<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112817</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2021 12:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2021 12:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วิจัยกรุงศรีเห็นสัญญาณ กนง. หั่นดอกเบี้ยอีกรอบในปีนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ส.ค. 2564 วิจัยกรุงศรีรายงานว่าธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้เติบโต 0.7% พร้อมส่งสัญญาณอาจผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติม &amp;nbsp;การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 4 สิงหาคม มีมติ 4 ต่อ 2 คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% โดยกรรมการ 2 ท่านเห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อเป็นมาตรการเสริมในการช่วยพยุงและรองรับแนวโน้มเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงสูงในระยะข้างหน้า ล่าสุดธปท.ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP ปีนี้และปีหน้าเป็นขยายตัว 0.7% และ 3.7% จากเดิมคาด 1.8% และ 3.9% ตามลำดับ ผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ที่มากกว่าคาด ส่งผลให้อุปสงค์ในประเทศและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงจากประมาณการเดิม โดยกรณีฐาน หากควบคุมการระบาดได้และผ่อนคลายมาตรการต้นไตรมาส 4/2564 จะมีนักท่องเที่ยว 1.5 แสนคน ในปีนี้ และ 6 ล้านคนในปีหน้า แต่หากการระบาดยืดเยื้อและผ่อนคลายได้ในปลายไตรมาส 4/2564 จะเหลือนักท่องเที่ยวปีนี้เพียง 1 แสนคน และปีหน้า 2 &amp;nbsp;ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากมติคงดอกเบี้ยไม่เป็นเอกฉันท์ นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2563 &amp;nbsp;ที่การตัดสินใจของกนง.ชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้สำหรับการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงจากระดับปัจจุบัน ประกอบกับมุมมองเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มเชิงลบมากขึ้นและยังระบุถึงความเสี่ยงด้านต่ำที่มีอยู่ค่อนข้างมาก วิจัยกรุงศรีประเมินความน่าจะเป็นของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งถัดไปในเดือนกันยายนจะมีเพิ่มมากขึ้นหากในกรณีที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(i)&amp;nbsp; ประสิทธิผลของมาตรการล็อกดาวน์ รวมทั้งประสิทธิภาพและการฉีดวัคซีนต่ำกว่าคาด ส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้จำเป็นต้องขยายเวลาการดำเนินมาตรการล็อกดาวน์นานขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(ii) การแพร่ระบาดในประเทศ และมาตรการล็อกดาวน์มีผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจไทย และแผ่ลามกระทบไปยังภาคส่งออกที่เป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนการเติบโตเพียงตัวเดียวที่เหลืออยู่ในปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(iii) มาตรการทางคลังและความช่วยเหลือทางการเงินที่กำลังทยอยเพิ่มเติมมีความน่าผิดหวังหรือไม่เพียงพอที่จะช่วยบรรเทาผลกระทบของการระบาดของ COVID-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนกรกฎาคมนั้นชะลอลงอย่างต่อเนื่อง คาดอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอและมาตรการรัฐช่วยจำกัดการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 0.45% YoY ชะลอลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 จาก &amp;nbsp;1.25% ในเดือนมิถุนายน แม้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก (+29.4%) แต่มีปัจจัยลดทอนจากราคาสินค้ากลุ่มอาหารสดที่ลดลงมากสุดในรอบ 3 ปี &amp;nbsp;(-1.58%) อาทิ ข้าวสารเจ้า ข้าวสารเหนียว ไก่สด และผักสด ประกอบกับยังมีมาตรการบรรเทาค่าครองชีพในการปรับลดค่าประปาและค่าไฟฟ้าเป็นรอบที่ 3 ของปีนี้ (กรกฎาคม-สิงหาคม) ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (หักราคาหมวดอาหารสดและพลังงาน) อยู่ที่ 0.14% จาก 0.52% เดือนมิถุนายน สำหรับในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2564 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ 0.83% และ 0.26% ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงที่เหลือของปีนี้คาดเงินเฟ้อโดยเฉลี่ยอาจสูงกว่าช่วงครึ่งปีแรก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากแนวโน้มราคาพลังงานที่ยังทรงตัวในระดับสูง และราคาสินค้าโภคภัณฑ์บางชนิดอาจปรับตัวสูงขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แต่เงินเฟ้ออาจเพิ่มขึ้นอย่างจำกัด เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ในประเทศที่ยังรุนแรงและยืดเยื้อ ส่งผลให้อุปสงค์อ่อนแอลงมาก สะท้อนจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคล่าสุดเดือนกรกฎาคมปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 สู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ รวมถึงความต่อเนื่องจากมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพแก่ประชาชน จึงคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะมีทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ และยังอยู่ในระดับต่ำซึ่งเอื้อต่อการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อเนื่องในยามที่เศรษฐกิจเผชิญกับภาวะวิกฤต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านเศรษฐกิจโลกอาจเผชิญความไม่แน่นอนจากไวรัสสายพันธุ์เดลต้า ขณะที่ตลาดแรงงานสหรัฐฯยังมีสัญญาณบวก ตลาดแรงงานสหรัฐฯปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ผลจากไวรัสกลายพันธุ์อาจจำกัดเฉพาะธุรกิจภาคบริการในพื้นที่แพร่ระบาด ในเดือนกรกฎาคมการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 9.43 แสนตำแหน่งสูงกว่าตลาดคาด ส่วนอัตราการว่างงานแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่การแพร่ระบาดเมื่อเดือนมีนาคม 2563 ที่ 5.4% ล่าสุดจำนวนผู้ยื่นขอรับสิทธิสวัสดิการว่างงานต่อเนื่องในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 24 กรกฎาคมปรับตัวลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 17 เดือนที่ &amp;nbsp;2.93 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การฟื้นตัวของตลาดแรงงานมีสัญญาณดีขึ้นสะท้อนว่าการขาดแคลนกำลังคนในธุรกิจบางสาขาเริ่มคลี่คลาย กรรมการเฟดบางท่านประเมินว่าเศรษฐกิจอาจสามารถปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญสู่เป้าหมายระยะยาวของเฟดภายในปลายปีหน้า ขณะที่รัฐมนตรีคลังคาดว่าอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในขณะนี้เป็นผลจากปัจจัยชั่วคราวและจะปรับตัวลงในช่วงปลายปี อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรค COVID-19 เพิ่มมากขึ้น ล่าสุดตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อวันพุ่งสูงเกินกว่า 1 แสนรายเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือนจากการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลต้าในพื้นที่ซึ่งมีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำ โดยเฉพาะรัฐฟลอริดา เท็กซัส มิสซูรี และอาร์คันซอ คาดว่าภาครัฐจะไม่ใช้มาตรการล็อกดาวน์แต่จะเพิ่มความเข้มงวดเพื่อควบคุมการระบาดเพียงเฉพาะจุด และอาจส่งผลให้การฟื้นตัวของภาคบริการในพื้นที่ดังกล่าวชะลอลง ขณะที่เศรษฐกิจโดยภาพรวมยังปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อังกฤษเปิดเผยแนวทาง QE Tapering แต่ยังไม่เร่งปรับลด QE ส่วนข้อจำกัดด้านอุปทานและไวรัสสายพันธุ์เดลต้าอาจมีผลต่อการฟื้นตัว &amp;nbsp;ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.1% ขณะที่แสดงความกังวลถึงอัตราเงินเฟ้อซึ่งอาจพุ่งสูงขึ้นชั่วคราวสู่ระดับ 4.0% ในไตรมาสที่ 4/2564 ถึงไตรมาสที่ 1/2565 นอกจากนี้ ยังระบุถึงแนวทางการปรับลดวงเงินเพื่อเข้าซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (QE) ดังนี้ (i) เมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายแตะระดับ 0.5% BOE จะไม่นำรายได้จากการขายพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษที่ครบอายุไถ่ถอนกลับมาลงทุนใหม่ และ (ii) เมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายแตะระดับ 1.0% BOE จะเริ่มขายพันธบัตรที่ถือครองอยู่ออกไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ส่งผลให้อุปสงค์เร่งขึ้นท่ามกลางข้อจำกัดด้านอุปทานส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นชั่วคราว โดยในเดือนมิถุนายนแตะระดับ 