<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>65184</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/05/2020 08:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/05/2020 08:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลอดแล้ว&#039;หลักเกณฑ์-ค่าใช้จ่าย&#039;โควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 พ.ค.2563 &amp;ndash; นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ลงนามในประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019 (COVID-19)) (ฉบับที่ 2) แล้ว และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 พ.ค.2563 ซึ่งมีเนื้อหาทั้งสิ้น 163 หน้า โดยเฉพาะในบัญชีแนบท้าย ซึ่งเป็นการกำหนดค่าใช้จ่ายของยาในการรักษาโรคโควิด-19 แทบทุกชนิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อ่านรายละเอียดที่นี่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65184</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประกาศกระทรวงสาธารณสุข, รองนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, อนุทิน ชาญวีรกูล, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191220/image_big_5dfcd8ff32114.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15714</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2018 20:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2018 20:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้ถือบัตรคนจน 11.4ล้านคนรับสิทธิรักษาฟรี ไม่ต้องจ่ายเงิน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง บุคคลที่ไม่ต้องจ่ายค่าบริการ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๑ โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง บุคคลที่ไม่ต้องจ่าย ค่าบริการ พ.ศ. ๒๕๕๕ เพื่อให้บุคคลสามารถเข้าถึงระบบบริการสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔ และมาตรา ๕ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จึงออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๑ ประกาศนี้เรียกว่า &amp;ldquo;ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง บุคคลที่ไม่ต้องจ่ายค่าบริการ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๑ &amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๒ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๓ ให้ยกเลิกความใน (๑) ของข้อ ๒ แห่งประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง บุคคล ที่ไม่ต้องจ่ายค่าบริการ พ.ศ. ๒๕๕๕ ลงวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๕ และให้ใช้ความดังต่อไปนี้แทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;(๑) ผู้มีรายได้น้อย ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยสวัสดิการประชาชนด้านการรักษาพยาบาล พ.ศ. ๒๕๓๗ ทั้งนี้ ให้หมายความรวมถึงผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วย&amp;rdquo;
ข้อ ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขรักษาการตามประกาศนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศ ณ วันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
ปิยะสกล สกลสัตยาทร
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ &amp;nbsp; เมื่อวันที่ 17 ส.ค. นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบกระทรวงการคลังเสนอให้ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) 11.4ล้านคน ไม่ต้องจ่ายค่ารักษาในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ประกาศฉบับนี้ จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ซึ่งจะมีผลให้ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน11.4ล้านคน รับการรักษาพยาบาลและบริการสาธารณสุขภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไม่ต้องจ่ายค่ารักษา และยืนยันว่าการยกเว้นการจ่ายค่ารักษาตามมติ ครม.นี้ ไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ที่ไม่ได้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เนื่องจากที่ผ่านมา เป็นการจ่ายโดยสมัครใจ โรงพยาบาลคงถามเหมือนเดิมว่าจะจ่าย30บาทหรือไม่เท่านั้น.