<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>65490</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดดัน‘ลุงตู่’พุ่ง! ผลโพลประชาชนมีจุดยืนทางการเมืองหนุนรัฐบาลมากกว่าเดิม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ข้าราชการทำงานเหลื่อมเวลา 30 นาทีไม่พอ &amp;quot;วิษณุ&amp;quot; เผยเตรียมขยายเหลื่อมเวลาเพิ่มเป็นชั่วโมง รอ ก.พ.ชง ครม. ซูเปอร์โพลเปิดผลสำรวจ ประชาชนคลายความกังวลว่าตัวเองจะติดโควิด-19 มีความสุขที่ทุกคนในครอบครัวรักกัน ดูแลกัน สุขทุกข์ร่วมกัน จุดยืนทางการเมืองสนับสนุนรัฐบาลเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;ให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณาเรื่องการเหลื่อมเวลาทำงานของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม สั่งการให้มีการเหลื่อมเวลาทำงานมากขึ้นเพื่อลดความแออัดของการเดินทาง จากการใช้บริการรถไฟฟ้าและรถโดยสารสาธารณะอื่นๆ เนื่องจากช่วงเวลา 30 นาทีที่เคยปฏิบัติก่อนหน้านี้ไม่พอ เพราะยังมีความแออัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาเร่งด่วนว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) กำลังรวบรวมข้อมูลรายละเอียดต่างๆ คาดว่าจะออกมาในรูปแบบการขยายช่วงเวลาในการเหลื่อมเวลาทำงาน ให้เป็นช่วงเวลา เช่น ช่วงเช้า เวลา 07.00 น., 10.00 น., ช่วงบ่าย และช่วงเย็น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทั้งหมดจะต้องรอสำนักงาน ก.พ.เสนอ และต้องพิจารณาในรายละเอียดก่อนเสนอเข้าที่ประชุม ครม.ต่อไป ทั้งนี้ ตนคิดว่าไม่น่าเป็นปัญหา เพราะยังอยู่ในช่วงการปิดภาคเรียน ส่วนมาตรการทำงานจากที่บ้านตามแนวทางของรัฐที่ผ่านมา ทำได้มากกว่าร้อยละ 50&amp;quot;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุยังกล่าวถึงความคืบหน้าการผ่อนปรนมาตรการบางส่วนในระยะที่ 2 ว่าอยู่ระหว่างการดำเนินการของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง เพื่อผ่อนปรนให้กิจการและร้านค้าบางประเภท ตามที่มีการแสดงความเห็นและพูดคุยในที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ครั้งที่ผ่านมา เช่น สถานรับเลี้ยงเด็ก บ้านพักคนชรา และร้านจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง ซ่อมแซมบ้าน ซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาผ่อนปรนก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ความสุขประชาชนกับเสียงหนุน กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินการเก็บข้อมูลแบบผสมผสาน (Mixed Method) ทั้งการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ การลงพื้นที่ และการเก็บข้อมูลในโลกโซเชียล ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,105 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 5-8 พฤษภาคม พ.ศ.2563 ที่ผ่านมา พบว่า ร้อยละ 50.8 กังวลน้อยลงที่ตัวเองจะติดเชื้อโควิด-19 ร้อยละ 39.6 กังวลเหมือนเดิม และร้อยละ 9.6 กังวลมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงความสุขประชาชนช่วงโควิด-19 พบ 5 อันดับแรก ได้แก่ ร้อยละ 97.4 สุขในครอบครัว เมื่อเห็นทุกคนในครอบครัวรักกัน ดูแลกัน สุขทุกข์ร่วมกัน รองลงมาคือ ร้อยละ 94.1 สุขในชุมชน เมื่อเห็นการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ดูแลกันของคนในชุมชน, &amp;nbsp; ร้อยละ 92.3 สุขเมื่อเห็นพลเมืองดี มีทัศนคติที่ดี มีวินัย, ร้อยละ 91.4 สุขในสถาบัน เมื่อเห็นการช่วยเหลือดูแลประชาชนและเห็นคนไทยปกป้องเทิดทูนสถาบันหลักของชาติ และร้อยละ 87.6 สุขเมื่อได้ทำงานที่มั่นคง มีช่องทางทำมาหากิน ไม่ขัดสน
