<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>77281</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2020 12:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2020 12:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิจัยยืนยันบุหรี่ไฟฟ้าไม่ช่วยเลิกบุหรี่ซ้ำเสี่ยงเสพติดนิโคติน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
13 กันยายน 2563 ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยว่า ขณะนี้มีงานวิจัยใหญ่ 2 ชิ้นที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ PLOS ONE (ตีพิมพ์ 2 ก.ย. 63) และ American Journal of Epidemiology (ตีพิมพ์ 27 ก.ค. 63) ซึ่งเป็นความร่วมมือของนักวิจัย 38 คนจากสถาบันต่างๆ ทั่วโลก เช่น &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก, มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก, องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ, สถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ, มหาวิทยาลัยการแพทย์เซาท์แคโรไลน่า และ มหาวิทยาลัยวอร์เตอร์ลู แคนาดา เป็นต้น นักวิจัยใช้ข้อมูลจากการสำรวจประชากรเรื่องบุหรี่กับสุขภาพของสหรัฐฯ หรือ Population Assessment of Tobacco and Health (PATH) Study ซึ่งถือเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 45,971 คนทั่วประเทศตั้งแต่ปี 2556 และมีการเก็บข้อมูลต่อเนื่องทุกปีจนถึงปัจจุบัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งานวิจัยทั้ง 2 ชิ้น ได้เปรียบเทียบผลของการเลิกสูบบุหรี่โดยใช้บุหรี่ไฟฟ้ากับไม่ใช้บุหรี่ไฟฟ้า (ใช้ยาช่วยเลิกบุหรี่ หรือใช้วิธีหักดิบ) ของผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำและสูบเป็นครั้งคราว โดยติดตามผลอย่างน้อย 12 เดือน พบว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้าไม่ช่วยให้เลิกสูบบุหรี่ดีกว่าการที่ไม่ใช้บุหรี่ไฟฟ้า โดยพบว่า 2 ใน 3 ของกลุ่มที่เลิกสูบบุหรี่ธรรมดา หลังจากเปลี่ยนมาสูบบุหรี่ไฟฟ้า ไม่สามารถเลิกสูบบุหรี่ไฟฟ้าได้ กลายเป็นยังคงติดนิโคตินจากบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่ง ดร. คาเรน เมสเซอร์ นักวิจัยอาวุโสของงานวิจัยทั้งสองชิ้นกล่าวว่า ผลวิจัยชี้ชัดว่าผู้สูบบุหรี่สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพราะการใช้บุหรี่ไฟฟ้าหรือไม่ใช้ ไม่มีผลต่อการเลิกสูบบุหรี่ และการไม่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในการช่วยเลิกบุหรี่ยังทำให้ผู้สูบบุหรี่เอาชนะการเสพติดนิโคตินได้อย่างแท้จริง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;งานวิจัยสองชิ้นนี้มีความสำคัญเพราะใช้ข้อมูลระดับประชากรในการศึกษา จึงให้ข้อมูลที่ค่อนข้างตรงกับภาวะปกติที่ผู้สูบบุหรี่เลือกใช้บุหรี่ไฟฟ้าเองอย่างอิสระ ไม่มีการกำกับดูแลโดยแพทย์ ดังนั้นเป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่ช่วยให้เลิกสูบบุหรี่ได้ดีไปกว่าวิธีที่มีใช้อยู่ในปัจจุบัน เช่น การใช้ยาช่วยเลิกบุหรี่แผ่นแปะนิโคติน หรือการหักดิบ และยังทำให้ผู้สูบติดนิโคตินจนเลิกใช้บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ หรือยังต้องสูบบุหรี่ธรรมดาคู่ไปกับบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งกรณีสูบทั้งสองประเภทนี้พบว่ามีอันตรายสูงยิ่งกว่าสูบอย่างใดอย่างหนึ่ง&amp;rdquo; ดร.พญ.