2.5% สูงสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคมปี 2561 อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของภาคการผลิตบางสาขาในช่วงครึ่งปีหลังยังเผชิญแรงกดดันจากการขาดแคลนแรงงานและวัตถุดิบที่ยังปรับตัวได้ล่าช้า ประกอบกับการระบาดระลอกใหม่โดยเฉพาะจากไวรัสสายพันธุ์เดลต้าส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อวันแตะระดับ 29,312 ราย สะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อรวมภาคการผลิตและภาคบริการเดือนกรกฎาคมที่ปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือนที่ 59.2 ปัจจัยข้างต้นบ่งชี้ว่า BOE ยังจำเป็นต้องคงนโยบายการเงินผ่อนคลายต่อไป วิจัยกรุงศรีคาดว่า BOE จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 0.50% และเริ่มปรับลด QE ในช่วงครึ่งหลังของปี 2566&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เศรษฐกิจจีนมีสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่อง ขณะที่มีแรงกดดันจากทางการต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีรวมถึงการระบาดระลอกใหม่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อรวมภาคการผลิตและบริการเดือนกรกฎาคมของสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนปรับตัวสู่ระดับ 52.4 ลดลงเป็นเดือนที่ 2 โดยดัชนีฯนอกภาคการผลิตลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 5 เดือนที่ 53.3 ส่วนดัชนีฯภาคการผลิตปรับตัวลงสู่ระดับ 50.4 ต่ำสุดนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวเลขล่าสุดสะท้อนว่าเศรษฐกิจจีนยังมีแนวโน้มเติบโตช้าลงจากช่วงต้นปี ส่วนหนึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากมาตรการควบคุมการเก็งกำไรเพื่อสนับสนุนการเติบโตที่มีคุณภาพ ล่าสุดทางการจีนส่งสัญญาณควบคุมธุรกิจเกมออนไลน์และวิดีโอสตรีมมิ่งที่จดทะเบียนในตลาดหุ้น นอกจากนี้ จีนยังอาจเผชิญความไม่แน่นอนจากโรค COVID-19 ระลอกใหม่โดยเฉพาะการแพร่กระจายของไวรัสสายพันธุ์เดลต้ารวมถึงอุทกภัยในมณฑลเหอหนาน แต่คาดว่าผลกระทบอาจมีจำกัดจากการเร่งควบคุมการระบาดและการเร่งกลับมาผลิตหลังน้ำท่วมคลี่คลาย ประกอบกับการออกมาตรการภาครัฐเพื่อเยียวยา ควบคู่กับการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายต่อไปเพื่อบรรเทาการชะลอตัวและสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจจริง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112817</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประชุม กนง., ลดอัตราดอกเบี้ย, วิจัยกรุงศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210720/image_big_60f6580788d50.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98649</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/04/2021 14:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/04/2021 14:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หนักหน่วง!!!&#039;กนง.&#039;ชี้สารพัดปัจจัยเสี่ยงกดดันศก.64</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 เมษายน 2564 ธนาคารแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;(ธปท.)&amp;nbsp;เปิดเผยรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน&amp;nbsp;(กนง.)&amp;nbsp;เมื่อวันที่&amp;nbsp;24&amp;nbsp;มี.ค.&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;ซึ่งมีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่&amp;nbsp;0.50%&amp;nbsp;ต่อปี เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยที่ประชุม กนง.&amp;nbsp;ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มการฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง&amp;nbsp;แม้จะได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ระลอกใหม่ แต่ยังมีความไม่แน่นอนสูงในระยะข้างหน้า โดย กนง.&amp;nbsp;ประเมินว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากการระบาดระลอกใหม่ไม่รุนแรงกับการระบาดครั้งก่อน เนื่องจากภาครัฐดำเนินมาตรการควบคุมการระบาดที่ไม่เข้มงวดเท่ากับปีที่ผ่านมา และเร่งออกมาตรการการคลังเพิ่มเติมได้เร็ว

