<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>58902</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แจกเงินพันเยียวยาโคโรนา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ประชานิยมโคโรนามาแล้ว &amp;ldquo;อุตตม&amp;rdquo; เตรียมชง ครม.เศรษฐกิจเยียวยาล็อตแรกวงเงินกว่า 1 แสนล้านบาท ทั้งแจกเงิน 1-2 พันบาทเข้าบัญชีพร้อมเพย์ เผย 14 ล้านคนได้ประโยชน์ &amp;ldquo;17 สายการบิน&amp;rdquo; วอนคมนาคมช่วยด่วน สมาคมค้าปลีกรุดชง 4 มาตรการใหญ่อุ้ม ทั้งหั่นแวตเหลือ 5% ฟื้นช้อปช่วยชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันพุธที่ 4 มีนาคม นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ในวันศุกร์ที่ 6 มี.ค.นี้ กระทรวงจะเสนอชุดมาตรการเยียวยาผลกระทบไวรัสโคโรนา ชุดที่ 1 วงเงินมากกว่า 1 แสนล้านบาทให้ที่ประชุมพิจารณา โดยมาตรการจะประกอบด้วย มาตรการแจกเงินจำนวน 1,000-2,000 บาท ที่อยู่ระหว่างพิจารณากรอบโอนผ่านพร้อมเพย์ให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อย มนุษย์เงินเดือน ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และเกษตรกร ซึ่งจะมีผู้รับประโยชน์กว่า 14 ล้านคน
&amp;ldquo;กำลังพิจารณาว่าจะแจกครั้งเดียวหรือทยอยเป็นรายเดือน เพราะชุดมาตรการต้องการให้มีผลทันทีในช่วง 3-4 เดือนข้างหน้า โดยมาตรการนี้จะไม่เกี่ยวกับชิมช้อปใช้ และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ผู้ถือบัตรบางส่วนที่เข้าเกณฑ์ ก็จะรับการแจกเงินด้วย&amp;rdquo; นายอุตตมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.การคลังกล่าวต่อว่า ยังมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ทั้งผู้ประกอบธุรกิจและภาคท่องเที่ยวทุกกลุ่ม โดยให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำมาก (ซอฟต์โลน) เพื่อไปเป็นเงินทุนหมุนเวียน ในขณะเดียวกันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะออกมาตรการผ่อนปรนให้ธนาคารพาณิชย์สำรองหนี้เพื่อให้ปล่อยสินเชื่อ รวมทั้งมีมาตรการภาษีเพื่อช่วยผู้ประกอบการให้จ้างงานลูกจ้างต่อไป โดยมีทั้งการหักค่าใช้จ่ายมากกว่า 1 เท่า และลดภาษีหัก ณ ที่จ่าย เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีมาตรการช่วยเหลือตลาดทุนด้วย โดยปรับเกณฑ์กองทุนรวมเพื่อการออม (SFF) ให้เหมือนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่ได้ยกเลิกไปแล้ว&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ได้เน้นกับปลัดกระทรวงการคลังแล้วว่ามาตรการทั้งหมดเมื่อผ่าน ครม.เศรษฐกิจและ ครม.แล้วต้องมีผลในทางปฏิบัติทันที ซึ่งมาตรการจะมีผล 3-4 เดือน ไปจนถึงเดือน มิ.ย.-ก.ค. ส่วนผลกระทบของไวรัสโคโรนานั้น จะไปจบเมื่อไหร่ เราไม่สามารถตอบได้ เราจึงออกมาตรการดูแลชุดที่ 1 ซึ่งหมายความว่ามีความพร้อมจะออกมาตรการชุดที่ 2 และ 3 ทันที หากเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น&amp;rdquo;นายอุตตมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม กล่าวภายหลังการหารือกับตัวแทนสายการบินเอกชน 17 สายการบินที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติไวรัสว่า ภาคเอกชนได้เสนอให้รัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท., กรมท่าอากาศยาน (ทย.) และบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย (บวท.) เข้าช่วยเหลือ โดยให้ยกเว้นและลดหย่อนค่าธรรมเนียมสายการบิน เพราะแม้สายการบินจะลดค่าใช้จ่ายในองค์กร รวมทั้งจัดโปรโมชั่นกระตุ้นแล้ว แต่จำนวนผู้โดยสารต่างประเทศยังลดลง 35.2% และในประเทศลดลง 18.4% โดยผู้โดยสารทั้งหมดลดลง 2.54 ล้านคน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;มอบหมายให้ปลัดกระทรวงคมนาคมรวบรวมรายละเอียด และหาข้อสรุปแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการสายการบิน เพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจในวันที่ 6 มี.