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15714</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัตรคนจน, ประกาศกระทรวงสาธารณสุข, ราชกิจจานุเบกษา, ไม่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180819/image_big_5b796b29619ba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13647</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2018 17:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2018 16:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>9ม.ค.62ดีเดย์ ประกาศใช้อาหารปลอด&quot;ไขมันทรานส์&quot;อย.ลั่นหลังจากนั้นตรวจเข้มผู้ผลิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9ม.ค.62 ดีเดย์ห้ามอาหารมี&amp;quot;ไขมันทราส์&amp;quot;มีผลบังคับใช้ &amp;nbsp;อย.เผยติดตามศึกษาปัญหาไขมันทรานส์อย่างใกล้ชิดมานาน &amp;nbsp;&amp;quot;ก่อนผลักดันให้ออกเป็นประกาศห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายอาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน &amp;nbsp;ย้ำหลังจากนั้นจะตรวจเข้ม อย่างเคร่งครัด หวังลดจำนวนผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.ค.61- นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวถึง การออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข กำหนดให้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (Partially hydrogenated oils, PHOs) ซึ่งเป็นแหล่งของกรดไขมันทรานส์ และอาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเป็นส่วนประกอบ เป็นอาหารห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย ว่า ในเรื่องอันตรายจากไขมันทรานส์นี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้มีการติดตามและดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเป็นปัญหาที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ โดยองค์การอนามัยโลกได้ถือเป็นวาระร่วมกันของทุกประเทศในการหาแนวทางแก้ไข ซึ่งไขมันทรานส์เป็นไขมันไม่อิ่มตัว สามารถพบได้ทั้งในธรรมชาติ เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มาจากสัตว์เคี้ยวเอื้อง นม เนย ชีส และ เนื้อสัตว์ และจากกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนลงในน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง ซึ่งจะพบไขมันทรานส์ได้ในอาหารสำเร็จรูปที่มีเนยเทียม หรือเนยขาวเป็นส่วนประกอบ เช่น โดนัททอด พัพ พาย เพสตรี เค้ก คุกกี้ เวเฟอร์ เป็นต้น อันตรายจากไขมันทรานส์คือ ทำให้ระดับโคเลสเตอรอลรวน โคเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) และไตรกลีเซอไรด์ เพิ่มขึ้น รวมทั้งมีผลให้ระดับโคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ลดลง ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.วันชัย กล่าวว่า ทั้งนี้ ในปี 2559 อย. ได้ร่วมกับสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยใช้งบประมาณของสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ดำเนินโครงการ &amp;ldquo;ประเทศไทยปลอดไขมันทรานส์&amp;rdquo; สำรวจข้อมูลปริมาณไขมันทรานส์ในผลิตภัณฑ์ &amp;nbsp;น้ำมันและไขมัน และผลิตภัณฑ์อาหาร รวมทั้งจัดประชุมหารือร่วมกับผู้ประกอบการไขมันและน้ำมัน และผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์อาหาร เพื่อหาแนวทางในการลดหรือพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ซึ่งไม่ใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ซึ่งผู้ผลิตน้ำมันและไขมันยืนยันถึงความเป็นไปได้ในการปรับสูตรและกระบวนการผลิตน้ำมันและไขมัน โดยใช้กระบวนการผสมน้ำมัน (Oil blending) แทน และผู้ผลิตผลิตภัณฑ์อาหารได้พัฒนาและปรับปรุงสูตรส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์อาหาร โดยไม่ใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
