<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>98918</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2021 12:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2021 12:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สมเด็จพระสังฆราช&#039;ประทานพระคติธรรมเป็นกำลังใจในสถานการณ์โควิด ขอทุกท่านจงเป็น&#039;ผู้กล้าหาญ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 เม.ย.64-สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระคติธรรม เป็นกำลังใจในสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (COVID-19) ความว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่มีชีวิตใดประสบแต่ความเกษมสุข ปราศจากทุกข์ภัยไปได้ตลอด เมื่อเกิดมาแล้ว จึงจำเป็นต้องขวนขวายสั่งสม &amp;ldquo;สติ&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ปัญญา&amp;rdquo; สำหรับเป็นอุปกรณ์บำบัดความทุกข์อยู่ทุกเมื่อ เพื่อให้สมกับที่ดำรงอัตภาพแห่งมนุษย์ผู้มีศักยภาพต่อการพัฒนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาดซึ่งก่อให้เกิดความหวาดหวั่นครั่นคร้ามกันทั่วหน้า ทุกคนมีหน้าที่แสวงหาหนทางเพิ่มพูน &amp;ldquo;สติ&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ปัญญา&amp;rdquo; พร้อมทั้งแบ่งปันหยิบยื่นให้แก่เพื่อนร่วมสังคม อย่าปล่อยให้ความกลัวภัยและความหดหู่ท้อถอย คุกคามเข้าบั่นทอนความเข้มแข็งของจิตใจ ในอันที่จะอดทน พากเพียร เสียสละ และสามัคคี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีธรรมภาษิตบทหนึ่งในพระพุทธศาสนา พึงน้อมนำมาเตือนใจในยามนี้ ว่า &amp;ldquo;เมื่อถึงยามคับขันประชาชนต้องการผู้กล้าหาญ, เมื่อถึงคราวปรึกษางาน ต้องการผู้ที่ไม่พูดพล่าม, ยามมีข้าวน้ำ ต้องการผู้เป็นที่รัก, ยามเกิดปัญหา ต้องการบัณฑิต&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอทุกท่านจงเป็น &amp;ldquo;ผู้กล้าหาญ&amp;rdquo; ที่จะละความดื้อด้านเห็นแก่ตัว ความเคยตัว และความไม่ระมัดระวังตัว ขอจงเป็น &amp;ldquo;ผู้ที่ไม่พูดพล่าม&amp;rdquo; โดยปราศจากสาระ ก่อความร้าวฉานชิงชัง ในยามที่สังคมต้องการสาระ คำปรึกษาหารือ และกำลังใจ แต่จงประพฤติตนเป็น &amp;ldquo;บัณฑิต&amp;rdquo; ผู้รู้รักษากายใจของตัวให้ปลอดจากโรคกายโรคใจ เป็นผู้ฉลาดศึกษา ค้นคว้า วางแผน ชี้แนะ และลงมือทำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ถ้าแต่ละคนแม้เพียงตั้งจิตไว้ในธรรมฝ่ายสุจริต ไม่ถลำลงสู่ความคิดชั่ว อันนำไปสู่การพูดชั่วและทำชั่วซ้ำเติม ก็นับว่าได้ช่วยบรรเทาปัญหาของโลกแล้ว และยิ่งหากท่านมีดวงจิตผ่องแผ้วด้วยเมตตาการุณยธรรม นำความปรารถนาดีเผื่อแผ่ไปสู่ทุกชีวิตอย่างเสมอหน้า ความทุกข์ยากที่เราทั้งหลายต่างเผชิญ ย่อมจะคลี่คลายได้ในไม่ช้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วโร วรญฺญู วรโท วราหโร
อนุตฺตโร ธมฺมวรํ อเทสยิ
อิทมฺปิ พุทฺเธ รตนํ ปณีตํ
เอเตน สจฺเจน สุวตฺถิ โหตุ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ทรงรู้ธรรมอันประเสริฐ ประทานธรรมอันประเสริฐ ทรงนำมาซึ่งธรรมอันประเสริฐ เป็นผู้ยอดเยี่ยม ได้ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐ แม้อันนี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้า ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมีแด่ท่าน เทอญ.