<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>76918</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/09/2020 13:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2020 13:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เด็กเพื่อไทยข้องใจสารพัดนโยบายประชารัฐ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.ย.2563 &amp;ndash; น.ส.จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย กล่าวอภิปรายถึงความล้มเหลวในการดำเนินนโยบายผ่านโครงการต่างๆอย่างผิดพลาดว่า โครงการตลาดประชารัฐใช้งบประมาณกว่า 562ล้านบาท เพื่อจะสร้างตลาดประชารัฐ 471 แห่ง แต่จนถึงวันนี้กลายเป็นตลาดประชาร้าง ถูกปล่อยทิ้งเอาไว้ นอกจากนี้ในโครงการเน็ตประชารัฐ ที่หวังจะให้หมู่บ้านทั่วประเทศกว่า 7 หมื่นหมู่บ้าน แม้ กสทช.ได้ไปตั้งเสาสัญญาณหลายพื้นที่ มีการใช้งบประมาณไปแล้วหลายพันล้านบาท ก็เป็นการใช้งบสูงเกินจริง แต่ทุกวันนี้กลายเป็นอนุสาวรีย์ประจำหมู่บ้านไปแล้ว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขณะที่โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจน มีการใช้งบประมาณไปร่วมแสนล้านบาท แต่ สตง.ได้ระบุในรายงาน ไม่สามารถแสดงความเห็นต่อรายงานการเงินของกองทุนประชารัฐได้ ทั้งที่มีการใช้เงินไปแล้วเกือบแสนล้านบาท กลับตรวจสอบไม่ได้ ขาดความโปร่งใส ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ ชี้แจงต่อสภาฯ ตั้งแต่ตั้งโครงการดังกล่าว ได้ใช้เงินไปเท่าไหร่ ทำไมถึงไม่มีบัญชีรายงานต่อส ตง. เป็นการใช้เงินตามวินัยการเงิน การคลังหรือไม่ รวมทั้งเมื่อมีโครงการนี้ขึ้นมา ประชาชนกลับยากลำบากยิ่งขึ้น ต่างจากเจ้าสัว จึงมีคนพูดว่า แท้จริงแล้วโครงการดังกล่าวเป็นการผันเงินจากคนจนไปสู่คนบางกลุ่มหรือไม่&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.จิราพรอภิปรายอีกว่า ไทยเคยได้ชื่อว่าเป็นเสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย แต่ในวันนี้เราอาจกลายเป็นเต่าเอเชีย รอให้ประเทศอื่นคลานแซงไป ในช่วงที่ประเทศต้องการผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจ แต่กลับได้ผู้นำ ไม่มีความรู้ความเข้าใจทางเศรษฐกิจเลย และสร้างความหวาดกลัวให้ประชาชน แม้หลายคนได้กลิ่นรัฐประหาร แต่เชื่อว่าทำได้ไม่ง่าย ประชาชน นิสิตนักศึกษาตื่นรู้หมดแล้ว ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกจากตำแหน่งนายกฯ หรือประกาศต่อหน้าสภาฯ ตนได้เตรียมหนังสือลาออกไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ เพียงแค่ท่านลงนาม ก็จะพาประเทศพ้นวิกฤติบ้านเมืองครั้งนี้ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76918</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.จิราพร สินธุไพร, ประชารัฐ, พรรคเพื่อไทย, มาตรา 152, ส.ส.ร้อยเอ็ด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200703/image_big_5efef21862191.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63631</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2020 18:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2020 18:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จตุพร&#039;ชี้โพรงเหนือกว่ารัฐบาลขอทานคือผลประโยชน์ทับซ้อนเจ้าสัวประชารัฐ  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 เม.ย.63- ที่สถานีโทรทัศน์พีซทีวี มีการจัดรายการลมหายใจ พีซทีวี เวทีทัศน์ ยังคงจัดในรูปแบบสตูดิโอและงดกิจกรรมร้องรำทำเพลง มีเพียงการสื่อสารของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ซึ่งกล่าวในรายการตอนหนึ่งว่า ไม่เชื่อ ประเทศไทยมีรัฐบาลขอทาน นายกรัฐมนตรีแถลงการณ์ จะทำจดหมายเปิดผนึกถึงเจ้าสัวลำดับที่ 1 ถึง 20 ของประเทศไทย จนกระทั่งมีแฮชแท็กติดในทวิตเตอร์ ว่ารัฐบาลขอทาน ซึ่งตนเองไม่เชื่อ บรรยากาศของประเทศไทยเหมือนอยู่ในสภาพของสงคราม เกิดภัยพิบัติอย่างรุนแรง ประชาชนคนไทยต้องไปต่อแถวเพื่อรับเงิน รับของบริจาค ข้าวสารอาหารกล่อง ซึ่งไม่คาดคิดมาก่อนว่า สภาพการณ์ของประเทศไทยเราเดินมาถึงจุดนี้กันได้อย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจตุพร กล่าวว่า ทั้งที่งบประมาณแผ่นดินของประเทศไทยปี 2563 มีมูลค่าทั้งสิ้น 3.2 