จากผลการศึกษา อย. จึงได้กำหนดมาตรการควบคุมและกำกับดูแลไขมันทรานส์ในผลิตภัณฑ์อาหาร โดยออกเป็น &amp;ldquo;ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 388 พ.ศ. 2561 เรื่อง กำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย&amp;rdquo; ซึ่งจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป โดยกำหนดให้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนและอาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเป็นส่วนประกอบ เป็นอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย รวมถึงการผลิตเพื่อการส่งออกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ทั้งนี้ ไม่ได้ห้ามการตรวจพบไขมันทรานส์ในผลิตภัณฑ์อาหาร เนื่องจากอาจมีการใช้วัตถุดิบที่มีไขมันทรานส์ตามธรรมชาติเป็นส่วนประกอบ และภายหลังจากที่ประกาศฯ มีผลใช้บังคับ อย. จะดำเนินการตรวจสอบเฝ้าระวัง ณ สถานที่ผลิต สถานที่นำเข้า หรือสถานที่จำหน่ายอย่างเข้มงวด หากพบการฝ่าฝืนจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ในส่วนของผู้บริโภคไม่ต้องตื่นตระหนก เนื่องจากผลิตภัณฑ์อาหารที่จำหน่ายในปัจจุบันได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยไม่ใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการไฮโดรเจนบางส่วนแล้ว&amp;rdquo; เลขาธิการฯ อย. กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13647</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์, ประกาศกระทรวงสาธารณสุข, อย., ไขมันทรานส์มีผลบังคับใช้9ม.ค.62</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180306/image_big_5a9e793c42f8a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11830</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/06/2018 14:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2018 14:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขลุกขลัก&quot;ไร้บทลงโทษปรับ&quot;หลังสธ.ออกกฎกระทรวงสุขลักษณะของที่จำหน่ายอาหาร เมื่อวันที่20มิ.ย./แถมยังไม่ได้กำหนดหลักสูตรอบรมพ่อครัวแม่ครัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
21 มิ.ย61- ที่โรงแรมเซนทราฯ ศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นพ.ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวถึง กรณี ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ลงนามในกฎกระทรวง เรื่องสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ.2561 ลงในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 135. ตอนที่ 42 ก. ว่า สำหรับประกาศดังกล่าวจะยังไม่มีการบังคับใช้ในทันที โดยจะให้เวลาผู้ประกอบการปรับตัว และ จะบังคับใช้ใน 180 วัน หลังจากวันที่มีการประกาศในวันที่ 20 มิ.ย. ซึ่งในเรื่องรายละเอียดนั้นจะต้องมีการหารือกันอีกครั้งกับคณะทำงาน โดยจะต้องดูในบริบทของแต่ละพื้นที่ด้วย ซึ่งเท่าที่ได้คุยเมื่อวันก่อนนั้นจะมีปัญหาติดขัดว่ายังไม่มีโทษปรับหากมีการฝ่าฝืน โทษฝ่าฝืนจะมีแค่ใน พ.ร.บ.การสาธารณสุขมาตราที่ 68 ดังนั้นก็ต้องมาหารือกันว่าจะออกมาในลักษณะไหน ก่อนจะมีการปรับเปลี่ยนในตัวใบอนุญาต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.ดนัย กล่าวว่า และในเรื่องการดำเนินการตามข้อ 21 (2) ผู้ประกอบการและผู้สัมผัสอาหารต้องผ่านการอบรมตามหลักเกณฑ์ นั้นได้กำหนดไว้ในราชกิจจาฯ ให้ดำเนินการภายในกำหนดเวลา 2 ปีนับตั้งแต่ประกาศ ตอนนี้ก็ได้มีการหารือการดำเนินการกันว่าจะต้องมีการอบรมเรื่องใดบ้างในการประกอบอาหาร การปรุงต่างๆ ซึ่งเบื้องต้นต้องการให้ท้องถิ่นเป็นผู้ฝึกอบรม และเป็นผู้ออกใบผ่านการอนุญาต ซึ่งก็น่าจะใช้เวลาไม่นานเพียงแค่ 1-2 วันเท่านั้น โดยรายละเอียดก็อยู่ที่คณะทำงานแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ สำหรับกฎกระทรวง เรื่อง สุขลักษณะของสถานที่จําหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2561 โดยกำหนดสถานที่จำหน่ายอาหาร หรือร้านอาหารต่างๆ ต้องปฏิบัติตามสุขลักษณะ ตามหมวดต่างๆ ทั้งหมด 4 หมวด ประกอบด้วย หมวด 1 สุขลักษณะของสถานที่จําหน่ายอาหาร &amp;nbsp;หมวด &amp;nbsp;2 &amp;nbsp;สุขลักษณะของอาหาร &amp;nbsp;กรรมวิธีการทํา &amp;nbsp;ประกอบ &amp;nbsp;หรือปรุง &amp;nbsp;การเก็บรักษา &amp;nbsp;และการจําหน่ายอาหาร &amp;nbsp;หมวด 3 &amp;nbsp;สุขลักษณะของภาชนะ &amp;nbsp;อุปกรณ์ &amp;nbsp;และเครื่องใช้อื่น &amp;nbsp;ๆ หมวด &amp;nbsp;4 &amp;nbsp;สุขลักษณะส่วนบุคคลของผู้ประกอบกิจการและผู้สัมผัสอาหาร และบทเฉพาะกาลให้ดำเนินการภายในกำหนดเวลา 2 ปี นับจากวันที่บังคับใช้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11830</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอนามัย, ประกาศกระทรวงสาธารณสุข, อบรมผู้สัมผัสอาหาร, ไร้บทลงโทษปรับ&quot;หลังสธ.ออกกฎกระทรวงสุขลักษณะของที่จำหน่ายอาหาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180621/image_big_5b2b556d58fa9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
