแนวโน้มขยายตัวได้ในทิศทางที่ดี ส่งผลดีโดยรวมต่อภาคธุรกิจ และดียิ่งขึ้นเมื่อนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาครัฐมีความชัดเจน มีการเร่งอนุมัติเพื่อพัฒนาโครงการต่างๆ โดยเฉพาะแผนการลงทุนในพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี (EEC Eastern Economic Corridor)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;ยิ่งทำให้มีการลงทุนโดยภาคเอกชนเพิ่มมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยพื้นที่เป้าหมายของอีอีซี คือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพื้นที่เดียวกับโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด และเพื่อดึงดูดให้บรรษัทข้ามชาติจากทั่วทุกมุมโลกสนใจมาลงทุนตั้งฐานการผลิตที่ไทย อีอีซี จึงต้องมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับอย่างดี ขณะที่การขนส่งก็ออกแบบไว้ครอบคลุมทั้งทางถนน ทางราง ทางอากาศ และทางน้ำ &amp;nbsp;สำหรับแผนการลงทุนของรัฐบาลตามกรอบการลงทุนรวมของภาครัฐและเอกชน ระยะเวลา 5 ปี แบ่งเป็นการลงทุนในส่วนของภาครัฐไม่เกิน 3 แสนล้านบาท ภาคเอกชน 5 แสนล้านบาท ส่วนที่เหลืออีกจะเป็นการร่วมทุนของภาครัฐกับเอกชน 7 แสนล้านบาท
&amp;nbsp;
ในส่วนของภาคธุรกิจเอกชนต่างๆมีความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งในข่วงที่ผ่านมาตั้งแต่ภาครัฐมีการประกาศนโยบายในการพัฒนาโครงการ อีอีซี ผู้ประกอบการต่างๆก็ได้เข้าไปลงทุนเพื่อเป็นการรองรับที่อยู่อาศัยกันมากขึ้น ในส่วนของธุรกิจประกันชีวิตนั้น ได้มองและเล็งเห็นถึงการส่งเสริมโดยเฉพาะการพัฒนาโครงการ อีอีซี ว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;rdquo;อีอีซี&amp;rdquo;ยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศ
นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ได้แสดงความคิดเห็นถึง โครงการ อีอีซี ว่า นับเป็นโครงการระดับชาติ และอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ภายใต้ไทยแลนด์ 4.0 ที่จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากการที่ภาครัฐมีนโยบายให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี และข้อยกเว้นอื่นๆ ที่จะช่วยลดภาระการเงิน และเพิ่มความสะดวกสบายในการประกอบธุรกิจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ทั้งนี้การเกิดขึ้นของ อีอีซี มีเป้าหมายในการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน และการขนส่ง รวมทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทันสมัยที่สุดในภูมิภาค สามารถเชื่อมต่อกับนักลงทุนจากทั่วโลก เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้สูงขึ้น และยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศ ซึ่งจะเป็นสร้างความเปลี่ยนแปลงในวงกว้าง และสร้างโอกาสอย่างมากมายให้กับคนไทย รวมถึงนำผลประโยชน์มหาศาลสู่ประเทศไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เชื่อว่าอีอีซีจะสามารถสร้างกระแสบวกให้กับธุรกิจประกันชีวิตได้ระดับหนึ่ง จากภาวะเศรษฐกิจในภูมิภาค ที่น่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น จากการจ้างงานเพิ่มขึ้น ประชาชนมีรายได้มากขึ้น การบริโภคภาคครัวเรือนที่เติบโต การประกันชีวิตก็จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทั้งการประกันชีวิตรายบุคคล และการประกันชีวิตกลุ่ม&amp;rdquo; นางนุสรา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขยายฐานลูกค้าสร้างการเติบโต