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ถ้อยคำที่ นายกรัฐมนตรีออกแถลงการณ์นั้นไม่มีข้อความใด ที่ไปขอสตางค์จากบรรดาเจ้าสัว แต่ภาพมันฟ้อง ว่าบริหารจัดการจนประชาชนอดอยากเข้าแถวรับของบริจาคแทบจะเหยียบกันตายโดยไม่คำนึงถึงมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม เพราะ คนกลัวตายมากกว่ากลัว โควิด- 19 ซึ่งตอนเเรกคนก็กลัว แต่ตอนนี้กลัวจนกล้า มีการฆ่าตัวตายไม่เว้นแต่ละวัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจตุพร ระบุว่า ขณะเดียวกันประสิทธิภาพของผู้ที่รับผิดชอบเรื่องการแจกเงินเยียวยา ซึ่งที่ผ่านมาตนเองก็เคยอธิบายไว้ว่า ที่พลเอกประยุทธ์บอกว่า มีเงินเยียวยาแค่เดือนเดียวเท่านั้น ต่อมาก็แก้ข่าวว่า แจกได้ 3 เดือน อยากถามพลเอกประยุทธ์ว่า ในขณะนั้นเอาข้อมูลที่ไหนมาแถลงข่าวว่ามีเงินเยียวยาเพียงเดือนเดียว จนกระทั่งต้องไปตราพระราชกำหนดกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท แต่ทุกมาตรการเป็นไปด้วยความล่าช้า ตอนกู้เงินเร็วเสมือนกับกระต่าย แต่พอเยียวยาช้ากว่าเต่าขาขาด และขอให้ขอเสียทีกับการออกมาพูดแบบไม่รับผิดชอบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะการใช้ เอไอ คัดกรองประชาชนกว่า 27 ล้านคน ปรากฏว่าเห็นหน้าคนส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรกับนักศึกษาแทบทั้งหมด ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่จะต้องไปเยียวยาคนที่เป็นเกษตรกร เมื่อคนที่ไม่ได้เป็น เกษตรกรจริง แต่เอไอ บอกว่าเป็นเกษตรกร คนเหล่านี้จะโดนข้อหาแจ้งความเท็จหรือไม่ หรือเอไอ เฟคนิวส์ นี่เป็นความเหลวแหลก อย่างไรก็ดีควรไปลดภาระเรื่องค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะเรื่องค่าไฟ ปรากฏว่าค่าไฟเดือนนี้แพงแทบทุกบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจตุพร ระบุว่า &amp;nbsp;เมื่อแสดงเจตนาว่าจะคุยกับบรรดาเจ้าสัวทั้ง 20 คนซึ่งส่วนใหญ่ก็อยู่กลุ่มทุนประชารัฐอยู่แล้ว ได้ประโยชน์จากสัมปทานผูกขาด ได้ประโยชน์กับการเลือกมาตรการ มีอำนาจเหนือการตลาดจากการเปิดช่องว่างให้ ดังนั้น การที่ไปทำจดหมายเปิดผนึกถึงบรรดาเจ้าสัวนั้นสิ่งที่น่ากลัวกว่าการขอสตางค์ คือ ผลประโยชน์ทับซ้อน ประเทศไทยคนไทยจะต้องเสียอะไร เช่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล มีข่าวออกมาว่า จะเปิดให้บริการวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ ถามว่ารู้ได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายจตุพร กล่าวอีกว่า หากรัฐบาลชุดนี้พังเพราะเรื่องการแจกเงิน โลกต้องจดจำเพราะสุดท้ายแล้วยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ควรระดมความคิดเห็นจากคนทั้งชาติ ไม่ใช่มา่เต้นการรับข้อเสนอและจาก 20 เจ้าสัว วันนี้ สิ่งสำคัญที่สุดในการบริหารประเทศ คือศักยภาพ ตามด้วยคำว่าประสิทธิภาพ และความโปร่งใส เเม้ว่าวันนี้จะยึดอำนาจจากบรรดานักการเมืองส่วนใหญ่มาใช้ข้าราชการประจำ แต่ก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้ ดังนั้น เมื่อไม่สามารถแก้ไขปัญหาความอดอยากได้ ในทางการแพทย์ก็สามารถควบคุมได้ ทุกคนในประเทศมีหน้ากากอนามัยใช้หากรัฐบาล ยังไม่มีประสิทธิภาพ เรื่องการแจกเงินและปล่อยให้คนอดอยาก ก็ควรยกเลิก พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเสียให้ประเทศเดินต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ประเทศไทยเราต่างฝ่ายต่างได้ให้ความร่วมมือ กับรัฐบาลและให้โอกาสมาค่อนข้างล่าง ซึ่งเชื่อว่าจากนี้ไป ก็ถือว่าเป็นคำเตือนที่ไม่ได้มาจากตนเอง หากประชาชนกลัวอดตายชนิดที่ทนกันไม่ได้ ไม่กลัวโควิด -19 กันอีกต่อไป และสภาพการเหมือนวันนั้นไม่มีใครกลัวใครกันอีกแล้ว มองว่าเรื่องเหล่านี้น่าเป็นห่วง เพราะรัฐบาลชุดนี้มีโอกาสมากที่สุด แต่กลับได้ประสิทธิภาพ ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงนั้นคือความทุกข์ของคนไทย .&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63631</URL_LINK>
