<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>80723</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/10/2020 11:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/10/2020 11:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;อนุทิน&#039;ลั่นแก้ปัญหาม็อบทุกคนถอยคนละก้าวรัฐบาลแห่งชาติไม่ใช่ปชต.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
16 ต.ค.63 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข กล่าวถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาการชุมนุมที่หลายฝ่ายมองว่ารัฐบาลควรมีความจริงใจในการเปิดเวทีรับฟังความเห็นจากประชาชนที่เห็นต่าง ว่า การประชุมวันนี้ก็เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้เรียกประชุมรองนายกฯ เรียกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล หรือผู้บริหารพรรคร่วมรัฐบาล คงมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นให้ข้อมูลซึ่งกันและกัน ส่วนแนวทางของพรรคภูมิใจไทยก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อความสงบเรียบร้อย และพรรคภูมิใจไทยก็มีแนวทางชัดเจนในเรื่องของการปกป้องสถาบัน ตั้งขึ้นมาเมื่อสิบกว่าปีก่อนก็ชัดเจนว่าเพื่อปกป้องเทิดทูนสถาบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าตอนนี้ยังมองว่ารัฐสภายังเป็นทางออกของประเทศได้อยู่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกๆ คนคือทางออกของประเทศ ช่วยกันถอยคนละก้าวลดอารมณ์และหันหน้ามาพูดคุยกันด้วยเหตุด้วยผลก็น่าจะมีทางออกได้ อย่าคุยกันด้วยอารมณ์ ต้องรอให้จังหวะดีๆก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามต่อว่า ขณะนี้มีกระแสข่าวเรื่องการตั้งรัฐบาลแห่งชาติมาแก้ไขปัญหาดังกล่าว นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีรัฐบาลแห่งชาติ ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลแห่งชาติมีไม่ได้ ส่วนข่าวลือที่ว่าพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้มีการเรียกหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลไปพูดคุยนั้นก็ไม่ได้เรียกตน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า สำหรับกรณีข้อเรียกร้องให้มีการเปิดประชุมสมัยวิสามัญ ตอนนี้สมาชิกพรรคภูมิใจไทยยังลงพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ ในฐานะหัวหน้าพรรค ก็คงมีการหารือกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80723</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายอนุทิน  ชาญวีรกูล, ประชุมครม.นัดพิเศษ, รัฐบาลแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200720/image_big_5f15a255d2089.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80721</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/10/2020 11:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/10/2020 11:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กป้อม&#039;เรียกหน่วยมั่นคง​ประเมินม็อบราชประสงค์ก่อนครม.พิเศษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
16 ต.ค.63 - รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล แจ้งว่า​ เมื่อช่วงเช้าวันเดียวกัน​ (16​ ต.ค.)​ ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี​ (ครม.)​ นัดพิเศษ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับการปฏิบัติงานหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ที่ตั้งวอร์รูมภายในมูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ถนนวิภาวดีรังสิต​ ได้เรียกฝ่ายความมั่นคง​ ได้แก่​ พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ​ (ผบ.ตร.)​ ในฐานะหัวหน้ารับผิดชอบแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ​ (สมช.)​ และหน่วยงานด้านความมั่นคงร่วมประเมินสถานการณ์การชุมนุมของคณะราษฎรที่สี่แยกราชประสงค์เมื่อค่ำวันที่​ 15​ ต.ค.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้​ วอร์รูมดังกล่าว​ พล.อ.ประวิตรได้กำหนดให้ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวันละ 3 เวลา เพื่อติดตามสถานการณ์ภายในมูลนิธิป่ารอยต่อฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80721</URL_LINK>
