<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>93644</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/02/2021 10:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/02/2021 10:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วุฒิสภา&#039; เห็นชอบเพิ่มหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสิทธิฯ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.พ.64 -&amp;nbsp;นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.)&amp;nbsp;ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยถึงการร่วมชี้แจงและให้ข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารจัดการด้านกฎหมายต่อที่ประชุมวุฒิสภากรณีที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เห็นสมควรดำเนินการไกล่เกลี่ย ประนีประนอมข้อพิพาทในด้านสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 ว่า สมาชิกวุฒิสภามีมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ต่อข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ วุฒิสภา ที่เสนอให้แก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 โดยเพิ่มหน้าที่และอำนาจให้ กสม. สามารถดำเนินการไกล่เกลี่ย ประนีประนอมข้อพิพาทในด้านสิทธิมนุษยชนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางประกายรัตน์ ระบุว่า ตามที่ กสม. ได้จัดทำรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา โดยได้เสนอปัญหาอุปสรรคประการหนึ่งในการปฏิบัติงาน คือ หน้าที่และอำนาจของ กสม. ที่กำหนดไว้ในมาตรา 247 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบมาตรา 26 (1) ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 มิได้บัญญัติหน้าที่และอำนาจในการดำเนินการไกล่เกลี่ย ประนีประนอมข้อพิพาทในด้านสิทธิมนุษยชนไว้ ทำให้ กสม. ไม่สามารถดำเนินการคุ้มครองและเยียวยาประชาชนที่ถูกละเมิดสิทธิได้อย่างรวดเร็ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งต่อมา คณะกรรมาธิการกิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ วุฒิสภา ได้นำประเด็นดังกล่าวมาศึกษาเชิงลึก โดยได้เชิญผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ มาให้ข้อมูล และโดยเฉพาะข้อมูลจากเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ที่ให้ข้อมูลในส่วนหน้าที่ของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติออสเตรเลีย ประกอบกับได้รับทราบจาก กสม. เกี่ยวกับข้อเสนอแนะของคณะอนุกรรมการประเมินสถานะ (Sub-Committee on Accreditation: SCA) ภายใต้กรอบความร่วมมือเครือข่ายพันธมิตรระดับโลกว่าด้วยสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (Global Alliance of National Human Rights Institutions: GANHRI) ในรายงานการพิจารณาประเมินสถานะของ กสม. &amp;nbsp;เมื่อเดือนธันวาคม 2563 เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่กึ่งตุลาการ ซึ่ง SCA ได้อ้างอิงหลักการปารีสและให้ข้อมูลว่าสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติสามารถมีหน้าที่และอำนาจครอบคลุมไปถึงการแสวงหาข้อยุติที่น่าเชื่อถือและปรองดอง ผ่านกระบวนการแก้ไขทางเลือก คือ กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเพื่อยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิผลในการทำงานของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางประกายรัตน์ กล่าวต่อไปว่า ในการเข้าร่วมชี้แจงและให้ข้อมูลแก่ที่ประชุมวุฒิสภา ตนได้กล่าวถึงกรณีที่ กสม. ถูกปรับลดสถานะจาก A เป็น B เมื่อปี 2558 และการขอเข้ารับการประเมินสถานะอีกครั้งเมื่อปี 2561 ด้วยเห็นว่า สาเหตุของการปรับลดสถานะเมื่อปี 2558 ได้รับการผลักดันและได้ดำเนินการแก้ไขข้อห่วงกังวลตามข้อเสนอแนะดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว โดยเมื่อเดือนธันวาคม 2563 ตนได้เข้ารับการสัมภาษณ์และตอบข้อซักถามของ SCA เพื่อประกอบการประเมินสถานะของ กสม. ผ่านระบบทางไกล ซึ่งต่อมา SCA ได้แจ้งมติให้เลื่อนการพิจารณาประเมินสถานะของ กสม. ออกไปเป็นเวลา 18 เดือน เนื่องจาก SCA มีข้อห่วงกังวลในประเด็นด้านกฎหมาย 2 กรณี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นแรก ได้แก่ ความเป็นอิสระของ กสม. ที่สืบเนื่องมาจากบทบัญญัติมาตรา 247 (4) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และมาตรา 