                <HASHTAG>จตุพร พรหมพันธุ์, นปช., ประชารัฐ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รัฐบาลขอทาน, เจ้าสัว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200412/image_big_5e9300be3df87.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43633</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/08/2019 14:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/08/2019 14:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.อาทิตย์&#039;ชี้แก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบประชารัฐคือหายนะของชาติ ลั่นต้อง&#039;สังคมธรรมาธิปไตย&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ส.ค.62 - ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต &amp;nbsp;โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊ก ระบุว่า แก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบประชารัฐ คือ หายนะของชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต้อง &amp;quot;สังคมธรรมาธิปไตย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นาข้าวชาวนาอัจฉริยะ ชาวนาไม่ขายข้าวเปลือก แต่ขายข้าวสาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กัญชาเสรีเพื่อการแพทย์สำหรับประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลาดนัดลานแบร์แชร์มังคุด ข้าว ทุเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Street Food Charming of Thailand&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ไผ่กู้ชาติ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุวรรณภูมิแดนสวรรค์แห่ง SME และ Micro SME&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อสตก. องค์การสินเชื่อและตลาดเพื่อการเกษตร และ Talad Tawan เพื่อเกษตรกรสู้กับ 7-11 และ Alibaba&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43633</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประชารัฐ, สังคมธรรมาธิปไตย, อาทิตย์ อุไรรัตน์, แก้ปัญหาเศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190508/image_big_5cd274c6d9a71.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30256</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/03/2019 20:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/03/2019 20:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประชารัฐพ่นพิษ!ผู้ว่าฯขอนแก่นถอยตั้งคกก.ศึกษาหลังผุดไบโอฮับไม่เห็นหัวชาวบ้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 มี.ค.62- กลุ่มชาวบ้านฮักบ้านเกิด ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของชาวบ้าน บ้านเมืองเพีย เครือข่ายอนุรักษ์แก่งละว้า กลุ่มอนุรักษ์ป่าโคกหนองม่วง และชาวบ้าน อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น คัดค้านโครงการโรงงานน้ำตาลและโรงงานไฟฟ้าชีวมวล ภายใต้โครงการเศรษฐกิจชีวภาพ จ.ขอนแก่น ซึ่งจะมีการตั้งนิคมอุตสาหกรรมบริเวณอำเภอบ้านไผ่ ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นดำเนินการดังนี้ 1. ให้เปิดเผยข้อมูล ไม่ว่าจะเป็น แผนการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพทั้งหมดในพื้นที่ มาตรการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพฯ รวมถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสีย ประชาชน และชุมชนที่เกี่ยวข้องได้รับข้อมูลทุกด้านอย่างทั่วถึง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ให้ตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน ทำการศึกษารายละเอียดของโครงการไบโอฮับ ในอำเภอบ้านไผ่ วิถีชีวิต สังคมวัฒนธรรม และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อาจจะได้รับผลกระทบจากโครงการ ร่วมกับการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่ประเทศไทยยังขาดประสบการณ์ ขาดความเชี่ยวชาญ ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะในการกำกับดูแล และอาจไม่มีองค์ความรู้มากพอในการจัดการผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ให้มีคำสั่งถึง ผู้ประกอบการกลุ่มมิตรผล และบริษัทที่ปรึกษาที่รับจ้างทำ EIA ห้ามจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเพื่อจัดทำรายงานผลการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเพื่อกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (ค.1). ไม่ว่าจะเป็นโครงการใด จนกว่ารัฐจะให้ข้อมูลทั้งหมดต่อผู้มีส่วนได้เสีย ประชาชน