<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>38651</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พปชร.อีสานบี้‘บิ๊กตู่’ กลุ่ม20จว.ขอตำแหน่งขู่โหวตสวนมติ/‘ดำรงค์’งอแง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โค้งสุดท้ายตั้งรัฐบาลยังป่วนไม่เลิก &amp;nbsp;ส.ส.อีสาน 20 จังหวัดพลังประชารัฐน้อยใจถูกมองเป็น ส.ส.ตลาดล่าง หวั่นพรรคลอยแพ ลั่นต้องได้ตำแหน่ง ไม่งั้นใช้วิธีสวนมติพรรค ขณะที่ &amp;quot;ดำรงค์&amp;quot; โวยพปชร.ผิดคำพูด แจกกระทรวงทรัพย์ให้พรรคอื่น ขู่ทบทวนก่อนทูลเกล้าฯ ถวาย ถ้าไม่ตอบสนองขอเป็นฝ่ายค้านอิสระ สำหรับประชาธิปัตย์ถกมาราธอนลงตัวแล้ว จบตามโผเดิม แต่ &amp;quot;นิพนธ์&amp;quot; ขอแลกเก้าอี้กับ &amp;quot;จุติ&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การประชุมกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่ช่วงบ่ายวันศุกร์จนถึงช่วงเย็น และประชุม ส.ส.พรรคต่อเนื่องจนกระทั่งช่วงดึก เพื่อพิจารณาบุคคลที่เหมาะสมจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในโควตาของพรรคประชาธิปัตย์ 8 ตำแหน่ง 7 คน ประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรี, รมว.พาณิชย์, รมว.เกษตรฯ, รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, รมช.มหาดไทย, รมช.คมนาคม, รมช.สาธารณสุข และ รมช.ศึกษาธิการ โดยมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม และนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค เป็นผู้นำเสนอประเด็นการประชุม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยได้ให้เจ้าหน้าที่แจกรายชื่อบุคคลที่มีความเหมาะสมเป็นรัฐมนตรี เพราะมีคุณสมบัติครบถ้วนตามข้อบังคับพรรค ประกอบด้วย 1.นายจุรินทร์ 2.นายเฉลิมชัย 3.นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรค 4.นายจุติ ไกรฤกษ์ รองหัวหน้าภารกิจ 5.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รองหัวหน้าภารกิจ 6.นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าภาคกลาง และ 7.นายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา จากนั้นเปิดให้มีการอภิปรายนั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังการประชุมกรรมการบริหารพรรคร่วมกับส.ส.ยาวนาน ที่ประชุมก็ยังไม่ได้ข้อยุติใน 7 รายชื่อที่กรรมการบริหารพรรคเสนอให้พิจารณา โดยมีปัญหาใน 2 รายชื่อ คือนายนิพนธ์และคุณหญิงกัลยา เพราะ ส.ส.สาย กปปส.ได้ลุกขึ้นทักท้วงถึงการกระทำของผู้บริหารพรรคที่กำหนดรายชื่อมาล่วงหน้า แทนที่จะให้ที่ประชุมพิจารณาอย่างอิสระ ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่เคยมีการทำมาก่อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอิสสระ สมชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ อภิปรายแสดงความไม่พอใจว่าการกำหนดรายชื่อเช่นนี้เหมือนกับการจองกฐิน รวมถึงชี้ว่าคุณหญิงกัลยาเคยเป็นรัฐมนตรีมาก่อน แต่ไม่ได้มีผลงานโดดเด่น ขณะที่ตนเองมีความอาวุโสและมีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะเป็นรัฐมนตรีในสัดส่วนของภาคอีสาน แต่ผู้บริหารกลับไม่เสนอชื่อ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง ยังได้ท้วงติงกรณีนายนิพนธ์ที่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรี ทั้ง ๆ ที่ขณะนี้เป็นนายก อบจ.สงขลาอยู่ ถือว่าไม่เหมาะสม เนื่องจากที่ผ่านมาลาออกจากพรรคไปทำงานการเมืองท้องถิ่น แต่ในขณะนี้จะลาออกจากการเมืองท้องถิ่นเพื่อกลับมาเป็นรัฐมนตรี ถือว่าไม่ยุติธรรมกับคนในพรรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายจุรินทร์ได้ชี้แจงว่า นายนิพนธ์เป็นนายก อบจ.ในนามพรรค และทำหน้าที่ได้ดี สร้างชื่อเสียงให้กับพรรค มีผลงานในการนำยางพารามาทำถนน ถือเป็นต้นแบบที่รัฐบาลนำมาใช้ จึงถือว่ามีความเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี อีกทั้งยังช่วยทำหน้าที่ประสานงานในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ด้วย&amp;nbsp;