26(4) ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่กำหนดให้ กสม. ต้องชี้แจงและรายงานข้อเท็จจริงที่ถูกต้องโดยไม่ชักช้าในกรณีที่มีการรายงานสถานการณ์เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยโดยไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นธรรม ซึ่งไม่เคยปรากฏว่ามีสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติใดที่กฎหมายกำหนดให้มีหน้าที่ในลักษณะดังกล่าว ซึ่งจะลดทอนความเป็นอิสระที่แท้จริงหรือที่สาธารณะรับรู้ (actual or perceived independence) โดย SCA เสนอแนะให้ กสม. ผลักดันให้มีการยกเลิกบทบัญญัตินี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ประเด็นที่สอง ได้แก่ อำนาจหน้าที่กึ่งตุลาการของ กสม. ซึ่งตามมาตรา 27 ของพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ก่อนหน้านี้ได้เคยให้อำนาจแก่ กสม. ที่จะดำเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทได้ แต่กฎหมายปัจจุบัน ไม่ปรากฏว่า กสม. มีหน้าที่และอำนาจดังกล่าว ซึ่ง SCA เห็นว่า กสม. ควรผลักดันให้หน้าที่และอำนาจดังกล่าวกลับคืนมา ซึ่งสอดคล้องกับรายงานผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการฯ อันเป็นการส่งเสริมให้มีการระงับข้อพิพาทอย่างเป็นระบบและมีมาตรฐาน ทำให้ข้อพิพาทสามารถยุติลงได้ในเวลาอันรวดเร็วโดยไม่จำเป็นต้องมีการฟ้องร้อง เป็นการลดภาระของประชาชนและลดจำนวนคดีที่ขึ้นสู่ศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขอขอบคุณสมาชิกวุฒิสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประธานและคณะอนุกรรมาธิการกิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ คณะที่ 1 ที่ได้ให้ความสำคัญต่อข้อเสนอแนะเกี่ยวกับอุปสรรคในการปฏิบัติงานของ กสม. และสนับสนุนให้ กสม. ได้หน้าที่และอำนาจไกล่เกลี่ยกลับคืนมา โดยหลังจากที่ประชุมวุฒิสภามีมติเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์ในการประชุมเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 แล้ว วุฒิสภาจะส่งรายงานพร้อมทั้งข้อสังเกตและข้อเสนอแนะดังกล่าวไปยังคณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพื่อให้พิจารณาดำเนินการแก้ไขกฎหมายต่อไป&amp;rdquo; นางประกายรัตน์ กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93644</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการสิทธิมนุษยชน, กสม., ประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์, วุฒิสภา, สิทธิมนุษยชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210220/image_big_603084a9787dc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93456</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/02/2021 15:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/02/2021 15:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอาแล้วไง! กรรมการสิทธิฯ มีมติสอบข้อเท็จจริง กรณีอาสาสมัครทางการแพทย์อ้างว่าถูกตำรวจทำร้าย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.พ.64 -&amp;nbsp;นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.)​ ทำหน้าที่แทนประธานกสม. เปิดเผยว่า ตามที่ประชาชนกลุ่มราษฎรได้จัดกิจกรรม &amp;lsquo;นับ 1 ถึงล้าน คืนอำนาจให้ประชาชน&amp;rsquo; เมื่อวันที่ 13 ก.พ.2654 ที่ผ่านมา บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และหน้าศาลฎีกา สนามหลวง กรุงเทพฯ โดยต่อมาปรากฏภาพข่าวในสื่อสังคมออนไลน์กรณีอาสาสมัครทางการแพทย์รายหนึ่งอ้างว่าถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนเข้าล้อมรถและจับกุมโดยกดตัวลงกับพื้นจนได้รับบาดเจ็บในช่วงเจ้าหน้าที่ใช้กำลังในการผลักดันผู้ชุมนุมออกเพื่อรักษาความสงบ และเปิดเส้นทางการจราจร ก่อนถูกนำตัวไปที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 1 (ตชด. ภาค 1) นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในคราวประชุม กสม. ด้านการคุ้มครองและมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 6/2564 เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2564 ได้พิจารณากรณีเหตุการณ์ดังกล่าวแล้วจึงมีมติเห็นควรหยิบยกกรณีอาสาสมัครทางการแพทย์อ้างว่าถูกจับกุมและได้รับบาดเจ็บจากปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ของรัฐขึ้นตรวจสอบ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มาตรา 34 &amp;nbsp;แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.)