และชุมชนที่เกี่ยวข้องให้ได้รับข้อมูลทุกด้านและอย่างทั่วถึง และจนกว่าคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐและภาคประชาชนจะศึกษาผลกระทบจากโครงการ และจัดทำรายงานการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ SEA จนแล้วเสร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้สืบเนื่องจากเดือนมกราคม ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการกลุ่มมิตรผล ร่วมกับนายอำเภอบ้านไผ่ ได้นัดหมายจัดการประชุมกับชาวบ้าน โดยอ้างว่าเป็นการประชุมเพื่อชี้แจงข้อมูลโครงการโรงงานอ้อยและน้ำตาลขนาด 2หมื่นตันต่อวัน พ่วงกับโรงไฟฟ้าชีวมวล 32 เมกกะวัตต์ ซึ่งเป็นโครงการที่จะก่อสร้างในพื้นที่ที่มีการวางเป้าหมายเป็น ศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพ หรือไบโอฮับ ตามนโยบายประชารัฐของรัฐบาลที่เผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนสำนักต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันผู้ประกอบการได้กว้านซื้อที่ดินเตรียมไว้แล้วประมาณ 4 พันไร่ แต่การจัดประชุมชี้แจงข้อมูลดังกล่าวไม่ได้เปิดเผยข้อมูลที่แท้จริงให้ชาวบ้านได้รับรู้ข้อมูลอย่างรอบด้านของแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่กลุ่มฮักบ้านเกิด มีความกังวลในเรื่องผลกระทบที่เกิดขึ้น หากจะมีการตั้งไบโอฮับ หรือนิคมอุตสาหกรรมชีวภาพ หรือโรงงานต่างๆ ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่จะส่งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพสูง รวมทั้งผลกระทบทางสังคมวัฒนธรรม ผลกระทบต่อน้ำชีและพื้นที่ชุ่มน้ำแก่งละว้า ปัญหามลพิษด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ เช่น ปัญหาฝุ่นขนาดเล็กซึ่งมีความวิกฤตอยู่แล้ว ปัญหาที่จะเกิดกับเมืองเก่าแก่โบราณบ้านเมืองเพีย ซึ่งมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี โบราณวัตถุ ที่ชาวบ้านเมืองเพียเคารพสักการะ เป็นจิตวิญญาณของบ้านเมืองเพียและชาวขอนแก่นที่ยังคงปรากฏอยู่ด้วยการอนุรักษ์และฝังอยู่ใต้ดิน รวมถึงในบริเวณที่ดิน 4 พันไร่ที่ผู้ประกอบการได้กว้านซื้อไว้ก็เป็นส่วนหนึ่งของเมืองโบราณบ้านเมืองเพียในอดีตด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามภายหลังการยื่นหนังสือ และเข้าพบผู้ว่าราชการจ.ขอนแก่น ได้มีผลการเจรจาโดยผู้ว่าฯขอนแก่น ได้มีคำสั่งให้ 1. ตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับภาคประชาชน เพื่อร่วมกันศึกษาและประเมินข้อมูลโครงการให้รอบด้าน เนื่องจากจังหวัดยังไม่มีข้อมูลโครงการ 2. ให้ศูนย์ดำรงค์ธรรมตรวจสอบกรณีมีผู้นำชุมชนข่มขู่คุกคาม ชาวบ้านสมาชิกกลุ่มฮักบ้านเกิดที่ออกมาคัดค้านโครงการ พร้อมทั้งตรวจสอบกรณีที่มีการปล่อยข่าวลวงว่าโครงการผ่านกระบวนการประชาพิจารณ์เรียบร้อยแล้ว 3. จังหวัดจะประมวลสถานการณ์ทั้งหมดรายงานต่อส่วนกลาง เพื่อขอข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ แผนยุทธศาสตร์อ้อยและน้ำตาลทราย 10 ปี (พ.ศ.2558 &amp;ndash; 2569) ของ สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล (สอน.) วางเป้าหมายในการผลิตไฟฟ้าชีวมวลจาก 1,542 เมกะวัตต์ เป็น 4,000 เมกะวัตต์ โดยในปี 2554 และปี 2558 สอน. ได้ออกใบอนุญาตให้โรงงานน้ำตาลแห่งใหม่ โรงงานน้ำตาลขยายกำลังผลิต และโรงงานน้ำตาลขยายกำลังผลิตไปตั้งยังพื้นที่ใหม่ ในภาคอีสานรวม 29 โรงงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2560 มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อการขับเคลื่อนการลงทุนอุตสาหกรรมชีวภาพในประเทศไทย ตามนโยบายประชารัฐ สู่การพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรม ระหว่างบริษัทเอกชน 13 ราย และหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษาและการวิจัย รวม 23 หน่วยงาน โดยจะมีการลงทุนโครงการต่าง ๆ 5 กลุ่ม ในช่วงระยะเวลา 10 ปี ในภาคอีสาน ได้แก่ 1) กลุ่มเอทานอล จากการใช้อ้อยและมันสำปะหลัง เป้าหมายผลิต 2,506 ล้านลิตรต่อปี 2) กลุ่มโรงงานชีวมวลจากชานอ้อย เป้าหมายผลิตไฟฟ้า 1,800 เมกะวัตต์ และการนำกากมันมาผลิตเป็นก๊าซชีวภาพแล้วนำไปผลิตไฟฟ้า 336 - 500 เมกะวัตต์ 3) กลุ่มไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ 4) กลุ่มไบโอพลาสติก หรือ พลาสติกชีวภาพ 5) กลุ่มแป้งและน้ำตาล และกลุ่มอุตสาหกรรมยา