ประชุมข้ามวันข้ามคืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายนิพนธ์ชี้แจงว่า การที่ตนรับตำแหน่งรัฐมนตรีไม่ทำให้เกิดความเสียหายต่อพรรค และไม่ทำให้เสียงบประมาณแผ่นดิน เนื่องจากการจะมีเลือกตั้งท้องถิ่นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับคำสั่งของ คสช. ซึ่งเชื่อว่าจะมีการเลือกใหม่ทั่วประเทศอยู่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวแจ้งว่า ในที่ประชุมมีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง แต่ไม่สามารถหาข้อยุติได้ โดย ส.ส.สาย กปปส.พยายามผลักดันนายอิสสระแทนคุณหญิงกัลยา และนายสาทิตย์แทนนายนิพนธ์ แต่ก็ยังไม่มีการลงมติเปลี่ยนแปลงผลการประชุมของกรรมการบริหารพรรค&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทั่งเวลา 22.00 น. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้เสนอให้ผู้บริหารพรรคเปิดเผยให้ชัดเจนว่าใครจะได้ดำรงตำแหน่งอะไร ทำให้นายจุรินทร์สั่งพักการประชุม โดยมีการประชุมนอกรอบระหว่างบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีทั้ง 7 คน โดยหารือกันราวครึ่งชั่วโมง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายเฉลิมชัยได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า นายจุรินทร์จะดำรงตำแหน่งรองนายกฯ ควบ รมว.พาณิชย์, &amp;nbsp;นายเฉลิมชัย รมว.เกษตรฯ, นายนิพนธ์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, นายจุติ รมช.มหาดไทย, คุณหญิงกัลยา รมช.ศึกษาธิการ, นายถาวร รมช.คมนาคม และนายสาธิต รมช.สาธารณสุข โดยที่ประชุมได้ลงมติด้วยเสียงส่วนใหญ่ให้การรับรองทั้ง 7 รายชื่อแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังเลิกประชุมดังกล่าว นายจุรินทร์ได้นัดพูดคุยเฉพาะผู้มีรายชื่อข้างต้นต่อเนื่องทันที ซึ่งนายนิพนธ์และนายจุติได้พูดคุยกันว่าตำแหน่งที่ตนเองได้รับมอบหมายให้ไม่ค่อยถนัด โดยนายนิพนธ์ระบุว่าที่ผ่านมาทำงานและดูแลสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มาตลอด ถ้าให้ไปนั่งเป็น รมช.การพัฒนาสังคมฯ ก็นึกไม่ออกว่าจะเข้าไปทำอะไร เช่นเดียวกับนายจุติ กล่าวว่า ไม่ถนัดงานด้านปกครองอย่างกระทรวงมหาดไทย ดังนั้นจึงขอสลับตำแหน่งกับนายนิพนธ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม กรณีนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงมติที่ประชุม จึงทำให้ต้องทำหนังสือถึงเลขาธิการพรรค ขอให้ทบทวนมติคณะกรรมการฯ เพื่อนำไปสู่การขอมติเวียน ดังนั้น กรรมการบริหารพรรคและ ส.ส. รวม 13 คน ได้ลงนามร่วมกันในหนังสือดังกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยระบุว่า ตามที่มีการประชุมร่วมกันของคณะกรรมการบริหารและ ส.ส.ของพรรค เพื่อคัดสรรบุคคล ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี โดยที่ประชุมมีมติให้นายนิพนธ์เป็น รมว.การพัฒนาสังคมฯ และให้นายจุติ เป็น รมช.มหาดไทย ซึ่งผู้ที่ร่วมลงชื่อดังกล่าวขอให้ทบทวนมติสลับให้นายนิพนธ์เป็น รมช.มหาดไทย และให้นายจุติเป็น รมว.การพัฒนาสังคมฯ แทน &amp;nbsp;