​ว่าด้วยกสม. พ.ศ. 2560 ซึ่งระบุว่า เมื่อความปรากฏต่อคณะกรรมการไม่ว่าโดยทางใด ไม่ว่าจะมีผู้แจ้งหรือผู้ร้องเรียนหรือไม่ก็ตามว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้น ให้คณะกรรมการตรวจสอบเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงที่ถูกต้องและทำความจริงให้ปรากฏโดยไม่ล่าช้า และต้องศึกษาและวิเคราะห์ให้ทราบถึงสาเหตุของการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยมุ่งเน้นที่จะแก้ไขปัญหาและป้องกันมิให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเรื่องนั้นหรือลักษณะเดียวกันนั้นขึ้นอีก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93456</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์, พยาบาลอาสา, ม็อบราษฎร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210218/image_big_602e22466ef88.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88394</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/12/2020 14:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/12/2020 14:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสม. เผยสถิติเรื่องร้องเรียนปี 2563 สิทธิในกระบวนการยุติธรรมถูกร้องมากสุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ธ.ค.63 - นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่าในปี 2563 กสม.ได้ดำเนินการในเรื่องที่สำคัญดังนี้ 1. การรับเรื่องร้องเรียน กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนทั้งสิ้นจำนวน 568 เรื่อง โดยประเด็นสิทธิมนุษยชนที่มีการร้องเรียนมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับที่ 1 สิทธิในกระบวนการยุติธรรม คิดเป็นร้อยละ 24 เช่น กรณีขอความช่วยเหลือให้เร่งรัดดำเนินคดีของพนักงานสอบสวน กรณีกล่าวอ้างว่าเจ้าหน้าที่ทำร้ายร่างกายระหว่างการจับกุม กรณีการตั้งด่านตรวจค้นมีการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมกับเพศสภาพ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับที่ 2 สิทธิพลเมือง คิดเป็นร้อยละ 18 เช่น กรณีได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุม กรณีกล่าวอ้างว่าถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐติดตามตัว กรณีผู้ต้องขังเข้าใหม่มีร่องรอยการถูกทำร้ายร่างกาย กรณีได้รับผลกระทบจากการกักตัวหลังจากเดินทางกลับจากต่างประเทศเพื่อดูอาการจากโรคโควิด &amp;ndash; 19 เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับที่ 3 สิทธิของบุคคลในทรัพย์สิน คิดเป็นร้อยละ 11 เช่น กรณีการจ่ายค่าทดแทนสำหรับการเวนคืนที่ดินโดยไม่เป็นธรรม กรณีปัญหาที่สาธารณะประโยชน์ทับซ้อนกับที่ดินทำกินของประชาชน กรณีการโต้แย้งสิทธิการครอบครองที่ดินของราษฎร &amp;nbsp;เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. การประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนหรือส่งต่อหน่วยงานอื่นเพื่อให้การแก้ไขปัญหาแก่ผู้ร้องเป็นไปอย่างรวดเร็ว จำนวนทั้งสิ้น 136 เรื่อง เช่น เรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิในกระบวนการยุติธรรม สิทธิแรงงาน สิทธิสถานะบุคคล นักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยได้มีการประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนไปยังหน่วยงานต่าง ๆ เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงยุติธรรม เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. การจัดทำรายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน จำนวนทั้งสิ้น 203 คำร้อง โดยมีประเด็นสำคัญ ได้แก่ (1) สิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย เช่น กรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐทำร้ายร่างกายบุคคลผู้ต้องสงสัยระหว่างการควบคุมตัว (2) สิทธิชุมชน เช่น กรณีคัดค้านการก่อสร้างโครงการรัฐหรือเอกชนและชุมชนได้รับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากโครงการดังกล่าว และ (3) สิทธิของบุคคลในทรัพย์สิน เช่น กรณีพื้นที่สาธารณะประโยชน์ทับที่ดินทำกินของประชาชน และการโต้แย้งสิทธิการครอบครองที่ดินของราษฎร เป็นต้น ทั้งนี้ในจำนวนดังกล่าว