<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>22859</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เคาะเคหะชุมชน แก้ปัญหาบุกรุก คนอยู่กับป่าได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ครม.อนุมัติโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุดที่ 2 เฟส 1 จำนวน 12 โครงการ 3,365 หน่วย &amp;nbsp;2.6 พันล้านบาท สำหรับประชาชนผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางทั้งใน กทม.ปริมณฑลและภูมิภาค 11 จว. ไฟเขียว 5 แนวทางแก้ปัญหาชาวบ้านอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าไม้ทุกประเภท โวเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลพยายามปรับให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้โดยไม่มีการบุกรุกมากกว่าเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ พ.อ.อธิสิทธ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เสนอ จัดทำโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัย ชุดที่ 2 ระยะที่ 1 จำนวน 3,365 หน่วย ประกอบด้วย 1.โครงการเคหะชุมชนและบริการชุมชนเชิงสังคม 10 โครงการ จำนวน 3,094 หน่วย วงเงิน &amp;nbsp;2,231.392 ล้านบาท 2.โครงการเคหะชุมชนและบริการชุมชนเชิงพาณิชย์ 2 โครงการ จำนวน 271 &amp;nbsp;หน่วย วงเงิน 381.491 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยโครงการดังกล่าวช่วยเสริมสร้างความเสมอภาค สร้างโอกาสการเข้าถึงสวัสดิการด้านที่อยู่อาศัยให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางในพื้นที่กลุ่มกรุงเทพฯ และปริมณฑล สำหรับครัวเรือนที่มีรายได้ 26,101-38,300 บาทต่อเดือน และในพื้นที่ภูมิภาค สำหรับครัวเรือนที่มีรายได้ประมาณ 59,701 บาทต่อเดือน &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.กลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงสูงในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล สำหรับครัวเรือนที่มีรายได้ &amp;nbsp;59,701 บาทต่อเดือนขึ้นไป และพื้นที่ภูมิภาค สำหรับครัวเรือนที่มีรายได้ 34,701 บาทต่อเดือน ให้มีที่อยู่อาศัยที่มีมาตรฐาน พร้อมระบบสาธารณูปโภค ในรูปแบบบ้านเดี่ยว บ้านแฝด บ้านแถว และทาวน์โฮม จำนวน 2 ชั้น ในพื้นที่ของการเคหะแห่งชาติ (กคช.)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยโครงการเชิงสังคมมีราคาขายต่อหน่วยระหว่าง 650,000-850,000 บาทใน 10 จังหวัด ได้แก่ &amp;nbsp;1.ฉะเชิงเทรา 362 หน่วย 2.สุพรรณบุรี 322 หน่วย 3.นครนายก 498 หน่วย 4.เพชรบุรี 328 หน่วย 5.ลพบุรี 188 หน่วย 6.สิงห์บุรี 224 หน่วย 7.ศรีสะเกษ 328 หน่วย 8.สกลนคร 278 หน่วย 9.ชุมพร 338 &amp;nbsp;หน่วย และ 10.ปัตตานี 228 หน่วย สำหรับโครงการเชิงพาณิชย์มีราคาขายต่อหน่วยอยู่ที่ 1.8-2.2 ล้านบาท ได้แก่ 1.สมุทรปราการ 184 หน่วย 2.ศรีสะเกษ 87 หน่วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ในฐานะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ครม.เห็นชอบหลักการในเรื่องพื้นที่เป้าหมายและกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าไม้ (ทุกประเภท) ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ โดยเฉพาะในกลุ่มบุคคลที่เข้าบุกรุกในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวนต่างๆ ซึ่งมีสาระสำคัญในการวางกรอบบริหารจัดการประชาชนในกลุ่มดังกล่าว 5 แนวทาง ได้แก่ กลุ่มที่ 1 ชุมชนในเขตป่าสงวนแห่งชาติที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 3-5 ก่อนมติ ครม.เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.41 โดยให้หน่วยงานจัดสรรที่ดิน และให้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) อนุญาตให้อยู่อาศัยได้ และใช้ประโยชน์ทำกินแบบแปลงรวมไม่น้อยกว่า 5 ปี แต่ไม่เกิน 30 ปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มที่ 2 ชุมชนในเขตป่าสงวนแห่งชาติที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 3-5 หลังมติ ครม.เมื่อวันที่ 30 &amp;nbsp;มิ.ย.41 โดยอนุญาตให้อยู่อาศัยได้และทำกินแบบแปลงรวมได้ แต่ต้องปลูกป่าเพื่อเศรษฐกิจอย่างน้อยร้อยละ 50 ของพื้นที่ รวมถึงต้องดูแลรักษาไม่ให้มีการบุกรุกเพิ่มเติม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มที่ 3 ชุมชนในเขตป่าสงวนแห่งชาติที่อยู่ในพื้นที่กลุ่มน้ำชั้นที่ 1-2 ก่อนมติ ครม.เมื่อวันที่ 30 &amp;nbsp;มิ.ย.41 ให้เจ้าหน้าที่จัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดิน เช่น ควบคุมการใช้ที่ดินภายใต้การอนุรักษ์และพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงห้ามบุกรุกและขยายพื้นที่ให้มากกว่าเดิม และไม่ใช้ที่ดินให้เกิดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มที่ 4 ชุมชนที่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ทั้งก่อนและหลังหลังมติ ครม.เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.41 ให้มีการสำรวจการครอบครองสิทธิว่าได้เข้ามาอยู่และใช้พื้นที่จริงสามารถอยู่ร่วมกันได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้การอนุญาตของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ให้คณะทำงานสำรวจและนำแนวทางต่างๆ รวมถึงนำภาพถ่ายทางอากาศมาประกอบการพิจารณา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และกลุ่มที่ 5 ชุมชนในพื้นที่ป่าชายเลน ให้ทำการสำรวจตรวจสอบการครอบครองพื้นที่ โดยให้จัดทำข้อมูลจำแนกตามรูปแบบการใช้ประโยชน์ จัดการชี้แจงให้ประชาชนที่อยู่รับทราบถึงวัตถุประสงค์ต่างๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เป็นครั้งแรกที่รัฐบาลมีการปรับให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้ โดยเราพยายามให้ประชาชนกับป่าสงวน ฯ หรือป่าอนุรักษ์อยู่ร่วมกันได้ในแนวทางทั้ง 5 กลุ่มนี้ เพื่อเข้าไปบริหารจัดการให้ประชาชนเข้าไปใช้พื้นที่ป่าอย่างเหมาะสม ไม่มีการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนฯ มากกว่าเดิม&amp;quot; นายพุทธิพงษ์กล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22859</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนอยู่กับป่าได้, ครม.อนุมัติโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัย, ประชาชนผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง, หนังสือพิมพ์, เคหะชุมชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181126/image_mid_5bfc08b182e61.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