เริงฤดี กล่าวว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า บริษัทบุหรี่มักจะสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจว่าบุหรี่ไฟฟ้าออกแบบมาเพื่อช่วยผู้ใหญ่ที่สูบบุหรี่ให้เลิกสูบ โดยแนะให้ผู้สูบเปลี่ยนมาสูบบุหรี่ไฟฟ้าที่อ้างว่ามีอันตรายน้อยกว่า แต่ความเป็นจริงพบว่ามีคนเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะเปลี่ยนจากการสูบบุหรี่ธรรมดามาสูบบุหรี่ไฟฟ้า 100% ส่วนใหญ่กว่าครึ่งยังจะคงสูบบุหรี่ธรรมดาต่อไป แสดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้วบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อจะช่วยให้คนเลิกสูบบุหรี่ เพราะถ้าต้องการที่จะช่วยให้เลิกบุหรี่ได้จริง ต้องทำให้มีนิโคตินในระดับที่ต่ำและไม่มีการเติมสารปรุงรสต่างๆ เหมือนหมากฝรั่งนิโคตินที่เป็นยาช่วยเลิกบุหรี่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่สำคัญพบว่ากลุ่มที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น ไม่ใช่ผู้ใหญ่ โดยเฉพาะวัยรุ่นที่ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อนเกิดการเสพติดนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้า จากข้อมูลในสหรัฐฯ พบการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในวัยรุ่นเพิ่มขึ้นกว่า 900% ระหว่างปี 2554-2561 พบอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กม.ปลายพุ่งถึง 27.5% เทียบกับอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในผู้ใหญ่ที่มีเพียง 3.2% ซึ่งปรากฏการณ์ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในวัยรุ่นสหรัฐฯนี้ทำให้หลายประเทศประกาศแบนบุหรี่ไฟฟ้า&amp;rdquo; ศ.นพ.ประกิต กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77281</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช่วยเลิกบุหรี่ไม่ได้, บุหรี่ไฟฟ้า, ประกิต วาทีสาธกกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200913/image_big_5f5da7584d788.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62027</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/04/2020 12:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/04/2020 12:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอประกิต&#039; ห่วงสูบบุหรี่-ดื่มเหล้าเสี่ยงติดโควิด ระบาดรุนแรง ห้องไอซียู เครื่องช่วยหายใจมีไม่พอ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 เม.ย.63 - &amp;nbsp;ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวถึงสถานการณ์การระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 หรือ โควิด-19 ว่า ขณะนี้ยังมีคนบางกลุ่มพยายามส่งต่อข้อมูลว่า การติดโควิด-19 ไม่มีอะไรน่ากลัว หายแล้วก็กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ การระบาดนี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ซึ่งในความเป็นจริง ผู้ป่วยที่ติดโควิด-19 ส่วนใหญ่ อาการจะไม่หนัก เช่น ข้อมูลจากจีน ซึ่งเป็นประเทศแรกที่พบการระบาดนั้น พบว่าผู้ป่วยประมาณ 15% ต้องอยู่โรงพยาบาล และประมาณ 5% ต้องรักษาตัวอยู่ไอซียูแต่ปัญหาใหญ่ของโควิด-19 ไม่ได้อยู่ที่กลุ่มผู้ป่วยที่อาการไม่หนัก หรือแสดงอาการไม่มาก แต่ประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ หากเกิดการระบาดมาก จะทำให้มีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น และเสี่ยงต่อการมีผู้เสียชีวิตมากขึ้นตามไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.