<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>104829</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2021 18:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2021 18:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จีนปรับนโยบายครั้งใหญ่ อนุญาตให้มีลูกได้3คน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;อัตราเกิดต่ำน่าตกใจ พรรคคอมมิวนิสต์จีนเปลี่ยนนโยบายครั้งใหญ่จะอนุญาตให้สามี-ภรรยามีลูกได้ 3 คน เพิ่มจากที่เคยจำกัดไว้แค่ 2 คนเมื่อไม่กี่ปีก่อน แต่ผู้เชี่ยวชาญและกระแสในสื่อโซเชียลชี้ว่าอาจช้าเกินกว่าจะแก้แนวโน้มที่จีนกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ พ่อแม่จูงลูกเดินบนทางเท้าในนครเซี่ยงไฮ้ (Photo by Zhang Peng/LightRocket via Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของสำนักข่าวซินหัวของทางการจีนเมื่อวันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งสำคัญนี้ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการกรมการเมืองหรือโปลิตบูโร ที่มีประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เป็นประธาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เพื่อตอบสนองต่อประชากรที่กำลังสูงวัย คู่สามีภรรยาสามารถมีลูกได้ 3 คน&amp;quot; สื่อทางการจีนรายงานการผ่อนคลายนโยบายควบคุมประชากรของจีนครั้งล่าสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนยกเลิกนโยบาย &amp;quot;ลูกคนเดียว&amp;quot; ที่ใช้มานานกว่า 4 ทศวรรษเมื่อปี 2559 โดยอนุญาตให้มีลูกได้ 2 คน เพื่อพยายามกำจัดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจเพราะประชากรที่สูงวัยอย่างรวดเร็ว แต่นโยบายนี้ยังไม่สามารถทำให้อัตราการเกิดเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน เนื่องจากความท้าทายเรื่องค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูลูกในเมืองต่างๆ ของจีน ที่ยังคงเป็นปัญหาอยู่ในทุกวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวกล่าวว่า การเปลี่ยนนโยบายนี้จะมีควบคู่กับมาตรการสนับสนุน ที่จะช่วยปรับปรุงโครงสร้างประชากรของประเทศ ตอบสนองยุทธศาสตร์ของประเทศในการรับมือกับประชากรสูงวัย มาตรการเหล่านี้รวมถึงการลดค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาสำหรับครอบครัว, เพิ่มการสนับสนุนด้านภาษีและที่อยู่อาศัย, รับประกันผลประโยชน์ทางกฎหมายสำหรับผู้หญิงวัยทำงาน และจำกัดค่าสินสอดที่สูงลิ่ว นอกจากนี้ยังจะให้การศึกษาแก่คนหนุ่มสาว &amp;quot;เรื่องการแต่งงานและความรัก&amp;quot; ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำมะโนประชากรปี 2563 ซึ่งจัดทำทุก 10 ปี ที่สำนักงานสถิติแห่งชาติเผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายน&amp;nbsp; เผยว่า จีนมีอัตราการเกิดแค่ 1.3 และมีประชากรเกิดใหม่เพียง 12 ล้านคนในปีที่แล้ว ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับของประเทศที่เป็นสังคมสูงวัย เช่น ญี่ปุ่น และอิตาลี และต่ำกว่าอัตราที่จำเป็นต่อการทดแทนประชากรอย่างมั่นคง หรืออยู่ที่ราวๆ 2.1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อัตราเพิ่มของประชากรรอบ 10 ปี ที่ต่ำสุดนับแต่ทศวรรษ 1950 คุกคามต่อการเกิดวิกฤติด้านประชากร สร้างความตื่นตัวแก่พรรคคอมมิวนิสต์จากแนวโน้มการขาดแคลนแรงงานวัยหนุ่มสาวที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ที่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวกันว่า ภายในปี 2593 จะต้องรองรับผู้สูงอายุหลายร้อยล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดจีนมีประชากร 1,400 ล้านคน และทำนายว่า ประชากร 1 ใน 3 ของจีนจะเป็นประชากรสูงวัยภายในปี 2593 ที่เพิ่มภาระต่อรัฐในการจัดหาการดูแลสุขภาพและบำเหน็จบำนาญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จะผ่อนคลายนโยบายการคุมประชากรตั้งแต่หลายปีก่อน แต่ก็ยังไม่สามารถกระตุ้นการเกิดใหม่ได้มากพอ หลายปีมานี้อัตราการแต่งงานที่ต่ำก็ส่งผลต่ออัตราการเกิดที่ชะลอตัวลงเช่นกัน รวมไปถึงค่าครองชีพที่แพงขึ้น และผู้หญิงมีการศึกษาและมีอำนาจมากขึ้นจึงชะลอหรือเลี่ยงการมีลูก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้เชี่ยวชาญหลายคนกล่าวกันว่า การเปลี่ยนนโยบายของจีนครั้งนี้อาจช้าเกินกว่าที่จะย้อนกลับแนวโน้มนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีอ้างทัศนะของลอเรน จอห์นสตัน นักวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์และประชากรจีนที่มหาวิทยาลัยโซแอสแห่งลอนดอน ว่าขณะนี้ครอบครัวจีนส่วนใหญ่เลือกที่จะมีลูกน้อย