<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>108302</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/07/2021 15:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/07/2021 15:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เทรนด์สุขภาพยังมาแรง  บริษัทประกันแห่อัดโปรดึงลูกค้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเดือนมิถุนายนของทุกปีจะมีการเฉลิมฉลองที่สำคัญในระดับโลกสำหรับกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ไพรด์ มันต์ (Pride Month) และมีนัยสำคัญในการเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมในสังคม ซึ่งในหลายปีที่ผ่านมา งานดังกล่าวเริ่มมีบทบาทในสังคมมากขึ้น และได้รับการตอบรับที่ดีจากหน่วยงานหรือองค์กรระดับโลกในการที่จะสนับสนุนสิทธิเสรีภาพของกลุ่ม LGBTQ+&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ประเทศไทยเองก็มีหลายกลุ่มที่ออกมาสนับสนุนเรื่องดังกล่าว ขณะที่ธุรกิจประกันก็ยังเห็นถึงความสำคัญเรื่องนี้ โดย นายเดวิด โครูนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต ได้ออกมาสนับสนุนความหลากหลายผ่านวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างพร้อมสวัสดิการพนักงานที่เท่าเทียม โดยได้มอบสวัสดิการสำหรับพนักงานทุกคนที่ต้องการทำศัลยกรรมแปลงเพศให้สามารถลาหยุดได้ 7 วัน พร้อมสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง 50% หรือเบิกค่าใช้จ่ายได้สูงสุด 100,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
รวมถึงให้พนักงานสามารถแต่งตัวได้ตามเพศสภาพที่ต้องการตามความเหมาะสม และวันลาพิเศษในการประกอบพิธีทางศาสนาให้กับพนักงาน เช่น การบวช พิธีฮัจญ์ เป็นต้น โดยมีแนวคิดที่จะยอมรับในความหลากหลายของกลุ่มคนที่มีพื้นภูมิ เชื้อชาติ เพศ อายุ ความเชื่อ รสนิยมทางเพศ สถานภาพสมรสและสภาพร่างกายที่แตกต่างกัน ซึ่งถือว่าเป็นการดูแลที่ครอบคลุมนอกเหนือจากการใส่ใจลูกค้าและให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของลูกค้าที่มีต่อบริษัทอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ความหลากหลายของธุรกิจประกันไม่ได้ครอบคลุมเพียงแต่กลุ่มเพศเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปยังทุกช่วงเวลาของชีวิตอีกด้วย โดย นางสาวจันทิมา ศิริจรรยาวัฒน์ ผู้อำนวยการสายงานประสบการณ์ลูกค้าและนวัตกรรม บมจ.ไทยประกันภัย หรือ TIC ได้จับมือ HUGS Insurance ร่วมสร้างความอุ่นใจหน้าฝนด้วยประกันภัยสู้ยุง Happy Fighter และ PA365 ซึ่งจะมอบความอุ่นใจให้คนไทย ปกป้องทุกคนจากยุงลายตัวร้ายและโรคไข้เลือดออก และประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล PA365 จะเจ็บเล็ก เจ็บใหญ่ก็อุ่นใจได้ ด้วยเบี้ยเพียงวันละ 1 บาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากจะขยายฐานลูกค้าให้กับทั้ง 2 องค์กรแล้ว ยังถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะส่งความอุ่นใจให้กับผู้บริโภค เพราะ TIC ย้ำอยู่เสมอเรื่องการส่งเสริมให้ชาวไทยทุกคน เข้าถึงประกันภัยได้อย่างสะดวกและรวดเร็วพร้อมความคุ้มครองที่เหมาะสมตามทิศทางของ TIC&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
และอีกหนึ่งความครอบคลุมของการดูแลในฐานะบริษัทประกันนั้น ก็คือการดูแลลูกค้าได้ตลอดเวลา บมจ.พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) จึงมอบความอุ่นใจพร้อมปกป้องสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของลูกค้า ด้วยบริการช่วยเหลือฉุกเฉินทางการแพทย์ 24 ชั่วโมง (SOS) โดยลูกค้าที่ถือกรมธรรม์ประกันชีวิตและสัญญาเพิ่มเติมแบบ HA Wealth หรือสัญญาเพิ่มเติมค่ารักษาพยาบาลแบบ Health as charged Riders จะได้รับบริการ SOS ที่พร้อมให้บริการรถพยาบาล และความช่วยเหลือกรณีเคลื่อนย้ายตลอด 24 ชั่วโมงทั่วโลก รวมถึงบริการอื่นๆ ทั้งการประสานงานและความช่วยเหลือด้านจัดหายาตามใบสั่งของแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้าน นายบัณฑิต เจียมอนุกูลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ ได้สร้างความหลากหลายโดยการลงนามในข้อตกลงเกี่ยวกับการเข้าซื้อหุ้นใหญ่ในกิจการร่วมค้าของ AXA และ Affin โดยเป็นการเข้าซื้อหุ้น 