<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>57665</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ต่อไปต้องซุกใต้ก้น! ‘ทอน’ประชดเงินกู้‘อนค.’วรงค์แฉ30ล้านซ่อนเงื่อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ธนาธร&amp;rdquo; ยืมปากนักวิชาการอัดศาลรัฐธรรมนูญไม่ยึดโยงประชาชน มีศาลเดียวแต่ผูกพันทุกองค์กร ท่องสคริปต์ตาม &amp;ldquo;ปิยบุตร&amp;rdquo; ให้กู้ด้วยความบริสุทธิ์ เพราะเป็นคนปูดเองจนนักร้องนำไปขยายผล ประชดต่อไปต้องเอาเรื่องซุกใต้ก้น &amp;ldquo;หมอวรงค์&amp;rdquo; เปิดไทม์ไลน์ชำแหละเงินกู้ซ่อนเงื่อน โดยเฉพาะก้อน 30 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธที่ 19 ก.พ. ที่ห้องประชุมคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ชั้น 4 อาคารคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการจัดบรรยายเสวนาวิชาการ &amp;ldquo;ประชาชน อยู่ตรงไหน เมื่อตุลาการเป็นใหญ่ในแผ่นดิน&amp;rdquo; ซึ่งจัดโดยกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย, ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) โดยมีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) เข้าร่วมรับฟังเสวนา
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นายธนาธรให้สัมภาษณ์ระหว่างเสวนาว่า วิทยากรทั้ง 4 คนบรรยายถึงศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน และประชาชนตรวจสอบไม่ได้ ซึ่ง ผศ.ธีระ สุธีวรางกูร คณะนิติศาสตร์ มธ. ได้พูดว่าเป็นธรรมดาที่ผู้ใช้อำนาจจะใช้อำนาจผิด หรือวินิจฉัยไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมาย ดังนั้นในศาลปกติจึงมี 3 ชั้น มีการถ่วงดุลกัน ส่วนศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลชั้นเดียวที่มีผลผูกพันกับทุกองค์กร&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ผมเห็นว่านักวิชาการมีหลายฝ่ายมองเห็นปัญหาว่าองค์กรอิสระไม่ได้ยึดโยงประชาชน อย่าลืมว่าองค์กรอิสระที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน แต่ใช้อำนาจแทนประชาชนอยู่ในรัฐธรรมนูญชุดนี้เต็มไปหมด เช่น คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ วุฒิสภา รวมทั้งตุลาการที่หลายคนมาจากยุคของ คสช. ซึ่ง 3 อำนาจหลักทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ล้วนมาจากอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชน ดังนั้นเราควรกลับมายึดโยงกับหลักการเบื้องต้นของประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของประชาชน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีเงินกู้ในวันที่ 21 ก.พ.นี้ อนค.จะมีแนวทางอย่างไร นายธนาธรกล่าวว่า เรายังเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ใจ ว่าทำไมต้องให้เงินกู้กับพรรค เพราะเราต้องการทำอย่างเปิดเผย เราพูดอยู่เสมอในสมาชิกช่วยสนับสนุนซื้อสินค้าของพรรค หรือร่วมเป็นสมาชิกพรรค เพื่อให้พรรคนำเงินสร้างพรรคและคืนเงินกู้ และเราไม่ต้องการให้นายทุนมาครอบงำ ถ้าจ่ายทุกอย่างในนามส่วนตัว โดยไม่ต้องสำแดง ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ พนักงาน และถ้าวันนี้ตนเองไม่อยู่ พรรคจะทำอย่างไร แต่เราต้องการสร้างพรรคให้เข้มแข็ง และนี่คือราคาที่ทุกคนต้องจ่ายร่วมกันเพื่อให้ได้พรรคแบบนี้ได้ เราต้องการสร้างพรรคที่โปร่งใสและเข้มแข็ง คนที่ร้องกับ กกต. เขาไม่ได้ไปค้นเจอ แต่เขาไปร้องเพราะได้ยินตนเองพูดในเรื่องเงินกู้ในที่สาธารณะ ดังนั้นไม่ได้ทำแบบมุบมิบ เพราะพูดว่าให้กู้และต้องชำระคืน แต่การที่พูดทุกอย่างกลับกลายเป็นหอกมาทิ่มแทง ยิ่งสำแดงยิ่งพัง ต่อไปต้องเก็บไว้ใต้ก้นให้หมด นี่คือเส้นทางที่เราอยากพาประเทศไปข้างหน้าแบบนี้หรือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมย้อนกลับไปเมื่อเดือน ต.