มีทั้งกรณีละเมิดและไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. การจัดทำข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเพื่อเสนอต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีจำนวนทั้งสิ้น 21 เรื่อง โดยมีเรื่องสำคัญ ได้แก่ (1) ข้อเสนอแนะแนวทางในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน (หลักสูตรสิทธิมนุษยชนศึกษาสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย และคู่มือการจัดการเรียนรู้สิทธิมนุษยชนศึกษาขั้นพื้นฐาน) (2) ข้อเสนอแนะแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้สูงอายุ (3) ข้อเสนอแนะกรณีผลกระทบด้านการจราจรของโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสีชมพู ช่วงแคราย &amp;ndash; มีนบุรี (4) ข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการยุติการตั้งครรภ์ (5) ข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและการแก้ไขกฎหมายกรณีปัญหาความรุนแรงทางเพศต่อเด็กนักเรียนโดยครูหรือบุคลากรทางการศึกษา และ (6) ข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน กรณีสถานการณ์การชุมนุมและเรียกร้องทางการเมืองของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. การติดตามการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของ กสม. พบว่า คณะรัฐมนตรีมีการสั่งการไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนให้แก่ประชาชนแล้วจำนวน 11 เรื่อง จากจำนวน 12 เรื่องที่ กสม. เสนอ เช่น ข้อเสนอแนะการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีในการรับเข้าทำงานกับบริษัทเอกชน ข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้สูงอายุ ข้อเสนอแนะแนวทางในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน (หลักสูตรสิทธิมนุษยชนศึกษาสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย และคู่มือการจัดการเรียนรู้สิทธิมนุษยชนศึกษาขั้นพื้นฐาน) ข้อเสนอแนะเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน กรณีกล่าวอ้างว่า การลงทุนของภาคธุรกิจไทยในต่างประเทศกระทบต่อสิทธิมนุษยชน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ได้ดำเนินการเฝ้าระวังสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน เช่น การตั้งคณะทำงานเพื่อเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์กรณีการชุมนุมทางการเมือง โดยร่วมสังเกตการณ์การชุมนุมประกอบการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย การตั้งคณะทำงานติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) เพื่อเฝ้าระวังผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนในสถานการณ์โรคระบาด และได้ให้ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภารกิจด้านการส่งเสริมการเคารพสิทธิมนุษยชนที่สำคัญ มีการส่งมอบและเผยแพร่คู่มือจัดการเรียนรู้สิทธิมนุษยชนศึกษาขั้นพื้นฐาน 5 ช่วงชั้น สำหรับนักเรียนระดับปฐมวัย - มัธยมศึกษาตอนปลาย และหลักสูตรสิทธิมนุษยชนศึกษาสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายให้แก่หน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคมทั่วประเทศ รวมทั้งจัดทำโครงการเยาวชนคนรุ่นใหม่ใส่ใจและยืนเคียงข้างสิทธิมนุษยชนเพื่อให้เยาวชนเรียนรู้ เข้าใจ เท่าทันสิทธิมนุษยชนภายใต้บริบทของสังคมไทยและสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;และเพื่อให้การคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของประชาชนสามารถดำเนินการได้อย่างครอบคลุม รวดเร็ว และทั่วถึงในทุกภูมิภาค ปลายปี 2563 นี้ กสม. ได้มีมติให้จัดตั้งสำนักงานภูมิภาคในพื้นที่ภาคใต้ ณ จังหวัดสงขลา เป็นพื้นที่นำร่อง รวมทั้งมีการดำเนินงานจัดตั้งศูนย์ศึกษาและประสานงานด้านสิทธิมนุษยชนร่วมกับมหาวิทยาลัยในภูมิภาคต่าง ๆ เพิ่มอีก 6 แห่งในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี กาญจนบุรี อุบลราชธานี ยะลา พะเยา และภูเก็ต เมื่อรวมกับศูนย์ศึกษาฯ ที่มีอยู่เดิม 6 แห่ง จะมีศูนย์ศึกษาฯ ทั้งสิ้นรวม 12 แห่งในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อขยายพื้นที่ให้บริการและเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงกลไกด้านสิทธิมนุษยชนอย่างสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น&amp;rdquo; ผู้ทำหน้าที่แทน ประธาน กสม. กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88394</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, กระบวนการยุติธรรม, ประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์, เรื่องร้องเรียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201230/image_big_5fec31b333235.