53% ในกิจการร่วมค้า AXA Affin General Insurance และซื้อหุ้น 70% ในกิจการร่วมค้า AXA Affin Life Insurance และยังได้ยื่นคำร้องต่อหน่วยงานที่กำกับดูแลในประเทศมาเลเซียเพื่อดำเนินการซื้อหุ้น MPI Generali Insurans Berhad (MPI Generali) ที่มีอยู่แล้ว 49% ให้สามารถถือหุ้นได้เป็น 100%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยทำการซื้อหุ้นที่เหลืออยู่ที่ถือโดย Multi-Purpose Capital Holdings Berhad (MPHB Capital) ซึ่งเป็นหุ้นส่วนร่วมทุนในมาเลเซีย ทั้งนี้ จะทำให้เจนเนอราลี่มีการดำเนินงานในประเทศมาเลเซียผ่านสองบริษัท โดยบริษัทหนึ่งอยู่ในธุรกิจธุรกิจประกันชีวิต (Life) และอีกบริษัทหนึ่งอยู่ในประกันภัยทรัพย์สินและเบ็ดเตล็ด (P&amp;amp;C)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ธุรกิจประกันนั้นเกี่ยวเนื่องกับทุกกิจกรรมของมนุษย์ เช่นเดียวกับแนวความคิดที่จะนำพาภาคอุตสาหกรรมประกันภัยเป็นแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย โดย นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) ได้เปิดการอบรม &amp;ldquo;CAC Briefing&amp;rdquo; พร้อมทั้งมอบนโยบายตามโครงการสร้างแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (CAC) ของสำนักงาน คปภ. และการส่งเสริมให้ทุกฝ่ายกำหนดนโยบายและวางแนวปฏิบัติเพื่อป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันในทุกรูปแบบ โดยมีผู้บริหารและพนักงานทั้งจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาคร่วมฟังบรรยาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อีกหนึ่งบริษัทที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดประเทศไทยเสมอมาคือ นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต ที่ล่าสุดได้ทำการปรับลดระยะเวลาที่ไม่คุ้มครองกรณีการเจ็บป่วยที่เป็นผลมาจากการติดเชื้อโควิด-19 จากเดิม 30 วัน เหลือเพียง 14 วัน นับตั้งแต่วันเริ่มมีผลคุ้มครองตามสัญญาเพิ่มเติม สำหรับความคุ้มครองกลุ่มค่ารักษาพยาบาลและค่าชดเชยรายวัน ที่มีวันเริ่มมีผลคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 28 พ.ค.-31 ธ.ค.2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยการปรับลดระยะเวลาที่ไม่คุ้มครอง บริษัทจะให้ความคุ้มครองสำหรับการเจ็บป่วยจากโรคโควิด-19 ที่เกิดขึ้นหลังจากระยะเวลา 14 วัน นับตั้งแต่วันเริ่มมีผลคุ้มครองตามสัญญาเพิ่มเติม หรือหากมีการต่ออายุสัญญาเพิ่มเติมให้นับตั้งแต่วันเริ่มมีผลคุ้มครองตามการต่ออายุนั้นครั้งสุดท้าย แล้วแต่กรณีใดจะเกิดขึ้นหลังสุด.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108302</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประกัน, ประกันภัย, ประกันสุขภาพ, ประกันโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210701/image_big_60dd7ae4b6a21.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47883</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2019 12:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2019 12:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คปภ. บูรณาการร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ใช้ “ประกันสุขภาพ”  บริหารความเสี่ยงนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบ Long Stay</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2562 ได้ร่วมแถลงข่าวกับ ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายนภินทร ศรีสรรพางค์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พล.ต.ต.ณฐพล แสวงกิจ รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง นพ.