<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>85966</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/12/2020 17:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/12/2020 17:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ประชา&#039; โผล่จี้นายกฯรีบย้ายออกบ้านพักหลวง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ธ.ค.63 - นายประชา ประสพดี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า จากการที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่มีความผิด กรณีอยู่บ้านพักกองทัพบก ไม่เข้าข่ายการมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือขัดกันแห่งผลประโยชน์นั้น ต้องขอแสดงความยินดีกับพล.อ.ประยุทธ์ที่ได้ไปต่อด้วยระเบียบของกองทัพบก มีคุณงามความดีสร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติ แต่ก่อนอื่นควรแสดงสปิริตด้วยการรีบย้ายออกจากบ้านพักดังกล่าว เพราะยังมีข้อครหามากมาย และคนยังสงสัยคาใจ ที่สำคัญเป็นการเบียดเบียนทหาร ข้าราชการชั้นผู้น้อยที่อยู่ในราชการ เขาควรเป็นคนที่ได้พักในบ้านพื้นที่ทหารมากกว่า คนเป็นนายกฯต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบ รวมถึงจริยธรรม แล้วจากนั้นก็ขอให้รีบสะสางปัญหาบ้านเมือง เพราะวันนี้ความแตกแยกร้าวลึกไปถึงสถาบันครอบครัว พ่อแม่ลูกปู่ย่าหลานเหลน เนื่องจากความคิดเห็นทางการเมืองที่ไม่ตรงกัน ทั้งหมดล้วนเป็นผลสืบเนื่องมากจากรัฐธรรมนูญฉบับเลวร้ายที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ร่างขึ้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;น่าสนใจประเด็นที่ว่าคนที่สร้างคุณงามความดี สร้างประโยชน์ให้บ้านเมือง สามารถอยู่บ้านพักรับรองได้ กรณีของพล.อ.ประยุทธ์สร้างบรรทัดฐานให้คนที่ทำประโยชน์ให้บ้านเมือง ต่อไปผู้ว่าราชการจังหวัดก็อยู่จวนผู้ว่าฯได้ต่อไปเรื่อยๆ ผู้พิพากษาก็ต้องอยู่ต่อ ผู้การตำรวจก็ใช่ ปลัดกระทรวง กำนัน นายกอบจ. อบต. คนเหล่านี้สร้างประโยชน์ทั้งนั้น ต่อไปต้องตั้งงบประมาณมาสร้างบ้านกันยกใหญ่ บ้านพักเต็มเมืองเปลืองภาษีประชาชน&amp;quot; นายประชากล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85966</URL_LINK>
                <HASHTAG>บ้านพักหลวง, ประชา ประสพดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201111/image_big_5fabf8e47b321.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83549</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/11/2020 21:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประสบการณ์ระทึก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผ่านชีวิตมามาก เจอมรสุมก็เยอะ ประชา ประสพดี รัฐมนตรีเคยเป็นมาแล้ว นักการเมืองเป็นมาหลายสมัย แม้แต่ประสบการณ์ชีวิต ถูกลอบยิง และรอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์ ก็เคยประสบพบเจอมา ในเส้นทางการเมือง เจอมรสุมลูกใหญ่ เมื่อปี 2559 สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 182 เสียง ถอดถอนออกจากตำแหน่ง ตามที่ ป.ป.ช.เสนอให้ถอดถอน กรณีแทรกแซงองค์การตลาด เป็นผลให้ถูกตัดสิทธิ์ในการดำรงตำแหน่งใดๆ ในทางการเมืองหรือหน่วยงานของรัฐ หรือรับราชการเป็นเวลา 5 ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้ในเวลาต่อมาจะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้เพิกถอนมติป.ป.ช. มติ สนช. ก็ไม่เป็นผล&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในวันว่างเว้นการเมือง ประชาได้ถ่ายทอดเรื่องราวให้ฟังหลากหลาย โดยเฉพาะเรื่องราวระทึกขวัญในอดีต&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ก่อนเจอะเจอยิงวันนั้น ไปร่วมงานศพที่วัดแห่งหนึ่งแถวพระราม 3 เจ้าอาวาสบอกโยมเป็นอะไรหรือเปล่า หน้าตาไม่ค่อยสดใส จากนั้นท่านให้เสือเล็กๆ มา แต่ตอนนั้นเราไม่ได้เอะใจ กำมาแล้วใส่กระเป๋าเสื้อสูทด้านข้าง รู้แค่ว่าเม็ดเล็กๆ เหมือนเมล็ดน้อยหน่า 4-5 องค์ วันนั้นก็ห้อยพระสมเด็จบางขุนพรหมไปด้วย สมเด็จองค์นี้ถือว่ามีประสบการณ์ นักการเมืองหลายต่อหลายคนพยายามจะมาขอเช่า แต่ผมไม่ได้ปล่อยไป เรื่องราวครั้งนั้น ผมได้ประกาศไปแล้ว อโหสิกรรมให้ ทุกวันนี้ไม่คิดไม่แค้นอะไรทั้งสิ้น เพราะได้ลั่นวาจาอโหสิกรรมไปแล้ว&amp;quot;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้จะว่างเว้นงานการเมือง แต่ทุกวันนี้มีเวลาว่าง ก็เดินสายทำบุญเข้าวัด สงบจิตสงบใจ เรื่องราวทางการเมือง ไม่ขอพูดถึงมากนัก หลังจากเสนอแนวคิด ทหารเลือก 2 ทาง ไม่ปฏิรูปก็ปฏิวัติ ทำเอาพรรคพวกเพื่อไทย หรือแม้แต่เหล่าคอการเมืองในซีกประชาธิปไตย แปลกใจในท่าทีที่มายุยงให้ทหารปฏิวัติ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนเจ้าตัวก็ได้แต่ยักไหล่ ต่างคนต่างคิด ตามประสาที่ในวันนี้เป็นเพียงคนเฝ้ามองสถานการณ์อยู่ห่างๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;ม้าไม้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83549</URL_LINK>
