<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>21458</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/11/2018 17:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/11/2018 17:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ประจิน&#039;แจงอาการ&#039;บุญทรุด&#039;เสี่ยงอัมพาต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 พ.ย.61- พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ หนึ่งในจำเลยที่ถูกอัยการสูงสุด เป็นโจทย์ฟ้องในคดีทุจริตจำนำข้าวและการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ เข้ารักษาและพักรักษาอาการด้วยโรคหมอนรองกระดูกที่โรงพยาบาลตำรวจว่า นายบุญทรง เป็นผู้ป่วยโรงพยาบาลตำรวจ จะมีการตรวจและนัดเข้ารับการตรวจตามระยะเวลาที่แพทย์มีความเห็น โดยเราดูแลเมื่อแพทย์นัดก็จะส่งตัวนายบุญทรงเข้ารับการตรวจและการรักษา จนกระทั่งเสร็จและส่งตัวกลับมาเรือนจำกลางคลองเปรม ซึ่งช่วงนี้อยู่ในขั้นที่แพทย์รอวินิจฉัยว่าจะต้องดำเนินการในลักษณะจัดกระดูก กายภาพบำบัด หรือต้องผ่าตัดหรือไม่ อยู่ภายใต้ความเห็นของแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่ามีรายงานข่าวว่าถึงขั้นเป็นอัมพาต รองนายกฯตอบว่า ถ้าหากเราไม่ดูแลเส้นที่ร้อยไปตามกระดูกหากกระดูกบิดเบี้ยวก็มีโอกาสที่จะไปทับเส้น จะส่งผลต่อระบบประสาทในการบังคับร่างกาย ถ้าสมมุติว่ากระดูกทับเส้นแล้ว ไม่สามารถแก้ไขได้ก็จะเริ่มจากการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ซึ่งตรงนี้เรายึดถือหลักการรักษาของแพทย์เป็นสำคัญ ซึ่งขณะนี้นายบุญทรงอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม จะไปพบแพทย์ตามใบนัด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21458</URL_LINK>
                <HASHTAG>จำเลยคดีโกงข้าว, นายบุญทรง เตริยาภิรมย์, ประจิน จันตอง, รมว.ยุติธรรม, อัมพฤกษ์-อัมพาต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181106/image_big_5be169a06daf6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21097</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/10/2018 18:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/10/2018 18:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บิ๊กจิน’เล็งออกแผนระยะสั้นใช้‘กัญชา’ธ.ค.นี้ ห่วงถูกใช้ผิดกม. -เปิดช่องต่างชาติผูกขาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ต.ค.61 พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงความคืบหน้าแนวทางการออกกฎหมายเพื่อรองรับเรื่องการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ว่า ตอนนี้กระทรวงยุติธรรม โดยสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ได้ทำเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์จากกัญชา เสนอไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งเอกสารจะประกอบด้วยแนวคิดของต่างประเทศ ในการใช้พืชกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ซึ่งจะมีข้อดีและข้อเสีย เพราะบางประเทศใช้ไปสักพัก 3 ปี 5 ปีพบข้อเสีย ทาง ป.ป.ส.ได้รวบรวมไว้ในเอกสารดังกล่าว เพื่อชี้ให้เห็นประเด็นต่างๆ นอกจากนี้ยังมีการวิจัยภายในประเทศจากนักวิชาการของมหาวิทยาลัยทางต่างๆ กลุ่มนักวิจัยในประเทศ มารวบรวมไว้ทั้งหมดแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีกรอบความร่วมมือกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นโอดีซี) อาเซียน รวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเคยใช้ได้เมื่ออดีตเคยใช้อย่างไร และจะนำกลับมาฟื้นฟูอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แต่มาตรการสำคัญ คือ การควบคุม ตั้งแต่การเลือกสายพันธุ์ การที่จะปลูกเอาแล้วนำไปสกัด การผสมสูตร ซึ่งจะต้องได้มาตรฐานขององค์การอาหารและยา (อย.) โดยจะต้องลดเรื่องความเสี่ยงต่อผู้ป่วยได้อย่างไร&amp;rdquo; พล.