ธเรศ กรัษนัยวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และนายสรยุทธ ชาสมบัติ รองอธิบดีกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ เกี่ยวกับการทำประกันสุขภาพสำหรับคนต่างด้าวผู้ขอรับการตรวจลงตรา (วีซ่า) ประเภทคนอยู่ชั่วคราว Non-Immigrant Visa รหัส O-A (ระยะ 1 ปี) โดยมีคณะทูตานุทูตจากหลายประเทศร่วมรับฟังการแถลงข่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุผลในการออกหลักเกณฑ์ดังกล่าว เนื่องจากประเทศไทยได้รับความนิยมด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้บริการด้านการแพทย์ที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับด้านคุณภาพในระดับนานาชาติ และที่สำคัญราคาการให้บริการมีความเหมาะสมเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ ส่งผลให้กลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจำนวนมากเลือกเข้ามาท่องเที่ยวและรับบริการด้านสุขภาพ หรือบริการที่เกี่ยวเนื่องในประเทศไทย เช่น กลุ่มที่เข้ามาเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วย กลุ่มที่เข้ามาเพื่อพักฟื้นจากอาการเจ็บป่วย กลุ่มที่เข้ามารับบริการเพื่อส่งเสริมสุขภาพ เป็นต้น ดังนั้น เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2562 คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติให้เพิ่มเติมหลักเกณฑ์การทำประกันสุขภาพสำหรับคนต่างด้าวผู้ขอรับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว Non-Immigrant Visa รหัส O-A (ระยะ 1 ปี) โดยนำร่องในกลุ่มชาวต่างชาติที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปทุกรายที่เข้ามาพำนักระยะยาวในประเทศไทย (Long Stay) ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีโอกาสประสบปัญหาด้านสุขภาพ ให้ได้รับการคุ้มครองและดูแลตลอดระยะเวลาที่พำนักในประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลทำให้ประเทศไทยมีกลไกและยกระดับการคุ้มครองชาวต่างชาติในด้านสุขภาพ รวมทั้งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการให้บริการของสถานพยาบาลไทยที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานระดับนานาชาติ อันจะเป็นการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพตามนโยบายรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการ คปภ. กล่าวด้วยว่า ในส่วนความรับผิดชอบของสำนักงาน คปภ. นั้น เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2562 ตนในฐานะนายทะเบียนได้ให้ความเห็นชอบแบบและข้อความหลักฐานแสดงการประกันภัยสำหรับคนต่างด้าวผู้ขอรับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว Non-Immigrant Visa รหัส O-A ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี (Insurance Certificate) ให้กับบริษัทประกันภัยที่สนใจเข้าร่วมโครงการ จำนวน 14 บริษัท ได้แก่ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ซมโปะ ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) บริษัท แปซิฟิค ครอส ประกันสุขภาพ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยประกันสุขภาพ จำกัด (มหาชน) บริษัท นวกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ฟอลคอนประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท เอเชียประกันภัย 1950 จำกัด (มหาชน) บริษัท เอ็ทน่าประกันสุขภาพ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท แอลเอ็มจี ประกันภัย จำกัด (มหาชน) &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมธรรม์ประกันสุขภาพดังกล่าวจะต้องระบุความคุ้มครองจำนวนเงินเอาประกันภัยสำหรับค่ารักษาพยาบาล ในกรณีผู้ป่วยนอกไม่ต่ำกว่า 40,000 บาทต่อปี และกรณีผู้ป่วยในไม่ต่ำกว่า 400,000 บาทต่อปี โดยชาวต่างชาติที่สนใจสามารถตรวจสอบบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ และแผนประกันภัยผ่านเว็บไซต์ http://longstay.tgia.org นอกจากนี้ยังสามารถซื้อประกันสุขภาพผ่านช่องทาง Online หรือช่องทางตัวแทน นายหน้าประกันภัย และตามช่องทางการขายตามที่บริษัทประกันภัยกำหนด ซึ่งบริษัทประกันภัยที่เข้าร่วมโครงการนี้จะต้องนำข้อมูลการทำประกันภัยของผู้เอาประกันภัยลงระบบในเว็บไซต์กลาง เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบผ่านระบบได้ ซึ่งจะเป็นการอำนวยความสะดวกในขั้นตอนการออกวีซ่า และขั้นตอนการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนให้มีความสะดวก และรวดเร็วยิ่งขึ้น ส่วนกรณีผู้ขอรับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวที่มีกรมธรรม์ประกันสุขภาพจากต่างประเทศอยู่แล้ว ความคุ้มครองในกรมธรรม์ประกันภัยสุขภาพ ต้องมีจำนวนเงินเอาประกันภัยสำหรับกรณีผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในไม่น้อยกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ข้างต้นเช่นเดียวกัน โดยจะเริ่มบังคับใช้หลักเกณฑ์นี้ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47883</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสุข, ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ, ประกันสุขภาพ, เลขาธิการ คปภ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191012/image_big_5da169f0d2157.