ชีววัตถุ วัคซีนขั้นสูงโดยการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพจะมี &amp;ldquo;ศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพ หรือไบโอฮับ&amp;rdquo; ในพื้นที่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ซึ่งผู้ประกอบการได้กว้านซื้อที่ดินไว้แล้วประมาณ 4,000 ไร่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ การดำเนินการตามนโยบายขั้นตอนของหน่วยงานต่างๆ &amp;nbsp;ชาวบ้านที่อาจได้รับผลกระทบหรือเป็นผู้มีส่วนได้เสียส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับรู้ข้อมูลในเรื่องดังกล่าวมาก่อน โดยทั้ง อบต.เมืองเพีย นายอำเภอบ้านไผ่ อุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น และ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เขต 4 ขอนแก่น ปฏิเสธไม่รับรู้และไม่มีข้อมูลของแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30256</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มฮักบ้านเกิด, ขอนแก่น, ประชารัฐ, มิตรผล, โรงงานต่อเนื่องอ้อย น้ำตาล, ไบโอฮับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190301/image_big_5c792da754265.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26725</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/01/2019 14:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/01/2019 14:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กองทุนหมู่บ้านฯ สานพลังจัดงาน “มหกรรมแสดงผลการดำเนินงานโครงการตามแนวทางประชารัฐ” ช่วยเศรษฐกิจฐานรากได้ผลตามเป้า เผย ๓ ปี ยกระดับชุมชนกว่า ๗๐,๐๐๐ กองทุน ผ่าน ๒๐๐,๐๐๐ โครงการ เกิดการจ้างงานกว่า ๑.๖ ล้านคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) เป็นประธานในงาน &amp;ldquo;มหกรรมแสดงผลการดำเนินงานโครงการตามแนวทางประชารัฐของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง จัดโดยสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พร้อมระบุ ๓ ปีที่ผ่านมา (๒๕๕๙-๒๕๖๑) กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองดำเนินโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตให้ประชาชน ในหมู่บ้านและชุมชนเมืองกว่า ๗๐,๐๐๐ กองทุน ผ่านการดำเนินโครงการตามแนวทางประชารัฐ กว่า ๒๐๐,๐๐๐ โครงการ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในการทำประชาคมโดยประชาชน เพื่อประชาชน ผ่านกลไกของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองทั่วประเทศ โดยมีผู้แทนกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองจากทุกจังหวัดทั่วประเทศมาร่วมงานประมาณ ๒๐,๐๐๐ คน ณ อาคารชาเลนเจอร์ ๒ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) ระบุว่า รัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ในการขับเคลื่อนโครงการต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาความยากจน รวมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างยั่งยืน โดยรัฐบาลมีความเชื่อมั่น และไว้วางใจในกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองซึ่งมีอยู่ ทั่วประเทศว่าจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก โดยลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสในการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้เป็นอย่างดี รัฐบาลจึงได้สนับสนุนงบประมาณให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ทั้ง ๗๙,๕๙๕ กองทุน ให้ดำเนินโครงการตามแนวทางประชารัฐ ใน ๓ ปีต่อเนื่อง คือ ๑. โครงการเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ ในปี ๒๕๕๙ วงเงิน ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท ๒.โครงการเพิ่มศักยภาพหมู่บ้านและชุมชนเพื่อความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก ในปี ๒๕๖๐ วงเงิน ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท และ ๓.