ค.2561 มีใครรู้จักผมบ้าง แล้วจะมีใครมาบริจาคให้พรรคเป็นร้อยล้าน ดังนั้นช่วงแรกในการก่อตั้งพรรคต้องใช้เงิน และรัฐธรรมนูญฉบับนี้ระบุว่าพรรคการเมืองต้องมีสมาชิกอย่างน้อย 100 คนในแต่ละสาขาจังหวัด ต้องมีคอมพิวเตอร์ รถยนต์ สิ่งเหล่านี้ต้องใช้เงินทั้งหมด ถามว่า ณ วันนั้นจะเอาเงินจากที่ไหน ผมเชื่อว่าการทำของพวกเราโปร่งใสและจริงใจ การให้เงินกู้กับพรรคก็ไม่ได้ทำแบบหลบๆ ซ่อนๆ แต่ทำอย่างเปิดเผย ไม่ได้กลัวความผิด แต่ในวันนี้ทำให้เรารู้ว่าจะทำอะไรต้องเก็บไว้ข้างใต้ ประชาชนไม่ต้องรู้ว่าพรรคแต่ละพรรคใช้เงินเท่าไร นี่หรือที่สังคมต้องการ ซึ่งเราเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงการเมืองใหม่มาเสมอ เราจึงต้องทำทุกอย่างให้โปร่งใสและซื่อสัตย์&amp;rdquo; นายธนาธรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า หากคำวินิจฉัยเป็นลบจะมี ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ย้ายขั้วทางการเมืองหรือไม่ นายธนาธรกล่าวว่า เราเชื่อมั่นใน ส.ส.ของเรา ณ ขณะนี้เหลือ ส.ส. 75 คน และมีกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) อีก 11 คน ดังนั้นหากโดนยุบหรือตัดสิทธิ กก.บห. ส.ส.พรรคจะเหลือ 64 คน ซึ่งเรามั่นใจอย่างหนักแน่นว่า ส.ส.ของเราจะร่วมเดินทาง เพราะอนาคตใหม่คือผู้คนและการเดินทาง ไม่ใช่พรรคการเมือง และเราจะไปอยู่ที่พรรคใหม่สู่พรรคที่มีอุดมการณ์ร่วมกันอย่างเข้มแข็งและหนักแน่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามต่อว่า พรรคใหม่ที่ระบุจะจัดตั้งใหม่หรือไม่ หัวหน้าพรรค อนค.กล่าวว่า ตอบไม่ได้จริงๆ เพราะเดี๋ยวเขามายุบพรรคใหม่ได้เกิด ส่วน ส.ส.ของพรรคที่เรามีอยู่เราอยู่ด้วยกันเพราะอุดมการณ์ ไม่ได้ให้เงิน ส.ส.เป็นรายเดือนอย่างพรรคอื่น ดังนั้นไม่มีอะไรดึง ส.ส.ได้ แต่สิ่งที่ดึงได้คือความจริงใจ ความตั้งใจ ความหนักแน่นในอุดมการณ์
ขณะที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;กู้ซ่อนเงื่อนกับคำให้การเท็จ&amp;rdquo; ระบุว่า นักการเมืองที่ใกล้จะสูญเสียมักทำได้ทุกอย่าง แม้แต่คำให้การเท็จ ที่สำคัญคือหลีกเลี่ยงพูดถึงปมปัญหา แต่พูดอยู่มุมเดียว เพราะชี้แจงปัญหาไม่ได้ ซึ่งไทม์ไลน์ของการกู้เงินนั้น 1.วันที่ 19 มี.ค.2562 คุณช่อไปพูดในรายการทีวีว่า พรรคกู้เงินนายธนาธร 250 ล้านบาท 2.วันที่ 5 เม.ย.2562 นายธนาธรพูดระหว่างแถลงข่าวหลังการเลือกตั้งในงานอนาคตใหม่ไฟแรงเฟร่อ! พรรคอนาคตใหม่กู้เงินตนเอง 90 ล้านบาท 3.วันที่ 15 พ.ค.2562 นายธนาธรไปพูดที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศให้พรรคกู้เงิน 110 ล้านบาท 4.ระหว่างเดือน มิ.ย.ถึง ส.ค.2562 นายธนาธรให้ปากคำกับคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนของ กกต.ว่าให้พรรคกู้ 161.2 ล้านบาท นายปิยบุตรและเหรัญญิกพรรคให้การตรงกันคือ 161.2 ล้านบาท 5.วันที่ 25 ส.ค.2562 นายธนาธรยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ให้พรรคกู้เงิน 191.2 ล้านบาท โดยให้กู้ 2 ครั้ง ครั้งแรก 2 ม.ค.2562 เงิน161.2 ล้านบาท และ 11 เม.ย.2562 เงิน 30 ล้านบาท เท่ากับนายธนาธร นายปิยบุตร และเหรัญญิกพรรคจงใจให้การเท็จกับคณะกรรมการสืบสวนฯ 6.วันที่ 17 ต.ค.2562 ประชุมอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งของ กกต. มีอนุกรรมการหนึ่งท่าน ตรวจสอบรายงานบัญชีทรัพย์สินที่ยื่น ป.ป.ช.ของนายธนาธร พบพิรุธเงินกู้ 30 ล้านบาท ที่นายธนาธรไม่เคยกล่าวถึง จึงเป็นที่มาที่พรรคกู้เงิน 191.2 ล้านบาท
&amp;ldquo;ขนาดแค่ตัวเลขเงินกู้ ยังกล้าให้การเท็จกับประชาชน ยังไม่นับรวมให้การเท็จต่อ กกต. ถามจริงๆ ว่าตอนตื่นเช้ามาส่องกระจกเห็นหน้าตนเอง ไม่รู้สึกอายตัวเองบ้างเลยหรือว่า พวกเราช่างกล้าพูด กล้าทำ กล้าโกหกกับประชาชนได้ขนาดนี้เชียวหรือ บทสรุปที่ต้องติดตามคำตัดสินของศาล ไม่ใช่เพียงพรรคการเมืองกู้เงิน 191.2 ล้านบาทผิดหรือไม่ แต่ที่น่าติดตามคือการกู้ซ่อนเงื่อนผิดหรือไม่&amp;rdquo; นพ.วรงค์โพสต์
