<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119762</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/10/2021 20:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/10/2021 20:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment--EIA) และการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของโครงการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ (Environmental Health Impact Assessment--EHIA) เครื่องมือที่จำเป็นในการใช้ให้ถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 58 บัญญัติว่า &amp;ldquo;การดำเนินการใดของรัฐหรือที่รัฐจะอนุญาตให้ผู้ใดดำเนินการ ถ้าการนั้นอาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดของประชาชนหรือชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง รัฐต้องดำเนินการให้มีการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนหรือชุมชน และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนและชุมชนที่เกี่ยวข้องก่อน เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาดำเนินการหรืออนุญาตตามที่กฎหมายบัญญัติ&amp;rdquo; สืบเนื่องจากบทบัญญัติ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 มาตรา 48 ดังกล่าว ซึ่งอยู่ในกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บัญญัติเกี่ยวกับการจัดทำรายงานดังกล่าว และกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ รวมถึงเงื่อนไขในการจัดทำรายงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญคุ้มครอง &amp;ldquo;สิทธิและเสรีภาพ&amp;rdquo; ของประชาชนต่อการดำเนินการ &amp;ldquo;อนุญาต&amp;rdquo; ของรัฐ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และสร้างระบบและกลไกในการบริหารจัดการโครงการขนาดใหญ่อย่างเหมาะสม ผ่านเครื่องมือ EIA และ EHIA เนื่องจากโครงการหรือกิจการบางประเภทอาจมีผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรืออาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสําคัญอื่นใดของประชาชนหรือชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยปกติภาครัฐบังคับให้ภาคราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชน ต้องทำ EIA และ EHIA ก่อนสร้างโครงการต่าง&amp;thinsp;ๆ โดยเริ่มจากกระบวนการกลั่นกรองโครงการ จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน กําหนดขอบเขตการศึกษาและประเมินระดับผลกระทบ หลังจากนั้นต้องจัดให้มีเวทีรับฟังการทบทวนร่างรายงานอีกครั้ง คราวนี้เพื่อกำหนดมาตรการป้องกัน แก้ไข และติดตามตรวจสอบ ก่อนจะทำรายงาน EIA หรือ EHIA เสนอสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และหน่วยงานอนุญาต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หัวใจสำคัญของ รายงาน EIA หรือ EHIA คือ เครื่องมือดังกล่าวถูกจัดทำขึ้นตามหลักวิชาการ มาตรฐาน และคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างไร และครอบคลุมมากน้อยเพียงใด สำคัญที่สุด คือ โปร่งใส และตรวจสอบได้หรือไม่ หลายต่อหลายครั้ง การฟ้องร้องที่เกิดขึ้นมักมาจากการจัดทำรายงาน EIA หรือ EHIA ที่ไม่ถูกต้อง และไม่ได้มีกระบวนการลดผลกระทบที่แท้จริง ยิ่งไปกว่านั้น การว่าจ้างให้จัดทำรายงานดังกล่าวของหน่วยงานผู้ว่าจ้างนั้น บางครั้งมีการตั้งธงเพื่อให้เป็นอย่างที่ต้องการ เช่น การให้มีกระบวนการศึกษาหลาย ๆ รอบ เพียงเพื่อจะใช้งบประมาณในการศึกษาจำนวนมาก ๆ หรือ การที่จัดทำรายงาน EIA หรือ EHIA ที่ไม่ถูกต้อง เพื่อให้มีการใช้งบประมาณโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่เกี่ยวข้องและบางครั้งเลยไปถึงการจัดทำรายงานเท็จบางส่วน เพียงเพื่อจะตอบโจทย์ของหน่วยงานผู้ว่าจ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันมีโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาแหล่งน้ำจำนวนมากที่ยื่นของบประมาณ เป็นการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ &amp;ldquo;ในเขตป่าไม้&amp;rdquo; ซึ่งส่งผลต่อการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้อย่างถาวร หลายกรณีการรายงานผลกระทบและความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์มักจะจัดทำโดย &amp;ldquo;ตรรกะประหลาด&amp;rdquo; เช่น การสร้างเขื่อนในเขตป่าจะทำให้พื้นที่ป่าไม้เพิ่มขึ้น เพราะจะต้องมีการปลูกป่าเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากของเดิม ดังนั้น การสร้างเขื่อนในเขตป่าซึ่งทำลายพื้นที่ป่าไม้ถาวร กลับกลายมาเป็น &amp;ldquo;พระเอก&amp;rdquo; เพราะเป็นการเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ในกระดาษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องนี้ ผู้เขียนเห็นตัวอย่างจาก รายงาน EIA หรือ EHIA ที่ไม่ถูกต้อง และหลายกรณีผู้มีอำนาจก็เห็นชอบในรายงานนั้น ๆ เสียด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะกล่าวถึงโครงการขนาดใหญ่ที่กำลังมีการต่อต้านคัดค้านอย่างรุนแรง เช่น การผันน้ำยวมลงเขื่อนภูมิพล การก่อสร้างเขื่อนวังโตนด หรือ การสร้างอ่างเก็บน้ำในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นต้น ที่ในรายงาน EIA หรือ EHIA นั้น ๆ ได้ใช้ตรรกะ &amp;ldquo;ประหลาด&amp;rdquo; คล้ายกับรายงาน EHIA ของเขื่อนแม่วงก์ โดยสรุปว่า การก่อสร้างโครงการมีความคุ้มค่า เพราะจะก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาล สร้างรายได้ใหม่ ในกรณีเขื่อนแม่วงก์นั้น มีการตรวจสอบพบว่า แท้จริงแล้ว ไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ เนื่องจากดำเนินการประเมินผิดพลาด และมีการกำหนดต้นทุนต่ำเกินไป ในขณะที่ผลประโยชน์สูงเกินจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประโยชน์ด้านการเกษตรและด้านป่าไม้ ในขณะเดียวกัน ข้อเท็จจริงเรื่องการบริหารน้ำปรากฏว่า ประเทศไทย มีอ่างเก็บน้ำที่ใช้การไม่ได้เป็นจำนวน (การปรับปรุงอ่างเก็บน้ำให้ใช้การได้และเป็นระบบ จึงมีความจำเป็นมากกว่าการก่อสร้างใหม่)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเห็นได้ว่า รายงาน EIA หรือ EHIA นั้น เป็นเครื่องมือที่จำเป็นและสำคัญ หากแต่ผู้จัดทำจำเป็นอย่างยิ่งต้องใช้ความรู้ที่ถูกต้อง มีความเป็นอิสระ ผู้กำกับดูแลหรือผู้อนุญาตมีธรรมาภิบาลในการเปิดเผยข้อมูลที่สำคัญในแต่ละช่วงเวลา และที่สำคัญที่สุด มีกระบวนการคำนึงถึงและชดเชยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเป็นระบบ ตามหลักวิชาการและธรรมาภิบาลการบริหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในสภาวะที่เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมขยายตัวรวดเร็ว หากเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมนั้นไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงผ่านการนับรวมผลกระทบที่สร้างแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ย่อมมีโอกาสก่อปัญหาทรัพยากรสิ่งแวดล้อมไปจนถึงสุขภาพประชาชน รายงาน EIA และ EHIA จึงเป็นเครื่องมือที่จะยังความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย หากเครื่องมือนั้นถูกจัดทำขึ้น เห็นชอบ และนำไปใช้ ผ่านกระบวนการที่ถูกต้องและเป็นธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์ เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ โดย ประชา คุณธรรมดี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119762</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประชา คุณธรรมดี, ผลกระทบสิ่งแวดล้อม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210717/image_big_60f295212345b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74891</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2020 10:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2020 10:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หุ้นกู้การบินไทยกับสหกรณ์ออมทรัพย์ไทย: การปรับโครงสร้างให้ยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในอดีตบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) &amp;ndash;THAI นับเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีความมั่นคงสูง ทั้งด้านกิจการ ความเชื่อมั่น เป็นที่ใฝ่ฝันของแรงงานคุณภาพที่จะทำงานในองค์กรแห่งนี้ เป็นแหล่งลงทุนของนักลงทุนทั้งในตลาดหลักทรัพย์ และตลาดการเงิน แม้ว่าปัจจุบัน THAI จะไม่มีสถานะรัฐวิสาหกิจเนื่องจากการขายหุ้นสามัญของกระทรวงการคลังให้กับกองทุนวายุภักษ์ และ THAI กำลังอยู่ในการพิจารณาของศาลล้มละลายกลาง ว่าจะมีคำสั่งฟื้นฟูกิจการหรือไม่ จึงเป็นที่น่าสนใจว่า หากดูองค์ประกอบของเรื่อง คือ หุ้นกู้การบินไทย องค์กรการบินไทย และองค์กรสหกรณ์ออมทรัพย์ จะร่วมกันฝ่าวิกฤติอย่างไร และทำอย่างไรให้ยั่งยืนในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;หุ้นกู้การบินไทย คือ &amp;quot;ตราสารหนี้&amp;quot; ที่การบินไทยออกมา เพื่อระดมทุนสำหรับใช้ในกิจการต่างๆ ของบริษัท มูลหนี้ในส่วนนี้ มีมูลค่ากว่า 70,000 ล้านบาทในยอดหนี้รวมกว่า 300,000 ล้านบาทของการบินไทย ผู้ลงทุนในหุ้นกู้ดังกล่าวมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ ในขณะที่ THAI จะมีสถานะเป็นลูกหนี้ ที่มาขอยืมเงินพร้อมสัญญาว่าจะจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้คืนให้ผู้กู้ในอัตราที่แน่นอน ตามระยะเวลาของสัญญาการกู้เงิน เจ้าหนี้ในส่วนนี้ กลุ่มที่ใหญ่ที่สุด คือ สหกรณ์ออมทรัพย์ สถาบัน (การเงิน บริษัท องค์กร) กลุ่มประกันภัย ประกันชีวิต และผู้ซื้อหุ้นกู้ทั่วไปผ่านธนาคารที่จัดจำหน่าย ผลตอบแทนของหุ้นกู้ จะอยู่ในรูปของดอกเบี้ย และดอกเบี้ยที่ได้รับจากหุ้นกู้ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ 15% เช่นเดียวกับรายได้จากดอกเบี้ยชนิดอื่นๆ ยกเว้นผู้ซื้อที่เป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ ไม่เสียภาษีดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;สหกรณ์ออมทรัพย์ที่ไปลงทุนในหุ้นกู้นั้น เป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีคุณภาพตามมาตรฐานของกรมส่งเสริมสหกรณ์ มีสมาชิกจำนวนมาก สร้างประโยชน์ทางการเงินให้กับสมาชิกที่มีกว่า 3 ล้านคน มีการกำกับดูแลที่ดี และลงทุนตามเงื่อนไขที่กำหนดในกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มูลค่าการลงทุนในหุ้นกู้การบินไทยของกลุ่มสหกรณ์มีมากกว่า 40,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;การลงทุนในหุ้นกู้การบินไทยนั้น กลุ่มสหกรณ์ลงทุนภายใต้เงื่อนไขมีการจัดอันดับตราสารหนี้ไม่ต่ำกว่า A- .ในกรณีการบินไทยหากย้อนหลังไปดูนั้น พบว่าเครดิตของหุ้นกู้บางรุ่น เป็น A และ A+ และก่อนที่ศาลจะรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการในเดือนพฤษภาคมนั้น เครดิตของหุ้นกู้การบินไทย เมื่อเทียบกับหุ้นกู้เอกชนต้องบอกว่าอยู่ในระดับเฉลี่ย A&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;วิกฤติการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 นั้น ได้ทำการปั่นป่วนอุตสาหกรรมบริการอย่างหนัก โดยเฉพาะบริการขนส่งคนระหว่างประเทศ เช่น อุตสาหกรรมการบินให้เกิดภาวะชะงักงัน และถดถอยอย่างหนัก สายการบินชั้นนำต้องปรับแผนธุรกิจ และบางสายการบินจำต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ในขณะที่ THAI นั้น ประสบ ปัญหาแฝด ทั้งโครงสร้างที่เป็นปัญหา และการเข้าสู่การฟื้นฟูกิจการที่ต้องเร่งเจรจาเจ้าหนี้ และหาแหล่งทุนเพิ่ม พร้อมทั้งปรับกระบวนการและแผนธุรกิจขนานใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ในแง่หนึ่ง THAI ต้องเร่งฟื้นฟูองค์กรด้วยการ Lean for New Shape&amp;mdash;LNS แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายถึงลดขนาดองค์กรแต่อย่างใด แต่หมายถึงปรับกลยุทธ์ธุรกิจขนานใหญ่ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ และเสริมกำลังด้วยพันธมิตรใหม่ ที่พร้อมให้โอกาส THAI กลับมายืนแถวหน้าขององค์กรธุรกิจชั้นนำอีกครั้ง ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าว ประกอบด้วย (1) การฝ่าวิกฤติไวรัสสร้างรายได้ (2) พันธมิตรที่ยั่งยืน (3) แผนดี ทำดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;กลยุทธ์ที่หนึ่ง ฝ่าวิกฤติไวรัสสร้างรายได้ นั้น คือ การพิจารณามองหากระแสเงินสดเข้าบริษัทด้วยทรัพยากรที่มี การใช้ประโยชน์จากครัวการบิน ร้านเบเกอรี่ (Puff and Pie) ในรูปของโรงเรียนสอนทำอาหาร การบริการจัดเลี้ยง เป็นหนึ่งในสิ่งที่ควรทำภายใต้การลงทุนเพิ่มไม่มากนัก