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80243</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2020 16:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2020 16:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสม.ห่วงม็อบ 14 ตุลา วอนทุกฝ่ายพึงตระหนักถึงสิทธิมนุษยชน แนะ 3 ช่องทางแจ้งเหตุละเมิดสิทธิฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ต.ค.63 - นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า หลายเดือนที่ผ่านมาได้มีการชุมนุมของนักเรียน นิสิตนักศึกษา รวมทั้งประชาชน เพื่อเสนอข้อเรียกร้องทางการเมือง การปฏิรูปการศึกษา และการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนรายประเด็นที่เกิดขึ้นภายในสถานศึกษาซึ่งมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องดังกล่าว อีกทั้งจะมีการนัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 14 ตุลาคม 2563 ที่อาจนำไปสู่การใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการสื่อสารอันเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนดังที่เคยปรากฏมา และอาจเพิ่มความขัดแย้งให้เกิดขึ้นในสังคมไทยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มีความห่วงใยต่อสถานการณ์การชุมนุมมาโดยตลอด พร้อมทั้งได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์กรณีการชุมนุมทางการเมือง และส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักงาน กสม. ลงพื้นที่สังเกตการณ์เพื่อรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงในมิติที่จะกระทบต่อสิทธิมนุษยชน อีกทั้ง กสม. ได้เรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้จัดการชุมนุม ตลอดทั้งผู้ชุมนุม นิสิตนักศึกษา ประชาชนทุกฝ่าย และสื่อมวลชน ตระหนักถึงหลักสิทธิมนุษยชน แนวทางปฏิบัติสากล และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้เสรีภาพในการชุมนุมและการแสดงความคิดเห็น รวมถึงการจัดการชุมนุมให้เป็นไปด้วยความสงบและสันติ&amp;rdquo; ผู้ทำหน้าที่แทนประธาน กสม. กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางประกายรัตน์ กล่าวด้วยว่า การชุมนุมที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 14 ตุลาคมนี้ กสม. ขอย้ำให้ทุกฝ่ายพึงตระหนักและเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจังและจริงใจ ขอให้ใช้ความอดทน อดกลั้น ต่อสถานการณ์หรือความเห็นที่แตกต่างกัน และควรนำบทเรียนจากเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองในอดีตมาพิจารณาร่วมกันเพื่อหาทางออกภายใต้หลักการ &amp;ldquo;แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง&amp;rdquo; ตามแนวทางสันติวิธีและความรับผิดชอบต่อสังคม อันสอดคล้องกับวิถีทางในระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้หากบุคคลใดได้รับความเสียหายหรือพบเห็นการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขอให้แจ้งหรือร้องเรียนต่อ กสม. ทางโทรศัพท์สายด่วน 1377 (ตลอด 24 ชั่วโมง) จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ help@nhrc.or.th หรือร้องเรียนด้วยตัวเอง ณ สำนักงาน กสม. ชั้น 6 อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80243</URL_LINK>
                <HASHTAG>14ตุลาคม2516, กรรมการสิทธิมนุษยชน, การเมือง, ประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์, ม็อบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200930/image_big_5f74823dbe154.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79757</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2020 15:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2020 15:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสม. มีมติเลือก &#039;ประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์&#039; ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;7 ต.ค.63 - นายบุญเกื้อ สมนึก เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.)