ค.นี้&amp;rdquo; นายศักดิ์สยามกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ข้อเสนอของสายการบินนั้น ได้ขอให้ ทอท.ลดการขึ้นลงอากาศยาน Landing fee, ที่เก็บอากาศยาน parking fee, การใช้สะพานเทียบเครื่องบิน และค่าเช่าพื้นที่สำนักงาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ ประธานบริหารเจ้าหน้าที่สายการบินไทยแอร์เอเชีย กล่าวว่า สายการบินมีผู้โดยสารลดลง 15-20% ซึ่งจากการหารือร่วมกับ รมว.คมนาคม ถือว่ามีแนวโน้มที่ค่อนข้างดี&amp;nbsp;
วันเดียวกัน นายคมสัน ขวัญใจธัญญา รักษาการประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ระบุถึงผลกระทบของไวรัสโควิด-19 ว่าทำให้ลูกค้าลดลงมากกว่า 30% และยังมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้กำลังซื้อหายไปจากระบบกว่า 70,000 ล้านบาท จึงเสนอ 4 มาตรการหลักในการช่วยเหลือเยียวยา คือ 1.มาตการกระตุ้นการบริโภค ประกอบด้วย ฟื้นโครงการช้อปช่วยชาติ, คืนภาษีนำเข้า, ลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จาก 7% เป็น 5% &amp;nbsp;และยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้มีเงินได้สุทธิจากเดิม 150,000 บาทแรก เป็น 300,000 บาทแรก&amp;nbsp;
2.มาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายนิติบุคคล ประกอบด้วย ยืดภาระการชำระภาษีนิติบุคคลประจำปี, ให้นิติบุคคลที่ต้องลงทุนซื้อหรือเช่าอุปกรณ์ที่ใช้ในระบบการคัดกรอง แจ้งเตือนและเฝ้าระวังผู้มีโอกาสติดเชื้อไข้หวัดโควิด-19 หักค่าใช้จ่ายลดหย่อนภาษีได้ 3 เท่า และลดอัตราค่าน้ำค่าไฟต่อหน่วยให้แก่นิติบุคคล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.มาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายการจ้างงาน ประกอบด้วย ให้กระทรวงแรงงานประกาศอัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายชั่วโมง, ให้สำนักงานประกันสังคมพิจารณาลดภาระค่าใช้จ่ายในการสมทบเข้ากองทุน และนโยบายจ้างงานผู้สูงอายุให้ปรับเพิ่มอัตราชดเชยภาษีที่นิติบุคคลสามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งเดิมหักได้เพียง 15,000 บาท/คน เป็นหักได้สูงสุด 50,000 บาท/คน
และ 4.มาตรการด้านการสร้างความความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว ประกอบด้วย ร่วมมือกับภาครัฐรณรงค์ให้ศูนย์การค้า ร้านค้าปลีกทั่วประเทศทำ Big Cleaning และภาครัฐต้องสนับสนุนให้ศูนย์การค้า ร้านค้าปลีก และแหล่งท่องเที่ยว ติดตั้งเครื่องอุปกรณ์ที่ใช้ในระบบการคัดกรอง การแจ้งเตือนและเฝ้าระวังผู้มีโอกาสติดเชื้อไข้หวัดโควิด-19 ซึ่งหลายมาตรการจะใช้เวลาชั่วคราวในช่วงวันที่ 1 เม.ย.-30 ก.ย.เท่านั้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58902</URL_LINK>
                <HASHTAG>คมนาคม, ครม.เศรษฐกิจ, ช้อปช่วยชาติ, ประชานิยม, ประชานิยมโคโรนา, สมาคมค้าปลีก, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200304/image_big_5e5fc7de5e3d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46018</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/09/2019 08:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/09/2019 08:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปรับประชานิยมให้ได้สมราคา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการประชารัฐสวัสดิการถือได้ว่าเป็นโครงการประเภท &amp;ldquo;ประชานิยม&amp;rdquo; ที่มีลักษณะการแจกเงินให้กับคนจนโดยตรง ซึ่งริเริ่มโดยรัฐบาลประยุทธ์ 1 ในปี พ.