                <HASHTAG>บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, ประชุมครม.นัดพิเศษ, ม็อบราชประสงค์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201006/image_big_5f7bdab01102b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80719</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/10/2020 11:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/10/2020 11:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จุรินทร์&#039;ยังไม่ได้ยินรัฐบาลแห่งชาติยันระบบการเมืองปกติเดินหน้าไปได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
16 ต.ค.63 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษว่า การประชุม ครม.นัดพิเศษ ครั้งนี้มีเพียงวาระเดียวคือ เป็นการประชุมเพื่อพิจารณาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในท้องที่กรุงเทพมหานคร ที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจาก ครม.ภายใน 3 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุรินทร์ กล่าวถึงกรณีฝ่ายค้านเรียกร้องขอเสียงมายังพรรคประชาธิปัตย์เพื่อให้สามารถเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อแก้วิกฤตประเทศ ว่า การจะเปิดได้จะต้องมี ส.ส.ร่วมกับ ส.ว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของเสียงสองสภาถึงจะสามารถเปิดได้ จึงเป็นเรื่องที่พรรคการมืองแต่ละพรรคต้องไปดูกันว่าเป็นอย่างไร จะอาศัยพรรคใดพรรคหนึ่งเสียงไม่น่าจะพอ แต่ข้อเท็จจริงคือ อีก 2 สัปดาห์ ก็จะมีการเปิดประชุมสภาสมัยสามัญในวันที่ 1 พ.ย.อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ได้มีการพิจารณาเรื่องการประชุมสภาสมัยวิสามัญ แต่คิดว่าเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญจะมีการพิจารณาเมื่อมีการเปิดประชุมสภาในเดือน พ.ย. จุดยืนพรรคประชาธิปัตย์ชัดเจนว่าเราสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น และขณะนี้ได้ส่งผู้แทนของพรรคเข้าไปร่วมเป็นคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมก่อนรับหลักการ ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ ส่วนความเห็นว่าจะต้องไปทำประชามติก่อนหรือไม่นั้น มีความเห็นชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดว่าถ้าจะแก้ไขมาตรา 256 ก็ไม่ได้บังคับว่าต้องเอาไปทำประชามติก่อน แต่บังคับว่าหลังผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาแล้วจะต้องไปทำประชามติเพื่อขอความเห็นชอบ ซึ่งรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ชัดเจน เราเห็นว่าไม่จำเป็นต้องไปทำประชามติก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายค้านต้องการให้เปิดสมัยวิสามัญ เพื่อหารือถึงการชุมนุม นายจุรินทร์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ฝ่ายความมั่นคงจะต้องดำเนินการ ซึ่งมีกฎหมายชัดเจนอยู่แล้วว่าจะเป็นอย่างไร เมื่อถามว่า กลไกสภาจะไม่สามารถทำอะไรได้เลยใช่หรือไม่ นายจุรินทร์ กล่าวว่า กลไกสภาต้องเป็นทางออกหนึ่ง รัฐสภาควรจะเป็นเวทีในการที่จะหาทางออกให้กับประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตนคิดว่าเป็นเงื่อนไขสำคัญเงื่อนไขหนึ่งที่สามารถช่วยหาทางออกให้กับประเทศได้ อย่างน้อย 3 ฝ่ายที่ควรจะมีความเห็นร่วมกัน ได้แก่ ส.ส.รัฐบาล ส.ส.ฝ่ายค้าน และ ส.ว. ถ้าสามารถเห็นไปในทางเดียวกันได้การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้ ส่วนเรื่องการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญขึ้นอยู่กับแต่ละพรรคจะไปพิจารณา แต่ลำพังพรรคใดพรรคหนึ่งคงไม่สามารถไปกำหนดได้ แต่สภาจะเปิดอีกครึ่งเดือนอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า วันนี้ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ได้ยินคำว่ารัฐบาลแห่งชาติหรือยัง นายจุรินทร์ กล่าวว่า ยังไม่ได้ยินเลย ความจริงเคยให้ความเห็นไปแล้วว่ารัฐบาลแห่งชาตินั้นเท่าที่มีมาในโลกก็คงเป็นในสถานการณ์สงคราม ในภาวะไม่ปกติ หรือระบบการเมืองปกติมันเดินหน้าไปไม่ได้ มันไม่มีทางไป แต่ปัจจุบันประเทศเราปกครองโดยระบบประชาธิปไตยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งขณะนี้ระบบรัฐสภายังเดินหน้าไปได้ ยังไม่ได้ถึงทางตันหรือยังไม่มีทางไปแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามว่า คิดว่าสถานการณ์ยังไม่ได้สุกงอมอะไรขนาดนั้นใช่หรือไม่ นายจุรินทร์ กล่าวว่า ณ เวลานี้ยังไม่เห็นว่ามันจะไปเข้าเงื่อนไขอะไรที่โลกเขาเคยทำกันมา เพราะระบบมันยังเดินไปได้ ขณะนี้ยังเดินไปได้ สภาก็ยังจะเปิดได้ในเดือน พ.