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17043</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2018 19:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2018 08:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “อภิศักดิ์” หนุนประกันทำแผนแม่บทปิดช่องเบี้ยไหลออกนอกประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;อภิศักดิ์&amp;rdquo; หนุนธุรกิจประกันทำแผนแม่บทประกันภัยในประเทศ กำหนดทิศทางพัฒนาธุรกิจให้มีความพร้อมรับทำประกันในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน วงเงิน 3 ล้านล้านบาท ในอีก 4-5 ปีข้างหน้า ปิดช่องเบี้ยประกันไหลออกนอกประเทศ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
08 ก.ย.61- นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ &amp;ldquo;มิติใหม่ประกันภัยไทยในยุคดิจิทัลเพื่อประชาชน&amp;rdquo; ในงานสัปดาห์ประกันภัย 2561 ว่า ต้องการให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และธุรกิจประกันภัยไปร่วมกันจัดทำแผนแม่บทประกันภัยในประเทศ เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาธุรกิจภัยให้มีความพร้อมเข้าไปรับทำประกันในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล เม็ดเงินลงทุน 3 ล้านล้านบาท ในอีก 4-5 ปีข้างหน้า รวมถึงการลงทุนเอกชน การเข้าสู่สังคมสูงวัย ประกันสุขภาพ หรือประกันภัยพืชผลที่จะมีมาอีกเยอะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมได้คุยกับ คปภ.ว่าตอนนี้เป็นโอกาสของธุรกิจประกัน จะทำอย่างไรให้เบี้ยประกันเหล่านี้อยู่ในประเทศให้ได้ ไม่ใช่เพราะเราบริษัทเล็ก ประกันมาแล้วก็ต้องส่งเบี้ยประกันออกไปต่อให้บริษัทรับประกันต่างประเทศ ก็ถือเป็นเรื่องน่าเสียดาย ซึ่งเรื่องนี้เอกชน และคปภ.ต้องเร่งคุยกันไม่ให้เบี้ยประกันรั่วไหลออกไป รวมถึงควรสนับสนุนให้บริษัทประกันไทยที่เข้มแข็ง สามารถออกไปลงทุนแข่งนอกประเทศ เพราะตอนนี้ทั่วโลกเค้าเรียกร้องให้เปิดเสรีภาคการเงินกันหมดแล้ว เราจะมามัวปกป้อง และเห็นประกันภัยไทยแคระแกน โตแต่ในประเทศอย่างเดียว&amp;rdquo; นายอภิศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบันขนาดอุตสาหกรรมประกันภัยของไทยยังเล็กมาก &amp;nbsp;มีเบี้ยประกันทั้งระบบเพียง 3.9 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 28-29% ของจีดีพี ยิ่งเมื่อเทียบกับธุรกิจการเงินประเภทอื่นก็ยิ่งน้อย เช่น ธนาคาร หรือตลาดหุ้นซึ่งมีมูลค่าเกิน 120% ของจีดีพีไปหมดแล้ว ซึ่งแม้ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาจะมีความพยายามแต่ยังน้อยอยู่ อย่างไรก็ตามต่อไปธุรกิจประกันน่าจะโตได้ โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลกำลังลงทุนปรับเปลี่ยนประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิศักดิ์ กล่าวอีกว่า การวางแผนแม่บทตอนนี้จะไม่ใช่แค่การอนุญาตออกผลิตภัณฑ์ หรือกำกับดูแลธรรมาภิบาล จะต้องกำหนดทิศทางให้ตรงกับโลกที่เปลี่ยนไปได้ ทั้งเรื่องเทคโนโลยี การติดต่อสื่อสารของโลก ตัวอย่างเช่น แผนแม่บทของธนาคารพาณิชย์หลังเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ก็ทำให้ธนาคารไทยเข้มแข็งรับมือวิกฤตอื่นได้ แต่จุดอ่อนก็คือยังเน้นการโตแต่ในประเทศ ต่างจากมาเลเซีย สิงคโปร์ ที่กำหนดแผนแม่บทส่งเสริมให้มีธนาคารขนาดใหญ่ ออกไปแข่งขันในระดับภูมิภาค หรือระดับโลกได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17043</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลัง, ประกัน, ประกันภัยพืชผล, ประกันสุขภาพ, อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์, โครงสร้างพื้นฐาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180110/5a55bdeb39d89.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