สำหรับ ไทยสมุทรประกันชีวิต ในพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก 3 จังหวัด คือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา บริษัทมีสาขารองรับการขยายงาน และมีศักยภาพพร้อมให้บริการอยู่จำนวน 7 สาขา รวมทั้งสำนักงานตัวแทนอีก 1 แห่ง และยังมีตัวแทนประกันชีวิตที่มี ความรู้ความสามารถ และมีความเป็นมืออาชีพอีกจำนวนเกือบ 1,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยิ่งไปกว่านั้น ในปัจจุบันบริษัทได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าเจ้าของธุรกิจ เลือกให้ดูแลบุคลากรในองค์กรด้วยการประกันชีวิตกลุ่มอีกกว่า 40 บริษัทในพื้นที่ดังกล่าว ดังจะเห็นได้ว่า การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกน่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่บริษัทจะสามารถสร้างการเติบโตในภูมิภาคตะวันออก และขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นทั้งลูกค้ารายบุคคล และลูกค้าประกันชีวิตกลุ่มในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนวโน้มธุรกิจประกัน ในปี 2562
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ในปี 2561 นี้ เชื่อมั่นว่าธุรกิจประกันชีวิตจะสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ตั้ง คือ มีอัตราการเติบโตของเบี้ยประกันชีวิตรับรวมอยู่ที่ 4-6% ซึ่งเป็นผลมาจากสภาวะเศรษฐกิจในประเทศมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อัตราการถือครองกรมธรรม์ประกันชีวิตในปี 2560 ที่ผ่านมามีการถือครองอยู่ที่ 39% แสดงให้เห็นว่าตลาดประกันชีวิตยังมีโอกาสที่จะขยายตัวได้อีกมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้นยังมีปัจจัยบวกอีกหลากหลาย ที่มีส่วนในการผลักดันให้ธุรกิจประกันชีวิตเติบโตได้ถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมจากภาคธุรกิจในการให้ความรู้กับประชาชนในทุกกลุ่ม ผ่านช่องทางการสื่อสารในรูปแบบที่หลากหลาย ในขณะเดียวกัน ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากภาครัฐที่มีนโยบายกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการมีความคุ้มครองและการวางแผนทางการเงินเพื่อรองรับการใช้ชีวิตหลังเกษียณ รวมถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษีต่าง ๆ ที่ผู้เอาประกันชีวิตจะได้รับ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ในช่วง 3 ไตรมาสที่ผ่านมาของปี 2561 (เดือนมกราคม-กันยายน) ธุรกิจประกันชีวิตมีเบี้ยประกันชีวิตรับรวมทั้งสิ้น 461,334 ล้านบาท ซึ่งเติบโตเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา 4.68% โดยแยกเป็นเบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่จำนวน 131,774 ล้านบาท ประกอบด้วย เบี้ยประกันชีวิตรับปีแรก จำนวน 69,202 ล้านบาท และเบี้ยประกันชีวิตรับจ่ายครั้งเดียว จำนวน 62,572 ล้านบาท โดยมีเบี้ยประกันชีวิตรับปีต่อไปจำนวน 329,560 ล้านบาท และมีอัตราความคงอยู่ 84%&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เทรนด์ประกันชีวิตในอนาคต &amp;nbsp; &amp;nbsp;
สำหรับทิศทางในอนาคตนั้น ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตได้ถูกพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าและเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยเฉพาะในภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ ส่งผลให้ผู้บริโภคมองหาการลงทุนในลักษณะอื่นเพิ่มเติม ประกอบกับปัจจุบันประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการทำประกันชีวิต การวางแผนทางการเงินเพิ่มมากขึ้น จึงไม่ได้ต้องการที่จะซื้อความคุ้มครองชีวิตเพียงอย่างเดียว แต่ยังมองการลงทุนอื่นที่ได้รับผลตอบแทนสูงด้วย ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ควบการลงทุน (Unit-Linked , Universal Life) จึงได้รับความนิยมจากประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;ldquo;ธุรกิจประกันชีวิตได้มีการเปิดรับเทคโนโลยี ใหม่ ๆ ซึ่งถือเป็นอีกความท้าทายทำให้ต้องมีการปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปฏิวัติรูปแบบการดำเนินธุรกิจหรือที่เรียกว่า