&amp;quot;เทพไท&amp;quot;ชมกันเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้ที่ลงชื่อมีทั้งนายอิสสระ สมชัย, นางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ, นายวิรัช ร่มเย็น, นายจุติ, นายนิพนธ์, &amp;nbsp;คุณหญิงกัลยา และนายถาวร จากนั้นได้ออกเป็นหนังสือเพื่อขอมติเวียนให้ความเห็นชอบจากกรรมการบริหารพรรคและ ส.ส.ผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ ซึ่งส่วนใหญ่ลงมติเห็นชอบให้นายนิพนธ์เป็น รมช.มหาดไทย และนายจุติเป็น รมว.การพัฒนาสังคมฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เมื่อคืนวันที่ 14 มิ.ย. ต้องยอมรับความจริงว่าพรรคประชาธิปัตย์มีวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็งจริงๆ เพราะมีการประชุมร่วมของ ส.ส.กับ กรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) เพื่อพิจารณาผู้เหมาะสมกับตำแหน่งรัฐมนตรียาวนาน 9-10 ชม. นับว่าเป็นการประชุมมาราธอนอีกครั้งหนึ่งของพรรค ซึ่งในที่ประชุมค่อนข้างมีความเห็นที่หลากหลาย มีการอภิปรายเรื่องคุณสมบัติของแคนดิเดตแต่ละคนอย่างกว้างขวาง ในที่สุดก็หาขอสรุปกันได้ แม้จะมีความเห็นต่างอยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็มีข้อสรุปตรงกัน เห็นชอบแคนดิเดตทั้ง 7 คนตามที่ กก.บห.เสนอมาอย่างราบรื่น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมขอแสดงความยินดีกับเพื่อนสมาชิกทั้ง 7 คน ที่ได้รับมอบหมายให้ไปทำหน้าที่แทนเพื่อนๆ ในรัฐบาลชุดนี้ ขอให้ทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ผลักดันเงื่อนไขในการเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคให้สำเร็จทั้ง 3 ข้อ เพื่อประโยชน์ของพรรค ประเทศชาติ และประชาชนให้จงได้ และสำหรับเพื่อนๆ อีกหลายคนที่พลาดตำแหน่งในครั้งนี้ ขอให้มีกำลังใจในการทำหน้าที่ ส.ส.ที่ดีของพรรคและประชาชน เพราะการทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง ไม่จำเป็นต้องเป็นรัฐมนตรี หรือฝ่ายบริหารเท่านั้น การเป็นฝ่ายนิติบัญญัติก็สามารถทำหน้าที่ออกกฎหมาย ตรวจสอบ ถ่วงดุลฝ่ายบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ&amp;rdquo; นายเทพไทกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเทพไทกล่าวต่อว่า ในพรรคประชาธิปัตย์ยังมีสมาชิกที่มีความสามารถอีกหลายคน แต่ตำแหน่งมีจำกัด ก็ต้องรอโอกาสในครั้งต่อไป เชื่อมั่นว่าพรรคจะต้องให้โอกาสกับสมาชิกที่มีความรู้ความสามารถที่ยังเหลืออยู่ ขอให้เรายึดมั่นในอุดมการณ์ของพรรค สักวันหนึ่งโอกาสก็จะเป็นของพวกเราทุกคน และขอขอบคุณในน้ำใจและสปิริตของ ส.ส.ทุกคน ที่ยอมรับกติกาและมติของที่ประชุม อาจจะไม่ถูกใจเพื่อน ส.ส.ทุกคน แต่ถือได้ว่ามติของพรรคครั้งนี้เป็นความลงตัว และเหมาะสมทุกประการ ผลงานเท่านั้นที่จะพิสูจน์ฝีมือของท่าน ถ้าท่านไม่ประสบความสำเร็จในการทำหน้าที่ ก็ต้องพร้อมยอมรับความเปลี่ยนแปลง เพราะมีการคาดเดาจากหลายฝ่ายว่ารัฐบาลชุดนี้อาจจะมีอายุสั้น อยู่ไม่ครบเทอม ดังนั้นรัฐมนตรีของพรรคทุกคนจะต้องทำงานแข่งกับเวลา เพื่อกู้ศรัทธาจากพี่น้องประชาชนกลับมาโดยเร็วที่สุด เพื่อผลการเลือกตั้งครั้งหน้าจะได้นำพาพรรคกลับมาสู่จุดเดิม เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลต่อไป
ภูมิใจไทยจบแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลพรรคอื่นมีความคืบหน้าเรื่องรายชื่อเช่นกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ส่งรายชื่อรัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย 8 ตำแหน่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในส่วนรายชื่อนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นผู้มีอิทธิพลนั้น ซึ่งทางพรรคยังยืนยันจะส่งไปรับตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์เช่นเดิม และให้สิทธิ์นายกฯ เป็นผู้พิจารณาตัดสินขั้นสุดท้าย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนอีก 7 ตำแหน่งยังเป็นเช่นเดิมคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งรองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข, นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม, &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ สามีนางนาที รัชกิจประการ แม่ทัพภาคใต้ ตำแหน่ง รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการฯ ประกอบด้วย นายทรงศักดิ์ ทองศรี ส.