ศ. 2559 และใช้ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันภายใต้รัฐบาลประยุทธ์ 2 โดยมีแนวโน้มว่าจะมีอายุยืนยาวต่อไปอีกหลายปี จึงน่าสนใจที่จะตั้งคำถามว่าโครงการนี้มีความเหมาะสมมากน้อยแค่ไหน และหากทำต่อไปควรจะต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในกลางปี 2559 รัฐบาลได้เปิดให้มีการลงทะเบียนสำหรับคนจนที่มีรายได้ปีละไม่เกิน 100,000 บาท และมีทรัพย์สินไม่เกิน 100,000 บาท มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปและมีสัญชาติไทย มีผู้ผ่านการลงทะเบียนจำนวน 7.5 ล้านคน และได้รับเงินสวัสดิการคนละ 3,000 บาทสำหรับผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี และได้คนละ 1,500 บาทสำหรับผู้ที่มีรายได้สูงกว่า 30,000 บาทต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาในปี 2560 รัฐบาลก็เปิดให้มีการลงทะเบียนคนจนอีกครั้งหนึ่งโดยปรับคุณสมบัติให้รัดกุมขึ้น แล้วก็ขยายเวลาการลงทะเบียนจนทำให้มีผู้ผ่านการลงทะเบียนจำนวน 11.4 ล้านคน มีการแจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อใช้ชำระค่าสินค้าและบริการผ่านเครื่องชำระเงินของร้านที่รัฐบาลกำหนด โดยมีวงเงินซื้อสินค้าคนละ 200 ถึง 300 บาทต่อเดือน มีเงินส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางด้วยรถโดยสารและรถไฟรวมกันเดือนละ 1,500 บาทต่อคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี 2561 เปิดให้มีการลงทะเบียนเพิ่มเติมในกลุ่มผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยติดเตียง ปรากฏว่ามีผู้ลงทะเบียนทั้งหมดที่ผ่านคุณสมบัติเพิ่มเป็น 14.5 ล้านคน และก่อนการเลือกตั้งครั้งล่าสุดก็ยังเปิดโอกาสให้มีผู้มาลงทะเบียนเพิ่มเติมได้อีก ทำให้มีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรวมกันประมาณ 17 ล้านคน ในช่วงหลังมีการแจกเงินเพิ่มเติมให้กับผู้ที่เข้าร่วมโครงการฝึกทักษะที่หน่วยงานของรัฐจัดให้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งบประมาณที่ใช้ไปทั้งหมดในโครงการนี้เป็นเงินประมาณ 124,000 ล้านบาท ถ้าถามว่าคุ้มกับเงินที่ใช้ไปเป็นจำนวนมากนี้หรือไม่ ก็คงตอบได้ยาก เพราะเป็นการแจกเงินกับผู้มีรายได้น้อยที่อาจมีความต้องการในการครองชีพจริงๆ แต่ก็เชื่อว่าผู้ถือบัตรสวัสดิการบางส่วนไม่ใช่คนที่ยากจนจริงๆ จึงมีส่วนที่รั่วไหลอยู่บ้าง ประเด็นที่จะต้องมีการประเมินกันต่อไปก็คือคำถามที่ว่าโครงการนี้ช่วยให้คนจนที่ได้รับประโยชน์ช่วยตัวเองได้ดีขึ้นมากน้อยแค่ไหน และสามารถหลุดพ้นจากภาวะความยากจนได้หรือไม่อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมได้มีโอกาสเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาการทำรายงานวิจัยของนักศึกษาสถาบันพระปกเกล้า หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารเศรษฐกิจสาธารณะสำหรับนักบริหารระดับสูง (หรือ ปศส.) รุ่นที่ 17 กลุ่มที่ 1 โดยนักศึกษากลุ่มนี้ได้ร่วมกันศึกษาเจาะลึกและประเมินโครงการประชารัฐสวัสดิการนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเห็นว่านักศึกษากลุ่มนี้มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงโครงการในอนาคต จึงขอนำเอาประเด็นเหล่านี้มาเล่าสู่กันฟัง เผื่อผู้มีอำนาจในรัฐบาลจะได้นำไปพิจารณาต่อไป ข้อเสนอแนะสำหรับการดำเนินโครงการประชารัฐสวัสดิการสรุปได้ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการแรก แทนที่รัฐบาลจะหว่านเงินไปทั่วประเทศ รัฐบาลควรมุ่งเน้นให้ความช่วยเหลือเป็นอันดับแรกแก่ผู้ที่ยากจนในพื้นที่ที่พบว่ามีความยากจนอย่างเรื้อรังและรุนแรง ได้แก่จังหวัดที่มีความยากจนมากที่สุด เช่น แม่ฮ่องสอน นราธิวาส กาฬสินธุ์ และตาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่สอง รัฐบาลควรใช้วิธีการช่วยเหลือผู้ยากจนโดยมีการกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือสามารถพัฒนาตนเองและครอบครัวให้มีฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้นได้ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีศักยภาพในการทำงานเลี้ยงชีพได้ ตัวอย่างโครงการที่ดีที่ควรนำมาพิจารณาคือโครงการที่ชื่อว่า Bolsa Familia ของประเทศบราซิลซึ่งกำหนดให้ผู้ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลต้องมีหน้าที่ในการนำเด็กในครอบครัวเข้าโรงเรียนและฉีดวัคซีนตามที่รัฐบาลกำหนดเป็นเงื่อนไข โดยหากไม่ทำตาม รัฐบาลก็สามารถระงับเงินช่วยเหลือได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่สาม ในปัจจุบันรัฐบาลได้มอบหมายงานเป็นส่วนๆ ให้กับหลายหน่วยงานในหลายกระทรวงเป็นผู้ดูแล ทำให้การกำหนดมาตรการและการควบคุมดูแลมีลักษณะกระจัดกระจาย ขาดประสิทธิภาพในการบริหารโครงการ จึงควรจัดตั้งหรือมอบหมายกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งให้รับผิดชอบและบูรณาการเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่สี่ ฐานข้อมูลของทะเบียนผู้มีรายได้น้อยควรมีความถูกต้อง ทันสมัย รวมเฉพาะผู้ที่ยากจนจริงๆ และไม่ทำให้ผู้ยากจนบางส่วนตกสำรวจไป การตรวจสอบของข้อมูลจึงไม่ควรอาศัยเฉพาะข้อมูลที่ผู้มาลงทะเบียนกรอกให้แต่เพียงอย่างเดียว แต่จะต้องมีการ cross check กับข้อมูลจากหลายแหล่ง และควรให้บุคคลที่อยู่ใกล้ชิดกับชุมชนเป็นผู้ร่วมกลั่นกรองบุคคลที่สมควรอยู่ในทะเบียนผู้มีรายได้น้อย อีกทั้งควรตัดผู้ที่กำลังเรียนอยู่ในสถาบันการศึกษาออกไปจากทะเบียนคนยากจนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่ห้า รัฐบาลควรมีการติดตามและประเมินผลโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อกำหนดงบประมาณแต่ละปีได้อย่างเหมาะสม และลด/เลิกความช่วยเหลือแก่ผู้ที่หลุดพ้นจากความยากจนแล้ว ซึ่งจะช่วยให้การใช้เงินมีความคุ้มค่ามากขึ้น ในปัจจุบันรัฐบาลยังคงใช้เงินโดยมิได้มีมาตรการติดตามและประเมินผลเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่หก โครงการในปัจจุบันมีลักษณะเป็นโครงการระยะสั้นจัดทำเป็นรอบๆ ตามงบประมาณที่จัดสรรเป็นครั้งๆ ขาดความต่อเนื่องและซ้ำซ้อนกับโครงการอื่นๆ เช่น บัตรผู้สูงอายุ การแก้ปัญหาความยากจนเป็นเรื่องระยะยาวที่อาจต้องใช้เวลาหลายสิบปีจึงจะเห็นผลสำเร็จ รัฐบาลจึงควรกำหนดเป็นนโยบายระยะยาวของประเทศเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการวางแผนด้านการคลังสำหรับสวัสดิการของรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่เจ็ด โครงการในปัจจุบันเป็นการแก้ไขความยากจนตามรายบุคคล จึงทำให้ขาดมิติเกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาเด็กและเยาวชนในครอบครัว หากโครงการจะยึดเอาครัวเรือนเป็นหน่วยหลักในการให้ความช่วยเหลือ ก็จะทำให้สามารถตัดตอนวงจรของความยากจนในอนาคตได้โดยการพัฒนาเยาวชนให้เข้าถึงการศึกษาและการมีสุขภาพที่ดี (เป็นแนวทางที่ใช้ในโครงการของประเทศบราซิล) การดูแลคนแก่ในครอบครัวโดยลูกหลานของตนก็เป็นอีกมิติหนึ่งที่ควรได้รับการอุดหนุน&amp;nbsp; นอกจากนั้นการพิจารณาความช่วยเหลือเป็นรายครอบครัวยังอาจช่วยคัดกรองผู้ที่ไม่จำเป็นให้ออกไปจากโครงการได้ เช่นในครอบครัวอาจจะมีทั้งผู้มีรายได้น้อยและผู้มีรายได้ปานกลางรวมอยู่ด้วยกัน ซึ่งเมื่อรวมรายได้ของครัวเรือนทั้งหมดก็อาจจะไม่จำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวนั้น ทำให้สามารถใช้งบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่แปด ควรมีการติดตามความก้าวหน้าของโครงการและกำหนด exit strategy ที่ชัดเจน