                <HASHTAG>คันปากอยากเล่า, ประชา ประสพดี, ประสบการณ์ระทึก, ม้าไม้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200809/image_big_5f2ff6c243787.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82902</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/11/2020 15:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/11/2020 15:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อดีต ส.ส.เพื่อไทย&#039; เสนอทหารปฏิวัติจัดระเบียบใหม่ เชื่อทุกฝ่ายยอมรับได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 พ.ย.63 -&amp;nbsp;นายประชา ประสพดี อดีตรมช.มหาดไทยและอดีตส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวหรือไม่ วันที่ 2 ธ.ค.นี้ สืบเนื่องจากกรณีอยู่บ้านพักทหารหลังเกษียณอายุราชการแล้วว่า อาจจะเป็นช่องทางถอดชนวน เปิดทางออกให้ประเทศก็เป็นได้ เพราะสถานการณ์ขณะนี้เหมือนเดินเข้าสู่ทางตัน จากปัญหาที่สะสมเรื้อรังจนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น การลงทุน และเศรษฐกิจปากท้อง ต้นเหตุมาจากการยึดอำนาจของพล.อ.ประยุทธ์ และสืบทอดอำนาจมายาวนาน มีกลไก ส.ว.เป็นตัวช่วย จนเป็นที่กังขาของสังคม พล.อ.ประยุทธ์ควรตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใด ยุบสภา หรือลาออก จากนั้นอาจมีกระบวนการตั้งส.ส.ร. หรือกรรมการสมานฉันท์ มานับหนึ่งกันใหม่ มิฉะนั้นปัญหาก็ถูกขึงไว้อยู่อย่างนี้ ต่างฝ่ายต่างยันกันอยู่ประเทศชาติไม่เดินหน้าไปไหน ในที่สุดก็จะลุกลามเป็นผลเสียหนักขึ้น สร้างความเกลียดชัง แตกแยกไปทุกวงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนตัวยังยืนยันว่าผู้นำเหล่าทัพควรเป็นตัวขับเคลื่อนให้บ้านเมืองสงบ อย่าเฝ้าดูความสูญเสียต่อไปเรื่อยๆ มั่นใจว่าวันนี้ถ้าจะปฏิรูปหรือปฏิวัติคนก็ไม่ต่อต้านเท่าไหร่ เพราะเป็นช่องทางด่วน วิธีที่ดีที่สุด จากนั้นค่อยมาจัดระบบใหม่ที่ทุกฝ่ายยอมรับได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82902</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประชา ประสพดี, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ศาลรัฐธรรมนูญ, อดีต ส.ส.เพื่อไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191226/image_big_5e046466b03b9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82574</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/11/2020 16:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/11/2020 16:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลฎีกาไม่รับฟ้องคดี &#039;ประชา ประสพดี&#039; ฟ้องกลับ ปปช.-สนช. ไต่สวนแทรกแซงองค์การตลาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 พ.ย.63 - ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำสั่งศาลฎีกาชั้นตรวจคำฟ้อง ว่าจะรับฟ้องคดีไว้ไต่สวนพยานหลักฐานหรือไม่ ในคดีที่นายประชา ประสพดี อดีต รมช.มหาดไทย เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พร้อมกรรมการ ป.ป.ช. กับสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นจำเลยรวม 187 คน ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83, 86&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการฟ้องคดีนี้ของนายประชา เป็นการฟ้องกลับ ป.ป.ช. และ สนช. ภายหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษายกฟ้องนายประชา เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2562 กรณีถูกกล่าวหาใช้สถานะหรือตำแหน่งรัฐมนตรีเข้าไปก้าวก่าย แทรกแซง การดำเนินงานขององค์การตลาด (อ.ต.ก.) กระทรวงมหาดไทย ที่กำลังพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องการทุจริตของนายธีธัช สุขสะอาด ผอ.อ.ต.ก. (ขณะนั้น)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำฟ้องโจทก์ระบุพฤติการณ์สรุปได้ว่า โจทก์ได้รับแต่งตั้งเป็น รมช.มหาดไทย เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2555 พ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 จากการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จำเลยที่ 1-6 เป็นประธานและกรรมการ ป.ป.ช. จำเลยที่ 7-9 เป็นประธานและรองประธาน สนช. จำเลยที่ 10-187 เป็นสมาชิก สนช. เมื่อครั้งโจทก์ดำรงตำแหน่ง รมช.