ส.บัญชีรายชื่อ ดำรงตำแหน่ง รมช.มหาดไทย, น.ส.กนกวรรณ วิลาวัลย์ &amp;nbsp;รมช.ศึกษาธิการ และนายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล &amp;nbsp;ส.ส.บัญชีรายชื่อ รมช.พาณิชย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่พรรคชาติไทยพัฒนาแจ้งว่า สำหรับ 2 รายชื่อบุคคลที่เหมาะสมไปร่วม ครม.นั้น น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ได้คัดเลือก 2 จาก 24 รายชื่อบุคคลที่มีความเหมาะสมตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคได้มีมติเสนอให้พิจารณาเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย น.ส.กัญจนาได้เสนอชื่อ นายวราวุธ ศิลปอาชา ส.ส.บัญชีรายชื่อ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์และนโยบาย ไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กับนายประภัตร โพธสุธน ส.ส.สุพรรณบุรี เลขาธิการพรรค ไปเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปยังพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเพื่อพิจารณาร่วมกันใน 3 มิติ 1.ตำแหน่งอะไร 2.บุคคลนั้นเหมาะกับตำแหน่งหรือไม่ และ 3.ความเหมาะสม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล เป็นผู้พิจารณารอบสุดท้าย โดยแกนนำพรรคเชื่อว่าทั้ง 2 รายชื่อที่เสนอไปจะผ่านการพิจารณาในขั้นสุดท้าย เพราะจนถึงขณะนี้ฝ่ายประสานงานยังไม่ได้การติดต่อกลับมาถึงปัญหาใดๆ ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นภายนอกเหนือจากการประสานงานนั้น พรรคไม่ขอรับทราบ
&amp;quot;ดำรงค์&amp;quot;งอแง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม บางส่วนกลับยังมีปัญหา เช่น นาย?ดำรงค์ พิเดช หัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย แถลงทบทวนท่าทีการร่วมงานกับรัฐบาล เขาอ้างว่านับตั้งแต่ที่มีการเลือกตั้งเสร็จสิ้น ยังไม่ได้รับการประสานจากพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยก่อนหน้านี้ทางพรรคพลังประชารัฐ?เคยเสนอเงื่อนไขให้พรรครักษ์ผืนป่าฯ มาช่วยทำงานในส่วนของการดูแลกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงเชื่อมั่นว่าพรรค พปชร.จะเป็นผู้ดูแลกระทรวงนี้ เพราะนโยบายเรื่องเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติตรงกับนโยบายพรรคตัวเอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายดำรงค์กล่าวว่า นอกจากนี้ข่าวที่ปรากฏออกมากลับกลายเป็นพรรคชาติไทยพัฒนาดูแลกระทรวงดังกล่าวแทน ทำให้ต้องตัดสินใจเลือกที่จะเป็นฝ่ายค้านอิสระ ส่วนที่ว่าหากพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ดูแลกระทรวงทรัพยากร จะทาบทามให้พรรครักษ์ผืนป่าฯ มาช่วยดูแลแนวนโยบายนั้น ก็เชื่อว่าจะไม่มีประโยชน์ เนื่องจากมีนโยบายที่แตกต่างกัน หากเข้าไปช่วยงานคิดว่าคงไม่สามารถเดินหน้านโยบายได้เต็มที่ พร้อมกันนี้ยังได้ยื่นเงื่อนไขให้พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลทบทวนสิ่งที่พรรครักษ์ผืนป่าฯ ต้องการ ซึ่งจะให้เวลาถึงวันที่ส่งชื่อทูลเกล้าฯ ถวายเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของกลุ่ม 10 พรรคเล็ก ล่าสุดมีความเป็นไปได้ว่า 10 พรรคเล็กจะไม่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรีหรือตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย เนื่องจากขณะนี้โควตาตำแหน่งดังกล่าวได้จัดสรรให้พรรคร่วมรัฐบาลลงตัวเรียบร้อยแล้ว โดยหากอีก 1-2 วันนี้ นายกฯ ไม่เรียกให้ 10 พรรคเล็กไปส่งประวัติเพิ่มเติม 10 พรรคเล็กก็อาจจะไม่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรีและตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ยังมีความเป็นไปได้ว่าภายหลังจัดสรรโควตารัฐมนตรีเสร็จเรียบร้อยแล้ว นายกฯ อาจจะมีการจัดสรรตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรี หรือตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรี เป็นต้น ให้กับทั้ง 10 พรรคเล็กพรรคละ 1 ตำแหน่งอีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศูนย์ประสานงานพรรคพลังประชารัฐ จ.