อาศัยเครือข่ายธุรกิจ ที่พร้อมร่วมเป็นหุ้นส่วนธุรกิจใหม่และการกระจายสินค้า การใช้ประโยชน์จากฝ่ายฝึกอบรมลูกเรือ ในการสร้างคอร์สอบรมผนวกกับการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษา โดยอาจจัดคอร์สที่เทียบหน่วยกิต เป็นต้น นอกจากนั้น ในเครือข่ายการขนส่งนั้น การขนส่งสินค้าในภาพรวมของโลกเพิ่มขึ้นในภาวะวิกฤติ การมีบริการขนส่งสินค้าที่มีการรับรองกระบวนการ COVID19 Free Process จะทำให้การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศมีจุดเด่นชัดจากการที่ประเทศไทยมีชื่อเสียงจากการจัดการวิกฤติไวรัสได้อย่างดี กลยุทธ์นี้เป็นกลยุทธ์ระยะสั้น ที่ต้องเติมกระแสเงินสด เลี้ยงองค์กรในช่วงเวลาที่ธุรกิจหลักยังเดินได้ยาก สำหรับประเด็นปรับโครงสร้างองค์กร เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงยาก แต่ต้องทำ และกำลังทำได้ดีในเบื้องต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;กลยุทธ์ที่สอง พันธมิตรที่ยั่งยืน นั้น ต้องไม่ลืมว่า หัวใจของการฟื้นฟูกิจการ คือ กระแสเงินสดใหม่ และการประกอบธุรกิจภายใต้แผนดำเนินการใหม่ที่มีโอกาสทางธุรกิจสูง ในกรณีนี้ทำให้ ผู้เขียนไม่เชื่อว่า การเจรจาลดหนี้อย่างเดียวจะทำให้การบินไทยมีโอกาสทางธุรกิจเพิ่มขึ้น เพราะเจ้าหนี้ของการบินไทย คือ ผู้ให้โอกาสทางธุรกิจด้วย ดังนั้น การเดินไปด้วยกันระหว่าง THAI กับเจ้าหนี้ที่พร้อมสนับสนุนการฟื้นฟูกิจการจะทำให้เกิดความยั่งยืนได้มากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;กลยุทธ์ที่สาม แผนดี ทำดี นั้น การบินไทยที่กำลังทำแผนฟื้นฟูกิจการจำเป็นต้องมีแผนที่ดี แผนที่บอกเจ้าหนี้ว่า THAI จะรอดมรสุมปัญหาแฝดอย่างไร และเมื่อมีแผนที่ดีเจ้าหนี้เห็นชอบแล้ว กระบวนการทำให้ดี ก็ยังใช้เวลาไม่น่าจะต่ำกว่า 7 ปี ดังนั้น ผู้บริหารจึงต้องมุ่งมั่นและอดทนอย่างมาก หากเอาองค์กร THAI และประเทศเป็นตัวตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;สำหรับประเด็นเรื่อง หุ้นกู้ นั้น หากมองในด้านเสถียรภาพของตลาดการเงิน เครดิตของตราสารทางการเงินมีความจำเป็นและต้องส่งสัญญาณได้เป็นอย่างดี กรณีหุ้นกู้การบินไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเรียนรู้และปรับปรุงให้หน่วยงานนั้นๆ ทำหน้าที่ที่ควรจะเป็นโดยสมบูรณ์ เช่น บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือของตราสาร ที่ต้องส่งสัญญาณต่างๆ จากงบการเงินประกอบเพื่อให้ข้อมูลผู้ซื้อหุ้นกู้ หรือ การสร้างระบบประกันความเสี่ยงของตราสารหุ้นกู้ในภาพรวมโดยหักผลตอบแทนบางส่วนเข้ากองทุนประกันความเสี่ยง ซึ่งผู้ดูแลตราสารหนี้สมควรริเริ่มขึ้น เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ในฐานะอดีตผู้บริหารสหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์ออมทรัพย์ในกลุ่มที่มีสภาพคล่องล้น จำเป็นต้องไปลงทุน ดังนั้น การมีกองทุนประกันความเสี่ยงของสหกรณ์ ก็มีความจำเป็นที่ผู้กำกับดูแลจะจัดให้มีเพื่อบริหารความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการดำเนินงานของสหกรณ์ภายใต้กฎหมายกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ท้ายที่สุด ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ มูลค่าแฝงที่อยู่ใน องค์กรที่ชื่อ &amp;ldquo;การบินไทย&amp;rdquo; นั้น มีเรื่องความผูกพันของสายการบินของประเทศไทยอยู่ มีเรื่องเส้นทางการบิน มีเรื่องชื่อเสียงและความภาคภูมิใจอยู่ ดังนั้น การกลับมาของการบินไทยจึงมิใช่ธุรกิจทั่วๆไป ที่ผ่านกระบวนการฟื้นฟูกิจการ และความร่วมมือของคนในองค์กร พันธมิตรธุรกิจ เจ้าหนี้ และการบริหารจัดการอย่างมีธรรมาภิบาลจึงเป็นหัวใจสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บทความ เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ&amp;nbsp;
ดร ประชา คุณธรรมดี
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมภิบาล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74891</URL_LINK>
                <HASHTAG>การบินไทย, ประชา คุณธรรมดี, หุ้นกู้สหกรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200223/image_big_5e523c67aa8fe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