มหาดไทย ได้รับมอบหมายให้มีอำนาจหน้าที่กำกับ ควบคุม ดูแล เกี่ยวกับกิจการขององค์การตลาด ไม่ได้เข้าแทรกแซงหรือเอื้อประโยชน์หรือช่วยเหลือบุคคลอื่นใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรรมการ ป.ป.ช. ไม่มีอำนาจดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงและไม่มีอำนาจชี้มูลความผิด รวมทั้งไม่มีอำนาจส่งรายงานและสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงให้แก่ สนช. ดำเนินกระบวนการถอดถอน ตามที่ผู้อ้างว่าเป็นผู้เสียหายได้ยื่นคำร้องกล่าวหาโจทก์ เนื่องจากไม่ใช่ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องถอดถอนโจทก์ต่อจำเลยที่ 1-6 ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอถอดถอนโจทก์จะต้องเข้าชื่อร้องต่อประธานวุฒิสภา เมื่อประธานวุฒิสภาตรวจแล้วเห็นว่าถูกต้อง ก็จะส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวน หากมีมูลต้องส่งรายงานพร้อมความเห็นไปยังวุฒิสภาเพื่อดำเนินกระบวนการถอดถอนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่จำเลยที่ 1-6 ยังรับคำร้อง และประชุมมีมติให้ตั้งอนุกรรมการไต่สวน ชี้มูลความผิดโจทก์โดยอาศัยเสียงข้างมาก การไต่สวนของจำเลยที่ 1-6 ไม่ชอบ ส่วนจำเลยที่ 7-184 รับรายงานและสำนวนการไต่สวนจัดเข้าวาระการประชุม สนช. และดำเนินกระบวนการถอดถอนโจทก์โดยไม่มีอำนาจ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี ถูกห้ามไม่ให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ตาม ป.อาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว พิพากษาไม่รับฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1-6 ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 7-187 ต่อมาศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิจารณาพิพากษาในส่วนของจำเลยที่ 7-187 และเพิกถอนกระบวนพิจารณาในส่วนของจำเลยที่ 7 -187 นับแต่วันที่ 7 เม.ย. 2560 ซึ่งเป็นวันยื่นฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิ์คู่ความที่จะดำเนินคดีในศาลที่มีอำนาจ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จากนั้นโจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1-6 ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 125 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83,86 จำเลย 7-9 ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83, 86 &amp;nbsp;จำเลยที่ 10-187 ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ประกอบมาตรา 83, 86 ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ยกฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 7-187 และศาลฎีกาไม่อนุญาตให้โจทก์ฎีกา คดีโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 7-187 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1-6 ต่อศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง ที่มีผลใช้บังคับในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ ที่บัญญัติว่า &amp;quot;สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภา มีจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่ากรรมการผู้ใดร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ&amp;quot; นั้น เป็นเพียงบทบัญญัติที่เพิ่มช่องทางในการดำเนินคดีแก่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ผู้เสียหายจากการกระทำความผิดของกรรมการ ป.ป.ช.ยังคงมีอำนาจฟ้องกรรมการ ป.ป.ช.ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 (2) โดยยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 7 ประกอบมาตรา 3 วรรคหนึ่ง (1) คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1-6 ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้เสียหายจากการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ศาลชั้นต้นในคดีนี้ย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนของจำเลยที่ 1- 6 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ที่พากษาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1-6 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1-6 ซึ่งเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงและไม่มีอำนาจชี้มูลความผิด รวมทั้งไม่มีอำนาจส่งรายงานและสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงให้แก่ สนช. ดำเนินกระบวนการถอดถอนโจทก์ตามที่ผู้เสียหายได้ยื่นคำร้องกล่าวหาโจทก์ไว้ เพราะตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 271 กำหนดให้ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอถอดถอนคือ ส.ส. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ และประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคนเข้าชื่อรับรองขอให้ถอดถอน ทั้งนี้ จำเลยที่ 1-6 ทราบดีว่าผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอถอดถอนโจทก์จะต้องเข้าชื่อร้องต่อประธานวุฒิสภา เมื่อประธานวุฒิสภาตรวจแล้วเห็นว่าถูกต้อง ก็จะส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้เสียหายได้ยื่นคำร้องกล่าวหาโจทก์ต่อจำเลยที่ 1-6 ว่า เมื่อครั้งที่โจทก์ดำรงตำแหน่ง รมช.มหาดไทย ได้ปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 268 ประกอบมาตรา 266 และยังเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 123/1 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 โดยใช้สถานะหรือตำแหน่งรัฐมนตรีเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการดำเนินงานของคณะกรรมการองค์การตลาด ที่กำลังพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องการทุจริตของ นายธีธัช สุขสะอาด ผอ.องค์การตลาดในขณะนั้น เพื่อช่วยเหลือนายธีธัช ซึ่งเป็นกรณีที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อให้มีการดำเนินคดีอาญากับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในหมวด 6 ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง มิใช่เป็นเรื่องที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนข้อเท็จจริงตามที่ประธานวุฒิสภาส่งเรื่องมาให้ อันสืบเนื่องมาจากที่มีการดำเนินกระบวนการถอดถอนโจทก์จากตำแหน่ง รมช.มหาดไทย ตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 271-272 และในหมวด 5 ตาม พ.ร.บ.ประกอบฐธรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 แต่อย่างใด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะกรรมการ ป.ป.ช.ย่อมมีอำนาจดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไปได้ ตามมาตรา 19 (2) และ 43 (2) พร้อมทั้งพิจารณาข้อกล่าวหาและมีมติวินิจฉัยว่าข้อกล่าวหามีมูลหรือไม่ ตามมาตรา 53 และเมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติวินิจฉัยว่าข้อกล่าวหานั้นมีมูล ประธานกรรมการ ป.ป.ช.มีหน้าที่ต้องส่งรายงานและเอกสารพร้อมทั้งความเห็นไปยังประธานวุฒิสภา และส่งไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามมาตรา 56 (1) และ มาตรา 70 ซึ่งจำเลยที่ 1-6 ได้มีหนังสือแจ้งไปยังประธาน สนช. หรือประธานวุฒิสภาแล้ว กรณีจึงเป็นเรื่องที่ จำเลยที่ 1-6 ดำเนินการไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่กำหนดไว้ ส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อได้รับข้อมูลตามที่แจ้งแล้ว จะดำเนินการถอดถอนโจทก์จากตำแหน่ง รมช.มหาดไทย ตามกฎหมายต่อไปหรือไม่ อย่างไรเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่จำเลยที่ 1-6 ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง แล้วมีมติวินิจฉัยว่าข้อกล่าวหานั้นมีมูล และส่งรายงานและเอกสารพร้อมทั้งความเห็นไปยังประธานวุฒิสภา จึงเป็นการกระทำโดยมีอำนาจและชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามที่โจทก์ฟ้องแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 286 ประกอบมาตรา 266 ซึ่งเป็นมูลฐานความผิดที่จำเลยที่ 1-6 ใช้ไต่สวนถูกยกเลิก โดยประกาศ คสช. ฉบับที่ 11/2557 ลงวันที่ 22 พ.ค. 2557 &amp;nbsp;การไต่สวนของจำเลยที่ 1-6 จึงไม่ชอบ และมติชี้มูลความผิดว่าโจทก์กระทำความผิดดังกล่าวไม่ชอบเช่นกันนั้น เห็นว่า นอกจากผู้เสียหายยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 1-6 กล่าวหาว่าโจทก์ปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 268 ประกอบมาตรา 266 แล้ว ยังกล่าวหาว่า การกระทำดังกล่าวของโจทก์เป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 123/1 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 อีกด้วย ซึ่งตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 5/2557 และ 11/2557 เรื่องการสิ้นสุดชั่วคราวและสิ้นสุดลงของรัฐธรรมนูญ ยังคงให้องค์การอิสระและองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และประกาศ คสช. ฉบับที่ 24/2557 กำหนดให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มีผลใช้บังคับต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยที่ 1-6 ในฐานะคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระจัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 จึงยังคงมีอำนาจที่จะดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง แล้วมีมติวินิจฉัยว่าข้อกล่าวหานั้นมีมูล และส่งรายงานและเอกสารพร้อมทั้งความเห็นไปยังประธานวุฒิสภา ตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ได้โดยชอบ กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนพยานหลักฐานในคดีนี้ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1-6 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน&lt;/p&gt;


	ห้ามชุมนุม2ปี! &amp;#39;ไพบูลย์&amp;#39;ชงถาม52ล้าน
	&amp;#39;เพนกวิน&amp;#39;ประกาศไม่ถอย! เดินหน้ายุทธศาสตร์ข้าวสามคำ
	&amp;#39;นิพิฏฐ์ &amp;#39;แนะม็อบ3นิ้วลดก้าวร้าว!เหน็บดูตัวอย่าง&amp;#39;ปิยบุตร-จ่านิว&amp;#39;น่าหยิกปาก
	อดีตรองอธิการบดีมธ.เผย7 ข้อทางออกประเทศไทย
	&amp;#39;พี่ศรี&amp;#39; เอาจริง บุกร้อง &amp;#39;ปอท.&amp;#39; ฟัน &amp;#39;อ๋อย&amp;#39; ปล่อยเฟกนิวส์ 5 เรื่อง
	&amp;#39;อ๋อย&amp;#39; งานเข้ารัวๆ
	ศาลสั่งปรับ &amp;#39;อานนท์ 3 นิ้ว&amp;#39; 600 บาท&amp;nbsp;
	&amp;nbsp;&amp;#39;ชวน&amp;#39; ทาบ 3 อดีตนายกฯ-อดีตประธานรัฐสภา
	&amp;#39;บิ๊กตู่&amp;#39; ปวดใจสมุยเงียบเหงา ถาม ผิดที่อยู่นานเกินหรือ

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82574</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประชา ประสพดี, พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ, ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง, องค์การตลาด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191226/image_big_5e046466b03b9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82518</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เล็งชง3รูปแบบกก.สมานฉันท์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สวนดุสิตโพลเผยประชาชนมองการเปิดอภิปรายแก้วิกฤติประเทศเป็นเพียงการยื้อเวลา ไร้ประโยชน์ จับตาเคาะรูปแบบ กก.สมานฉันท์ที่มี 3 แบบ อึ้งเด็กเพื่อไทยยุ &amp;quot;ผบ.ทบ.-ผบ.ทสส.&amp;quot; หาช่องปฏิรูปหรือปฏิวัติคืนความสุขให้คนไทยเป็นของขวัญปีใหม่ &amp;quot;พุทธะอิสระ&amp;quot; ซัดข้อเสนอ 10 ข้อของม็อบ 3 นิ้วคือล้มล้าง &amp;quot;จตุพร&amp;quot; เตือนนายกฯ ไม่ลาออกจบลงแบบ 6 ตุลา &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้เผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศทางออนไลน์ที่สนใจติดตามการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่ออภิปรายแบบไม่ลงมติ เมื่อวันที่ 26-27 &amp;nbsp;ต.ค. จำนวน 1,035 คน พบว่า 41.94% มองเป็นเพียงการยื้อเวลาของรัฐบาล ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลง, 39% &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรียังไม่ลาออก, 32.32% เป็นเกมทางการเมือง, &amp;nbsp;31.93% เป็นทางออกในการแก้ปัญหาสถานการณ์บ้านเมือง และ 28.49% ส.ส.และ ส.ว.ต้องช่วยกันหาทางแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงผลบวกที่เกิดจากการอภิปรายครั้งนี้ คือ 57.20% มองว่าได้เห็นท่าทีของแต่ละฝ่ายชัดเจนมากขึ้น, &amp;nbsp;43.93% เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้อภิปรายและแสดงความคิดเห็น และ 36.52% แสดงให้เห็นถึงท่าทีของรัฐบาลในการแก้ปัญหา &amp;nbsp; ส่วนผลลบที่เกิดจากการอภิปรายครั้งนี้ คือ 53.18% เสียเวลาและสิ้นเปลืองงบประมาณ, 53.08% ไม่ได้ประโยชน์อะไรและไม่มีอะไรดีขึ้น, 45.73% แต่ละฝ่ายมีธงของตนเอง/ไม่ยอมกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โพลยังสอบถามว่า หลังเสร็จสิ้นการอภิปรายประชาชนคิดว่าความขัดแย้งทางการเมืองจะเป็นอย่างไร พบว่า 54.40% ขัดแย้งเหมือนเดิม, 34.78% ขัดแย้งมากขึ้น และ 10.82% ขัดแย้งน้อยลง และเมื่อถามว่าประชาชนคิดว่าการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญครั้งนี้จะทำให้การเมืองไทยหลังจากนี้เป็นอย่างไร 51.69% เหมือนเดิม, 35.36% แย่ลง และ 12.95% ดีขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงความคืบหน้าการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ว่า อยากให้รอเห็นโครงสร้างคณะกรรมการที่สถาบันพระปกเกล้าร่างขึ้นก่อนที่จะส่งให้นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 2 พ.ย. และจะประชุมพูดคุยในรายละเอียด เพื่อวางหลักแนวทางการดำเนินงาน และจะได้รู้ว่าต้องประสานฝ่ายใดบ้าง รวมถึงตัวประธานจะเป็นใคร ต้องดูที่โครงสร้างด้วย ยังตอบอะไรก่อนไม่ได้ พูดไปก่อนอาจผิดได้ เพราะต้องดูว่าจะเลือกเอาโครงสร้างไหนที่อาจจะมีมาให้เลือก 2-3 โครงสร้าง&amp;nbsp;