&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98918</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประทานพระคติธรรม, สมเด็จพระสังฆราช, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210409/image_big_606fe9f18789f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94174</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/02/2021 20:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/02/2021 20:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระคติธรรม &#039;วันมาฆบูชา&#039; ให้ดำรงขันติธรรมท่ามกลางวิกฤตการณ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.พ.64 - เพจเฟซบุ๊ก สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เปิดเผยว่า เนื่องในวันมาฆบูชา 26&amp;nbsp;กุมภาพันธ์ 2564&amp;nbsp;เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม ความว่า &amp;ldquo;ดิถีมาฆบูชาได้เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่งแล้ว ดิถีเช่นนี้ชวนให้พุทธบริษัททุกหมู่เหล่าน้อมระลึกถึงเหตุการณ์ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ อันมีหลักการสำคัญเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ได้แก่ 1. การไม่ทำบาปทั้งปวง 2. การบำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อม และ 3. การชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ ประทานแก่พระอรหันตสาวก 1,250&amp;nbsp;รูป ซึ่งล้วนอุปสมบทด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ณ ดิถีเพ็ญเดือน 3&amp;nbsp;เมื่อกว่า 2,600&amp;nbsp;ปีล่วงมาแล้ว อย่างไรก็ดี หากปีใดเป็นปีอธิกมาส วันมาฆบูชาจะตรงกับดิถีเพ็ญเดือน 4&amp;nbsp;ดังเช่นที่เกิดขึ้นปีนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สารัตถะประการหนึ่งในโอวาทปาติโมกข์นั้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนหลักการแห่ง &amp;lsquo;ขันติธรรม&amp;rsquo; เพื่อเป็นหลักเผยแผ่พระศาสนา และการดำรงตนของพุทธบริษัท ดังพระพุทธภาษิตที่ว่า ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา แปลว่า &amp;lsquo;ขันติ เป็นเครื่องเผาผลาญบาปธรรมอย่างยิ่ง&amp;rsquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;ขันติ&amp;rsquo; หมายถึง &amp;lsquo;ความอดทนอดกลั้น&amp;rsquo; มีลักษณะ คือความข่ม มีรส คือความอดทนต่อสิ่งที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจ มีสภาพที่ปรากฏ คือความอดกลั้นหรือความไม่โกรธ มีพื้นฐานคือความเข้าใจสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทุกชีวิตที่เกิดมาในโลกต่างมีสัญชาตญาณรักสุขเกลียดทุกข์ด้วยกันทั้งสิ้น และก็เป็นธรรมดาที่ทุกชีวิตจำต้องเผชิญความทุกข์โทมนัส สลับกับความสุขโสมนัส หมุนเวียนเปลี่ยนไปอยู่เสมอ จะหาบุคคลผู้มิต้องประสบกับ &amp;lsquo;โลกธรรม 8&amp;rsquo; กล่าวคือ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ สรรเสริญ นินทา สุข และทุกข์ ในโลกนี้ เป็นอันมิมีเลย ผู้ตระหนักรู้ในความจริงเช่นนี้ จึงพึงสั่งสมบ่มเพาะกำลังแห่งขันติไว้สำหรับใช้ระงับยับยั้ง และต้านทานโลกธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในท่ามกลางวิกฤติการณ์ ซึ่งรุมเร้าเข้าสู่บ้านเมืองและโลกของเราทุกวันนี้ ทั้งนี้ ก็เพื่อจะได้รักษาร่างกายและจิตใจให้ยังคงความผาสุก สามารถอดทนอดกลั้นต่อทุกขเวทนาทางกาย ถ้อยคำจาบจ้วงล่วงเกิน คำติฉินนินทาว่าร้าย และความเสื่อมลาภเสื่อมยศ ซึ่งหลงยึดถือไว้ว่าเป็นตัวเราของเราเสียได้ อย่างน้อยแม้จะเจ็บใจเพียงใด แต่ก็ไม่เผลอแสดงอาการหุนหันพลันแล่นออกมาทางกายหรือทางวาจาจนเสียกิริยาอาการอันดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บุคคลผู้สามารถดำรงขันติธรรม คือความอดทนอดกลั้นไว้ได้ ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้เสงี่ยมงดงาม