<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>32233</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หวังรัฐบาลใหม่ สานต่อนโยบาย หวั่นเสียงปริ่มนํ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคเอกชนเชื่อ &amp;ldquo;พลังประชารัฐ&amp;rdquo; จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเพราะมีเสียง ส.ว. 250 เสียงหนุน เชื่อจะช่วยสานต่อนโยบายได้ &amp;ldquo;นักลงทุน-คลัง&amp;rdquo; รับน่าห่วงหากเสียงรัฐบาลปริ่มน้ำ ชี้หากรวมได้ &amp;nbsp;280 ขึ้นไปต่างชาติพาเหรดลงทุนแน่
เมื่อวันจันทร์ ภาคเอกชนต่างแสดงความเห็นถึงผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยนายกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า พอใจกับผลการเลือกตั้งที่เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ซึ่งในอีก 1-2 วันจะทราบความชัดเจนเรื่องผลคะแนนมากขึ้น และภายใน 2-3 สัปดาห์จะทราบว่ารัฐบาลหน้าตาเป็นอย่างไร โดยอยากให้รัฐบาลเดินหน้าต่อเนื่องมีเสถียรภาพ ไม่มีเหตุขัดแย้ง เพราะความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;นโยบายที่อยากให้ขับเคลื่อนคือโครงการใหญ่ๆ เช่น สนามบินอู่ตะเภา และนโยบายพัฒนาในภูมิภาค&amp;rdquo; นายกลินท์กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประเมินว่า พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะนอกจากคะแนนเสียงที่ได้มามากแล้ว &amp;nbsp;ยังมีสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่สนับสนุน ซึ่งจะทำให้รัฐบาลสามารถสานต่อนโยบายต่างๆ และช่วยให้บรรยากาศทางเศรษฐกิจในประเทศน่าจะปรับตัวดีขึ้นกว่าเดิม&amp;nbsp;
&amp;ldquo;เศรษฐกิจไทยในภาพรวมภายหลังการเลือกตั้งจะมีทิศทางที่ดีขึ้น เพราะการที่ไทยผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว นักลงทุนทั้งในประเทศและนักลงทุนต่างประเทศจะยอมรับมากขึ้น ด้านโครงการลงทุนขนาดใหญ่และโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) จะได้รับการสานต่อ เพราะเป็นโครงการที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยมั่นคงยั่งยืน&amp;rdquo; นายสุพันธุ์กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายสุพันธุ์ยอมรับว่า ในเรื่องตัวเลขจีดีพีประเทศและการส่งออกปีนี้เชื่อว่ายังไม่ดีขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจโลกไม่ดี สงครามการค้ายังมีอยู่และเป็นอุปสรรคในการส่งออก ซึ่งคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จะประเมินตัวเลขเศรษฐกิจไทยใหม่อีกครั้งสัปดาห์หน้า แต่จากที่คนไทยส่วนใหญ่อยู่ในภาคการเกษตรมากกว่าภาคส่งออก จึงเชื่อว่าบรรยากาศทางเศรษฐกิจภายในประเทศน่าจะดีขึ้น ทั้งนี้สิ่งที่รัฐบาลและทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันคือ หาแนวทางเพิ่มรายได้ประชากรต่อหัวต่อปีมากขึ้น เพื่อทำให้ประชาชนมีความสุขมากขึ้นและมีชนชั้นกลางมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สิ่งที่อยากได้จากรัฐบาลคือ การทำงานร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนเข้มข้นยิ่งขึ้นผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ (กรอ.) ส่วนสิ่งที่น่าห่วงคือ การยอมรับผลการเลือกตั้ง ซึ่งหากไม่ถึงขึ้นออกมาทำลายทรัพย์สินหรือออกมาประท้วงก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง&amp;rdquo; นายสุพันธุ์กล่าว