ขอนแก่น ตรงข้ามศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ถ.ศรีจันทร์ ในเขตเทศบาลนครขอนแก่น นายเอกราช ช่างเหลา ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ ว่า ขณะนี้กลุ่ม ส.ส.อีสานทุกคนล้วนกลัวว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมในการที่พรรคจัดสรรตำแหน่งต่างๆให้ ส.ส.ของพรรค ถึงขั้นกลัวว่าจะถูกลอยแพของกลุ่ม ส.ส.ในภาคอีสาน จนไม่มีบทบาทในการขับเคลื่อนนโยบายของพรรคใดๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เรามีการพูดคุยไว้ตั้งแต่เริ่มต้น ให้อยู่เฉยๆ ทางผู้ใหญ่จะดูแล และจะดูแลให้อย่างทั่วถึง มีความเป็นธรรม แต่วันนี้ที่เราสังเกตดู คนที่อยู่เฉยๆ มักจะเป็นสุภาพบุรุษหรือ ส.ส.ตลาดล่าง ไม่ได้รับการดูแล แต่คนที่ไปจี้เช้าถึงเย็นถึงจะได้รับการดูแล วันนี้กลุ่ม ส.ส.อีสานมองว่าเราไม่ได้รับความเป็นธรรมในการจัดสรรตำแหน่งที่จะดูแลพี่น้องประชาชนในภาคอีสานตอนบน ซึ่งภาคอีสานมี 20 จังหวัด แต่ได้รับการดูแลเฉพาะที่ จ.นครราชสีมา มันเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นควรจะให้ความเป็นธรรมจัดสรรกันอย่างทั่วถึงด้วย&amp;quot;
ขู่สวนมติพรรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเอกราชกล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารของพรรคมีความมุ่งมั่นชัดเจน โดยยืนยันในการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีของพรรคที่จะต้องมีอยู่ทุกภาค แม้แต่ภาคอีสานมีเสียง 2 คนก็ต้องมีรัฐมนตรี 1 คน เพื่อที่จะขับเคลื่อนนโยบายของพรรค แต่ ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐเราไม่ได้รับการเหลียวแลจากผู้บริหารพรรคอย่างที่ควร จึงอยากจะสื่อไปถึงผู้บริหารให้ดูแลและให้ความเป็นธรรมอย่างทั่วถึงด้วย ถ้าไม่อย่างนั้นกลุ่ม ส.ส.ภาคอีสาน จะหารือกันและทบทวน การทำงานร่วมกับพรรคพลังประชารัฐต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คงไม่ใช่การลาออก ส่วนจะทำอย่างไร เราจะวางมาตรการ พวกเราใน 20 จังหวัด จะมาคุยกัน แล้วก็จะมีมติร่วมกันว่าเราจะขับเคลื่อนไปในแนวทางที่พวกเราเห็นสมควร อาจจะไม่เป็นไปตามมติของพรรคก็ได้ ส.ส.ทุกคนไม่ใช่เด็ก เราเป็นผู้ใหญ่ ทุกคนอาสาเข้ามาทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน ทุกคนต้องการขับเคลื่อนการพัฒนาจะดูแลพี่น้องประชาชน แต่ถึงเวลาหลังเลือกตั้งกลับกลายเป็นว่าการรับปากของเรามันไม่สามารถที่จะขับเคลื่อนไปได้ ถ้าหากว่าเราไม่ได้เข้าไปบริหารงานในฐานะคณะบริหารของรัฐบาล เพราะถ้า เป็น ส.ส.อย่างเดียว เราจะขับเคลื่อนไปลำบาก ประชาชนจะเกิดความผิดหวัง และที่สุดท้ายขับเคลื่อนของพรรคพลังประชารัฐก็จะติดขัดแล้วก็จะสะดุด และอาจจะถึงจุดที่อาจบอกว่าไม่ต้องเดินต่อในภาคอีสาน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาบอกว่า ขณะนี้การจัดตั้งรัฐบาลเกือบเรียบร้อยแล้ว 90% ส.ส.อีสานไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายการจัดสรรตำแหน่งหรือเรียกร้อง ทุกคนอยู่นิ่งๆ เพื่อให้ผู้ใหญ่สบายใจ ไม่ต้องอึดอัดในการที่จะจัดสรรตำแหน่งด้วยความเหมาะสม เพราะคิดว่าผู้ใหญ่ของพรรคต้องให้ความเป็นธรรมอย่างทั่วถึง แต่พอฟังและนิ่งมาจนถึงนาทีสุดท้าย ทุกคนรู้สึกว่าจะไม่ได้รับการเหลียวแล จึงต้องออกมาเรียกร้องกับผู้ใหญ่ว่า ควรจะดูแลให้ทั่วถึงและเท่าเทียม เพื่อที่จะขับเคลื่อนพรรคพลังประชารัฐไปข้างหน้าร่วมกันได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราต้องการเข้าไปเป็นคณะบริหารร่วมกับ ครม. ส่วนด้านไหนเป็นอำนาจของผู้หลักผู้ใหญ่ในการที่จะพิจารณาความเหมาะสม เราไม่ได้เรียกร้องต้องได้อย่างนั้นอย่างนี้ แต่มันควรจะมีส่วนในการที่จะเข้าไปขับเคลื่อนนโยบายของพรรค เพื่อตอบสนองการพัฒนาจังหวัดในภาคอีสานตอนบน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะเพียงแค่การเป็น ส.ส. ไม่สามารถที่จะไปขับเคลื่อนในเรื่องการบริหารจัดการงบประมาณได้ เพราะมันขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 185 (2) มันจะผิด ถ้าเราจะขับเคลื่อน ไปจัดสรร ไปเสนองบประมาณ เพราะถ้าหากว่าเราไม่มีส่วนที่จะไปบริหารงบประมาณในฐานะผู้บริหารร่วมกับรัฐบาลแล้ว โอกาสที่จะตอบสนองต่อการดูแลพี่น้องประชาชนมันเลือนราง พี่น้องแทบจะไม่ได้รับอะไรเลย และพรรคพลังประชารัฐก็จะกลายเป็นพรรคพูดแล้วไม่สามารถที่จะปฏิบัติตามได้ อยากให้ผู้ใหญ่เข้าใจด้วยว่าเราเป็นเจ้าของพื้นที่ที่ติดต่อกับพี่น้องประชาชนตลอด เราทราบถึงความต้องการและเข้าใจพี่น้อง เราจึงเรียกร้องว่าภาคอีสานตอนบนก็ควรจะมีส่วนในการที่จะเข้าไปขับเคลื่อนร่วมกับภาคอื่นๆ อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเอกราชกล่าวในที่สุดว่า ส.ส.อีสานไม่ได้เรียกร้องตำแหน่งรัฐมนตรี แต่เราอยากเป็นคณะผู้บริหาร แค่ 2 คนก็พอแล้ว เพราะตามโพลต่างๆ โคราชได้แล้ว แต่ศูนย์ขอนแก่นกับอุบลรวมกันทั้งหมด 1,364,761 คะแนน ถ้าคิดกันเป็นสัดส่วน 71,000 คะแนนต่อ 1 คน เราได้ ส.ส.ถึง 19 คน ไม่ได้แพ้ภาคอื่นไม่ได้แพ้จังหวัดอื่น เพราะฉะนั้นปาร์ตี้ลิสต์ตั้งแต่ลำดับ 1 ถึง 16 คือคะแนนที่ไปจากภาคอีสาน
ฝากถึง&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ประชาชนกำลังดูว่า พล.อ.ประยุทธ์ที่กำลังจะถูกสภาซักฟอกคุณสมบัติที่ไม่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรี จะใช้หลักอะไรมาแบ่งปันผลประโยชน์ในการเกลี่ยเก้าอี้กระทรวงให้กับพรรคการเมืองต่างๆ จะจัดคนเป็นรัฐมนตรีตามความรู้ความสามารถ หรือจัดแบบต่างตอบแทน หรือจัดตามแรงกดดันของพรรคร่วม ซึ่งมีข่าวว่าบางพรรคร้องขอเก้าอี้ รมต.คงมีรับปากกันไว้ก่อน ถ้าไม่ให้ก็จะถอนตัวไปเป็นฝ่ายค้านอิสระ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เธอบอกว่า การเป็นผู้นำบนตำแหน่งนายกฯ ไร้ซึ่งศักดิ์ศรีและความสง่างาม เพราะได้คะแนนจาก ส.ว.ที่โมฆะในความรู้สึกของประชาชน และจากนักการเมืองที่ทรยศประชาชนไม่รักษาสัจวาจา เคยประกาศจะไม่สนับสนุนเผด็จการตอนหาเสียง รวมทั้งได้ชัยชนะมาบนกติกาที่ไม่เป็นธรรม จนถูกเด็กนักเรียนนำไปล้อเลียนบนพานไหว้ครู ทำให้ไม่มีความสง่างามเลยในสายตาประชาชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ หวั่นเกรงว่าจะกระทบความเชื่อมั่นของบรรดานักลงทุนทั่วโลก คนไทยหวังจะได้เห็นเศรษฐกิจฟื้นคงเป็นไปได้ยาก เมื่อเปิดประชุมสภาผู้แทนฯ ในแต่ละสัปดาห์ &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ต้องมาประชุม จะมาอ้างติดประชุมกรรมการชุดนั้นชุดนี้ไม่ได้ หรือแกล้งหนีประชุมเพราะไม่อยากฟังเสียงตัวแทนประชาชนก็ไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางลดาวัลลิ์กล่าวอีกว่า จึงขอให้ย้อนดูประวัติศาสตร์การเมืองสมัย พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เลขาธิการคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ที่มี พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหารเมื่อ 6 ต.ค.2519 มาเป็นนายกฯ หลังเลือกตั้งเดือน เม.ย. 2522 เป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ มีอยู่ครั้งหนึ่งในการประชุมสภาฯ พล.อ.เกรียงศักดิ์ไม่มาเข้าร่วมประชุมในฐานะนายกฯ ได้ถูก ม ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ส.ส.กรุงเทพฯ หัวหน้าพรรคกิจสังคม ยืนขึ้นพูดด้วยน้ำเสียงกราดเกรี้ยวลั่นสภาด้วยความไม่พอใจที่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ซึ่งไม่ได้เป็น ส.