วันเดียวกัน ในการประชุมคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ที่มีนายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค อนค. เป็นประธานกรรมาธิการฯ มีการพิจารณาเรื่องสืบหาข้อเท็จจริงการใช้อำนาจแทรกแซงการจัดงานวิ่งไล่ลุง โดยมี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร. เข้าชี้แจงต่อ กมธ. ซึ่ง น.ส.พรรณิการ์ วานิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค อนค. และนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค อนค. ต่างถามถึงแนวทางปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ&amp;nbsp;
โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ชี้แจงว่า แนวนโยบายหลักที่ให้ไปเมื่อมีการวิ่งไล่ลุง คือให้เจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชน และยืนยันว่าทหารไม่ได้มาแทรกแซง ส่วนตัวไม่อยากให้เกิดการกระทบกระทั่งกัน เราถอดบทเรียนมาตลอด การชุมนุมก็เรียบร้อยขึ้นมาก ทุกครั้งที่ดูแลก็จะกำชับให้ตำรวจดูแลประชาชนเป็นอย่างดี เพราะไม่ใช่คู่ขัดแย้ง เพียงแต่ต้องทำงานตามหน้าที่ตามกฎหมายปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ไม่ต้องสงสัยว่าตำรวจอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สิ่งที่ตำรวจไม่อยากเห็นเลยคือการลงถนน พวกผมเป็นคนกลาง ผมเอียงไม่ได้ ถ้าเอียง ผมก็โดนร้องอาญา 157 จากวิ่งพวกคุณก็มาอีกเวอร์ชั่น ผมก็เฝ้าดูอยู่ ผมขออย่างนี้แล้วกัน อย่าทำอะไรให้สุ่มเสี่ยงกฎหมาย เพราะมันอันตราย&amp;quot; ผบ.ตร.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.ต.อ.สุวัฒน์กล่าวว่า แนวทางการดูแลการวิ่งไล่ลุงจากส่วนกลาง ไม่มีอะไรมาก เราเพียงแต่ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกท่านดูแลเรื่องความปลอดภัย แต่ถ้าทำผิดก็ให้ดำเนินการตามกฎหมายอาญา ซึ่งถ้าหากมีการคุกคามก็ให้ว่ากันเป็นเรื่องๆ ไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (TDRI) แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กว่า &amp;nbsp;ประชาธิปไตยต้องการความหลากหลายทางความคิด และความเป็นตัวแทนของประชาชนที่มีความต้องการแตกต่างกันไป ผู้มีอำนาจจึงต้องเปิดให้มีความเห็นต่าง และเปิดให้ผู้ที่มีความเห็นต่างนั้นมีที่ยืนในระบบ โดยเฉพาะเมื่อที่มาของอำนาจนั้นมีคำถามเรื่องความชอบธรรมมาตั้งแต่แรก แน่นอนว่าความเห็นต่างมักทำให้เกิดความตึงเครียด ซึ่งอาจจะกลายเป็นความขัดแย้งหรือไม่ก็ได้ &amp;nbsp;แล้วแต่ความสามารถในการบริหารจัดการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ปัญหาก็คือ ผู้มีอำนาจที่มีสายตาสั้นมักทนความเห็นต่างไม่ได้ จึงพยายามปิดกั้นความเห็นต่าง เพราะเชื่อว่าผู้เห็นต่างนั้นเป็นศัตรู ซึ่งจะนำไปสู่การขัดขวางบทบาทของผู้เห็นต่างในระบบและเพิกเฉยต่อเสียงของประชาชนที่เลือกผู้เห็นต่างนั้นมา ทั้งหมดนี้จะสร้างความขัดแย้งในสังคมให้ลุกลามมากขึ้น และทำลายความชอบธรรมของผู้มีอำนาจในสายตาประชาชนและประชาคมโลกมากขึ้น ซึ่งสุดท้ายแล้วจะไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้มีอำนาจนั้นเอง ถึงจุดนี้ เราคงได้แต่หวังว่าผู้มีอำนาจจะมีสายตายาวไกลพอ และรู้แจ้งต่อผลประโยชน์ในระยะยาวของตนที่เรียกว่า enlightened self interest&amp;rdquo; นายสมเกียรติระบุ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57665</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีเงินกู้พรรค, คดีเงินกู้พรรคอนาคตใหม่, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ธรรมศาสตร์, ประชาชน อยู่ตรงไหน เมื่อตุลาการเป็นใหญ่ในแผ่นดิน, พรรคอนาคตใหม่, ศาลรัฐธรรมนูญ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200219/image_big_5e4d3da679c3a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