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ผลการเลือกตั้งสะท้อนความต้องการของประชาชนที่ต้องการให้รัฐบาลเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ ต้องการการเมืองที่มีเสถียรภาพ โดยมีโอกาสสูงที่พรรค พปชร.จะรวบรวมเสียงสนับสนุนได้เกิน 250 เสียง เมื่อรวมกับเสียงของ ส.ว.อีก 250 เสียงจะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีโอกาสได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป และเชื่อว่ารัฐบาลใหม่จะกำหนดนโยบายเศรษฐกิจใหม่ออกมาได้เร็ว &amp;nbsp;โดยไม่มีปัญหาความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล เพราะจะเห็นว่าพื้นฐานนโยบายเศรษฐกิจของแต่ละพรรคการเมืองที่หาเสียงไว้นั้นไม่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นความพยายามทำให้ประชาชนกินดีอยู่ดี &amp;nbsp;การเพิ่มรายได้ การเพิ่มสวัสดิการสังคมหรือลดต้นทุนในการดำรงชีวิตด้านต่างๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;แม้เป็นรัฐบาลผสมแต่เชื่อว่าจะจับมือร่วมกันได้ เพราะนโยบายแต่ละพรรคการเมืองมุ่งเน้นไปที่เพิ่มรายได้ให้ประชาชน ดูแลเกษตรกร ให้โอกาสคนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ โดยภายใน 2 เดือนนี้จะเห็นความชัดเจนของรัฐบาลและนโยบายของแต่ละพรรคการเมือง ที่ต้องปรับเปลี่ยนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน&amp;ldquo; นายธนวรรธน์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับภาวะตลาดหุ้นไทยเมื่อวันที่ 25 มี.ค.นั้นเคลื่อนไหวในแดนลบเป็นหลัก โดยปิดที่ระดับ &amp;nbsp;1,625.91 จุด ลดลง 20.38 จุด หรือเปลี่ยนแปลง 1.24% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 47,064.83 ล้านบาท &amp;nbsp;แตะจุดสูงสุดที่ 1,636.93 จุด และจุดต่ำสุดที่ 1,617.89 จุด โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 1,642.45 &amp;nbsp;ล้านบาท กองทุนขายสุทธิ 856.76 ล้านบาท บริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 1,188.68 ล้านบาท และรายย่อยซื้อสุทธิ 3,687.90 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประกิต สิริวัฒนเกตุ นักวิเคราะห์อิสระ กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลงตลอดวัน โดยปัจจัยในประเทศมาจากผลของการเลือกตั้ง แต่คาดว่าหลังจากรู้ว่ารัฐบาลชุดใหม่และแนวทางการดำเนินนโยบายเป็นอย่างไร จะส่งผลต่อความมั่นใจของนักลงทุนมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันนักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงกังวลกับปัจจัยภายนอกประเทศในเรื่องของเศรษฐกิจชะลอตัว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า นักลงทุนในตลาดทุนและตลาดเงินยังคงติดตามการประกาศผลการเลือกตั้งทางการอยู่ว่าแต่ละพรรคมีเสียงเป็นอย่างไร &amp;nbsp;และใครเป็นเสียงข้างมากที่ได้จัดตั้งรัฐบาล โดยประเด็นที่สำคัญสุดคือจำนวน ส.ส.ของพรรคร่วมรัฐบาลจะออกมาเป็นอย่างไร หากเกิน 250 เสียงเล็กน้อยก็จะยังสร้างความกังวลต่อนักลงทุนว่าจะบริหารประเทศ ขับเคลื่อนนโยบาย ทำให้เกิดความมั่นคงทางการเมืองได้มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งจำเป็นต้องเร่งออก เนื่องจากการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสแรกน่าจะโตได้ต่ำกว่า &amp;nbsp;4%
&amp;ldquo;นักลงทุนมองกันว่าหากรัฐบาลมีฐานเก้าอี้ ส.ส.เกิน 280 เสียงจึงจะถือว่ามีเสถียรภาพระดับหนึ่ง &amp;nbsp;แต่ถ้าเกิน 300 เสียงก็ถือว่ายิ่งดีและสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนได้ แต่ถ้าน้อยกว่านั้น 260-270 เสียง ก็อาจเกิดความกังวล เพราะต้องไม่ลืมว่าในการพิจารณาในรัฐสภาจะมีบางตำแหน่งไม่สามารถลงคะแนนโหวตได้ หรือบางที ส.ส.มาไม่ได้ก็จะมีปัญหาต่อการโหวตผ่านการบริหารบ้านเมืองทันที&amp;rdquo; นายเชาว์กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง (กค.) แจ้งว่า กค.