ประกิต กล่าวต่อว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เชื้อไวรัสชนิดนี้รุนแรงมากขึ้นคือ การสูบบุหรี่ และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยมีรายงานจากวารสารการแพทย์จีน ระบุว่าผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการทรุดหนักรวมถึงเสียชีวิต เป็นผู้สูบบุหรี่มากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 14 เท่า การสูบบุหรี่จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เกิดปอดอักเสบรุนแรง รวมถึงการเสียชีวิตจากเชื้อไวรัส โควิด-19 ดังนั้นการลดปัจจัยเสี่ยงโดยการไม่สูบบุหรี่และไม่สูบบุหรี่ไฟฟ้า จะเป็นการเพิ่มภูมิต้านทานของร่างกายในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสได้ ซึ่งที่ไทยมีการพบการติดเชื้อเป็นกลุ่มก้อนจากการเที่ยวผับ บาร์ จากพฤติกรรมการสูบบุหรี่มวนเดียวกันและดื่มเหล้าแก้วเดียวกัน สร้างความตื่นตัวให้กับสังคมไทยอย่างมาก มีความพยายามรณรงค์ให้ผู้ที่สูบบุหรี่พยายามเลิกบุหรี่ให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ระบบการให้บริการผู้ป่วยของโรงพยาบาลทั่วประเทศไทย ยังไม่สามารถรองรับผู้ป่วยจำนวนมากๆ ในเวลาเดียวกันได้ เนื่องจากเตียงในห้องไอซียูมีไม่พอ เครื่องช่วยหายใจไม่พอ เหล่านี้อาจส่งผลต่อคนไข้อาการหนักอื่นๆ ที่ต้องเข้าอยู่ในห้องไอซียู เช่น หัวใจวายเฉียบพลันที่ต้องการการรักษาในห้องไอซียู ก็จะไม่มีโอกาสเข้าถึงบริการเหล่านี้ และจะเสียชีวิตในชีวิตสุด หรือแม้แต่บุคลากรทางการแพทย์ที่จะให้การรักษาผู้ป่วยหนักก็จะมีไม่เพียงพอ&amp;rdquo; ศ.นพ.ประกิต กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.ประกิต กล่าวอีกว่า ประเทศอิตาลี หมอต้อง &amp;ldquo;ถูกบังคับ&amp;rdquo; ให้ทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าจะต้องทำ คือต้องเลือกว่าจะใช้เครื่องช่วยหายใจกับคนไข้คนไหนที่จะมีโอกาสรอดมากกว่า คนที่เหลือก็ต้องปล่อยให้หอบ รักษาโดยไม่มีเครื่องช่วยหายใจ ซึ่งส่วนใหญ่จะเสียชีวิต ดังนั้น สถานการณ์ขณะนี้ จึงเป็นปัญหาที่คนไทยทุกคนจะต้องช่วยกัน เป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจและเห็นแก่ส่วนรวม คนที่ยังไม่เป็นก็ระวังตัวอย่าให้ติดเชื้อ ต้องป้องกันตัวเองตามที่กระทรวงสาธารณะสุขแนะนำ คนที่ป่วยก็ต้องไม่ไปแพร่เชื้อให้คนอื่น อย่าเห็นว่าเป็นเรื่องเล็ก ทุกคนต้องช่วยกันไม่ให้มีคนป่วยเพิ่มขึ้นให้ได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62027</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุหรี่, ประกิต วาทีสาธกกิจ, เหล้า, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200404/image_big_5e8815bde8655.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53840</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/01/2020 14:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/01/2020 14:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอประกิต&#039;เตือนเลื่อนขึ้นภาษีบุหรี่ไม่ช่วยชาวไร่ยาสูบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ม.ค. 2563 ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการควบคุมการบริโภคผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ ออกแถลงการณ์ ไม่เห็นด้วยกับที่นายพชร อนันต์ศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต จะเสนอให้ครมพิจารณาเลื่อนการปรับอัตราภาษีสรรพสามิตยาสูบเป็นอัตราเดียว 40% ตามกำหนดที่จะขึ้นเดือนตุลาคมนี้ ด้วยเหตุผลว่าเพื่อลดความเดือดร้อนของชาวไร่ยาสูบ และการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ว่า การปรับอัตราภาษีบุหรี่ซิกาแรทเมื่อเดือนตุลาคม 2560 เป็น 2 ระดับ โดยคิดตามมูลค่า 20% สำหรับบุหรี่ที่ขายตำ่กว่าซองละ 60 บาท และ40% สำหรับบุหรี่ที่ขายซองละ 60 บาทขึ้นไป และเก็บภาษีเฉพาะ 1.2 บาทต่อมวนสำหรับบุหรี่ทุกราคาขาย อัตราภาษีนี้แต่เดิมกำหนดให้ใช้เป็นเวลา 2 ปี และปรับให้เป็น 40% อัตราเดียวเดือนตุลาคม 2562 แต่ได้มีการเลื่อนจากกำหนดเดิมมาแล้ว