ย. กลไกก็ยังเดินไปได้ เรายังมีรัฐบาล ฝ่ายค้าน และส.ว. กลไกทั้งหมดยังเป็นไปตามเงื่อนไขของระบบรัฐสภา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า เป็นห่วงสถานการณ์การชุมนุมหรือไม่ ที่เริ่มมีการใช้ลักษณะฮ่องกงโมเดลจนอาจทำให้การทำงานของรัฐบาลสะดุด นายจุรินทร์ กล่าวว่า ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกันใช้โควิดโมเดลเข้ามาเป็นแนวทางในการคลี่คลายสถานการณ์ คลี่ปัญหาของประเทศ ทุกฝ่ายก็จะไปได้ เพราะขณะนี้ต้องยอมรับความจริงว่าประเทศไทยประสบกับปัญหาโควิด ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งทุกประเทศในโลกก็ประสบ แล้วเรายังมาประสบกับปัญหาการเมืองซ้ำอีก เรื่องโควิดเราประสบความสำเร็จเป็นตัวอย่างประเทศหนึ่งของโลก เพราะนอกจากมาตรการที่ถูกต้องของรัฐบาลแล้ว ความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่ายก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้เราผ่านสถานการณ์นั้นมาได้ ฉะนั้น สถานการณ์การเมืองถ้าเราใช้โควิดโมเดลร่วมกันกับทุกฝ่าย ตนคิดว่าจะช่วยให้ประเทศผ่านพ้นสถานการณ์ที่ทุกคนไม่อยากเห็นไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า โควิดโมเดลน่าจะสู้ฮ่องกงโมเดล น่าจะดีกว่าใช่หรือไม่ นายจุรินทร์ กล่าวว่า โควิดโมเดลเป็นแนวทางที่พิสูจน์แล้วว่าประเทศไทยประสบความสำเร็จจนเป็นที่ยอมรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80719</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุรินทร์  ลักษณวิศิษฎ์, ประชุมครม.นัดพิเศษ, รัฐบาลแห่งชาติ, เปิดประชุมวิสามัญรัฐสภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201016/image_big_5f891df6c738b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80710</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/10/2020 10:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/10/2020 10:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตา&#039;บิ๊กตู่&#039;เข้าทำเนียบฯถกครม.นัดพิเศษรับมือม็อบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
16 ต.ค.63 - เมื่อเวลา 08.40&amp;nbsp; พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางเข้าปฎิบัติภารกิจที่ทำเนียบรัฐบาล ด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนเดินขึ้นห้องทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้า โดยเวลา 10.00 น. นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) ที่ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อหารือสถานการณ์ชุมนุมทางการเมือง และให้ความเห็นชอบการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการประชุม ครม.นัดพิเศษ ครั้งนี้ จะมีเพียงนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ เข้าร่วมประชุมเท่านั้น ส่วนรัฐมนตรีช่วยว่าการจะไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า การเดินทางของนายกรัฐมนตรีจากบ้านพักในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) ยังคงใช้รถประจำตำแหน่ง เมอร์ซิเดสเบนซ์ กันกระสุน ทะเบียน 4 กต 29 กรุงเทพมหานคร คันเดิม โดยมีหน่วยรักษาความปลอดภัยคุ้มกัน และมีรถนำขบวนตามปกติ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80710</URL_LINK>
