<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>67433</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2020 12:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2020 12:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ก้าวไกล&#039;ฉะออกพ.ร.ก.หุ้นกู้4แสนล้านเฉือนเนื้อคนจนอุ้มนายทุนเครือข่ายประชารัฐ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 พ.ค.63- &amp;nbsp;เมื่อเวลา 09.30 น.มีการประชุมสภาพิจารณาพ.ร.ก.กู้เงิน 1.9 ล้านล้านบาทเป็นวันที่ 5 โดยมีนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาฯคนที่สองทำหน้าที่ประธาน น.ส. ณธีภัสร์ &amp;nbsp;กุลเศรษฐสิทธิ์ ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล กล่าวอภิปรายว่า การออกกฎหมายพ.ร.ก. ช่วยเอสเอ็มอี 5 แสนล้าน และพ.ร.ก. หุ้นกู้ 4 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการลำเอียงและบิดเบี้ยวช่วยนายทุน โดยเฉพาะพร.ก.หุ้นกู้ที่ครอบคลุมอุ้มคนรวยกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่เงินช่วยเหลือเอสเอ็มอีได้เพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น โดยหุ้นกู้สามารถช่วยเหลือเอกชนได้ 125 ราย เฉลี่ยรายละ 3.2 พันล้านบาท ขณะที่เอสเอ็มอี ช่วยได้ 1.9 ล้านราย &amp;nbsp;เฉลี่ยรายละ 2.6 แสนบาท แตกต่างกัน 1.2 หมื่นเท่า สัดส่วนตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลเข้าข้าง ลำเอียงให้กับทุนใหญ่อย่างชัดเจน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ณธีภัสร์ กล่าวด้วยว่า ทั้งที่ความจริงทุนใหญ่ไม่ตายง่ายๆ เพราะแบงก์ปล่อยกู้ให้ง่ายกว่า แต่คนที่จะตายคือเอสเอ็มอีคนเล็กคนน้อยที่รัฐบาลมองว่าเขาไร้ค่า นอกจากนี้สำหรับทุนใหญ่ 125 รายรวมกัน 8.9 แสนล้าน แต่เกือบครึ่งเป็นของ 4 กลุ่มทุนใหญ่ คือ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) มีสัดส่วน 21 เปอร์เซ็นต์ &amp;nbsp;คิดเป็นมูลค่า 1.85 แสนล้านบาท บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด &amp;nbsp;11 เปอร์เซ็นต์ &amp;nbsp;9.7 หมื่นล้านบาท บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (เอสซีจี) &amp;nbsp;8 เปอร์เซ็นต์ 7.5 หมื่นล้านบาท และ บริษัท ช.การช่าง จำกัด &amp;nbsp;2 เปอร์เซ็นต์ 1.5 หมื่นล้านบาท ที่เข้าข่ายได้รับประโยชน์ อีกทั้งกลุ่มเหล่านี้มีส่วนร่มในเครือข่ายประชารัฐ มีความใกล้ชิดกับรัฐบาลทหารอย่างแน่นแฟ้น ดังนั้นตนเองจึงเสนอให้ทุนใหญ่เหล่านี้ปฎิเสธความช่วยเหลือจากรัฐบาล ก็จะส่งผลให้ประเทศชาติไม่ต้องใช้วงเบินถึง 4 แสนล้านบาท และควรเอาไปช่วยเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส. ณธีภัสร์ &amp;nbsp;กล่าวต่อว่า นอกจากนี้การตั้งคณะกรรมการเพื่อกลั่นกรอง พ.ร.ก. หุ้นกู้ 4 แสนล้าน ส่วนใหญ่เป็นคนของกระทรวงการคลังและแบงก์ชาติ &amp;nbsp;ซึ่งขอตั้งข้อสังเกตว่าตั้งกันเองชงกินกันเองหรือไม่ และกฎหมายยังให้อำนาจล้นฟ้า สามารถผ่อนผันเลือกบริษัทเอกชนเข้าร่วมตามพ.ร.ก. ดังกล่าวนี้ได้ นอกจากนี้ยังมีคนในการที่กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เข้าไปเป็นคณะกรรมการดังกล่าว ขณะที่กบข. ก็ถือเป็นผู้เล่นรายใหญ่ เพราะมีหุ้นกู้ 1.1 ล้านล้านบาท &amp;nbsp;จะส่งผลให้มีส่วนในการตัดสินใจว่าจะอุ้มหรือไม่อุ้มหุ้นกู้รายใดบ้าง &amp;nbsp;และการที่กบข. รู้ข้อมูลวงในจะถือเป็นการได้เปรียบเอกชนรายอื่นหรือไม่ จะถือเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือไม่ และขัดกับหลักธรรมาภิบาลสากลหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เธอระบุ ว่า ซึ่งแตกต่างจากสำนักงานประกันสังคม ที่มีการลงทุนหุ้นกู้มากกว่าแต่ไม่ได้เข้ามาอยู่ในคณะกรรมการดังกล่าว หรือเป็นเพราะว่า กบข. สำคัญกว่าสำนักงานประกันสังคมหรือไม่ เพราะส่วนใหญ่เป็นผู้ใช้แรงงาน นอกจากนี้ตนเองยังเป็นห่วงในมาตรา 19 ที่ให้อำนาจ รมว.คลัง ตีเช็คเปล่าซื้อตราสารหนี้ในตลาดรองมูลค่าเท่าไหร่ก็ได้ ซึ่งมีความเสี่ยงเป็นอย่างมาก และมาตราดังกล่าวนี้อาจจะขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 วรรค 3 ซึ่งเป็นข้อจำกัดของการใช้ดุลพินิจหากเกิดความเสียหายขึ้น กระทรวงการคลังจะต้องรับผิดชอบด้วยภาษีประชาชน ถือเป็นการเฉือนเนื้อคนจนไปอุ้มคนรวยหรือไม่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67433</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก้าวไกล, ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์, ประชุมสภาพ.ร.ก.เงินกู้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200531/image_big_5ed33e22e9d94.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