​ เปิดเผยว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศสำนักงานกสม. เรื่อง การทำหน้าที่แทนประธานกสม. เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม&amp;nbsp;2563 สืบเนื่องจากนายวัส ติงสมิตร ประธานกสม. พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากอายุครบเจ็ดสิบปี เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2563&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;ดังนี้แล้ว ในการประชุมกสม. ด้านบริหาร ครั้งที่ 28/2563 เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2563 กสม.ที่เหลือจึงได้เลือกนางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ ทำหน้าที่แทนประธานกสม. อันเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 มาตรา 20&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79757</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสม., คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, ประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์, ราชกิจจานุเบกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200927/image_big_5f70125958b9a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79137</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2020 20:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2020 20:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรรมการสิทธิฯมีมติหยิบกรณีครูทำร้ายร่างกายนักเรียนขึ้นตรวจสอบ เตรียมชงข้อเสนอแนะแก้ไขปัญหาต่อรัฐบาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ย.63 - นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ติดตามและมีข้อห่วงกังวลกรณีบุคลากรของโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์มีพฤติกรรมกระทำความรุนแรงต่อเด็กนักเรียนซึ่งปรากฏเป็นข่าวไปในวงกว้าง และได้มอบหมายให้สำนักงาน กสม. โดยรองเลขาธิการ กสม. พร้อมด้วยพนักงานเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่สังเกตการณ์การเข้าร้องเรียนของกลุ่มผู้ปกครองต่อผู้บริหารโรงเรียน ณ โรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2563 ที่ผ่านมา &amp;nbsp;นั้น กสม. ในคราวประชุมด้านคุ้มครองและมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 23/2563 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2563 จึงได้ร่วมกันพิจารณาเรื่องดังกล่าวและรับทราบข้อเท็จจริงอันรับฟังในเบื้องต้นได้ว่ามีเด็กนักเรียนถูกกระทำความรุนแรงในสถานศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นางประกายรัตน์ กล่าวว่า กสม. เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 71 วรรคสาม บัญญัติให้รัฐพึงให้ความช่วยเหลือเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ยากไร้ และผู้ด้อยโอกาส ให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ และคุ้มครองป้องกันมิให้บุคคลดังกล่าวถูกใช้ความรุนแรง หรือปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมฯ ประกอบกับอนุสัญญาว่า ด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) ที่ประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตาม ข้อ 19 กำหนดให้รัฐภาคีดำเนินมาตรการทั้งปวงในอันที่คุ้มครองเด็กจากความรุนแรงทางร่ายกายและจิตใจ การทำร้ายหรือการกระทำอันมิชอบฯ และข้อ 37 (ก) กำหนดให้รัฐภาคีประกันว่าจะไม่มีเด็กคนใดได้รับการทรมาน หรือถูกปฏิบัติ หรือลงโทษที่โหดร้ายฯ ขณะที่พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 และพระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 ยังให้การคุ้มครองเด็กและเด็กปฐมวัยให้อยู่รอดปลอดภัยและพ้นจากการถูกล่วงละเมิดไม่ว่าทางใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อปรากฏว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่สอดคล้องต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กและกฎหมายภายในประเทศ ทั้งเป็นกรณีที่ไม่ควรให้เกิดขึ้นอีกไม่ว่ากับสถานศึกษาระดับใด กสม. จึงมีมติเห็นควรหยิบยกกรณีบุคลากรของโรงเรียนกระทำความรุนแรงต่อเด็กนักเรียนขึ้นตรวจสอบและศึกษา ตามหน้าที่และอำนาจมาตรา 26 (3) ประกอบมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในเชิงระบบ และเสนอต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป&amp;rdquo; นางประกายรัตน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79137</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการสิทธิ, กสม., ครูนักเรียน, ประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200930/image_big_5f74823dbe154.