สำหรับรูปแบบของคณะกรรมการสมานฉันท์ที่นายชวนให้ฝ่ายเกี่ยวข้องไปดำเนินการออกแบบ​นั้น เบื้องต้นมี​ 2-3​ รูปแบบ​ รูปแบบในโครงสร้างแรกคือ​ ไม่มี​ ส.ส​-ส.ว.ร่วมในคณะกรรมการ, รูปแบบที่สองคือ​มี​ ส.ส- ส.ว.กับคนนอก​อย่างละครึ่งในคณะกรรมการสมานฉันท์​ และรูปแบบที่​สาม​คือไม่มีคนภายนอกในคณะกรรมการสมานฉันท์เลย​ ซึ่งรูปแบบที่สาม​ เนื่องจากบรรดา​ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลเห็นตรงกันว่า หากมีบุคคลใดเสนอให้คณะกรรมการ เริ่มต้นด้วยเรื่องสถาบัน จะไม่มีการหารือใดๆ ต่อทันที​ แต่ถ้าหยิบยกเรื่องการเมืองที่มีปัญหาอยู่​ เช่น​ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ​ก็ดำเนินการต่อไปได้​ ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้ดำริอะไร​ในเรื่องคณะกรรมการสมานฉันท์​ เพราะต้องการปล่อยให้ดำเนินการอิสระ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าและประธาน ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า สิ่งที่ช่วยทำให้เกิดการยอมรับคณะกรรมการจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐาน 3 ประการ คือ 1.จริงใจแสวงหาทางออกให้ประเทศ 2.เปิดใจกว้างพร้อมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง ไม่ควรมีอคติต่อกัน และ 3.สร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน โดยหลีกเลี่ยงการโต้วาทีเอาแพ้เอาชนะ เชื่อว่าประเทศเดินหน้าต่อไปได้อย่างแน่นอน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ต้องขอดูหน้าตาโครงสร้างของคณะกรรมการที่จะเกิดขึ้นก่อนว่าเป็นอย่างไร แล้วจะพิจารณาว่าเข้าร่วมหรือไม่ ซึ่งความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในวันนี้ คู่ขัดแย้งคือนายกฯ กับผู้ชุมนุม ดังนั้นการจะมาคุยกันโดยการมีคณะกรรมการ เป็นเรื่องยากที่จะแก้ปัญหาได้ ซึ่งนายกฯ เองก็ทราบปัญหาเรื่องนี้ เนื่องจากข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมก็ชัดเจน
เมื่อถามถึงการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายประเสริฐกล่าวว่า ดูวาระการประชุมในสัปดาห์หน้าจะเปิดสมัยประชุม เรายังไม่เห็นวาระที่ประธานสภาฯ เรียกประชุมเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีเพียงวาระปกติ โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังคงมีร่างของภาคประชาชนรออยู่ ซึ่งควรรอเอาร่างของภาคประชาชนนี้เข้ามาพิจารณาพร้อมกันจะเป็นประโยชน์มากกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประชา ประสพดี อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย (พท.) และแกนนำคนเสื้อแดง กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองปัจจุบันเพียงพอหรือยังที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ต้องทบทวนการตัดสินใจเพื่อคนในชาติ ควรรับฟังนักวิชาการ อดีตนายกฯ ที่ออกมาทักท้วง ชี้แนะตักเตือนด้วยความหวังดี เพราะตอนนี้ประเทศชาติแตกความสามัคคี ไม่มีความปรองดองตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นพ่อ เรื่อยไปจนลูกเล็กเด็กแดงมันส่งผลกระทบทุกด้าน ทั้งความเชื่อมั่น การลงทุน ความมั่นคง เศรษฐกิจ ปากท้อง ระบบการเมืองระบบรัฐสภาก็ไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว สังคมสงสัยทำไม พล.อ.ประยุทธ์ต้องอยู่ต่อไป &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ส่วนตัวอยากให้ ผบ.ทบ.หรือ ผบ.ทหารสูงสุดทบทวนความคิดว่าไม่มีเรื่องปฏิวัติอยู่ในหัว หรือเป็นศูนย์ กองทัพควรตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใด จะปฏิรูปหรือปฏิวัติเพื่อหาช่องทางคืนประชาธิปไตย และคืนความสามัคคีให้คนหมู่มากก็ต้องตัดสินใจแล้ว เพราะถือเป็นทางด่วนในการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด ให้ทุกฝ่ายถอยคนละก้าว จากนั้นค่อยมาเยียวยา แชร์ความสุข จะเป็นรูปแบบรัฐบาลเพื่อชาติ หรือเพื่อคนไทย ก็เท่ากับเป็นของขวัญปีใหม่ 2564 ให้คนทั้งชาติ&amp;quot; นายประชากล่าว &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า รัฐบาลกำลังพยายามตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีการตั้งคณะกรรมการตามรูปแบบต่างๆ หลายชุดหลายครั้ง แต่บทสรุปสุดท้ายคือไม่มีใครต้องการสร้างความสมานฉันท์อย่างแท้จริง เป็นเพียงคำหลอกลวง และตลอดระยะเวลากว่า 7 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลชุดนี้มีโอกาสที่สร้างความสมานฉันท์และความปรองดองขึ้นได้หลายครั้ง แต่ไม่เคยดำเนินการจริงๆ ปากบอกว่าปรองดอง แต่การกระทำสวนทางกัน ดังนั้นคณะกรรมการชุดนี้เป็นคณะกรรมการที่ไม่มีประโยชน์มากที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากจะแก้ไขปัญหากันจริงๆ ต้องเริ่มต้นที่นายกฯ เสียสละออกจากตำแหน่ง ขณะเดียวกันต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ดังนั้นหากนายกฯ กล้าเสียสละอย่างที่ชายชาติทหารพึงกระทำ ก็จะช่วยลดอุณหภูมิการเมือง แต่หากยังปล่อยให้เดินไปเช่นนี้ สุดท้ายก็จะจบลงแบบ 6 ตุลาคม 2519&amp;quot; นายจตุพรกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานกลุ่มไทยภักดี โพสต์เฟซบุ๊กเผยแพร่แถลงการณ์กลุ่มไทยภักดี ในหัวข้อเชิญชวนประชาชนที่เป็นผู้สถาปนารัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ร่วมกันปกป้อง คัดค้านการล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ด้วยเหตุผลดังนี้ 1.