ถือธรรมะเป็นใหญ่ กิเลสตัณหาไม่อาจทำอันตราย เมื่อเป็นได้ดังนี้แล้ว ย่อมประสบความสงบร่มเย็น ระงับความดิ้นรนทะยานอยาก การที่สามารถดับเพลิงทุกข์เป็นคราวๆ ได้ เสมือนว่าได้ถึงพระนิพพานเป็นคราวๆ เป็นบทพิสูจน์ให้พุทธบริษัทรู้เห็นตามความเป็นจริงว่า พระนิพพานมิใช่ธรรมะอันสุดเอื้อม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าพระนิพพานจริงๆ คือความดับเพลิงทุกข์ได้โดยสิ้นเชิงอาจยังอยู่ไกล แต่พระนิพพานในปัจจุบันคือความดับกิเลสตัณหา ซึ่งบังเกิดขึ้นครอบงำจิตใจในขณะนี้ จึงอาจใช้ &amp;lsquo;ขันติธรรม&amp;rsquo; คือความอดทนอดกลั้นนี้เอง เป็นเครื่องช่วยระงับดับได้ แม้เพียงคราวหนึ่ง ๆ ก็ยังดี ไม่เกินความสามารถที่ทุกคนจะปฏิบัติและเข้าถึงได้ เพื่อความสงบร่มเย็นซึ่งพึงบังเกิดมีขึ้นแก่ตนและแก่สังคมส่วนรวม สมความปรารถนาอันดีงามของคนไทย ที่ต่างหวังใจมุ่งหมายจะได้ประสบสันติสุขด้วยกันทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอพระสัทธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงดำรงมั่นคงอยู่ในโลกนี้ตลอดกาลนาน และขอพุทธบริษัททั้งหลาย จงพร้อมเพรียงกันศึกษาพระสัทธรรมนั้น เพื่อบรรลุถึงความรุ่งเรืองไพบูลย์ยิ่ง ๆ ขึ้นสืบไป เทอญ.&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94174</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประทานพระคติธรรม, วันมาฆบูชา, สมเด็จพระสังฆราช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210224/image_big_6036499bd2e36.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88554</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/01/2021 19:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/01/2021 19:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สมเด็จพระสังฆราช&#039; ประทานพระคติธรรมปีใหม่ ยกจิตใจให้สูงขึ้นด้วยเมตตา-หนักแน่นในสามัคคีธรรม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ม.ค.64 - เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรมและพร เนื่องในอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๔ ความว่า &amp;ldquo;บัดนี้ บรรลุถึงอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๔ แล้ว ในเทศกาลเช่นนี้ของทุกปี ผู้คนต่างตั้งความหวังว่าชีวิตในปีใหม่ จะดีกว่าปีเก่า ครั้นทบทวนวันเวลาในรอบปีที่ล่วงผ่าน เราทั้งหลายย่อมเห็นประจักษ์ว่า สถานการณ์ต่าง ๆ อันก่อให้เกิดความทุกข์ยาก ได้ถาโถมหลั่งไหลเข้ามามากเป็นประวัติการณ์ และยังคงดำเนินอยู่ต่อไปอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวาระเถลิงศก จึงควรที่ทุกคนจะยกจิตใจให้สูงขึ้นด้วยเมตตาธรรม นำกระแสความร่มเย็นแผ่ออกไปสู่สมาชิกในครอบครัว มิตรสหาย เพื่อนร่วมชาติ และร่วมโลกนี้อย่างไม่มีประมาณ เร่งประสานน้ำใจกันอย่างจริงใจ คอยส่งความสุขให้กันและกันด้วยความเห็นอกเห็นใจ เพื่อให้ทุกคนเกิดขวัญดี มีกำลังกายและจิตใจแกล้วกล้า ที่จะสามารถฟันฝ่าปัญหาและอุปสรรคให้ล่วงพ้นไปได้โดยสวัสดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาและอุปสรรคใหญ่ ๆ โดยเฉพาะในยามที่ชาติบ้านเมืองกำลังเผชิญภาวะวิกฤต ไม่ว่าจะทางความคิด ความเห็น ความเป็นอยู่ หรือโรคภัยไข้เจ็บ ถ้าแต่ละคนแต่ละฝ่ายในชาติบ้านเมืองนั้น หนักแน่นมั่นคงใน &amp;lsquo;สามัคคีธรรม&amp;rsquo; ต่างหวังดี หวังเจริญต่อส่วนรวมอย่างจริงใจ ก็ย่อมทำให้วิกฤตการณ์นานา สามารถคลี่คลายลงได้โดยเร็ว ทั้งนี้ มีข้อพิจารณาอยู่ว่าความสำเร็จประโยชน์แห่งสามัคคีธรรม ย่อมจะบังเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง เมื่อบุคคลแต่ละฝ่ายต่างเจริญ &amp;lsquo;เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม และเมตตามโนกรรม&amp;rsquo; ต่อเพื่อนร่วมสังคมซึ่งอาจคิดเห็นแตกต่าง เริ่มตั้งแต่ผู้คนแวดล้อมใกล้ตัวในครอบครัว ในชุมชน ตลอดถึงในประเทศชาติ ขยายวงเรื่อยไปสู่เพื่อนมนุษย์ทุกผู้ทุกนามในโลกนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ปรารถนาความสุขในปีใหม่ จึงพึงสังวรไว้เสมอว่า การแก้ไขปัญหาของสังคมส่วนรวม ควรเริ่มต้นด้วยการปลูกฝังเมล็ดพันธ์ุแห่งความเมตตากรุณาต่อผู้คนทั่วไปอย่างเสมอหน้า ให้หยั่งรากลึกลงไปในจิตใจตนเอง ข่มใจให้ฉ่ำเย็นประดุจสายน้ำ อดทนอดกลั้นหนักแน่นประดุจแผ่นดิน เพื่อเพิ่มพูนขีดความสามารถสำหรับระงับยับยั้งความรู้สึกขุ่นข้องหมองมัว กระทั่งสามารถพลิกผันสถานการณ์แห่งความร้อนรุ่มให้ผ่านพ้นไป ด้วยท่าทีอันเป็นกัลยาณมิตร รู้จักประสานประโยชน์ อนุเคราะห์สงเคราะห์ สงบและสง่างาม แล้วในที่สุด เมล็ดพันธุ์แห่งความเมตตากรุณานั้น จะค่อย ๆ เติบโตผลิดอกออกผลเป็นความกลมเกลียวสมานฉันท์ แผ่กิ่งก้านสาขาแห่งสันติสุข ปกคลุมถิ่นฐานบ้านเมืองนั้นให้เป็นรมณียสถานได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และคุณความดีที่ทุกท่านได้ร่วมกันสร้างสรรค์ จงดลบันดาลความร่มเย็นแก่ประชาชาติไทย ยังความชุ่มชื่นเบิกบานพระราชหฤทัยแด่ สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้าทั้งสองพระองค์ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ เพื่อจักได้เสด็จสถิตธำรง ทรงเป็นมิ่งขวัญหลักชัยอยู่ยั่งยืนนาน กับทั้งดลบันดาลพสกนิกรจงภิญโญสโมสรด้วยความสุขเกษมศานต์ ตลอดพุทธศักราช ๒๕๖๔ นี้โดยทั่วกัน เทอญ.&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88554</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประทานพระคติธรรม, ปีใหม่ 2564, สมเด็จพระสังฆราช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210101/image_big_5fef118b5e7bd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78047</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2020 17:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2020 17:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สมเด็จพระสังฆราช&#039;ประทานพระคติธรรมวันเยาวชนแห่งชาติ 20 ก.ย.63</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ย.63- สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันเยาวชนแห่งชาติ ๒๐ กันยายน ๒๕๖๓ ความว่า &amp;ldquo;บุคคลไม่ว่าจะเป็นเด็ก เยาวชน หรือผู้ใหญ่ ต่างต้องการชัยชนะ และต้องการให้ผู้ที่ไม่ได้คิด พูด หรือทำตามอย่างใจตน พ่ายแพ้ไปด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การเอาชนะนั้น บุคคลพึงหันกลับมาทบทวนตั้งคำถามแก่ตนเองว่าถ้าได้ชัยชนะแล้ว จะมีโอกาสกลับแพ้อีกหรือไม่ และชัยชนะที่อาจได้ เป็นชัยชนะที่ถาวรหรือไม่ แล้วจงระลึกถึงพระบรมพุทโธวาทที่ว่า &amp;lsquo;ความชนะใดที่ชนะแล้วกลับแพ้ได้ ความชนะนั้นไม่ดี.&amp;rsquo; และ &amp;lsquo;ความชนะใดที่ชนะแล้วไม่กลับแพ้ ความชนะนั้นดี.