เนื่องจากชาวไร่ยาสูบได้รับความเดือดร้อน จากการที่การยาสูบแห่งประเทศไทย ลดการซื้อใบยาสูบจากชาวไร่ เนื่องจากส่วนแบ่งตลาดบุหรี่ของการยาสูบลดลงฮวบฮาบ จากที่ขายได้ประมาณ 27,000 ล้านมวนต่อปีก่อนการปรับโครงสร้างภาษี และครองส่วนแบ่งตลาดประมาณ 67.5%&amp;nbsp; แต่หลังการปรับอัตราภาษีเป็น 2 ระดับ ทำให้ยอดขายของการยาสูบลดลงในปี 2561 เหลือ 19,000 ล้านมวน และส่วนแบ่งตลาดลดลงเหลือ 50% ยสท. เคยมีกำไรปีละ 8,000-9,000 ล้านบาท เหลือกำไรไม่กี่ร้อยล้านบาท จนไม่มีกำไรที่จะนำส่งคลังมา 2 ปีแล้ว ขณะที่บุหรี่นำเข้ารายหนึ่งเคยขายได้ 13,000 ล้านมวนในปี 2560 ได้รับประโยชน์จากการปรับโครงสร้างภาษี ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 18,000 ล้านมวนในปี 2561 และส่วนแบ่งตลาดของบริษัทฟิลลิป มอร์ริส เพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 50% ตามรายงานของยูโรมอร์นิเตอร์

ศ.นพ.ประกิต กล่าวว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากการพิจารณาปรับภาษีเป็น 2 อัตราเมื่อเดือนตุลาคม 2560 จะด้วยขาดความรอบคอบ หรือจะด้วยอะไรอื่นทีแอบแฝงก็ตามที ทำให้บริษัทบุหรี่ได้ฉวยโอกาส ลดราคาบุหรี่ที่ขายในประเทศไทย จากซองละ 72 บาทเหลือ 60 บาท เพื่อที่จะเสียภาษีน้อยลง ขณะที่บุหรี่ของยสท. ที่เคยขายซองละ 40-50 กว่าบาท ต้องปรับราคาขายเป็นซองละ 60 บาท ผลคือ ผู้สูบบุหรี่หันไปสูบบุหรี่นอกแทนการสูบบุหรี่ของยสท. การปรับโครงสร้างภาษีเมื่อเดือนตุลาคม 2560 จึงสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ต่อทั้งยสท. ที่กำไรที่จะส่งรัฐบาลปีละเกือบหมื่นล้านบาท หดหายไปหมด ส่งผลกระทบไปถึง ชาวไร่ยาสูบและเดือดร้อนถึงรัฐบาลไทย ที่ต้องเข้าไปช่วยแก้ปัญหา ฝ่ายที่ได้ประโยชน์ไปเต็มๆคือ บริษัทยุหรี่ข้ามชาติ

&amp;ldquo;สังคมน่าจะมีการตรวจสอบให้รู้ความจริงว่า การตัดสินใจปรับอัตราภาษีเมื่อเดือนตุลาคม 2560 ความผิดพลาดที่ส่งผลเสียอย่างใหญ่หลวงเกิดขึ้นได้อย่างไร ใครควรที่จะรับผิดชอบ ส่วนการที่อธิบดีกรมสรรพสามิตเสนอให้เลื่อนการปรับภาษีเป็น 40% อัตราเดียวออกไปอีก ก็จะไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ของการยาสูบไทยและชาวไร่ยาสูบดีขึ้น อัตราภาษี 2 ระดับที่ใช้อยู่ขณะนี้ บุหรี่ต่างประเทศก็จะชิงส่วนแบ่งตลาดของ บุหรี่ไทย มากขึ้นๆ เข้าทางบริษัทบุหรี่ข้ามชาติเต็มๆ&amp;rdquo; ศ.นพ.ประกิต กล่าว


ศ.นพ.ประกิต กล่าวว่าทางออกในเรื่องนี้ จึงอยู่ที่การพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีที่ใช้อยู่ขณะนี้โดยด่วน ไม่คอยไปจนถึงเดือนตุลาคมปีนี้ โดยอาจจะเพิ่ม อัตราภาษีเฉพาะที่เก็บ 1.2 บาทต่อมวนในขณะนี้ ให้สูงขึ้นเป็น 1.5 บาทหรือมากกว่าต่อมวน และปรับอัตราภาษีตามมูลค่าให้เหลือน้อยกว่า 40% เช่นเป็น 30-35% อัตราเดียว อาจจะทำให้บุหรี่ต่างประเทศแย่งส่วนแบ่งตลาดบุหรี่ของบุหรี่ไทยช้าลง ชาวไร่ยาสูบจะได้รับผลกระทบน้อยลง การยาสูบอาจจะกลับมามีกำไร นำเงินส่งคลัง เพื่อที่รัฐบาลจะได้นำเงินบางส่วนไปช่วยเหลือชดเชยชาวไร่ด้วย ทั้งนี้ ขอให้รัฐบาลแก้ปัญหาชาวไร่ยาสูบให้ถูกทาง การเลื่อนการปรับอัตราภาษีเป็น 40% อัตราเดียวออกไป ไม่ได้เป็นแก้ปัญหา แต่เป็นการเปิดทางให้บริษัทบุหรี่ข้ามชาติทำลายอุตสาหกรรมยาสูบและชาวไร่ไทยเท่านั้น ไม่นับกำไรของการยาสูบที่หายไป ทำให้ไม่สามารถนำเงินส่งคลังจากที่เคยส่งมาตลอด