รัฐธรรมนูญผ่านการลงประชามติเสียงข้างมากของประชาชน 16.8 ล้านเสียง 2.ถ้ายอมให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะนำไปสู่การต้องร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญอีก 10 ฉบับ เท่ากับว่าต้องร่างกฎหมายใหม่ 11 ฉบับ ทำให้ง่ายแก่การซุกประโยชน์ของนักการเมือง 3.มีพรรคการเมืองบางพรรคอาศัยการล้มล้างรัฐธรรมนูญเพื่อร่างใหม่ในครั้งนี้ นำไปสู่การล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ และแบ่งแยกประเทศโดยอาศัยม็อบมาร่วมกดดัน 4.จุดเด่นรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือการปราบโกง &amp;nbsp;5.รธน.ป้องกัน ส.ส.มาผลาญงบประมาณแผ่นดินปีละ 3-4 หมื่นล้านบาท 6.ใช้ระบบเลือกตั้งบัตรใบเดียวที่ทำให้ นักการเมืองเก่าแก่ที่เป็นเจ้าถิ่น เจ้าพ่อ ถูกทำลาย มีโอกาสได้นักการเมืองคนรุ่นใหม่จำนวนมาก &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; 7.ช่วยทำลายการตั้งมุ้ง กลุ่มการเมืองเพื่อมาต่อรองตำแหน่งและผลประโยชน์ของตนเอง 8.ทำให้การซื้อตัว ส.ส.ช่วงยุบสภา หรือหมดวาระสภาลดลงไปมาก 9.จะช่วยลดอิทธิพลของนายทุนเจ้าของพรรค ที่จะกำหนดลำดับ ส.ส.บัญชีรายชื่อตามเงินบริจาค หรือแม้แต่การชี้ตัวผู้สมัคร ส.ส.เขต 10.เพิ่มอำนาจการต่อรองให้ประชาชน &amp;nbsp;11.ถ้า ส.ว.หมดวาระตามบทเฉพาะกาล จะได้ ส.ว.ที่เป็นอิสระ 12.การต้องร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรวม &amp;nbsp;11 ฉบับ มีโอกาสที่จะถูกยัดไส้ด้วยภาษากฎหมาย นำไปสู่การนิรโทษกรรม 13.ที่ผ่านมาไม่พบว่าปัญหาของรัฐธรรมนูญนี้สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน 14.ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจที่ประชาชนยังยากลำบาก ควรประหยัดงบประมาณ 15,000 ล้านบาทในการแก้รัฐธรรมนูญ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;นี่คือเหตุผลสำคัญที่พวกเราประชาชนทุกคนต้องช่วยกันปกป้องรักษารัฐธรรมนูญ 2560 ฉบับนี้ และหากปล่อยให้มีการแก้ไข จะนำไปสู่ปัญหาเดิมๆ ของประเทศ และเป็นผลเสียต่อประชาชนมากกว่า&amp;quot; แถลงการณ์ระบุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.วรงค์ยังกล่าวถึงการรณรงค์ใส่เสื้อเหลืองเพื่อปกป้องสถาบันว่า มาแสดงออกอย่างสงบ สันติ และอหิงสา ช่วงนี้เราต้องอดทนต่อสิ่งที่ถูกยั่วยุต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพราะทุกอย่างกำลังใกล้จะจบเรียบร้อย ขอให้ทุกคนสบายใจ เชื่อว่าเรามีภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการเมืองที่มีผลต่อประเทศชาติและแผ่นดินของเรา เนื่องจากมีนักการเมืองไม่หวังดีจ้องล้มรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และยังเกี่ยวโยงถึงสถาบันด้วย เกมนี้ก็ใกล้จบ อนาคตที่ดีของลูกหลานจะกลับมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านพุทธะอิสระ อดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย ในฐานะอดีตแกนนำ กปปส. โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า การปฏิรูปที่ใช้กันทั่วโลกไม่มีประเทศใดที่ใช้วิธีตำหนิด่าว่าด้อยค่าใส่ร้าย มีแต่เขาจะพูดคุยบอกกล่าวทำความเข้าใจ ถึงสิ่งที่เขาเห็นว่ามันเป็นปัญหา และก็ยังไม่เคยมีประวัติศาสตร์โลกจารึกเอาไว้เลยว่าประชาชนจะเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่พวกม็อบล้มเจ้ากลับไม่สำเหนียก ยังมาดันทุรังเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันถึง 10 ข้อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปข้อที่หนึ่งของพวกเขา 1.ยกเลิกรัฐธรรมนูญมาตรา 6 ที่ว่าผู้ใดจะกล่าวฟ้องร้องกษัตริย์มิได้ และเพิ่มบทบัญญัติให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถพิจารณาความผิดของกษัตริย์ได้ เช่นเดียวกับที่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับคณะราษฎร เช่นนี้หรือเรียกว่าปฏิรูป นี่มันต้องการล้มล้างชัดๆ หากลูกไทยยังมัวนิ่งเฉย ศาสนา และพระมหากษัตริย์คงต้องถูกลูกหลานจังไรทำลายสิ้นเป็นแน่&amp;quot; พุทธะอิสระโพสต์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ อดีตดารานักแสดงชื่อดัง กล่าวว่า อยากฝากถึงคนที่คิดต่างว่า การคิดต่างในเรื่องการเมืองสามารถคิดต่างได้ แต่อย่าคิดต่างในเรื่องของสถาบัน และอยากบอกว่าอย่าทำให้คนไทยรู้สึกโกรธแค้นด้วยการย่ำยีสถาบันที่คนไทยรักและเคารพ ส่วนการที่บอกว่าต้องการปฏิรูปสถาบันไม่ต้องการล้มล้างนั้น มองว่าคำว่าปฏิรูปและคำว่าล้มล้างคือคำเดียวกัน โดยเฉพาะข้อเรียกร้อง 10 ข้อ ซึ่งเห็นว่าไม่ใช่การปฏิรูปสถาบัน ดังนั้นการปฏิรูปดังกล่าว ท้ายที่สุดแล้วก็จะนำไปสู่จุดนั้นอยู่ดี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82518</URL_LINK>