เหมือนกับประเทศอื่นๆในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ การสำมะโนประชากรครั้งต่อไปจะมีลูกคนที่ 3 เพิ่มมากขึ้นหรือไม่ ก็น่าจะมีไม่มาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของรอยเตอร์กล่าวว่า มีการทำโพลทางแพล็ตฟอร์มเว่ยป๋อของจีน ถามว่า #คุณพร้อมสำหรับนโยบายลูก3คนไหม ราว 29,000 ราย จาก 31,000 รายที่ตอบคำถาม กล่าวว่า พวกเขา &amp;quot;ไม่เคยคิดเลย&amp;quot; กลุ่มที่เหลือเลือกระหว่าง &amp;quot;ฉันพร้อมและกระตือรือร้นที่จะทำ&amp;quot;, &amp;quot;มันอยู่ในวาระของฉัน&amp;quot; หรือ &amp;quot;ฉันกำลังลังเลและมีหลายอย่างต้องพิจารณา&amp;quot; อย่างไรก็ดี โพลนี้ถูกลบทิ้งในเวลาต่อมา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104829</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีน, นโยบายลูกคนเดียว, ประชากรสูงวัย, พรรคคอมมิวนิสต์จีน, มีลูกได้ 3 คน, สังคมสูงวัย, อัตราเกิดต่ำ, เปลี่ยนนโยบายประชากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b4cec5bcc99.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14382</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2018 21:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2018 21:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประชากรสิงคโปร์สูงวัยฆ่าตัวตายมากเป็นประวัติการณ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;องค์กรเอกชนเผย ปี 2560 ประชากรสูงวัยของสิงคโปร์กระทำอัตวินิบาตกรรมเป็นจำนวนมากที่สุดเป็นสถิติใหม่ แนะสังคมที่ประชากรสูงวัยเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วควรสร้างเครือข่ายสนับสนุนที่แข็งแกร่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ สิงคโปร์กำลังเผชิญระเบิดเวลาทางประชากรศาสตร์จากอัตราการเกิดต่ำแต่ประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมาคมสะมาริตันส์แห่งสิงคโปร์ (เอสโอเอส) ซึ่งเน้นความสำคัญด้านการป้องกันการฆ่าตัวตาย กล่าวเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ว่า ปัญหาท้าทายโดยทั่วไปสำหรับผู้สูงอายุส่วนใหญ่ ได้แก่ ความหวาดกลัวว่าตนเองจะกลายเป็นภาระของครอบครัว, การถูกตัดขาดจากสังคม, ร่างกายเสื่อมโทรมและสุขภาพจิตเสื่อมถอย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แถลงการณ์ที่สมาคมเผยแพร่ในเว็บไซต์ระบุว่า จำนวนของประชากรสูงวัยในสิงคโปร์ ที่อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ที่กระทำอัตวินิบาตกรรมเมื่อปี 2560 เพิ่มจำนวนเป็น 129 คน ถือเป็นจำนวนสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ และคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 36% ของจำนวนผู้ที่กระทำอัตวินิบาตกรรมทั้งหมดของสิงคโปร์ในปีนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คริสติน หว่อง ผู้อำนวยการบริการของเอสโอเอส กล่าวว่า ข้อมูลนี้น่าวิตกกังวลมากว่าผู้สูงวัยจำนวนมากได้หันมาเลือกวิธีการฆ่าตัวตายเป็นทางเลือกสุดท้ายในการยุติความเจ็บปวดและการต่อสู้ดิ้นรน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศที่ร่ำรวยแห่งนี้มีอัตราการเกิดของประชากรต่ำอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อายุขัยของประชาชนยาวนานขึ้น สังคมสิงคโปร์จึงเผชิญกับภาวะประชากรสูงวัยเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว และถูกระบุว่าเป็น &amp;quot;ระเบิดเวลาทางประชากรศาสตร์&amp;quot; จากการคาดคะเนของทางการนั้น จำนวนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป จะเพิ่มจาก 500,000 คน ในปี 2559 เป็น 900,000 คน ในปี 2573&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แถลงการณ์กล่าวว่า ประชากรสูงวัยในสิงคโปร์จะเป็นปัญหาท้าทายมากขึ้นต่อการให้บริการด้านการสนับสนุนทางสังคมที่มีอยู่ในขณะนี้ มีความจำเป็นเฉพาะหน้าสำหรับเครือข่ายสนับสนุนที่เข้มแข็งขึ้น เนื่องจากชาวสิงคโปร์ที่เป็นประชากรสูงวัยที่ใช้ชีวิตอยู่ลำพังเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอสโอเอสกล่าวว่า จำนวนการฆ่าตัวตายของผู้สูงอายุในสิงคโปร์ที่เพิ่มมากขึ้นในปีที่แล้วนั้น สวนทางกับยอดรวมจำนวนผู้ฆ่าตัวตายในประเทศนี้ที่มีรายงานว่าอยู่ในระดับต่ำที่สุดนับแต่ปี 2555.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14382</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฆ่าตัวตาย, ประชากรสูงวัย, สถิติใหม่, สมาคมสะมาริตันส์แห่งสิงคโปร์, สิงคโปร์, อัตวินิบาตกรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180730/image_big_5b5f21d25485c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