อ.อ.ประจิน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.อ.ประจิน กล่าวอีกว่า หลังจากนี้จะมีแนวทาง 2 แบบ 1.ในเรื่องการบริหารจะมีคณะกรรมการขึ้นมา คณะกรรมการนั้นจะต้องมีองค์ความรู้เรื่องงานวิจัย คณะกรรมการที่ดูเรื่องกฎหมาย การประสานงานระหว่างประเทศต้องทำงานคู่กัน และ 2.ในส่วนของกฎหมายจะมีกฎหมายมาตราใดบ้าง ที่มีความจำเป็นต้องใช้ก่อน ก็จะเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณา รวมทั้งการแก้กฎกระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;การออกพระราชกำหนดเพิ่มเติมในส่วนใดบ้าง ในส่วนของทางสภานิติบัญญัติก็ต้องทำควบคู่กันไปทาง สนช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ ได้เร่งรัดสั่งการกำชับในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ให้ทางนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และทางกระทรวงยุติธรรม เร่งรัดดำเนินการเรื่องการใช้ประโยชน์จากกัญชา อย่างไรก็ตามเอกสารที่เสนอมีข้อมูลค่อนข้างมาก หากมีข้อสั่งการอย่างไรจะแจ้งต่อสื่อมวลชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับกรอบเวลาในการพิจารณานั้น หวังว่ามาตรการระยะสั้น จะออกมาก่อนเดือนธ.ค.นี้ จากนั้นระยะกลางก็จะเชื่อมต่อกับกฎหมายยาเสพติด ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมมาธิการ สนช. อย่างไรก็ตามทุกฝ่ายเห็นประโยชน์ร่วมกันที่ใช้ในทางการแพทย์ แต่มีข้อห่วงใยเรื่องการนำไปใช้ในทางผิดกฎหมาย ตอนนี้กำลังดูทุกเรื่องให้ครอบคลุม ต้องดูเรื่องผลสัมฤทธิ์ ในการวิจัยทางคลินิก ผลจากห้องแล็บ ผลวิจัยจากสิ่งมีชีวิต คน สัตว์ ซึ่งตอนนี้ยังไม่สมบูรณ์รวมถึงการได้รับ อย.ต้องพูดกับผู้ประกอบการผลิตยาในประเทศ เราต้องทำให้ครบวงจร เพราะถ้าไม่เช่นนี้ก็จะกลายเป็นว่าเราเปิดช่องทางบริษัทต่างประเทศ&amp;rdquo; พล.อ.อ.ประจิน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า ป.ป.ส.ได้เสนอไปทั้งข้อดี และข้อเสียแล้ว อย่างไรก็ตามยืนยันว่ายังเห็นด้วยกับการศึกษาวิจัยในการนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ส่วนมาตรการควบคุมพื้นที่ปลูกนั้น ทางกระทรวงสาธารณสุข อยู่ระหว่างการพิจารณา ทั้งเรื่องของสายพันธุ์ กลไกในการควบคุม ซึ่งจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณา เพราะต้องเพิ่มความเข้มตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต การจ่ายยาให้ผู้ป่วยต้องเป็นไปอย่างครอบคลุมทุกขั้นตอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21097</URL_LINK>
                <HASHTAG>#การใช้ประโยชน์กัญชา, ประจิน จันตอง, ออกแผนการใช้กัญชาเดือนธ.ค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180622/image_big_5b2cffb1d2c91.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19057</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/10/2018 09:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/10/2018 09:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อธิการบดีอายุเกิน60 ลาออกแล้วหนึ่งคน แต่ปัญหายังไม่จบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4ต.ค.61-อธิการบดีอายุเกิน 60 ลาออกแล้ว1คน &amp;ldquo;สุภัทร&amp;rdquo; รายงาน สถานะพร้อมรายละเอียดของมหาวิทยาลัยรัฐ ให้&amp;rdquo;ประจิน&amp;rdquo;รับทราบ &amp;nbsp;ส่วนประเด็น วิเคราะห์เจตนารมณ์ กฎหมาย ก.พ.อ. ปัญหาอธิการเกินวัยเกษียณ อยู่ระหว่างส่งหนังสือ ถาม สนช.