&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและไม่มีวันกลับแพ้ได้ จึงได้แก่การชนะใจตนเองที่จะไม่คิดร้าย พูดร้าย และทำร้าย หากพิจารณาพฤติการณ์ทั่วไปในหมู่มนุษย์ย่อมพบว่า การได้ชัยชนะบางทีก็มิใช่ความสุข หากเราไม่รู้จักเอาชนะใจของตนเองให้ได้ก่อน คนที่เอาชนะใจตนได้ ย่อมได้รับความสุขอันแท้จริง ตัวอย่างชัยชนะที่ไม่มีวันกลับพ่ายแพ้เพราะเกิดจากการชนะใจตนเอง เช่น ชนะความตระหนี่ด้วยการให้ ชนะใจคนด้วยความสุภาพอ่อนน้อม ชนะอุปสรรคด้วยความเพียร ชนะความดิ้นรนแสวงหาด้วยความพอเพียง ชนะคนโกรธด้วยความไม่โกรธ เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขออนุโมทนาความดีของเด็กและเยาวชน รวมทั้งของผู้ทำประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชน ขอพระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระอัฐมรามาธิบดินทร พระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ผู้ทรงราชย์นับแต่ทรงพระเยาว์ทั้งสองพระองค์ โปรดอภิบาลรักษาให้ท่านประสบชัยชนะในการประกอบกรณียกิจ และในการพัฒนาตนให้เพียบพร้อมด้วยสุจริตธรรม เป็นกำลังของประเทศชาติสืบไป เทอญ.&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78047</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประทานพระคติธรรม, วันเยาวชนแห่งชาติ, สมเด็จพระสังฆราช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200920/image_big_5f6728a868d17.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70691</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘สังฆราช’ประทานคติธรรม ดื่มสุราเสียโอกาสทำความดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; สมเด็จพระสังฆราชประทานพระคติธรรม เนื่องในวันงดดื่มสุราแห่งชาติ ไม่ควรเสพสุรายาเมา ทำให้เสียโอกาสใช้กายและจิตเป็นเครื่องผลิตคุณงามความดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก&amp;nbsp; ประทานพระคติธรรมเนื่องในวันงดดื่มสุราแห่งชาติ วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม 2563 ความว่า &amp;quot;การถือกำเนิดเป็นมนุษย์นั้นมีคุณหลายสถาน ประการสำคัญคือได้มีความสามารถเพียงพอที่จะศึกษาอบรมตนให้เจริญด้วยสติปัญญา เพราะการที่มีอวัยวะและประสาทสัมผัสสำหรับสดับตรับฟัง สนทนา ค้นคว้า อ่าน เขียน เรียนรู้ในสรรพวิชชา ย่อมนำให้เกิด &amp;#39;สติ&amp;#39; คือความระลึกได้ และ &amp;#39;สัมปชัญญะ&amp;#39; คือความรู้ตัวอยู่เสมอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อัตภาพของความเป็นมนุษย์ไม่ใช่ของที่ได้มาโดยง่าย เมื่อกุศลวิบากส่งผลให้บุคคลมีกายและจิตเป็นดั่งภาชนะรองรับความเจริญงอกงามแล้ว จึงไม่ควรเลือกเสพสุรายาเมาให้เข้าไปกัดกร่อนทำลายภาชนะอันดีนั้น ความเสื่อมโทรม ผุพัง และแตกสลายก่อนเวลาอันควร ทำให้บุคคลสูญเสียโอกาสที่จะใช้กายและจิตเป็นเครื่องผลิตคุณงามความดี &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงโทษของการเสพสุราเมรัยไว้ในสัพพลหุสสูตร ว่า &amp;#39;การดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันบุคคลเสพแล้ว เจริญแล้ว กระทำไห้มากแล้ว ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย วิบากแห่งการดื่มสุราและเมรัยอย่างเบาที่สุด ย่อมยังความเป็นบ้าให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์&amp;#39;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันงดดื่มสุราแห่งชาติเวียนมาถึง จึงควรที่ท่านทั้งหลายจะสำนึกถึงผลร้ายของการเสพสิ่งมึนเมา&amp;nbsp; แล้วตั้งใจงดเว้นการเสพสิ่งเหล่านั้นให้ได้โดยเด็ดขาด เพื่อเปิดโอกาสให้ตนมีกายและจิตสมบูรณ์พร้อมอยู่เสมอ สำหรับเป็นเครื่องเพิ่มพูนสติปัญญา สามารถใช้เป็นเครื่องกำบังอันตรายในปัจจุบัน และป้องกันความตกต่ำในภายหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขออำนวยพรให้ท่านทั้งหลายจงเจริญในธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงสรุปธรรมทุกข้อลงเป็นคติเตือนไว้ให้ยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ห่วงใยประชาชนที่เดินทางไปทำบุญช่วงวันหยุดยาว ขอให้ระมัดระวังเรื่องอุบัติเหตุและขอให้ป้องกันตนเองจากโควิด-19 ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบคำขวัญเนื่องในวันงดดื่มสุราแห่งชาติ ประจำปี 2563 ว่า &amp;quot;สุราพาคิดน้อย ด้อยความปลอดภัย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ครม.