โครงการพัฒนาหมู่บ้านและชุมชนอย่างยั่งยืนโดยศาสตร์พระราชา ตามแนวทางประชารัฐ ในปี ๒๕๖๑ วงเงิน ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ตลอดระยะเวลาเกือบ ๓ ปี กองทุนหมู่บ้านและชุมเมือง กว่า ๗๐,๐๐๐ กองทุน ได้จัดทำและดำเนินโครงการตามแนวทางประชารัฐดังกล่าว กว่า ๒๐๐,๐๐๐ โครงการ ก่อให้เกิดประโยชน์หลายมิติ เช่น ทำให้เกิดร้านค้าชุมชนไม่น้อยกว่า ๒๕,๐๐๐ ร้านค้าทั่วประเทศ โครงการน้ำดื่มชุมชนไม่น้อยกว่า ๑๐,๐๐๐ โครงการ โครงการส่งเสริมการเกษตรไม่น้อยกว่า ๕๖,๐๐๐ โครงการ โครงการบริการเพื่ออุปโภค-บริโภค ไม่น้อยกว่า ๔๕,๐๐๐ โครงการ โครงการผลิตภัณฑ์ประชารัฐไม่น้อยกว่า ๓๗,๐๐๐ โครงการ และโครงการตลาดประชารัฐไม่น้อยกว่า ๒,๙๐๐ โครงการ นอกจากนี้ การดำเนินโครงการประชารัฐยังก่อให้เกิดการจ้างงานประชาชนในหมู่บ้านและชุมชน กว่า ๑.๖ ล้านคน ทำให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองมีรายได้รวม ๓ ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่น้อยกว่า ๓๙,๐๐๐ ล้านบาท ได้รับผลกำไรกว่า ๘,๕๐๐ ล้านบาท ประการสำคัญก็คือ การทำให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองมีโอกาสฟื้นฟูกลับมาเป็นกองทุนที่เข้มแข็ง ตามนโยบายของรัฐบาที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอีกกว่า ๕,๐๐๐ กองทุน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;และเพื่อประกาศความสำเร็จที่จะนำไปสู่การถอดบทเรียนเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ อีกทั้งยังเป็นการสร้างความพร้อมเพื่อการพัฒนาต่อยอดการดำเนินโครงการตามแนวทางประชารัฐที่ดำเนินการโดยกลไกของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง และเป็นการให้กำลังใจแก่คณะกรรมการของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่มุ่งมั่น ตั้งใจดำเนินโครงการจนประสบผลสำเร็จ รวมทั้งการขอบคุณรัฐบาลที่ให้ความเชื่อมั่น และไว้วางใจในความมุ่งมั่น ตั้งใจ และศักยภาพของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองทั้งประเทศ คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ โดยคณะอนุกรรมการบริหารโครงการ จึงมีมติเห็นชอบให้มอบรางวัลโครงการประชารัฐตัวอย่างให้แก่กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองในทุกจังหวัด ที่ได้รับการคัดเลือกจากคณะทำงานในแต่ละจังหวัด แบ่งเป็นรางวัลในภาพรวมของแต่ละจังหวัด ๒๓๑ รางวัล และรางวัลตามยุทธศาสตร์ ๒๐ ปีของประเทศ ใน ๖ ด้าน ในแต่ละจังหวัด ได้แก่ ๑.การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน สร้างความสุขและความมั่นคง ๒.การเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการพัฒนา ๓.การพัฒนาและเสริมสร้างทรัพยากรมนุษย์ ๔.การสร้างโอกาส ความเสมอภาค และลดความเหลื่อมล้ำ ๕.การพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ ๖.การบูรณาการกิจกรรมการพัฒนาหมู่บ้านและชุมชนสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน จำนวนทั้งสิ้น ๑,๓๘๖ รางวัล รวมทั้งสิ้น ๑,๖๑๗ รางวัล โดยหวังว่าจะมีการพัฒนาต่อยอดเพื่อสร้างคุณค่า และมูลค่าของโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นสินทรัพย์ของแผ่นดิน ที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในหมู่บ้านและชุมชนยิ่งขึ้นต่อไปในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ด้านนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ กล่าวว่า ภายใต้การดำเนินโครงการของกองทุน ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาคีเครือข่าย ร่วมสนับสนุนตามแนวทางประชารัฐให้โครงการเป็นประโยชน์ยิ่งขึ้น เช่น กระทรวงพาณิชย์ สนับสนุนการพัฒนาร้านค้าประชารัฐ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สนับสนุนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีเพื่อยกระดับ คุณภาพโครงการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ให้การรับรองคุณภาพ และคุณธรรมของโครงการด้วยการมอบตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภคให้โครงการที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการ และมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ ร่วมติดตามประเมินผล และสนับสนุนการพัฒนาต่อยอดโครงการ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สำหรับกิจกรรมในวันนี้ (๑๐ ม.