                <HASHTAG>บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ประชุมครม.นัดพิเศษ, ม็อบคณะราษฎร 2563</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201016/image_big_5f890eb4c5874.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61975</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไร้รูปธรรมเยียวยา ธปท.เล็งอุ้ม‘ธุรกิจ’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;นายกฯ&amp;quot; ถก &amp;quot;ครม.นัดพิเศษ&amp;quot; หามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ &amp;quot;สมคิด&amp;quot; ยันออก พ.ร.ก. 2 ฉบับ หาเงิน 1 ล้านล้านบาท ออกมาตรการครอบคลุมทุกมิติ ทั้งดูแลประชาชน ภาคธุรกิจ &amp;nbsp;เคาะอีกที 7 เม.ย. ขณะที่ รมว.คลังเผยทุกกระทรวงโอเคเกลี่ยงบฯ ใหม่ ไม่จำเป็นต้องกู้ทั้งหมด ส่วนแบงก์ชาติชงออก พ.ร.ก.ทำซอฟต์โลนอุ้มธุรกิจ-พยุงตราสารหนี้เอกชน ขยายเวลาคุ้มครองเงินฝาก-ลดเงินนำส่งของสถาบันการเงิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 3 เมษายน ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) เพื่อหารือเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นรูปแบบการประชุมเต็มคณะ มีรัฐมนตรีเข้าประชุมอย่างพร้อมเพรียง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายกฯ กล่าวก่อนเริ่มการประชุมว่า วันนี้ทุกคนทราบดีอยู่แล้วถึงสถานการณ์บ้านเมืองของเรา &amp;nbsp;ต้องสร้างความเข้าใจให้ประชาชนได้ทราบว่ารัฐบาลดูแลทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นส่วนการบริหารราชการในปกติ ซึ่งต้องมีการฟื้นฟูในระยะต่อไป เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องช่วยกันทำความเข้าใจตรงนี้ นอกจากนั้นในเรื่องของเงินงบประมาณจะมีปัญหาอย่างไร ทันเวลาหรือไม่ สอดคล้องหรือไม่ คุ้มค่าหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับวาระสำคัญในการพิจารณา อาทิ มาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบจากโรคไวรัสโควิด-19 ต่อเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม ระยะ 3-4 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะต่อไป เพื่อให้ครอบคลุมผู้ได้รับผลกระทบทุกกลุ่ม มาตรการด้านงบประมาณเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ในปีงบประมาณ 2563 โดยการปรับลดการใช้จ่ายงบประมาณ หรือเปลี่ยนวิธีดำเนินงาน สำหรับงบประมาณในลักษณะรายจ่ายประจำ และการกำหนดนโยบายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564-2565 และประมาณการรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลางปี 2563-2566 &amp;nbsp;รวมถึงการจัดทำร่างกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม อันเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดดังกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ เปิดเผยว่า การออก พ.ร.ก. 2 ฉบับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ พ.ร.ก.การกู้เงินกระทรวงการคลัง เพื่อนำมาดูแลประชาชน การดูแลเยียวยาเศรษฐกิจ ให้หมุนเวียนเดินหน้าต่อไปได้ จึงต้องใช้เงินทั้งจากงบประมาณเพื่อเกลี่ยจากหลายกระทรวง สัดส่วนการใช้เงินครั้งนี้ประมาณร้อยละ 10 ของจีดีพี หรือประมาณ 1 ล้านล้านบาท เป็นการเยียวยาเศรษฐกิจเหมือนกับหลายประเทศที่กำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดโควิด-19 และหากปัญหายังยืดเยื้อรัฐบาลก็พร้อมออกมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมในช่วงต่อไป &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถือเป็นมาตรการที่ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งดูแลประชาชน ภาคธุรกิจให้สามารถประกอบธุรกิจและยืนอยู่ได้ภายใต้วิกฤตินี้ ดูแลภาคการเงินให้มีสภาพปกติ เป็นตัวซัพพอร์ตให้เกิดการหมุนเวียนธุรกิจ ท้ายที่สุดคือการดูแลประชาชน ถ้าส่วนใดส่วนหนึ่งเสียหายจะส่งผลกระทบถึงประชาชนไม่ว่าจนหรือรวย ดังนั้นทางการดูแลและคิดมาพอสมควรจึงออกมาตรการ และนำเสนอในหลักการวันนี้ ขณะเดียวกันคลัง และ ธปท.จะไปดูกฎเกณฑ์ เพราะอาจต้องมีบางส่วนมาจากงบ บางส่วนมาจากการกู้ยืม การเตรียมการในรายละเอียดกำลังทำ ถ้าทันจะเข้า ครม.ในวันที่ 7 เม.ย.