โดยหากผู้ร่วมโครงการมีรายได้เกินระดับรายได้ขั้นต่ำอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลก็จะยุติการช่วยเหลือ หรือรัฐบาลอาจให้ความช่วยเหลือด้านการฝึกอบรมฝีมือแรงงานควบคู่ไปด้วยเพื่อเร่งรัดให้ผู้ร่วมโครงการสามารถพัฒนาตนเองจนไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสวัสดิการของรัฐอีกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการสุดท้าย รัฐบาลไม่ควรให้เงินใช้จ่ายผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือเพื่อหวังผลคะแนนเสียงทางการเมือง เช่น แจกเงินเป็นของขวัญปีใหม่ เงินช่วยเหลือค่าเดินทางไปรับการรักษาพยาบาล ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรักษาวินัยทางการคลังไว้อย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;right&quot; style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:right&quot;&gt;พรายพล คุ้มทรัพย์&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;right&quot; style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:right&quot;&gt;วันที่ 18&amp;nbsp; กันยายน &amp;nbsp;2562&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46018</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประชานิยม, พรายพล คุ้มทรัพย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181210/image_big_5c0e10cc66712.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45385</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2019 06:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2019 06:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.เสรี&#039;สากไส้ฝ่ายแค้นอันตรายต่อประเทศ ปลุกระดมเยาวชนสร้างลัทธิชังชาติ ชิงชังรังเกียจสถาบัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.ย.62- &amp;nbsp;ดร.เสรี วงษ์มณฑา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า เมื่อเสน่ห์ของประชานิยมไม่ได้เข้มแข็งเหมือนแต่ก่อน เราก็พอจะมีความหวังว่ารัฐบาลจะมีโอกาสได้พัฒนาและแก้ปัญหาของประเทศ เรากลับต้องเจอกับปัญหาใหม่ที่น่ากลัวยิ่งกว่า พวกเขาไม่ได้ใช้ประชานิยม แต่พวกเขาปลุกระดมเยาวชนให้ชังชาติ ชิงชังรังเกียจสถาบันสำคัญๆของประเทศ ต่อต้านธรรมเนียมนิยม มุ่งมั่นทีจะเปลี่ยนแปลงประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พวกเขาสร้างวาทกรรมครอบงำเยาวชน
พวกเขาปลุกระดมให้คนต่อต้านสถาบัน
พวกเชาชักนำให้เยาวชนชังชาติ
พวกเขาหมิ่นและละเมิดกระบวนการยุติธรรม
พวกเขาต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบของไทย
พวกเขามีจิตใจที่อำมหิตในการจัดการกับคนคิดต่าง
พวกเขากำลังปลุกให้คนออกมาช่วยล้มรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากปล่อยเช่นนี้ต่อไป รัฐบาลคงไม่ต้องทำงานเพื่อพัฒนาประเทศและแก้ปัญหาให้ประชาชนเป็นแน่แท้ เพราะเขาหมั่นสร้างวาทกรรมแซะ แขวะ รัฐบาล และสร้างความแตกแยกระหว่างวัย ความแตกแยกระหว่างคนกรุงเทพกับคนต่างจังหวัด แล้วเมื่อไหร่ เราคนไทยจะหยุดแตกแยกได้อย่างไร ในเมื่อมีคนสร้างวาทกรรมให้ประชาชนแตกแยกกัน พวกเราต้องรู้เท่าทันพวกนี้ที่เป็นอันตรายของประเทศนะคะ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45385</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.