ค. ๖๒) นอกจากมีการมอบรางวัลให้กับโครงการของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ตามแนวทางประชารัฐซึ่งได้มีการคัดเลือกจากแต่ละจังหวัดแล้วยังมีการจัดกิจกรรมในรูปแบบนิทรรศการของโครงการตัวอย่างที่คัดเลือกมาจากแต่ละจังหวัด และการนำเสนอแนวทางการดำเนินงานของหน่วยภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเผยแพร่ผลการดำเนินงานสำหรับเป็นบทเรียนแห่งการเรียนรู้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนการดำเนินงานในระยะต่อไป โดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) นอกจากได้มอบรางวัล และมอบนโยบายในการขับเคลื่อนงานต่อไปแล้ว ยังเปิดปฏิบัติการ การพัฒนาต่อยอดโครงการของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองตามแนวทางประชารัฐเพื่อให้โครงการได้ดำเนินการต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลตาม &amp;ldquo;วิถีประชารัฐ เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน&amp;rdquo; และในช่วงบ่ายได้เปิดโอกาสให้มีการลงทะเบียนเป็นอาสาพัฒนากองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองจากสมาชิกกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองที่เข้าร่วมกิจกรรม กว่า ๑๘,๐๐๐ คน ทั้งนี้ เพื่อจะได้ให้ อาสาพัฒนาได้ช่วยประสานงานและสนับสนุนการต่อยอดโครงการตามแนวทางประชารัฐของกองทุนหมู่บ้านและ ชุมชนเมือง เพื่อการพัฒนาหมู่บ้านและชุมชนในแต่ละพื้นที่ให้สัมฤทธิ์ผลยิ่งขึ้นต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26725</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนหมู่บ้าน, นายกรัฐมนตรี, ประชารัฐ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, อิมแพค เมืองทองธานี, เศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190116/image_big_5c3edd9b93d63.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17488</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2018 16:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2018 16:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กคช.ผนึก”กรุงไทย”หนุนสินเชื่อผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
การเคหะแห่งชาติ (กคช.) ร่วมกับ ธนาคารกรุงไทยจัดพิธีลงนามความร่วมมือการร่วมดำเนินกิจการโดยวิธีการสนับสนุนโครงการภาคเอกชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ย. 61นายธัชพล กาญจนกูล ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เปิดเผยว่า กคช. โครงการเคหะประชารัฐร่วมทุนเป็นอีกหนึ่งภารกิจของการเคหะแห่งชาติภายใต้การขับเคลื่อนแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 - 2579) โดยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาที่อยู่อาศัยร่วมกับการเคหะแห่งชาติใน 3 รูปแบบ คือ โครงการที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป จะดำเนินงานในรูปแบบการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ส่วนโครงการที่มีมูลค่าโครงการต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท จะดำเนินงานในรูปแบบโครงการร่วมดำเนินกิจการระหว่างภาครัฐและเอกชน (Joint Operation) และโครงการร่วมสนับสนุนภาคเอกชน ซึ่งการเคหะแห่งชาติจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการและบริหารจัดการงานก่อสร้าง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพิจารณาความเป็นไปได้ด้านการตลาด ความเหมาะสมทางกายภาพ และการเงินการลงทุน อีกทั้งประสานงานกับสถาบันการเงินของรัฐในการสนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการภาคเอกชนในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด กคช.ได้ประสานความร่วมมือกับธนาคารกรุงไทยในการดำเนินโครงการและได้มีการจัดให้มีพิธีลงนามความร่วมมือการร่วมดำเนินกิจการโดยวิธีการสนับสนุนโครงการภาคเอกชนระหว่างธนาคารกรุงไทยและการเคหะแห่งชาติขึ้น โดยเป็นการร่วมมือเชิงบูรณาการเพื่อสานพลังประชารัฐสามฝ่าย อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการดำเนินงานเชิงนโยบายของรัฐบาล สู่การปฏิบัติจริงที่เป็นรูปธรรมเพื่อประชาชนและประเทศชาติ ซึ่งทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันสนับสนุนบุคลากรระหว่างองค์กรให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจเกี่ยวเนื่องด้านต่างๆ เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดของการพัฒนาโครงการ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17488</URL_LINK>