นี้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง กล่าวว่า มาตรการเยียวยาเฟส 3 มุ่งช่วยเหลือผู้ประกอบการเพิ่มเติม รวมถึงสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non Bank) ผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อประเภทต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนที่เดือดร้อนขณะนี้ได้รับประโยชน์ ร่วมกันดูแลเศรษฐกิจในประเทศ หลังจากการออกมาตรการเฟส 1 และ 2 มาแล้ว จึงต้องมีแหล่งทุนมารองรับช่วยเหลือทั้งประชาชนและเอกชนเพิ่มเติมให้เพียงพอ ขณะที่ ครม.ทุกกระทรวงเห็นด้วยกับแนวทางเกลี่ยงบประมาณมาใช้ดูแลปัญหาการแพร่ระบาดโควิด-19 เมื่อหารือกับสำนักงบประมาณและ ธปท. หากสรุปร่วมกันได้แล้วจะเตรียมนำรายละเอียดการกู้เงินเสนอที่ประชุม ครม.วันที่ 7 เมษายนนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.การคลังยืนยันว่า วงเงินเยียวยาเศรษฐกิจสัดส่วนร้อยละ 10 ของจีดีพี ไม่ใช่เป็นการกู้เงินทั้งหมด เพราะเป็นการใช้เงินจากงบประมาณ หากเกลี่ยจากงบประมาณจำนวนมากจะทำให้กู้เงินน้อยลง และไม่ให้กระทบต่อเงินเดือนประจำ สำหรับมาตรการเฟส 3 ยังมุ่งเน้นดูแลแรงงานซึ่งเดินทางกลับต่างจังหวัด หากต้องการทำงานอยู่กับบ้าน รัฐบาลพร้อมส่งเสริมอาชีพเพื่อสร้างเศรษฐกิจในชนบทให้เข้มแข็ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบสรุปรายงานแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ตามมาตรการด้านการงบประมาณเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 และสถานการณ์ภัยแล้งตามที่สำนักงบประมาณเสนอ ดังนี้ &amp;nbsp;หน่วยรับงบประมาณที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ภายใต้แผนงานพื้นฐานและแผนงานยุทธศาสตร์จำนวน 419 หน่วยงาน ปัจจุบันมีวงเงินคงเหลือที่ยังไม่ได้เบิกจ่ายและก่อหนี้จำนวนทั้งสิ้น 644,181.4081 ล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.เตรียมเสนอมาตรการต่างๆ ให้ ครม.เห็นชอบในหลักการในวันที่ 7 เม.ย.นี้ เพื่อลดผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้แก่ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.การออก พ.ร.ก.เพื่อจัดทำโครงการซอฟต์โลนพิเศษโดยตรงให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วยเงินของ ธปท.เอง ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าโครงการสินเชื่อของธนาคารออมสินที่ช่วยเหลือเอสเอ็มอีขนาดเล็ก ที่ผ่านมา ธปท.ได้ทำงานร่วมกับธนาคารพาณิชย์นำเสนอมาตรการชุดต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาได้เน้นไปที่ลูกค้ารายย่อย ให้พักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยระยะหนึ่ง ส่วนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีก็เป็นมาตรการอีกชุด แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดยังมีความไม่แน่นอนและมีแนวโน้มจะขยายมากขึ้น จึงจำเป็นต้องขยายมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ด้วยการพักเงินต้นและดอกเบี้ยให้ไปสู่เอสเอ็มอีที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และมีสินเชื่อที่เป็นสภาพคล่องใหม่เพื่อช่วยเหลือรายที่ขาดเงินทุนหมุนเวียน และดูแลให้ธุรกิจก้าวข้ามสถานการณ์วิกฤติไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.การออก พ.ร.ก.เพื่อจัดทำมาตรการสร้างหลังพิงให้แก่ตลาดตราสารหนี้เอกชนเพื่อให้ดำเนินการต่อไปได้ โดยศึกษาจากมาตรการของธนาคารกลางหลายประเทศ พ.ร.ก.ดังกล่าวจะให้อำนาจ ธปท.สามารถซื้อตราสารหนี้เอกชนที่ครบกำหนดเพื่อไปชำระตราสารเดิม เฉพาะตราสารของบริษัทที่มีคุณภาพดี โดยจะต้องระดมทุนจากตลาดเอกชนไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง เพื่อทำหน้าที่เติมเต็มให้ตลาดตราสารหนี้เอกชนทำหน้าที่ได้ตามปกติ ซึ่งจะต้องมีเงื่อนไขคัดกรองว่าเป็นบริษัทที่ดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ธปท.จะมีมาตรการขยายระยะเวลาคุ้มครองเงินฝาก ซึ่งตามกำหนดเดิมในเดือน ส.ค.63 วงเงินคุ้มครองเงินฝากจะลดลงจาก 5 ล้านบาท เหลือ 1 ล้านบาท ซึ่งสถาบันคุ้มครองเงินฝากได้เสนอให้ยืดระยะเวลาออกไปอีก 1 ปี &amp;nbsp;เพื่อยังคงให้คุ้มครองเงินฝากที่ 5 ล้านบาทต่อไปถึง ส.ค.64 เพื่อช่วยลดความกังวลใจของประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ธปท.