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (เลขาฯ กกอ.) กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีที่พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) รายงานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องตั้งอธิการบดี อายุเกิน 60 ปี ว่า ขณะนี้ตนได้ส่งรายละเอียดของมหาวิทยาลัยรัฐทั้งหมด จำนวน 82 แห่ง แบ่งเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ จำนวน 58 แห่งและมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ จำนวน 24 แห่ง ว่ามหาวิทยาลัยไหนอยู่ในสถานะใดบ้างแล้ว ภาพรวมของอธิการบดีของทุกมหาวิทยาลัย รวมถึงรายงานเรื่องการร้องเรียนและการฟ้องร้องในกรณีดังกล่าว ด้วยทั้งนี้ในส่วนของเรื่องการวิเคราะห์เจตนารมณ์ของกฎหมาย โดยเฉพาะ มาตรา 18, 26, 27 ในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) นั้น ขณะนี้ยังไม่เรียบร้อย เนื่องจากต้องใช้เวลาในการส่งหนังสือสอบถามไปที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพราะเจตนารมณ์ของกฎหมายจะต้องมีการบันทึกไว้ในร่างกฎหมายดังกล่าวที่ สนช. ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการค้นหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจุบันมีอธิการบดีที่อายุเกิน 60 ปี ที่ลาออกแล้วเพียง 1 คนเท่านั้น และมีการส่งหนังสือถามเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวมายัง สกอ.ด้วย ซึ่งเราได้ตอบไปว่าขณะนี้หากยังไม่เข้าคุณสมบัติที่จะต้องผ่านจากตำแหน่งอธิการบดี เช่น ตาย ทำให้เสื่อมเสีย ลาออกเอง เป็นต้น ก็ยังคงอยู่ได้ตามวาระ&amp;ldquo;เลขาฯ กกอ.กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19057</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประจิน จันตอง, ปัญหาอธิการบดีอายุเกิน60ปี, สกอ., สุภัทร จำปาทอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180123/image_big_5a6712a68e6e2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17223</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2018 16:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2018 16:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รองนายฯชี้การศึกษาไทยน่าห่วง อยู่ท้ายๆ การแข่งขัน ผู้ลงทุน-ไม่มั่นใจ/ฝากความหวังไว้ที่การปฎิรูปการศึกษา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10ก.ย.61- ที่โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ - สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้จัดงานมหกรรม &amp;ldquo;ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปประเทศ&amp;rdquo; โดยมีพล.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน พร้อมทั้งกล่าวปาฐกถาพิเศษ ตอนหนึ่งว่า รัฐบาลให้ความสำคัญสนับสนุนการศึกษาค่อนข้างมาก ซึ่งภายในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 กำหนดไว้ชัดเจนว่ารัฐจะต้องจัดการศึกษาที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ อีกทั้งยังต้องดูแลอย่างทั่วถึงตั้งแต่เด็กปฐมวัย ผู้มีงานทำไปจนถึงผู้สูงอายุ ซึ่งที่ผ่านมาหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ได้ร่วมขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษามาตลอด อีกทั้งยังได้คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ที่เข้าเป็นแกนหลักที่เข้ามาช่วยวิเคราะห์ พร้อมข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม เจตนารมณ์ของการพัฒนาการศึกษา คือ เพิ่มประสิทธิภาพของบุคลากรภายในประเทศให้ทุกคนมีโอกาส มีความเสมอภาค เข้าถึงทุกโครงสร้างพื้นฐาน เพราะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ ซึ่งต้องสร้างคนที่มีความรู้ มีวินัย ความรับผิดชอบ เป็นคนดีของประเทศ และการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยสร้างความเสมอภาคได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองนายกฯ กล่าวว่า ความท้าทายในการแก้ปัญหาการศึกษาไทยที่ถูกมองว่าไม่ดีนั้น คือ การหาความจริงว่าคืออะไร เกิดจากปัจจัยไหน และทิศทางกระบวนการที่จะทำให้การศึกษาดีขึ้นจะทำได้อย่างไร เช่น การพัฒนาครู พัฒนาหลักสูตร การมีโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมผลักดันให้การเรียนการสอน การอบรมมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนั้น ต้องมีการสร้างกลไก ประกอบด้วยกฎหมาย กฎระเบียบ กติกาต่างๆ เป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้คอขวด อุปสรรคที่เกิดขึ้นผ่านขั้นตอนสู่การทำงานที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น &amp;nbsp;พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ... ที่มีการปรับปรุงแก้ไข ต้องช่วยกันดู ช่วยกันแก้อะไรที่เป็นคอขวดการศึกษา หรือ พ.ร.บ.การศึกษาปฐมวัย ที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ทำอย่างไรให้เด็กได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรมชาติบวกกับความรู้ และการใส่ใจให้ความสำคัญ อย่าปล่อยให้หลักสูตรที่เข้มข้นทำให้เด็กเสียดุลความเป็นธรรมชาติ ซึ่งการลงทุนกับเด็กปฐมวัยจะได้ผลตอบลัพธ์ถึง 7 เท่า และการเกิดกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาก็จะเป็นการช่วยเหลือกลุ่มเด็กด้อยโอกาสด้วย
พลเอกประจิน &amp;nbsp;กล่าวอีกว่า การศึกษาไทยน่าห่วง เพราะเกณฑ์ชี้วัดหลายแห่ง ระบุว่าไทยอยู่ในส่วนท้ายๆ ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประเทศ &amp;nbsp;นำไปสู่การสร้างงานในระดับสากล และอาเซียน เนื่องจาก ผู้ที่จะมาลงทุนจะมองว่าการศึกษาของไทยไม่ได้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ดังนั้นเราจะต้องเร่งแก้ไขเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ได้ เพื่อไปสู่จุดหมาย ไทยแลนด์ 4.0 แต่การจะพัฒนาอะไรสักอย่าง ต้องใช้เวลาเพราะไทยไม่ได้มีทรัพยากรมากมายที่ทำให้ทุกอย่างเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างเร็ว &amp;nbsp;ไม่ได้มีคนเก่งทุกสาขา ไม่ได้มีนวัตกรรม จึงต้องเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือในหลายพื้นที่ หลายวิชาการ เพราะความร่วมมือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เดินไปข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสภาการศึกษา (เลขาฯ สกศ.) กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายการปฏิรูปประเทศ โดยกำหนดให้การปฏิรูปการศึกษาเป็นประเด็นสำคัญในการเปลี่ยนแปลงประเทศสู่ความมั่นคง มั่นคั่ง ยั่งยืนนั้น ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาได้ร่วมกันดำเนินการพัฒนาการศึกษา ให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ และประชาชน โดยประสบความสำเร็จคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งได้ค้นพบการปฏิบัติที่ดี ควรค่าแก่การนำมาเผยแพร่ สกศ.จึงได้จัดงานปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปประเทศ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ผู้เกี่ยวข้อง ทั้งระดับนโยบาย ปฏิบัติ และผู้รับบริการเกี่ยวกับแนวทางในการปฏิรูปการศึกษาในมิติต่างๆ สร้างความร่วมมือในการพัฒนาการศึกษาทุกระดับ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17223</URL_LINK>
                <HASHTAG>การศึกษาไทยรั้งท้าย, การศึกษาไทยแข่งขันไม่ได้, ปฎิรูปการศึกษา, ประจิน จันตอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180910/image_big_5b963ddf1eeaf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