                <HASHTAG>จตุพร พรหมพันธุ์, นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม, บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์, ประชา ประสพดี, ประเสริฐ จันทรรวงทอง, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, องอาจ คล้ามไพบูลย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201101/image_big_5f9ecc5c94709.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82480</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/11/2020 15:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/11/2020 15:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผงะ!&#039;อดีตส.ส.เพื่อไทย&#039;หนุนทหารตัดสินใจ&#039;ไม่ปฏิรูปก็ปฏิวัติ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 พ.ย.63-นายประชา ประสพดี อดีตส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ต้องทบทวนการตัดสินใจเพื่อคนในชาติ ควรรับฟังนักวิชาการ อดีตนายกฯที่ออกมาทักท้วงชี้แนะตักเตือนด้วยความหวังดี เพราะตอนนี้ประเทศชาติแตกความสามัคคี ไม่มีความปรองดองตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นพ่อ เรื่อยไปจนลูกเด็กเล็กแดง ส่งผลกระทบทุกด้าน ทั้งความเชื่อมั่น การลงทุน ความมั่นคง เศรษฐกิจ ปากท้อง ระบบการเมือง ระบบรัฐสภาก็ไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว สังคมสงสัยทำไมพล.อ.ประยุทธ์ต้องอยู่ต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ส่วนตัวอยากให้ผบ.ทบ. หรือผบ.ทหารสูงสุด ทบทวนความคิดว่าไม่มีเรื่องปฏิวัติอยู่ในหัว หรือเป็นศูนย์กองทัพควรตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใด จะปฏิรูปหรือปฏิวัติเพื่อหาช่องทางคืนประชาธิปไตย และคืนความสามัคคีให้คนหมู่มาก ก็ต้องตัดสินใจแล้ว เพราะถือเป็นทางด่วนในการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด ให้ทุกฝ่ายถอยคนละก้าว จากนั้นค่อยมาเยียวยา แชร์ความสุข จะเป็นรูปแบบรัฐบาลเพื่อชาติ หรือเพื่อคนไทย ก็เท่ากับเป็นของขวัญปีใหม่ 2564 ให้คนทั้งชาติ&amp;quot; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82480</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทหาร, ปฏิวัติ, ประชา ประสพดี, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, เพื่อไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191226/image_big_5e046466b03b9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71096</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2020 07:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/07/2020 07:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราชกิจจาฯแพร่คำพิพากษาศาลฎีกาฯ ยกฟ้อง อดีตรมช.มหาดไทย คดีแทรกแซงบอร์ด อ.ต.ก.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ก.ค.63 - &amp;nbsp;เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เรื่อง ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่คดีหมายเลขดำที่ อม. 222/2561 หมายเลขแดงที่ อม. 261/ 2562 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายประชา ประสพดี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นจำเลย เรื่องความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีถูกกล่าวหาว่าก้าวก่ายแทรกแซงการดำเนินงานขององค์การตลาด (อ.ต.ก.) กระทรวงมหาดไทย กรณีใช้สถานะหรือตำแหน่งรัฐมนตรี เข้าไปก้าวก่าย แทรกแซง การดำเนินงานของคณะกรรมการ อ.ต.ก. ที่กำลังพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องการทุจริตของนายธีธัช สุขสะอาด ผอ.อ.ต.ก. (ขณะนั้น) มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยคำพิพากษา &amp;quot;ยกฟ้อง&amp;quot;&amp;nbsp;อ่านรายละเอียดคำพิพากษาทั้งหมด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71096</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประชา ประสพดี, ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190418/image_big_5cb8838b37db0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