ส.ไม่มาร่วมประชุมเพื่อตอบกระทู้ถามในฐานะนายกฯ ว่า &amp;quot;ผมขอให้ท่านประธานสภาฯ ไปตามจิกหัวนายกฯ มันมาเข้าประชุม ส.ส.&amp;quot; หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวใหญ่หน้า 1 ทุกฉบับในเช้าวันรุ่งขึ้น พล.อ.เกรียงศักดิ์ ซึ่งได้ฉายาจากสื่อว่า &amp;quot;อินทรีย์แห่งทุ่งบางเขน&amp;quot; เป็นนายกฯ เพียง 6 เดือนก็เกิดวิกฤติ ต้องลาออก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;จึงขอฝากไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ว่า เปิดประชุมสภาแล้วอย่าหนี มาตอบมาชี้แจงฝ่ายค้านด้วยตัวเอง จะพูดพล่ามแบบพูดคนเดียวเหมือนทุกคืนวันศุกร์ 5 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ ขอแนะนำให้ถามตัวเองอีกครั้งว่า มาเป็นนายกฯ สมัย 2 เพื่อสืบทอดอำนาจเป็นการตัดสินใจที่ผิดอย่างมหันต์หรือไม่ อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ รีบสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐโดยเร็ว วันนี้พรุ่งนี้ยิ่งดี แล้วมาเป็นหัวหน้าพรรคด้วย อยากดูว่าจะไปได้สักกี่น้ำ จะได้รับความเกรงใจจากรัฐมนตรีและ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลแค่ไหน ส่วนกับ ส.ส.ฝ่ายค้านนั้นไม่มีความนับถือ ไม่เกรงใจ พล.อ.ประยุทธ์นั้นแน่นอนอยู่แล้ว&amp;rdquo; โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าว
&amp;quot;เสี่ยอ๋อย&amp;quot;ถล่ม&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการ โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว Chaturon Chaisang เป็นการแสดงความเห็นเกี่ยวกับกรณีกระแสข่าว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่จะดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ว่า เมื่อพลเอกประยุทธ์จะเป็นหัวหน้าพรรค การที่พลเอกประยุทธ์จะเป็นหัวหน้าพรรค พปชร. น่าจะเกิดจากความจำเป็นที่จะต้องมาคุมสถานการณ์ในพรรคไม่ให้แตกแยกในลักษณะไม่มีใครฟังใคร เพราะนักการเมืองประเภทเขี้ยวลากดินทั้งหลายคงไม่ยอมฟังพวกที่มาจากสายธุรกิจ แล้วมาโตทางลัดโดยผ่านการเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาล คสช. ก็มีแต่พลเอกประยุทธ์ที่จะเอาอยู่ ที่สำคัญก็เพราะมี ส.ว. 250 คนอยู่ในมือ เมื่อรวมกับเสียงพปชร.ที่พลเอกประยุทธ์ก็เป็นหัวหน้าด้วย ใครไม่อยากฟังก็ต้องฟัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่การที่พลเอกประยุทธ์มาเป็นหัวหน้าพรรคเองก็จะมีปัญหาอย่างน้อย 2 อย่างคือ หนึ่งนโยบายรัฐบาล คสช.ที่พลเอกประยุทธ์และนายสมคิดประกาศว่าต้องทำอย่างต่อเนื่อง แต่จะไม่ตรงกับนโยบายของพปชร. ที่มีพลเอกประยุทธ์เป็นหัวหน้า ไม่นับว่าพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคก็ยืนยันว่าต้องใช้นโยบายของตนบริหารประเทศ รัฐบาลนี้จะมีนโยบายอย่างไร และจะอธิบายต่อประชาชนอย่างไรว่าเหตุใดจึงไม่มีใครในรัฐบาลที่รักษาคำพูดที่ให้ไว้กับประชาชนเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สอง มีความเป็นไปได้มากที่ความสัมพันธ์ระหว่างพลเอกประยุทธ์กับผู้นำกองทัพจะเปลี่ยนไปจากสมัยที่พลเอกประยุทธ์ยังเป็นหัวหน้า คสช.อยู่ เพราะโดยประเพณีและวัฒนธรรมของไทยในหลายสิบปีมานี้ ผู้บังคับบัญชากองทัพจะไม่ยอมรับนับถือหัวหน้าพรรคการเมือง แม้หัวหน้าพรรคการเมืองจะเคยเป็นผู้นำกองทัพมาก่อนก็ตาม สถานะของพลเอกประยุทธ์และรัฐบาลจึงจะไม่มีเสถียรภาพมั่นคงเหมือนรัฐบาล คสช.