Insuretech เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจในทุก ๆ ด้าน ในอนาคตประชาชนจะได้เห็นการพัฒนาธุรกิจประกันที่เกี่ยวข้องกับเรื่องอิเล็กทรอนิกส์ หรือในเรื่องของดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของภาคธุรกิจเพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกสบายและประโยชน์มากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปี61ยังเติบโตต่อเนื่อง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ผลการดำเนินงานของบริษัท ใน 3 ไตรมาสที่ผ่านมา (ม.ค.-ก.ย. ปี 2561) บริษัทสามารถสร้างการเติบโต โดยมีรายได้จากเบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่ (New Business Premium) จำนวน 2,162 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสัดส่วนจากช่องทาง Digital Sales เติบโตสูงถึง 305% รองลงมาเป็นช่องทางประกันชีวิตกลุ่ม 70% และช่องทางธนาคาร 59% และเบี้ยประกันชีวิตรับรวม 9,750 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 3.27% ในขณะที่มีผลตอบแทนจากการลงทุน 5.79%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากผลการดำเนินงานแสดงให้เห็นถึงการใช้ความรักเป็นพลังในการสร้างการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนพัฒนาศักยภาพ และประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจอยู่ตลอดเวลา พร้อมมุ่งมั่นยกระดับการบริการลูกค้าอย่างเหนือความคาดหมาย สร้างความพึงพอใจ และประสบการณ์ที่น่าประทับใจอยู่เสมอ ทำให้บริษัทขับเคลื่อนธุรกิจท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล และสามารถเดินหน้าสร้างความสำเร็จได้อย่างยั่งยืนตลอดไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัดแคมเปญปี 62&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในวาระครบรอบ 70 ปี แห่งการดำเนินธุรกิจ ในปี 2562 OCEAN LIFE ไทยสมุทรได้เดินหน้าใช้พลังความรักสร้างสรรค์และพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่เหนือความคาดหมาย เพื่อสร้างประสบการณ์ที่สุดประทับใจ สามารถตอบโจทย์ความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า เพื่อสร้างความมั่นคงยั่งยืน เคียงข้างคนไทยและสังคมไทยจากวันนี้และตลอดไป พร้อมทั้งเตรียมของขวัญชิ้นสำคัญให้กับคนไทยด้วยความรัก โดยการคิดค้นและสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ยกระดับการบริการไปอีกขั้น กับ&amp;ldquo;OCEAN CLUB Application&amp;rdquo; อภิสิทธิ์สำหรับคนรักการใช้ชีวิตที่ครอบคลุมทั้งการบริการหลังการขายสำหรับลูกค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกิจกรรมดี ๆ และสิทธิประโยชน์มากมายที่คัดสรรจากพันธมิตรชั้นนำทั่วประเทศสำหรับสมาชิก ยิ่งไปกว่านั้น OCEAN CLUB App. ยังเอาใจคนรักการใช้ชีวิต โดยการสนับสนุนให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดี ด้วยการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมีคุณภาพ เพียงนอนดี หรือออกกำลังกายด้วยการ เดิน วิ่ง หรือปั่นจักรยาน ก็สามารถสนุกกับการสะสมเหรียญ Ochi Coin ได้ง่าย ๆ เพื่อแลกสิทธิพิเศษมากมาย สนใจสมัครสมาชิก OCEAN CLUB ได้ที่ Line @OceanLife และเตรียมพบกับ &amp;ldquo;OCEAN CLUB Application&amp;rdquo; อย่างเต็มรูปแบบได้เร็ว ๆ นี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศรยุทธ เทียนสี &amp;nbsp;รายงาน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23494</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ประกันชีวิต, ระยอง, อีอีซี, ไทยสมุทรประกันชีวิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181204/image_big_5c067e1e91373.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