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53840</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขึ้นภาษีบุหรี่, ประกิต วาทีสาธกกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191009/image_big_5d9ddc5f0c667.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36906</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2019 13:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2019 13:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รณรงค์งดสูบปีนี้&quot;บุหรี่ เผาปอด&quot; ควันไปถึงมือสองมือสาม คนไทยตายกว่าปีละแสน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;

27พ.ค.62- ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วย นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และนพ.แดเนียล เคอร์เทสซ์ (Dr.Daniel Kertesz) ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย แถลงข่าวการจัดงานรณรงค์วันงดสูบบุหรี่โลก ประจำปี 2562 ซึ่งองค์การอนามัยโลก กำหนดให้วันที่ 31 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันงดสูบบุหรี่โลก เพื่อให้ประชาชนเกิดความตระหนักถึงอันตรายของบุหรี่ที่มีผลต่อสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกลกล่าวว่า ปี 2562 เป็นปีแรกที่ประเทศสมาชิก ให้ความสำคัญถึงประเด็นผลกระทบของบุหรี่ที่มีต่อสุขภาพปอด จัดกิจกรรมภายใต้คำขวัญ &amp;ldquo;บุหรี่ เผาปอด&amp;rdquo; (Tobacco and lung health) ให้ผู้เสพ ผู้ติด เลิกบุหรี่และยาสูบ รวมทั้งกระตุ้นชุมชนร่วมสร้างสิ่งแวดล้อมปลอด บุหรี่ เป็นเกราะป้องกันดูแลสุขภาพให้ตนเองและคนรอบข้างให้ปลอดภัยจากควันบุหรี่มือสองและมือสาม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;โดยในประเทศไทย พบว่าบุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยและเสียชีวิต ในปี 2560 พบมากกว่า 100,000 ราย รัฐบาลจึงให้ความสำคัญและกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ มีภาคีเครือข่ายร่วมมือกันดำเนินงานทุกมิติ ทั้งด้านการบังคับใช้กฎหมาย ล่าสุดได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข กำหนดให้สถานที่สาธารณะ ยานพาหนะ และที่ทำงาน ทั้งภาครัฐและเอกชนให้เป็นเขตปลอดบุหรี่ รวมแล้วมากกว่า 100 สถานที่ อาทิ โรงเรียน โรงพยาบาล สถานศึกษา สถานที่ออกกำลังกาย สวนสาธารณะ วัด ตลาด ป้ายรถเมล์ เพื่อปกป้องและคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังได้รณรงค์สร้างความตระหนัก ให้ความรู้ ป้องกันไม่ให้เกิดนักสูบหน้าใหม่ อาทิ ห้ามจำหน่าย บุหรี่ให้แก่ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ห้ามแบ่งจำหน่ายบุหรี่มวน ห้ามการใช้สีสัน ลวดลาย เครื่องหมายการค้า หรือลูกเล่นที่สวยงามบนซองบุหรี่ &amp;nbsp;มาตรการนี้จะช่วยลดแรงจูงใจในการสูบบุหรี่ของสิงห์อมควัน ทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ และโครงการ 3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทย เทิดไท้ องค์ราชัน ที่ให้อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ชวนประชาชนในพื้นที่อย่างน้อย 3 คน ลด ละ เลิกบุหรี่ตามวิถีชุมชน และยังมีบริการช่วยเลิกบุหรี่ในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวง สาธารณสุข สังกัดกรุงเทพมหานคร ในร้านขายยาที่มีเภสัชกรประจำ และสายด่วนเลิกบุหรี่ (Quitline 1600) หรือ แอปพลิเคชัน &amp;ldquo;ไทยไร้ควัน&amp;rdquo; เพื่อขับเคลื่อนให้เป็นสังคม และสถานที่สาธารณะปลอดบุหรี่อย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.