เสรี วงศ์มณฑา, ต่อต้านสถาบัน, ประชานิยม, เยาวชนชังชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190724/image_big_5d3838b03413c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41119</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2019 13:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2019 13:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกษตรกรจี้&#039;เฉลิมชัย&#039;เลิกนโยบายประชานิยม ควรแก้ปัญหายางพาราตามรอย&#039;ลุงตู่&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ค.62- นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายยางและสถาบันเกษตรกรยางพาราแห่งประเทศไทย (สยยท.) เปิดเผยว่า ปัญหาราคายางตกต่ำเกิดขึ้นจากตลาดการซื้อขายยางล่วงหน้าจากประเทศจีน เกิดการบิดเบือนในราคาต้นทุนที่แท้จริง จึงอยากให้นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ จริงจังกับการแก้ไขปัญหาในระยะยาวมากกว่าการจัดการในระยะสั้น ด้วยนโยบายประชานิยม อาทิ การประกันราคายาง แต่อยากให้สานต่อแนวคิดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการส่งเสริมให้แต่ละกระทรวงนำ ยางพารา ไปใช้ในการดำเนินงานต่าง ๆ รวมทั้งนำ พระราชบัญญัติควบคุมยางและพระราชบัญญัติของกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2542 เข้ามาบังคับใช้อย่างจริงจัง เพื่อให้สามารถช่วยเหลือเกษตรกร และควบคุมการส่งออกได้อย่างแท้จริง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ภาครัฐ ควรเปลี่ยนแนวคิดใหม่ โดยส่งเสริมให้เกษตรกรพึ่งพาตนเอง ผ่านการอบรมให้ความรู้ สนับสนุนแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และการนำสินค้าสู่ตลาดราชการ เพื่อให้สินค้าเกษตรเป็นอุตสาหกรรมเพิ่มมูลค่า เช่น การนำยางมาแปรรูป เป็น โต๊ะ เก้าอี้ รองเท้า หรืออื่น ๆ ส่วนมาตรการจำกัดการใช้สารเคมี พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพรีฟอส นั้น รัฐควรแนะนำให้เกษตรกรใช้อย่างถูกต้อง และมีมาตรการตรวจสอบอย่างเข้มข้น ดีกว่าการยกเลิกใช้ เพราะจะส่งผลกระทบต่อระบบเกษตรกรรม เสียหายหลายแสนล้านบาท แล้วใครจะรับผิดชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ เกษตรกรกลุ่มอ้อย กำลังประสบปัญหาเรื่องราคาอ้อยตกต่ำ จากเดิมเฉลี่ยตันละ 1,000 บาท เหลือเพียง 700 บาท ภัยแล้งส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิตที่หายไปกว่าร้อยละ 30 และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น จากกระแสข่าวการแบนที่มีมาเป็นระลอก จนมาถึงข้อสรุปจากคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ให้มีการจำกัดการใช้ 3 สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41119</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน, ประชานิยม, ปัญหาราคายางพารา, รมว.เกษตรและสหกรณ์, อุทัย สอนหลักทรัพย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190716/image_big_5d2d6f1798679.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37573</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2019 07:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2019 07:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไส้ทะลัก!&#039;ดร.เสรี&#039;ถามปชป.ไม่ชอบลุงตู่พอเข้าใจ แต่ยังเลือกพวกล้มเจ้าเผาเมืองมีเรื่องโกงอันนี้ไม่เข้าใจ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
4 มิ.ย.62- ดร.เสรี วงษ์มณฑา &amp;nbsp;โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ไม่ชอบลุงตู่พอเข้าใจ แต่ยังเลือกพวกล้มเจ้า เผาเมือง มีเรื่องโกง อันนี้ไม่เข้าใจ เสพติดประชานิยมหรือเปล่า ถ้าใช่ก็เห็นแก่ตัวนะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37573</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.