สนับสนุนรัฐบาลเพิ่มขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ มาตรการที่จะทำให้สุขใจสุขกายของประชาชน ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจโควิด-19 พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 90.9 ระบุมาตรการลดราคาสินค้าจำเป็น ของกิน ของใช้ รองลงมาคือ ร้อยละ 90.3 ระบุมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนลงอีก เพราะประชาชนทำตามมาตรการ อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ และร้อยละ 90.1 ระบุมาตรการสร้างงาน หนุนอาชีพให้คนทำมาหากินได้ ไม่ขัดสน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าสนใจคือ แนวโน้มฐานสนับสนุนของประชาชนจากจุดยืนทางการเมืองต่อรัฐบาลล่าสุด หลังตัวเลขผู้ติดเชื้อลด ผลสำรวจพบว่า คนสนับสนุนรัฐบาลเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 36.2 ช่วงขอมหาเศรษฐีช่วย มาอยู่ที่ร้อยละ 46.9 หลังยอดผู้ติดเชื้อลดลง ในขณะที่กลุ่มคนไม่สนับสนุนรัฐบาลลดลงจาก ร้อยละ 26.6 มาอยู่ที่ร้อยละ 22.0 และกลุ่มพลังเงียบอยู่ที่ร้อยละ 31.1 ซึ่งกลุ่มพลังเงียบยังคงเป็นตัวแปรสำคัญในสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวเสนอแนะให้รัฐบาลออกมาตรการใหม่ชื่อ &amp;ldquo;ฟรีสร้างอาชีพ&amp;rdquo; ทำคนไทยมีเบ็ดตกปลามากกว่าเอาปลามาให้ทานอย่างเดียว จึงเสนอให้ฟรีทุกอย่างที่จำเป็นต่อการทำมาหากิน เช่น ฟรีอินเทอร์เน็ตไฮสปีด ฟรีโปรแกรมทำธุรกิจ ฟรีที่ปรึกษา ฟรีเรียนออนไลน์ ฟรีพลังงานแสงอาทิตย์ ฟรีการตลาด และอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ในทางเศรษฐศาสตร์ ไม่มีของฟรีในโลก ทุกอย่างมีคนแบกภาระค่าใช้จ่ายในทุกกิจกรรม แต่ฟรีเหล่านี้เป็นตัวอย่างให้รัฐบาลคิด เข้าถึงหัวใจของประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายที่ไม่ต้องการแบมือขอเงินจากรัฐบาลอย่างเดียว พวกเขามีศักดิ์ศรีเกียรติภูมิแห่งตนเช่นกัน โดยสรุปรัฐบาลน่าจะฟรีทุกอย่างที่ทำให้ประชาชนประกอบสัมมาอาชีพไม่เป็นพิษต่อสังคมและตนเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่สถานีโทรทัศน์ฟูจิทีวีประเทศญี่ปุ่นนำเสนอรายงานรัฐบาลไทยได้เริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดของไวรัสโควิดเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ และไทยเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในการลดจำนวนผู้ติดอย่างต่อเนื่องว่า เป็นเพราะนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลได้แก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดที่ถูกทาง มีการวางมาตรการต่างๆ ตั้งแต่เริ่มรู้ว่าจะมีการระบาดของเชื้อ ทั้งด้านสาธารณสุข การให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบต่างๆ จนสามารถนำไปสู่การผ่อนปรนมาตรการระยะที่ 1 และกำลังพิจารณาจะผ่อนปรนมาตรการระยะที่ 2 ในวันที่ 17 พ.ค.นี้เพิ่มเติมอีกขั้นหนึ่ง เพื่อให้ประชาชนได้ผ่อนคลายในวิถีชีวิตและเริ่มกระตุ้นเศรษฐกิจขึ้นมาอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า แต่ทั้งนี้รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาเพียงฝ่ายเดียวได้ เพราะสถานการณ์ที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้เกิดจากร่วมมือร่วมแรงร่วมใจจากทุกภาคส่วน และจากพี่น้องประชาชนที่สามัคคีช่วยกันเป็นอย่างดี ที่ได้พร้อมใจปฏิบัติตัวตามมาตรการของรัฐอย่างเคร่งครัด ทั้งการสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้ง ล้างมือบ่อยๆ การรักษาระยะห่างทางสังคม รวมถึงการอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ
เยียวยาทุกคนที่มีบัตร ปชช.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุภรณ์กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้การแก้ไขปัญหาของรัฐบาลแม้จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลง แต่นายกฯ ได้ย้ำให้ปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัดต่อไป เพื่อให้แน่ใจว่าสถานการณ์จะดีขึ้นอีก และไม่กลับมาระบาดอีก เมื่อนายกฯ และรัฐบาลเกิดความมั่นใจว่าเชื้อไวรัสโควิดไม่มีการแพร่ระบาดจนมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว รัฐบาลก็จะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินอย่างแน่นอน ขอทุกคนอดทนอีกไม่นาน ให้ปรับวิถีชีวิตไปกับการสู้โรคร้ายไวรัสนี้ไปด้วยกันอีกสักระยะ ในที่สุดประเทศไทยจะชนะอย่างเบ็ดเสร็จ และพี่น้องประชาชนชาวไทยจะกลับมามีชีวิตอย่างปกติสุขเช่นเดิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีต รมว.การคลัง กล่าวว่า วิธีการเยียวยาที่เหมาะสมและรวดเร็วคือ ใช้บัตรประชาชนเป็นกลไก เพราะข้อมูลมีอยู่ครบถ้วนแล้ว และคนไทยทุกคนต้องได้รับเงินชดเชยเท่ากันอย่างถ้วนหน้า การที่รัฐบาลใช้เงินจำนวนมากถึง 1.9 ล้านล้านบาท คิดเป็น 11.4% ของผลผลิตของชาติ (GDP) เพื่อแก้วิกฤติโรคระบาดโควิด-19 โดยเป็นเงินกู้ถึง 1 ล้านล้านบาท ประชาชนไทยทุกคนจะร่วมกันเป็นหนี้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะต้องเก็บภาษีในอนาคตมาใช้คืน รัฐบาลมีเป้าหมายกู้เงินเพื่อมาชดเชยเยียวยาประชาชน 600,000 ล้านบาท และฟื้นฟูเศรษฐกิจ 400,000 ล้านบาท
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่วิธีการเยียวยาของรัฐบาลมีเงื่อนไขยุ่งยากมาก ชดเชยประชาชนแต่ละคนไม่เหมือนกันและไม่เท่ากัน เช่น การให้ประชาชนที่ค้าขายทำงานเอง และแรงงานที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม คนละ 5,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 3 เดือน มีประชาชนลงทะเบียนกว่า 28 ล้านคน เดิมรัฐบาลจะให้ 9 ล้านคน แต่หลังๆ มานี้ รัฐบาลได้เพิ่มผู้มีสิทธิเป็น 14 ล้านคน แล้วก็เพิ่มเป็น 16 ล้านคน เนื่องจากเงื่อนไขมาก จึงเกิดความล่าช้าไม่ทันกาล ในขณะที่ประชาชนไม่มีรายได้ไม่มีกิน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีต รมว.คลังกล่าวว่า การชดเชยแรงงานในระบบประกันสังคมก็ยิ่งยุ่งยากใหญ่ ล่าช้าและไม่เท่าเทียม ส่วนเกษตรกรกลับชดเชยให้เป็นครอบครัว ซึ่งลักลั่นและแตกต่างกับกรณีเยียวยาทั่วไป จึงไม่มั่นใจวิธีการและที่มาหรือฐานคิดที่ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ ดังนั้นทุกคนที่ถือบัตรประชาชนไทย ควรได้เงินชดเชยเท่ากันทุกคน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65490</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ซูเปอร์โพล, ทำงานเหลื่อมเวลา 30 นาที, ประชาชนคลายความกังวล, ผลโพล, สนับสนุนรัฐบาลเพิ่มขึ้น, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200509/image_big_5eb6434e54706.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