โดย กนง.&amp;nbsp;ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ต่ำกว่าที่คาดไว้เดิม โดยในปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;อยู่ที่&amp;nbsp;3%&amp;nbsp;และปี&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;อยู่ที่&amp;nbsp;4.7%&amp;nbsp;จากปัจจัยลบสำคัญ ได้แก่ ข้อสมมติจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ปรับลดลงตามการทยอยเปิดประเทศของไทยที่ล่าช้ากว่าที่คาด รวมถึงนโยบายจำกัดการเดินทางของนักท่องเที่ยวในต่างประเทศที่เข้มงวด โดยเฉพาะจีน รวมถึงการใช้จ่ายภาครัฐในปี&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;ที่ปรับลดลงมากขึ้นตามงบประมาณปี&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;ที่ลดลงตามประมาณการรายได้รัฐบาล และการโอนเงินบางส่วนภายใต้ พ.ร.ก.&amp;nbsp;กู้เงินฉุกเฉิน จากแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพื่อไปใช้ในแผนเยียวยาในปีนี้ขณะที่ปัจจัยบวกที่ยังเป็นแรงสนับสนุนเศรษฐกิจไทย ได้แก่ การส่งออกสินค้าที่ฟื้นตัวตามแนวโน้มเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า และแรงกระตุ้นจากมาตรการภาครัฐที่ออกมาเพิ่มเติมในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เพื่อเยียวยาผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ระลอกใหม่

ทั้งนี้ มองไปข้างหน้าเศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงที่จะขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้จากหลายปัจจัย ได้แก่ การเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ล่าช้าจากข้อจำกัดในการกระจายวัคซีนป้องกันโควิด-19&amp;nbsp;แรงกระตุ้นจากภาครัฐที่อาจจะน้อยกว่าคาด ฐานะทางการเงินของภาคธุรกิจที่อาจได้รับผลกระทบจนต้องปิดกิจการ ทำให้จำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น รวมถึงการผิดนัดชำระหนี้ของภาคธุรกิจและครัวเรือนที่อาจจะสูงขึ้นมาก ภายหลังมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้สิ้นสุดลง

โดย กนง.&amp;nbsp;เห็นว่าความต่อเนื่องของมาตรการภาครัฐ และการประสานนโยบายระหว่างหน่วยงานภาครัฐ มีความสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะถัดไป และเห็นควรให้เร่งดำเนินมาตรการให้ความช่วยเหลือเพื่อฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19&amp;nbsp;ที่ออกมาเพิ่มเติม เพื่อช่วยกระจายสภาพคล่องไปสู่ผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างตรงจุด ลดภาระหนี้ และสนับสนุนเศรษฐกิจช่วงฟื้นฟูในอนาคต

&amp;ldquo;ฐานะทางการเงินที่เปราะบางของภาคเอกชนบางกลุ่ม โดยเฉพาะเอสเอ็มอี และภาคครัวเรือน จะเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า จึงควรเน้นมาตรการช่วยเหลือที่ตรงกลุ่มเป้าหมายและสอดคล้องกับปัญหา โดยประเด็นสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ไม่ใช่ระดับอัตราดอกเบี้ย แต่โจทย์สำคัญคือการกระจายสภาพคล่องในระบบธนาคารที่อยู่ในระดับสูง ไปสู่ธุรกิจและครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ จึงควรใช้มาตรการทางการเงินและสินเชื่อซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด&amp;rdquo;

สำหรับนโยบายการเงินต้องผ่อนคลายต่อเนื่อง สถาบันการเงินควรเร่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้เกิดผลในวงกว้าง มาตรการการคลังต้องพยุงเศรษฐกิจโดยไม่ขาดช่วง โดยเฉพาะการเร่งอนุมัติและเบิกจ่ายภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ยังเหลือ ขณะที่ภาครัฐควรร่วมผลักดันนโยบายปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อปรับรูปแบบธุรกิจและยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับบริบทใหม่หลังโควิด-19&amp;nbsp;ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวอย่างยั่งยืน และยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจในระยะยาว

อย่างไรก็ดี กนง.&amp;nbsp;ยังคงให้น้ำหนักกับการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นสำคัญ โดยจะติดตามสถานการณ์การระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ประสิทธิผลและการกระจายวัคซีน การเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ความเปราะบางในตลาดแรงงาน รวมทั้งความต่อเนื่องและความเพียงพอของมาตรการภาครัฐในการดำเนินนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า และพร้อมใช้เครื่องมือนโยบายการเงินที่เหมาะสมเพิ่มเติม หากจำเป็น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98649</URL_LINK>