เสรี วงษ์มณฑา, ประชานิยม, ลุงตู่, ล้มเจ้า, เผาเมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190523/image_big_5ce5f1e46604d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33025</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2019 09:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2019 09:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เกษียร&#039;ถามทำไมจึงเกิดความคิดไล่คนอื่นออกจากประเทศ อาวุธฝ่ายขวาแพร่จากชนชั้นนำ กระฎุมพี สู่รากหญ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 เม.ย.62- ศาสตราจารย์ เกษียร เตชะพีระ โพสต์กลอนผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Kasian Tejapira ตั้งประเด็น ทำไมจึงเกิดความคิดไล่คนอื่นออกจากประเทศ? แง่มุมด้านแนวคิดอุดมการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณ Tomorn Sookprecha ได้หยิบยกปัญหาอันแหลมคมจากปรากฏการณ์ที่เรามักได้พบเห็นบ่อยช่วงความขัดแย้งทางการเมืองเข้มข้นรุนแรงสิบปีที่ผ่านมา ตั้งขึ้นเป็นกระทู้และค้นคว้าข้อมูลเหตุผลมาตอบอย่างละเอียดชัดเจนในแง่มุมกฎหมาย https://tomorn.co/2019/04/05/expel/&amp;hellip;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเห็นด้วยกับคุณโตมรทุกประการ แต่อยากเพิ่มข้อสังเกตบางอย่างในแง่มุมที่แตกต่างออกไปคือด้านแนวคิดอุดมการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในแง่หนึ่ง การเกิดความคิดไล่คนอื่นออกจากประเทศสะท้อน &amp;quot;จิตใจเป็นเจ้าของชาติ&amp;quot; (civic nationalism) ที่แพร่หลายกระจายออกไปในหมู่คนวงกว้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าเทียบกับสมัยที่ &amp;quot;ชาติ&amp;quot; และ &amp;quot;รัฐ&amp;quot; ถือว่าเป็นขององค์อธิปัตย์โดยสิทธิ์ขาดก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ (absolutist state &amp;amp; official nationalism) แล้วก็นับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่คืบหน้าไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากเดิมที่ &amp;quot;จิตใจเป็นเจ้าของชาติ&amp;quot; จำกัดแคบในหมู่ชนชั้นนำแล้วค่อยแผ่กว้างขึ้นตามลำดับไปสู่ชนชั้นกระฎุมพีข้าราชการ (ช่วง ๒๔๗๕) และมวลชนคนชั้นกลาง (ช่วง ๒๕๑๖ - ๒๕๓๕) และรากหญ้าในปัจจุบัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนบางคนในหมู่มวลชนสามารถลุกขึ้นมา &amp;quot;ไล่คนอื่นออกจากประเทศ&amp;quot; ด้วยความรู้สึกว่าตนมีสิทธิ์ทำเช่นนั้นได้เพราะมีหุ้นส่วนเป็นเจ้าของประเทศคนหนึ่งด้วยเหมือนกัน ไม่ใช่ของชนชั้นนำเดิมหรือผู้ปกครองรัฐกลุ่มเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปรากฏการณ์คิดการเมืองเชิงศีลธรรมแบบแบ่งข้างแยกขั้วเป็นสอง ระหว่าง [ประชาชนคนไทยผู้บริสุทธิ์ถูกต้องชอบธรรมเป็นคนดี] กับ [คนไม่ดีที่ไม่ใช่ประชาชนและไม่ใช่ส่วนหนึ่งของชาติจึงไม่ใช่คนไทย] ฉะนั้นควรขับไล่ให้พ้นออกไปจากแผ่นดินประเทศชาตินี้ อาจนับได้ว่าเข้าข่ายชาตินิยม-ประชานิยม (populist-nationalism)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชั่วแต่ว่ามันเป็นชาตินิยม-ประชานิยมที่คับแคบและเอียงขวา (narrow rightwing populist-nationalism) ที่ตั้งอยู่บนอุดมการณ์ที่ผมเรียกว่า &amp;quot;อุดมการณ์ชาติพันธุ์ไทย&amp;quot; (the ethno-ideology of Thainess)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กล่าวคือ ผูกติดความหมายเชิงเนื้อหาและคุณค่าทางอุดมการณ์และการเมืองบางอย่างฝากฝังไว้กับความเป็นชาติพันธุ์ไทย ถือว่ามันเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแยกไม่ออก และฉะนั้น หากคิดต่างออกไปทางอุดมการณ์และการเมืองในประเด็นนั้น ๆ แล้วก็ไม่นับเป็นคน(ชาติพันธุ์)ไทย และไม่ควรอยู่ในประเทศไทย... มิไยว่าโดยเนื้อแท้แล้วบุคคลที่คิดต่างนั้นจะมีสายโลหิตหรือถือกำเนิดในแผ่นดินไทยหรือไม่อย่างไร ก็ไม่แคร์และไม่เกี่ยว