ประกิต &amp;nbsp;วาทีสาธกกิจ &amp;nbsp;เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ &amp;nbsp;กล่าวว่า ปอดเป็นอวัยวะที่ได้รับสารพิษจากควันบุหรี่มากที่สุด เพราะทางเดินหายใจและปอดเป็นด่านแรกของร่างกายที่สัมผัสสารพิษจากควันบุหรี่ ทำให้ปอดได้รับอันตรายมากที่สุด และเกิดโรคมากที่สุด โดยครึ่งนึงของคนที่ป่วยและตายจากการสูบบุหรี่มีสาเหตุมาจากโรคทางเดินหายใจและปอด ซึ่งจากข้อมูลปี พ.ศ. 2560 &amp;nbsp;วิเคราะห์โดยภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี พบคนไทยเสียชีวิตจากบุหรี่รวม 72,656 คน โดยร้อยละ 49 เสียชีวิตจากโรคปอดที่เกิดจากการสูบบุหรี่คือ มะเร็งปอด 13,727 คน ถุงลมโป่งพอง 10,852 คน โรคปอดอักเสบและวัณโรคปอด 10,833 &amp;nbsp;คน รวมเท่ากับ 35,412 คน ซึ่งหากรวมจำนวนคนไทยที่เสียชีวิตจากการได้รับควันบุหรี่มือสองปีละ 8,278 คน ที่ส่วนใหญ่เสียชีวิตจากโรคปอดแล้ว จะรวมเป็นคนไทยที่เสียชีวิตจากโรคปอดที่เกิดจากการสูบบุหรี่ปีละกว่า 4 หมื่นคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านดร.พญ.เริงฤดี &amp;nbsp;ปธานวนิช &amp;nbsp;ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน &amp;nbsp;คณะแพทยศาสตร์ &amp;nbsp;โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า นอกจากบุหรี่จะทำคนไทยเสียชีวิตปีละหลายหมื่นคนแล้ว ยังก่อให้เกิดความเจ็บป่วยและสูญเสียทางเศรษฐกิจ ทั้งจากค่ารักษาพยาบาลปีละ 77,626 ล้านบาท &amp;nbsp;ความสูญเสียจากการที่ต้องขาดรายได้เนื่องจากเจ็บป่วยปีละ 11,762 ล้านบาท และความสูญเสียอันเกิดจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรปีละ 131,073 ล้านบาท หรือคิดเป็นความสูญเสียรวมทั้งหมดปีละ 220,461 ล้านบาท (หรือเฉลี่ย 20,565 บาทต่อผู้สูบบุหรี่ 1 คนต่อปี) ซึ่งหากเปรียบเทียบกับรายได้ที่รัฐจัดเก็บได้จากภาษีบุหรี่แล้วต่างกันถึง 3.2 เท่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนพ.แดเนียล เคอร์เทซ ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า เป็นที่น่าเศร้าใจที่คนไทยมากกว่า 70,000 คนต่อปีต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ เช่น โรคถุงลมโป่งพอง มะเร็งปอดและมะเร็งอื่นๆ วัณโรค ปอดบวม และโรคหัวใจ การสูญเสียชีวิตและเจ็บป่วยจากการสูบบุหรี่เป็นเรื่องที่ป้องกันได้ องค์การอนามัยโลกและหน่วยงานสหประชาชาติทุกหน่วยงานในประเทศไทยขอชื่นชมนโยบายที่เข้มแข็งของรัฐบาลไทยในการควบคุมการบริโภคยาสูบ และขอให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันเพื่อเร่งรัดการดำเนินมาตรการที่มีประสิทธิภาพต่าง ๆ ในอันที่จะหยุดการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกประเภท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สนใจร่วมงานรณรงค์วันงดสูบบุหรี่โลก ประจำปี 2562 ในวันศุกร์ที่ 31 พฤษภาคม 2562 &amp;nbsp;ณ บริเวณลานโปรโมชั่น 2 และ 3 ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล &amp;nbsp;อีสต์วิลล์ เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ ตั้งแต่เวลา 10.30 