ได้กำหนดให้วันงดดื่มสุราแห่งชาติ ตรงกับวันเข้าพรรษาของทุกปี ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 6&amp;nbsp; กรกฎาคม 2563.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70691</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประทานพระคติธรรม, วันงดดื่มสุราแห่งชาติ, สมเด็จพระสังฆราช, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เสียโอกาสใช้กายและจิตเป็นเครื่องผลิตคุณงามความดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200706/image_big_5f032f75c57ff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70650</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/07/2020 14:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/07/2020 14:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สมเด็จพระสังฆราช&#039; ประทานพระคติธรรมเนื่องในวันงดดื่มสุราแห่งชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ค.63 - สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันงดดื่มสุราแห่งชาติ วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม 2563 ความว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การถือกำเนิดเป็นมนุษย์นั้นมีคุณหลายสถาน ประการสำคัญคือได้มีความสามารถเพียงพอที่จะศึกษาอบรมตนให้เจริญด้วยสติปัญญา เพราะการที่มีอวัยวะและประสาทสัมผัสสำหรับสดับตรับฟัง สนทนา ค้นคว้า อ่าน เขียน เรียนรู้ในสรรพวิชชา ย่อมนำให้เกิด &amp;lsquo;สติ&amp;rsquo; คือความระลึกได้ และ &amp;lsquo;สัมปชัญญะ&amp;rsquo; คือความรู้ตัวอยู่เสมอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัตภาพของความเป็นมนุษย์ไม่ใช่ของที่ได้มาโดยง่าย เมื่อกุศลวิบากส่งผลให้บุคคลมีกายและจิตเป็นดั่งภาชนะรองรับความเจริญงอกงามแล้ว จึงไม่ควรเลือกเสพสุรายาเมาให้เข้าไปกัดกร่อนทำลายภาชนะอันดีนั้น ความเสื่อมโทรม ผุพัง และแตกสลายก่อนเวลาอันควร ทำให้บุคคลสูญเสียโอกาสที่จะใช้กายและจิตเป็นเครื่องผลิตคุณงามความดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงโทษของการเสพสุราเมรัยไว้ในสัพพลหุสสูตร ว่า &amp;lsquo;การดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันบุคคลเสพแล้ว เจริญแล้ว กระทำไห้มากแล้ว ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย วิบากแห่งการดื่มสุราและเมรัยอย่างเบาที่สุด ย่อมยังความเป็นบ้าให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์.&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันงดดื่มสุราแห่งชาติเวียนมาถึง จึงควรที่ท่านทั้งหลายจะสำนึกถึงผลร้ายของการเสพสิ่งมึนเมา แล้วตั้งใจงดเว้นการเสพสิ่งเหล่านั้นให้ได้โดยเด็ดขาด เพื่อเปิดโอกาสให้ตนมีกายและจิตสมบูรณ์พร้อมอยู่เสมอ สำหรับเป็นเครื่องเพิ่มพูนสติปัญญา สามารถใช้เป็นเครื่องกำบังอันตรายในปัจจุบัน และป้องกันความตกต่ำในภายหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขออำนวยพรให้ท่านทั้งหลายจงเจริญในธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงสรุปธรรมทุกข้อลงเป็นคติเตือนไว้ให้ยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด.&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70650</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประทานพระคติธรรม, วันงดดื่มสุราแห่งชาติ, สมเด็จพระสังฆราช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200706/image_big_5f02d1b544333.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65064</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2020 22:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/05/2020 22:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สมเด็จพระสังฆราช&#039; ประทานพระคติธรรม อย่าละเลยบำเพ็ญทาน รักษาศีลและเจริญภาวนาในวันวิสาขบูชา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 พ.ค.63 &amp;ndash; เพจเฟซบุ๊ก สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช โพสต์ข้อความว่า เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันวิสาขบูชา วันพุธที่ 6&amp;nbsp;พฤษภาคม 2563&amp;nbsp;ความว่า &amp;quot;ดิถีวิสาขบูชาอันเป็นวันคล้ายวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นวันสำคัญสากลของโลก มีกาลกำหนดขึ้นไว้เป็นนักขัตฤกษ์พิเศษ เพื่อให้พุทธบริษัทได้กระทำสักการบูชาแด่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยดวงจิตตั้งมั่นในความเชื่อ และความเลื่อมใสต่อพระพุทธคุณ ซึ่งเป็นโอสถวิเศษ และเป็นเครื่องป้องกันสรรพพิบัติภัยทั้งปวง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภัยใหญ่หลวงสำหรับทุกชีวิต ตามหลักพระพุทธศาสนามี 3&amp;nbsp;ประการ กล่าวคือ ความแก่ 1&amp;nbsp;ความเจ็บ 1&amp;nbsp;และความตาย 1&amp;nbsp;ไม่มีภัยอื่นใดที่ผู้คนหวาดหวั่นครั่มคร้ามไปมากกว่าภัยทั้งสามประการนี้อีกแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระพุทธองค์ผู้ทรงพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ ได้โปรดประทานหนทางดับภัยไว้แล้วแก่โลก กล่าวคือ &amp;lsquo;อริยมรรค&amp;rsquo; ซึ่งเป็นไปเพื่อละ เพื่อล่วงพ้นภัย ย่อมดับเหตุแห่งการเกิดที่นำไปสู่ความแก่ ความเจ็บ และความตาย ได้อย่างสิ้นเชิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีพระปัจฉิมวาจาก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพานว่า &amp;lsquo;วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ&amp;rsquo; แปลความว่า &amp;lsquo;สังขารมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด&amp;rsquo; จึงขอทุกท่าน หันกลับมาพิจารณาชีวิตของตนๆ ผู้ล้วนกำลังเผชิญภยันตรายกันอยู่ทั่วหน้า โดยไม่อาจทราบได้ว่าความเจ็บและความตายจะมาถึงเมื่อไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอจงเร่งสั่งสมอบรม &amp;lsquo;ความไม่ประมาท&amp;rsquo; ให้ถึงพร้อม ขอจงเร่งขวนขวายสั่งสมเพิ่มพูนกุศลธรรมให้เจริญงอกงามขึ้นในตน เพื่อผลคือ &amp;lsquo;สติ&amp;rsquo; และ &amp;lsquo;ปัญญา&amp;rsquo; อันสามารถช่วยให้ล่วงพ้นจากภัยได้ในที่ทุกสถานและในกาลทุกเมื่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอสาธุชนอย่าละเลยการบำเพ็ญทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา อันนับเป็น &amp;lsquo;ปฏิบัติบูชา&amp;rsquo; ที่พึงกระทำต่อพระรัตนตรัย เพื่อความดำรงมั่นแห่งพระสัทธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นประทีปส่องใจเวไนยนิกรทั้งปวงสืบไป ตลอดกาลนาน เทอญ.&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65064</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประทานพระคติธรรม, วันวิสาขบูชา, สมเด็จพระสังฆราช, สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200324/image_big_5e7a14344ee27.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