จะให้สถาบันการเงินลดการนำเงินสมทบกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน จากเดิมอัตรา 0.46% จะลดเหลือ 0.23% ในระยะเวลา 2 ปี เพื่อลดต้นทุนให้แก่สถาบันการเงิน ซึ่งหวังว่าจะนำไปสู่การลดดอกเบี้ยให้แก่ประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ล่าสุดสำนักงบประมาณได้ประสานวัน เวลา สำหรับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 มาที่สภาผู้แทนราษฎรแล้ว ว่าจะมีการพิจารณาในสัปดาห์ถัดไปหลังเปิดสมัยประชุม อย่างไรก็ตาม หากวันนี้รัฐบาลมีมติออกพระราชกำหนดกู้เงินก็ต้องนำมาพิจารณาก่อนเป็นเรื่องแรก ดังนั้นจึงต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาลในวันนี้ก่อน ส่วนถึงขั้นต้องเปิดสมัยประชุมวิสามัญพิจารณาร่างพระราชกำหนดกู้เงินหรือไม่ ขึ้นอยู่กับรัฐบาล แต่ตามกฎหมายสามารถรอจนเปิดสมัยประชุมได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61975</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายเวลาคุ้มครองเงินฝาก, ประชุมครม.นัดพิเศษ, พยุงตราสารหนี้เอกชน, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ, ลดเงินนำส่งของสถาบันการเงิน, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุ้มธุรกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200403/image_big_5e872ef0195e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61910</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2020 11:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2020 11:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตาวาระครม.นัดพิเศษหามาตรการกระตุ้นศก.-ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 เม.ย.63-เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) เพื่อหารือเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) และมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นรูปแบบการประชุมเต็มคณะ โดยไม่ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเร้นซ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายกฯ กล่าวก่อนเริ่มการประชุมว่า วันนี้ทุกคนทราบดีอยู่แล้วถึงสถานการณ์บ้านเมืองของเรา ต้องสร้างความเข้าใจให้ประชาชนได้ทราบว่ารัฐบาลดูแลทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นส่วนการบริหารราชการในปกติ ซึ่งต้องมีการฟื้นฟูในระยะต่อไป เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องช่วยกันทำความเข้าใจตรงนี้ นอกจากนั้นในเรื่องของเงินงบประมาณ จะมีปัญหาอย่างไร ทันเวลาหรือไม่ สอดคล้องหรือไม่ คุ้มค่าหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้รายงานข่าวแจ้งว่ารัฐมนตรีทั้ง 3 คน ที่กักตัวเองอยู่ในบ้านพักเนื่องจากเป็นกลุ่มเสียงจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั้งนายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง นายถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เดินทางเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษในวันนี้ด้วย เนื่องจากครบกำหนดการกักตัวและได้รับการยืนยันจากแพทย์แล้วว่าไม่ติดเชื้อไวรัส โควิด-19 ขณะที่นายกฯและครม.ทุกคนที่เข้าร่วมการประชุมครม. ต่างปฏิบัติตามมาตรการลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วยการสวมหน้ากากอนามัย ผ่านการตรวจวัดไข้ และล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ ก่อนเข้าสู่ห้องประชุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับวาระสำคัญในการพิจารณาวันนี้ อาทิ มาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบ จากโรคไวรัสโควิด-19 ต่อเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม ระยะ 3-4&amp;nbsp; มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะต่อไป เพื่อให้ครอบคลุมผู้ได้รับผลกระทบทุกกลุ่ม มาตรการด้านการงบประมาณ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ในปีงบประมาณ 2563 โดยการปรับลดการใช้จ่ายงบประมาณ หรือ เปลี่ยนวิธีดำเนินงาน สำหรับงบประมาณในลักษณะรายจ่ายประจำ และการกำหนดนโยบายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564-2565&amp;nbsp; และประมาณการรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลางปี 2563 - 2566&amp;nbsp; รวมถึงการจัดทำร่างกฎหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม อันเนื่องจากการสถานการณ์การแพร่ระบาดดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61910</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระตุ้นเศรษฐกิจ, การระบาดของไวรัสโควิด-19, ประชุมครม.นัดพิเศษ, ประยุทธ์ จันทร์โอชา, เยียวยาโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200403/image_big_5e86bbe7b27d9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61807</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2020 12:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2020 12:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;โฆษกรัฐบาล&#039; เผยประชุม ครม.นัดพิเศษ พิจารณามาตรการเร่งด่วนช่วยปชช. ระยะ 3 -4 ให้ครอบคลุม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 เม.ย.63 - นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การประชุม ครม.นัดพิเศษในวันที่ 3 เม.ย. เนื่องจากมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะพิจารณาเรื่องการให้ความช่วยเหลือประชาชน และมาตรการที่ออกไปแล้วทั้งระยะที่ 1 และ 2 นายกรัฐมนตรีอยากให้รัฐมนตรีทุกกระทรวงมาหารือร่วมกันว่าครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหรือไม่ โดยที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังรับผิดชอบ มาตรการระยะ 1 และ 2 ที่กระทรวงการคลังเสนอให้ชดเชย 5 พันบาท 3 เดือน กับผู้ได้รับผลกระทบ 3 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ภายหลังพบว่าผู้ประกันตนมาตรา 39 ประมาณ 1.6 ล้านคน และมาตรา 40 ประมาณ 3.3 ล้านคน ไม่มีสิทธิประโยชน์การว่างงาน และผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่จ่ายเงินสมทบยังไม่ครบ 6 เดือนอีก 7 หมื่นกว่าคน ก็ยังไม่ได้สิทธิประโยชน์การว่างงานตรงนี้ จึงต้องมาหารือเพิ่มเติมในการประชุมครม. เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อีกเกือบ 6 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น จึงมีผลกระทบต่อวงเงินงบประมาณที่ได้วางแผนเอาไว้ ฉะนั้นสำหรับการออกมาตรการระยะที่ 3 และ 4 จึงจัดให้มีการประชุม ครม.นัดพิเศษ เพื่อให้มีการรับฟังข้อมูลมาตรการเยียวยาจากทุกกระทรวง ให้ได้มีการหารือกันให้ครอบคลุมทั่วถึง ไม่ซ้ำซ้อน จะได้กำหนดกรอบวงเงินงบประมาณที่เหมาะสมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางนฤมล กล่าวอีกว่า นอกจากที่ประชุมจะหารือถึงงบประมาณแล้ว จะได้มีการหารือรวมไปถึงแหล่งเงินสำหรับกรอบวงเงินงบประมาณดังกล่าวว่าจะมาจากแหล่งใด มาตรการทางการเงินการคลังคืออะไร กฎหมายเปิดให้ทำได้มากน้อยแค่ไหนในการหาแหล่งเงินทุนมาดูแลผู้ได้รับผลกระทบ ส่วนที่มีการพูดถึงรัฐบาลอาจมีการขอออกพระราชกำหนดกู้เงินนั้น ต้องศึกษากฎหมายว่าเปิดให้ทำได้มากน้อยแค่ไหน เพราะมาตรา 140 ของรัฐธรรมนูญ ระบุว่าการจ่ายเงินแผ่นดิน จะทำได้เฉพาะที่ได้อนุญาตไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย ซึ่งงบประมาณของปี 2563 ไม่ได้กำหนดรายการนี้เอาไว้ แต่ทั้งนี้ยังมีช่องทางของ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของกระทรวงการคลังที่จะนำมาหารือว่ามีช่องทางอื่นที่จะให้กู้เงินหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางนฤมล กล่าวว่า ส่วนการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นายกรัฐมนตรีได้ประเมินสถานการณ์ในทุกวันตลอดการประกาศใช้ แต่ทั้งนี้กระทรวงมหาดไทย โดยแต่ละจังหวัดได้มีการประเมินร่วมด้วยว่ามาตรการในแต่ละจังหวัดของตัวเองเพียงพอหรือไม่ ซึ่งหากไม่เพียงพอสามารถเพิ่มมาตรการได้เลย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61807</URL_LINK>
                <HASHTAG>นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์, ประชุมครม.นัดพิเศษ, โควิด19, โฆษกรัฐบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191112/image_big_5dca5f7322010.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