                <HASHTAG>กคช., กรุงไทย, การเคหะแห่งชาติ, ก่อสร้าง, ประชารัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180913/image_big_5b9a28590e14f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16974</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2018 20:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2018 07:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>  กรมพัฒนาธุรกิจการค้าดึงกรุงไทยให้สินเชื่อร้านธงฟ้าประชารัฐ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจับมือธนาคารกรุงไทยให้สินเชื่อร้านค้าธงฟ้าฯ ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนภายในร้านสุงสุด 1ล้านบาทผ่อนยาว 7 ปี โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
07 ก.ย. 61- &amp;nbsp;นางกุลณี อิศดิศัย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า &amp;nbsp;กรมฯ ได้ร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในการสนับสนุนสินเชื่อพิเศษสำหรับผู้ประกอบการร้านค้าธงฟ้าประชารัฐทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่เข้าร่วมโครงการร้านค้าธงฟ้าประชารัฐกับรัฐบาล เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับร้านค้า และยกระดับร้านค้าให้มีการพัฒนาเป็นร้านสะดวกซื้อ ซึ่งจะทำให้ร้านค้าดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ แข่งขันได้ดีขึ้น เป็นธุรกิจที่อยู่คู่สังคมไทยได้ต่อไป และช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้ขยายตัวได้เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเงินทุนที่ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐได้รับ จะให้นำไปใช้ในการบริหารจัดการร้านค้า เช่น นำไปติดตั้งระบบ Point of Sale (POS) เพื่อช่วยในการบริหารจัดการร้านค้าและสินค้าคงคลัง , การสร้างความสมดุลระหว่างระบบการจัดซื้อและระบบการจำหน่ายสินค้า , นำไปปรับปรุงร้านค้าให้มีความทันสมัยและมีความสวย สว่าง สะอาด สะดวก สบาย เปลี่ยนลักษณะร้านค้าให้สะดวกซื้อแทนสะดวกขาย , นำไปเป็นเงินทุนในการซื้อสินค้าเข้าร้านเพิ่มเติม และนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในร้านค้า เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐที่สนใจขอรับสินเชื่อจากธนาคารกรุงไทย จะต้องเป็นผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการกับรัฐบาล จะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ มีประสบการณ์ทางธุรกิจอย่างน้อย 2 ปี และติดตั้งอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (EDC) แล้ว โดยธนาคารจะให้สินเชื่อเป็นจำนวน 3 เท่าของยอดขายภายในร้านค้าต่อเดือน สูงสุด 1 ล้านบาท ระยะเวลาผ่อนชำระไม่เกิน &amp;nbsp;7 &amp;nbsp;ปี อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นที่ MRR (ปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 7.120 ต่อปี) โดยหากผู้ประกอบการมีประวัติการผ่อนชำระที่ดี ตรงต่อเวลา ไม่ผิดเงื่อนไขการชำระหนี้ เป็นระยะเวลา 12 เดือนติดต่อกัน ธนาคารกรุงไทยจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงร้อยละ 1 ต่อปี ตั้งแต่เดือนที่ 13 เป็นต้นไป
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;quot;ในการเข้าถึงสินเชื่อครั้งนี้ ธนาคารกรุงไทยได้ให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ให้การสนับสนุนโครงการสินเชื่อพิเศษสำหรับผู้ประกอบการร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ โดยการค้ำประกันสินเชื่อให้เต็มวงเงิน ทำให้ผู้ประกอบการที่จะขอสินเชื่อไม่ต้องวิตกกังวลในการหาหลักทรัพย์มาค้ำประกัน ตลอดจนธนาคารกรุงไทยสามารถบริหารสินเชื่อได้ด้วยความสบายใจ และดำเนินการให้สินเชื่อได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ คือ 2,000 ล้านบาท&amp;rdquo;นางกุลณีกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16974</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, ธนาคารกรุงไทย, ประชารัฐ, ร้านธ.ฟ้า, สินเชื่อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180403/image_big_5ac339f0e2584.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