                <HASHTAG>#เศรษฐกิจไทย, จีดีพี, ธปท., ประชุม กนง.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210407/image_big_606d5f071edc6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73389</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2020 16:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2020 16:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสิกรฯคาดประชุมกนง.คงดอกเบี้ยที่ 0.5% ต่อไป</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ส.ค. 2563 &amp;nbsp;ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ในการประชุม กนง. ในวันที่ 5 สิงหาคมนี้ คณะกรรมการฯ จะพิจารณาคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.50% เพื่อรอดูภาวะเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะตัวเลข GDP ของไทยในไตรมาส 2/2563 ที่คาดว่าจะหดตัวลึกสุดในรอบปี ที่จะเผยแพร่ในวันที่ 17 สิงหาคมนี้ ซึ่งหากตัวเลขหดตัวมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ก็จะเพิ่มแรงกดดันให้ภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม อีกทั้ง คาดว่า กนง. คงจะรอติดตามประสิทธิผลของมาตรการการเงินและการคลังที่ได้ออกมาก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ ปัจจุบันถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านทีมเศรษฐกิจใหม่ของทั้งทางธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง ซึ่งตลาดคาดหวังว่าจะมีการออกมาตรการทางการเงินและการคลังชุดใหม่ที่สอดประสานกันในระยะข้างหน้า ดังนั้น กนง. คงจะไม่พิจารณาเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมที่จะถึงนี้ เพื่อรอดูมาตรการต่างๆ ที่จะออกมาก่อน ทั้งนี้ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ขณะที่ความสามารถในการดำเนินนโยบายทางการเงินและการคลัง (policy space) มีจำกัดมากขึ้น ภาครัฐคงต้องพิจารณาออกนโยบายที่มุ่งเน้นให้มีประสิทธิผลมากที่สุด โดยธนาคารแห่งประเทศไทยคงพยายามดำเนินนโยบายด้านอื่นๆ ที่ไม่ใช่เพียงแค่ลดดอกเบี้ย แต่มุ่งเน้นนโยบายที่จะมีประสิทธิผลต่อภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนโดยตรง และมีผลกระทบต่อกลไกทางเศรษฐกิจมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความไม่แน่นอนสูง จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น โดยปัจจุบันมีการระบาดซ้ำในหลายประเทศที่ดูจะรุนแรงกว่าในรอบแรก ขณะที่การพัฒนาวัคซีนยังมีความไม่แน่นอนและคาดว่าจะใช้ระยะเวลายาวนานกว่าจะสามารถผลิตออกมาใช้อย่างกว้างขวางได้ ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวช้าลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อไปยังเศรษฐกิจไทยที่มีการพึ่งพาภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวในระดับที่สูง ขณะที่มาตรการเยียวยาของภาครัฐในรอบแรกก็ใกล้จะสิ้นสุดลง อย่างไรก็ดี การว่างงานของไทยยังคงอยู่ในระดับสูงซึ่งจะเป็นปัจจัยฉุดรั้งกำลังซื้อและเศรษฐกิจในประเทศต่อไป โดยประเด็นดังกล่าวเป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่ทำให้ภาครัฐอาจจำเป็นต้องออกมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมในระยะข้างหน้า สำหรับนโยบายทางการเงิน แม้ว่าจะเป็นที่เข้าใจได้ว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายยิ่งเข้าใกล้ศูนย์ ประสิทธิผลของการปรับลดดอกเบี้ยก็จะยิ่งลดลง แต่หากสถานการณ์มีความจำเป็น อาทิ เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มทรุดตัวอย่างรุนแรงและยาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ หรือเกิดเหตุการณ์การแพร่ระบาดซ้ำ เป็นต้น การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายก็อาจยังคงมีความเป็นไปได้ในระยะข้างหน้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73389</URL_LINK>
                <HASHTAG>คงดอกเบี้ยนโยบาย, ประชุม กนง., ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.50%</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180508/image_big_5af1d479411a8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