ได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง &amp;nbsp;(สศค.) เร่งประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้งเพื่อจัดทำแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงจัดทำเป็นข้อเสนอรายงานเศรษฐกิจให้รัฐบาลใหม่เป็นผู้พิจารณา หลังพบว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 จะเติบโตแบบชะลอตัวไม่ถึง 4%&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เบื้องต้นประเมินว่าผลการเลือกตั้งที่ออกมาโดยมีคะแนนใกล้เคียงกัน ไม่ได้ส่งผลทางบวกต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะมุมมองความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อการจัดตั้งรัฐบาล เพราะแม้มีพรรคการเมืองได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง แต่ก็ไม่มากพอที่จะสร้างเสถียรภาพในการขับเคลื่อนนโยบายทางเศรษฐกิจหรือการออกกฎหมายต่างๆ ออกมา ซึ่งเดิมทีได้ประเมินว่าถ้าการเลือกตั้งจบและมีพรรคใดพรรคหนึ่งมีคะแนนนำ หรือเป็นคนจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากชัดเจน จะทำให้ภาคการลงทุนทั้งในและต่างประเทศกลับมาเชื่อมั่นและมีการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลังได้ แต่ในวันนี้ถ้าคนจัดตั้งรัฐบาลมีเสียงเกินไม่มากพอก็ยังจะมีความกังวลต่อเศรษฐกิจโดยรวมสูงอยู่&amp;rdquo; รายงานข่าวระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32233</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประกิต สิริวัฒนเกตุ, พลังประชารัฐ, สุพันธุ์ มงคลสุธี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เชาว์ เก่งชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190325/image_big_5c98e90929134.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13690</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2018 08:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2018 08:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โบรกฯประสานเสียงหุ้นไทยผ่านวิกฤต มองจบปีดัชนียืนที่ 1,900 จุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บล.ไทยพาณิชย์ชี้หุ้นไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว หลังความกังวลสงครามการค้าลดลง พร้อมคงเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยปีนี้แตะ 1,900 จุด ด้านบล.กสิกรมั่นใจหุ้นไทยปีนี้อยู่ที่ 1,898 จุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอิสระ อรดีดลเชษฐ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มดัชนีหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 3 ปี 61 และทั้งปีนี้ ได้ผ่านจุดต่ำสุดที่ 1,570 จุดแล้ว หลังจากความกังวลสงครามการค้าสหรัฐกับจีนเริ่มลดลง และปรับตัวดีขึ้นในช่วงไตรมาส 3 โดยในอดีตที่ผ่านมาดัชนีหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 3 ค่อนข้างดี และการปรับลดลงเริ่มมีน้อยต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาส 4 ทั้งนี้ ยังคงคาดการณ์ดัชนีหุ้นไทยสิ้นปีนี้อยู่ที่ 1,900 จุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม คาดว่ากำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ปีนี้จะเติบโต 10% หลังจากภาพรวมกำไรบจ.