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78758</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2020 11:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2020 11:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสม.จี้กระทรวงศึกษาฯอบรมครูปฐมวัยเพิ่มทักษะดูแลเด็กป้องกันทำร้ายร่างกาย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
27 กันยายน 2563 นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาปรากฏข่าวการใช้ความรุนแรงต่อเด็กนักเรียนหลายรูปแบบ ล่าสุดเกิดกรณีครูโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งทำร้ายเด็กอนุบาล ซึ่งการทำร้ายหรือใช้ความรุนแรงต่อเด็กเป็นการละเมิดต่อสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของเด็กอย่างชัดแจ้ง ขัดกับหลักการคุ้มครองเด็กและเยาวชนมิให้ถูกใช้ความรุนแรงหรือการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 71 วรรคสาม และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) ข้อ 37 (ก) ที่ระบุว่า &amp;ldquo;รัฐภาคีประกันว่าจะไม่มีเด็กคนใดได้รับการทรมาน หรือถูกปฏิบัติ หรือลงโทษที่โหดร้าย...&amp;rdquo; ทั้งยังขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (1) ที่ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำหรือละเว้นการกระทำอันเป็นการทารุณกรรมต่อร่างกายหรือจิตใจของเด็ก ซึ่งเป็นความผิดทางอาญา และพระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 มาตรา 5 (2) ให้เด็กปฐมวัยอยู่รอดปลอดภัยและได้รับความคุ้มครองให้พ้นจากการล่วงละเมิดไม่ว่าทางใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางประกายรัตน์ กล่าวว่า การที่ครูหรือบุคลากรทางการศึกษามีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงต่อเด็กนักเรียน สะท้อนว่าครูดังกล่าวขาดทักษะวิชาชีพครู ขาดทักษะการจัดการปัญหาและขาดวุฒิภาวะ ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการจำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยวิธีการที่เหมาะสมด้วยการจัดให้มีการฝึกอบรมทักษะครูในโรงเรียนปฐมวัยในวิชาจิตวิทยาการศึกษาและจิตวิทยาพัฒนาการอย่างเข้มข้นและมีการประเมินเป็นระยะ เพื่อให้มีเจตคติที่ดีในการพัฒนาเด็กปฐมวัย ขณะเดียวกันในการผลิตครูหรือพัฒนาครูด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัย สถาบันการศึกษาต้องจัดให้มีการเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้างจิตวิญญาณของความเป็นครู มีคุณธรรม จริยธรรม ความรู้ ทักษะ และความสามารถในการจัดการเรียนการสอนเพื่อดูแลและพัฒนาเด็กปฐมวัยตามหลักการและปรัชญาของการพัฒนาเด็กปฐมวัย เพื่อป้องกันปัญหาในลักษณะเดียวกันอันอาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กมีวิธีการที่สร้างสรรค์และช่วยพัฒนาเด็กได้หลายหลากวิธี อาทิ การใช้วินัยเชิงบวก การให้คำแนะนำปรึกษา (Counseling) การทำกิจกรรมพฤติกรรมบำบัด หรือความคิดพฤติกรรมบำบัด (Cognitive Behavioral Therapy) โดยไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงใด ๆ ต่อเด็ก ครูทุกคนต้องเรียนรู้ว่าตนไม่มีสิทธิใด ๆ ไปกระทำต่อเนื้อตัวร่างกายของเด็กนักเรียนหรือแตะต้องตัวเด็กโดยไม่มีเหตุจำเป็น เว้นแต่เพื่อช่วยเหลือเด็กนักเรียนเท่านั้น ทั้งนี้ หากมีการทำร้ายเด็กนักเรียนในสถานศึกษา ขอให้บุคลากรทางการศึกษาที่พบเห็น ต้องห้ามปรามการกระทำนั้นเพื่อปกป้องเด็กจากการถูกกระทำความรุนแรงในทุกกรณี และแจ้งผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการต่อไป&amp;rdquo; ผู้ทำหน้าที่แทนประธาน กสม. ระบุ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78758</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทำร้ายร่างกายเด็ก, ประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์, ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, อบรมครูปฐมวัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200927/image_big_5f70125958b9a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