ต่อให้เขามีสายเลือดไทย เกิดในแผ่นดินไทย แต่ถ้าคิด &amp;quot;ไมไทย&amp;quot; แล้ว ก็ถือว่าเท่ากับไม่มีชาติพันธุ์ไทย ไล่ออกนอกประเทศได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุดมการณ์ชาติพันธุ์ไทยนี้เป็นอาวุธทางอุดมการณ์ของฝ่ายอนุรักษนิยมในประเทศไทยมาช้านาน และได้ถูกใช้เป็นข้ออ้างกล่าวหาให้ร้ายและขับไสไล่ส่งผู้เห็นต่างทางอุดมการณ์และการเมืองมาแล้วหลายคน อย่าง อ. ปรีดี พนมยงค์, อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์, หรือแม้แต่ คุณอานันท์ ปันยารชุน ก็เคยถูกกล่าวหาว่าเป็น &amp;quot;ลูกญวน&amp;quot; ค่าที่ท่านปฏิบัติหน้าที่ฟื้นฟูสัมพันธ์ไทย-เวียดนามในปี ๒๕๑๙ ในฐานะปลัดกระทรวงการต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเกรงว่าแม้จะไม่มีฐานทางกฎหมายให้ไล่เพื่อนคนไทยที่เห็นต่างออกไปจากประเทศ แต่ตราบใดที่ &amp;quot;จิตใจเป็นเจ้าของชาติ&amp;quot; ของมวลชนชาตินิยม-ประชานิยมส่วนหนึ่งยังอยู่บนฐานอุดมการณ์ชาติพันธุ์ไทยฝ่ายอนุรักษนิยมอันคับแคบแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำประณามขับไล่คนเห็นต่างที่เป็นเพื่อนร่วมชาติให้ออกไปจากประเทศด้วยข้อหาว่า &amp;quot;ไม่ใช่คนไทย&amp;quot; ก็จะยังคงถูกหยิบมากล่าวอ้างอย่างไร้เหตุผลอยู่สืบไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33025</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิตใจเป็นเจ้าของชาติ, ชาตินิยม, ประชานิยม, ศาสตราจารย์ ดร.เกษียร เตชะพีระ, ไม่ใช่คนไทย, ไล่คนอื่นออกจากประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181003/image_big_5bb485cc932de.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30937</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/03/2019 09:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/03/2019 09:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เด็กบิ๊กป้อม&#039;เตือนระวัง6เหตุการณ์สนองนโยบายขายฝัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มี.ค.2562 - นายไพศาล พืชมงคล กรรมการ ผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า การแข่งแย่งกันหาเสียงในเรื่องประชานิยม &amp;quot;ลดแลกแจกแถม&amp;quot;กำลังเป็นพิษแล้ว!! เพราะบางโครงการที่ทำอยู่กำลังถังแตกหมดเงิน &amp;nbsp;โดยที่ไม่มีพรรคใด เสนอนโยบายหาเงินเข้ารัฐเลย!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นเมื่อนักการเมืองเขาจะเอาเงินภาษีเราไปแจกกันขนาดนี้ ประชาชนเราก็ต้องช่วยกันคิดว่าจะหาเงินไปให้เขาแจกแถมกันอย่างไร! เพราะอาจเกิดเหตุดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.อาจขึ้นภาษีประเภทต่างๆเพื่อเอาเงินไปใช้จ่ายตามที่สัญญาว่าจะลดแลกแจกแถมให้เพียงพอ &amp;nbsp;2.อาจขายรัฐวิสาหกิจให้ต่างชาติหรือเจ้าสัว รวมทั้งยกสิทธิบัตรต่างๆขายให้กับต่างชาติหรือเจ้าสัว &amp;nbsp;3.อาจเอาที่หลวงออกขาย &amp;nbsp;4.อาจให้ต่างชาติเข้ามาเช่าที่ดินประเทศไทยอีกหลายพื้นที่ 5.อาจส่งคนไทยไปหางานทำต่างประเทศ
และ 6.อาจรับต่างชาติเข้ามาอยู่ในเมืองไทยให้มากเพื่อช่วยเสียภาษี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุการณ์แบบนี้ จะเกิดขึ้นได้ ถ้าเรา สนับสนุน นโยบายลดแลกแจกแถม เอาไงดีครับพี่น้อง!!
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30937</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี, ประชานิยม, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, เฟซบุ๊ก, โพสต์, ไพศาล พืชมงคล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190303/image_big_5c7b3f0814ac2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