ยังออกมาดีในไตรมาสแรก ซึ่งคาดว่าในไตรมาส 2 จะไม่ด้อยกว่าไตรมาสแรก สอดคล้องกับการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไทย ที่ขยายตัวแข็งแกร่ง โดยในไตรมาสแรกอยู่ที่ 4.8% และปีนี้คาดจะขยายตัวได้ที่ 4.2% มาจากอุปสงค์ในประเทศทั้งการบริโภคและลงทุนมีทิศทางที่ดี หากยังมีแนวโน้มที่ดีต่อไปจะส่งผลให้เศรษฐกิจยังคงขยายตัวได้ดีและต่อเนื่องในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ความเสี่ยงที่ต้องจับตามองและกำลังส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นขณะนี้คือ นโยบายประชานิยมในรูปแบบที่ก่อให้เกิดการกีดกันทางการค้า ซึ่งอาจส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้ภาวะนโยบายการเงินที่ตึงตัวขึ้นอย่างการขึ้นดอกเบี้ย โดยมองว่าท้ายที่สุดจะมีการเจรจาเพื่อหาข้อตกลงกันได้ แต่ในช่วงนี้ข่าวสารต่างๆ จะยังส่งผลลบต่อตลาดอยู่ ทั้งนี้ แนะนำนักลงทุนให้ปรับพอร์ต 60-70% เพื่อลงทุน ส่วนที่เหลือให้เก็บเงินสดไว้เพื่อเข้าซื้อในช่วงที่ดัชนีหุ้นปรับลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ยังคงเป้าหมายดัชนีสิ้นปีนี้อยู่ที่ 1,898 จุด โดยมองกรณีเลวร้ายที่สุดหากเกิดสงครามการค้าเต็มรูปแบบ ดัชนีจะลดลง 341 จุด และอัตราการเติบโตกำไรต่อหุ้นจะอยู่ที่ -10% ทำให้ดัชนีเป้าหมายอยู่ที่ 1,557 จุด ส่วนกรณีที่ไม่มีการเลือกตั้ง ดัชนีจะลดลง 88 จุด เนื่องจากอัตราการเติบโตกำไรต่อหุ้นลดลงเหลือ 8% รวมถึงความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงตาม ส่งผลให้ดัชนีเป้าหมายอยู่ที่ 1,810 จุด ขณะที่ หากเศรษฐกิจในตลาดเกิดใหม่เติบโตลดลง ดัชนีจะลดลง 47 จุด ทำให้ดัชนีเป้าหมายอยู่ที่ 1,851 จุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13690</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีหุ้นไทย, บล.กสิกรไทย, บล.ไทยพาณิชย์, ประกิต สิริวัฒนเกตุ, ผ่านจุดต่ำสุด, อิสระ อรดีดลเชษฐ์, โบรกเกอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180719/image_big_5b4feb8675ca0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11396</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฟดขึ้นดอกเบี้ยหุ้นดิ่ง18.68จุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คลังเผยไม่เซอร์ไพรส์ &amp;quot;เฟด&amp;quot; ขยับดอกเบี้ยเพิ่ม 0.25% แจงเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ เชื่อไม่ส่งผลกระทบดัชนีหุ้นไทย เงินไม่ไหลออกมากนัก เหตุผลตอบแทนยังแรง ส.อ.ท.รับกดดันตลาดทุนไทย หวั่นส่งผลลดการลงทุนจากต่างชาติ จับตา กนง.ขึ้นดอกเบี้ยตามกระทบผู้ประกอบการ ขณะที่หุ้นไทยแดงทั้งกระดาน ดิ่งต่ำสุด 18.68 จุด ค่าบาทปิดตลาด 32.14 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ด้านราคาทองปรับขึ้น 100 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพฤหัสบดี นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% สู่ระดับ 1.75-2% ว่า การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ จึงไม่ค่อยมีผลต่อตลาดหุ้นมากนัก แต่ตามธรรมชาติ เมื่อดอกเบี้ยมีการขึ้น ดัชนีหุ้นจะลง เพราะนักลงทุนจะ หันไปลงทุนในสิ่งที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า แต่อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นในอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทย ยังให้ผลตอบแทนที่จูงใจนักลงทุนได้เป็นอย่างดี&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังคงรักษาระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ แต่ในอนาคตก็จะมีการปรับขึ้นให้เหมาะสม เพราะจากอดีตจนปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยไทยกับสหรัฐจะเติบโตกันอย่างคู่ขนานกันมาตลอด แต่ขณะนี้ดอกเบี้ยของสหรัฐปรับขึ้นมากกว่าไทยแล้ว คือ 1.75% ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ 1.50% แต่ยังไม่สูงพอที่ ธปท. จำเป็นต้องขยับขึ้นดอกเบี้ยตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การที่เฟดขึ้นดอกเบี้ย อาจจะทำให้อัตราแลกเปลี่ยนในส่วนของเงินเหรียญสหรัฐแข็งขึ้นมาบ้าง แต่ขณะเดียวกันก็จะส่งผลตลาดทุนในประเทศไทยเกิดความกดดัน และอาจ จะมีการลงทุนที่น้อยลงสำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ อาจจะส่งผลให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีการปรับดอกเบี้ยในประเทศไทยเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งหากมีผลจริง ก็จะส่งผลให้บางธุรกิจที่ต้องพึ่งพาการกู้เงินจากสถาบันการเงินในประเทศอยู่นั้น ก็จะมีต้นทุนที่สูงตามไปด้วย และจะส่งผลกระทบแน่นอนกับผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตหรือขายในประเทศเป็นหลัก ขณะที่ด้านส่งออกต้องติดตามอัตราแลกเปลี่ยนในส่วนของค่าเงินบาทว่าจะอ่อนลงหรือไม่ ถ้าอ่อนลงก็จะมีผลกระทบน้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เศรษฐกิจระดับล่างของประเทศยังไม่ค่อยดีนัก ก็ยังไม่อยากให้ปรับดอกเบี้ยของ กนง. ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการได้อีกทางหนึ่ง แต่จะสามารถตรึงได้อีกนานแค่ไหน ต้องติดตามการเคลื่อนไหวของเฟดในระยะต่อไป&amp;rdquo; นายสุพันธุ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แถลงข่าวหลังการประชุมของคณะกรรมการ FOMC 2 ว่า ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ตามที่ตลาดส่วนใหญ่ได้คาดไว้ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนนโยบายที่สำคัญจาก มาตรการเดิมที่ได้ใช้มานานในการต่อสู้รับมือกับภาวะวิกฤติการเงินและภาวะเศรษฐกิจถดถอยในช่วงปี 2007-2009
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การที่เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายประเภทข้ามคืนไปอยู่ในช่วง 1.75-2.00% ถือเป็นการยกเลิกนโยบายเดิมที่ได้ใช้มานานในการกำหนดให้ดอกเบี้ยยืนอยู่ในระดับที่ต่ำพอที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมกับส่งสัญญาณว่าเฟดจะยอมปล่อยให้อัตราเงิน เฟ้อปรับขึ้นอยู่เหนือระดับ 2% ได้อย่างน้อยไปถึงปี 2020
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เศรษฐกิจสหรัฐกำลังอยู่ในสภาพที่ดีมาก พร้อมระบุว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ที่ต้องการหางานทำสามารถทำได้ตามต้องการ ในขณะที่อัตราว่างงานและเงินเฟ้อก็ยืนอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งทำให้ภาพรวมของแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจอยู่ในสภาพที่ดี&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานเฟดกล่าวว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างช้าๆ และอย่างต่อเนื่อง จะเอื้อต่อการขยายตัวของจีดีพี ในขณะที่เฟดกำลังเดินก้าวมาถึงจุดที่สามารถบรรลุเป้านโยบาย ส่วนใหญ่ทางด้านการจ้างงานและเงินเฟ้อ โดยที่เศรษฐกิจอยู่ในสภาพที่พร้อมที่จะรับมือกับต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นโดยที่ไม่ทำให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้นไป
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ผลการประชุมเฟด เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีมติเอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ส่งผลให้ภาพรวมเป็น 1.75-2.00% จาก 1.50-1.75% ถือเป็นตามที่ตลาดคาดไว้ แต่การที่เฟดส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ และปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 ครั้งในปี 62 ทำให้ตลาดหุ้นไทยเกิดความผันผวนในแดนลบตั้งแต่เปิดตลาดทันที โดยระหว่างวันปรับลดสูงสุดที่ 18.68 จุด อยู่ที่ 1,699.66 และดัชนีปิด ตลาดที่ 1,709.86 จุด ลดลง 8.48 จุด หรือเปลี่ยนแปลง -0.49% ด้วยมูลค่าซื้อขาย &amp;nbsp;59,741.75 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่อัตราค่าเงินบาทปิดตลาดที่ 32.14 ต่อเหรียญสหรัฐ ส่วนราคาทองคำในประเทศ ปรับขึ้น 100 บาท ส่งผลให้ราคาทองคำแท่ง รับซื้อที่ 19,750 บาท ขายออกที่ 19,850 บาท ส่วนราคาทองคำรูปพรรณ รับซื้อที่ 19,389.64 บาท ขายออกที่ &amp;nbsp;20,350 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวจากกลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด ถือเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% นับเป็นครั้งที่ 7 ของการคุมเข้มนโยบายการเงิน ที่เริ่มต้นตั้งแต่เดือน ธ.