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนปัญหาที่จะไม่ได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้นจากการมาเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองของพลเอกประยุทธ์เรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้เรื่องอื่นๆ ก็คือการเผชิญหน้ากับฝ่ายค้านและผู้ที่เห็นต่างทั้งในสภาและนอกสภา ซึ่งเป็นสถานการณ์ใหม่ที่พลเอกประยุทธ์ไม่เคยเจอมาก่อน ในขณะที่พลเอกประยุทธ์เองไม่อาจใช้บุคลิกแบบเดิมๆ ได้ แต่จะเปลี่ยนบุคลิกก็เป็นไปไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การผันตัวเองจากหัวหน้า คสช.ที่มีอำนาจล้นฟ้า มาเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองที่ขาลอยจากกองทัพ และต้องอยู่ท่ามกลางเสือสิงห์กระทิงแรดในพรรคการเมืองและยังต้องถูกตรวจสอบจากฝ่ายต่างๆ ที่มีอิสระและเสรีภาพมากขึ้น ก็จะทำให้การเมืองจากนี้ไปเป็นเรื่องน่าติดตามอย่างมาก
&amp;quot;ศรีสุวรรณ&amp;quot;ทำงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ออกแถลงการณ์สมาคมเรื่อง &amp;ldquo;คัดค้านการนำนักกฎหมายไร้หลักการเข้าร่วม ครม.ประยุทธ์&amp;rdquo; ระบุว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อสารมวลชนเป็นการทั่วไปว่า คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งประยุทธ์-1 จะมีการดึงนักกฎหมายไร้หลักการคนเดิมมาร่วมเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายนั้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยได้ติดตามพฤติการณ์ของบุคคลดังกล่าวมาโดยตลอด แล้วเห็นว่าหาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ดึงบุคคลดังกล่าวมาร่วม ครม.อีกครั้ง จะทำให้ภาพลักษณ์และความสง่างามของคณะรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนหมดสิ้นลง ทั้งนี้บุคคลที่จะเข้ามาร่วมคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ควรเป็นตัวแทนของประชาชนที่ผ่านการเลือกตั้งตามครรลองประชาธิปไตย ไม่ใช่เป็นอีแอบคอยเชลียร์ หรือแก้ต่างให้กับรัฐบาลโดยไม่ยืนอยู่บนหลักกฎหมายของบ้านเมือง แต่มุ่งแต่จะอธิบายหลักกฎหมายให้ผิดเพี้ยนเพื่อหวังเอาใจผู้มีอำนาจเท่านั้น ซึ่งเป็นการกระทำที่น่ารังเกียจของบรรดานักกฎหมายที่ยึดมั่นในหลักการและผดุงความเป็นธรรมทั่วประเทศ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่บุคคลดังกล่าวมาดำรงตำแหน่งเสนาบดีได้นั้น ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะผ่านกระบวนการการเลือกตั้งตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แต่กลับได้ดิบได้ดีเพราะอาศัยเป็นนักกฎหมายที่คอยหาช่องว่างทางกฎหมาย เพื่ออธิบายหรือแก้ไขให้เป็นไปตามความต้องการของผู้มีอำนาจแต่ละยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็นช่วงประชาธิปไตยเต็มใบ ครึ่งใบ หรือเผด็จการ โดยไม่คำนึงว่าจะถูกก่นด่าจากสังคมอย่างไร หรือไม่
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันถ้านายกรัฐมนตรียอมรับว่าเป็นยุคของการปฏิรูปการเมืองจริงตามปณิธาน ก็ไม่ควรนำบุคคลประเภทดังกล่าวมาร่วม ครม. อันจะเป็นตัวถ่วงทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลติดลบได้เร็วมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ยังมีนักกฎหมายที่เก่ง ฉลาด และมีประสบการณ์ทางการบ้านการเมืองที่มีคุณธรรมสูงอีกมากมายให้นายกรัฐมนตรีได้จิ้มเลือกในกลุ่ม ส.ส. 254 คนที่มีอยู่ในฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาล ดังนั้น นายกรัฐมนตรีจึงไม่ควรเลือกนักกฎหมายที่ไร้หลักการและไม่ผ่านการเลือกตั้งมาเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายยกฎหมายให้ประชาชนเขาด่าทั้งประเทศอีกต่อไป.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38651</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตั้งรัฐบาล, ปชป., ประชาธิปัตย์จบตามโผเดิม, ส.ส.ตลาดล่าง, ส.ส.อีสาน, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190615/image_big_5d04ebb6db1c2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