น. เป็นต้นไป ภายในงานมีพิธีมอบรางวัล World &amp;nbsp;No Tobacco Day Award 2019 และโล่ประกาศเกียรติคุณ แก่บุคคลหรือหน่วยงานที่ทำคุณประโยชน์ด้านการควบคุมการบริโภคยาสูบ รวมทั้งมีการให้บริการทางการแพทย์ จัดแสดงนิทรรศการทางวิชาการ และกิจกรรมสอดแทรกความรู้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36906</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสข, นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร, ประกิต วาทีสาธกกิจ, วันงดสูบบุหรี่โลกปี62, วัสงดสูบบุหรี่โลก, องค์การอนามัยโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190527/image_big_5ceb8591d83f7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9728</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/05/2018 16:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2018 16:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตั้ง&#039;หมอประกิต-ทิชา&#039;นั่งกก.คุมยาสูบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 พ.ค.2561 &amp;ndash; &amp;nbsp;คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ ในส่วนของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแล้วจำนวน 9 คนแล้วดังนี้ 1.นายประกิต วาทีสาธกกิจ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแพทย์ &amp;nbsp;2.นางนันทวรรณ วิจิตรวาทการกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการสาธารณสุข 3.นายปกป้อง ศรีสนิท กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย 4.นางทิชา ณ นคร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการคุ้มครองสิทธิสตรีหรือสิทธิเด็ก 5.นายจิรชัย มูลทองโร่ย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการสื่อสาร/ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.นางสมศรี เผ่าสวัสดิ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากองค์กรเอกชนที่มีวัตถุประสงค์มิใช่เป็นการแสวงหากำไร และดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับด้านการคุ้มครองสุขภาพอนามัยของประชาชน 7.นายอิศรา ศานติศาสน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากองค์กรเอกชนที่มีวัตถุประสงค์มิใช่เป็นการแสวงหากำไร และดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับด้านการคุ้มครองสุขภาพอนามัยของประชาชน &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;8.นางสาวลักขณา เติมศิริกุลชัย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากองค์กรเอกชนที่มีวัตถุประสงค์มิใช่เป็นการแสวงหากำไร และดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับด้านการคุ้มครองสุขภาพอนามัยของประชาชน และ 9.นายสรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากองค์กรเอกชนที่มีวัตถุประสงค์มิใช่เป็นการแสวงหากำไร และดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับด้านการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2561 เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9728</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ, กระทรวงสาธารณสุข, คณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ, คณะรัฐมนตรี, ครม., ทิชา ณ นคร, ประกิต วาทีสาธกกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180522/image_big_5b03e7bbb83c7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