ค.58 และคาดว่าเฟดจะ ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือน ก.ย.61 โดยธนาคารยังมีมุมมองค่าเงินบาทในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ จะมีแนวโน้มกลับมาแข็งค่าอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยภาพรวมตลาดและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายมีความเสี่ยงที่จะผันผวนสูงขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การที่เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และเปลี่ยนมุมมองการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้จาก 3 ครั้งเป็น 4 ครั้ง มองว่ายังไม่กระทบกับไทยมากนัก เนื่องจากฐานะการเงินของไทยยังมั่นคง มีหนี้ที่เป็นสกุลเงินต่างชาติอยู่ที่ 140,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งน้อยกว่าเงินทุนสำรองที่อยู่ที่ 207,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยคาดว่าเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติจะไม่ไหลออกจากตลาดเกิดใหม่รุนแรงเหมือนกับช่วงปี 56
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการประชุมเฟดครั้งนี้ ยังมีข้อดีคืออัตราดอกเบี้ยระยะยาวของเฟดอยู่ที่ 2.9% ยังไม่มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้น ทำให้ตลาดเกิดใหม่คลายกังวลลงได้ ส่วน ธปท. คาดว่ายังไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ เนื่องจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยต้องคำนึงถึงสถานการณ์ต่างๆ เช่น บัญชีเงินสะพัดยังเกินดุล &amp;nbsp;และอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ ส่วนค่าเงินบาทได้ผ่านจุดที่แข็งค่าที่สุดไปแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปรับลดลง ภายหลังเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นไปตามที่ตลาดคาดไว้ และจะปรับขึ้นอีก 2 ครั้ง เป็น 4 ครั้งในปีนี้ แต่มีแรงกดดันเพิ่มจากแนวโน้มการปรับขึ้นที่เข้มข้น เพราะมุมมองเศรษฐกิจ ตัวเลขการว่างงาน การใช้จ่ายภาคครัวเรือน และอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐปรับตัวดีขึ้นกว่าที่ประเมินไว้ ทำให้ตลาดตกใจและเกิดการเทขายออกมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ภาพรวมตลาดเกิดใหม่ยังคงมีเงินทุนต่างชาติไหลออกต่อเนื่อง โดยมาจากการลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ เพื่อย้ายเงินลงทุนไปตลาดหุ้นจีน ส่วนเศรษฐกิจไทยยังคงแข็งแกร่ง เงินสำรองอยู่ในระดับสูง ภายหลังจากหลายหน่วยงานมีแนวโน้มจะปรับประมาณการจีดีพีไทยเพิ่มขึ้น โดยยังคงคาดการณ์ดัชนีหุ้นไทยสิ้นปีนี้อยู่ที่ 1,898 จุด&amp;quot; นายประกิต กล่าว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11396</URL_LINK>
                <HASHTAG>กอบสิทธิ์ ศิลปชัย, คณะกรรมการนโยบายการเงิน, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ธนาคารกลางสหรัฐ, ธนาคารแห่งประเทศไทย, ประกิต สิริวัฒนเกตุ, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง, สุวิชญ โรจนวานิช, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180614/image_big_5b227eb73a51d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
