<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112419</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2021 15:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2021 15:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อธิบดีกรมศิลป์ตรวจรับ13โบราณวัตถุสหรัฐคืนไทยก่อนจัดแสดงให้ชม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วันที่ 6 ส.ค.กรมศิลปากรได้รับมอบประติมากรรมรูปเคารพ จำนวน 13 &amp;nbsp;รายการ ซึ่งเป็นของที่ยึดได้จากการดำเนินคดีขบวนการลักลอบค้าโบราณวัตถุข้ามชาติในสหรัฐอเมริกา จากผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ โดยมี นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเป็นประธาน ได้เดินทางมาตรวจรับและร่วมดำเนินการกับภัณฑารักษ์และนักวิทยาศาสตร์อย่างใกล้ชิด ในการตรวจสอบและตรวจพิสูจน์ตามขั้นตอนการรับมอบโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ของกรมศิลปากร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นายประทีป กล่าวว่า วัตถุทั้ง 13 &amp;nbsp;รายการ เป็นรูปเคารพเนื่องในศาสนาพุทธทั้งหินยานและมหายาน ยึดได้จากขบวนการค้าโบราณวัตถุของนายสุภัช คาปูร์ ซึ่งลักลอบนำโบราณวัตถุจากประเทศต่าง ๆ เข้าสู่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยวิธีการที่ผิดกฎหมาย จำนวนทั้งสิ้นมากกว่า 2,500 &amp;nbsp;รายการ โดยหน่วยงานด้านกฎหมายของสหรัฐอเมริกา ประกอบด้วย หน่วยงานต่อต้านการค้าโบราณวัตถุ สำนักงานอัยการเขตแมนฮัตตัน (Anti Trafficking Unit, Manhattan District Attorney) และสำนักงานสืบสวนความมั่นคงแห่งสหรัฐอเมริกา ประจำนครนิวยอร์ก (HSI New York) ได้ร่วมกันดำเนินการสืบสวนคดีดังกล่าวตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 &amp;nbsp;จนกระทั่งสิ้นสุดคดี จึงได้ดำเนินการส่งมอบโบราณวัตถุสู่ประเทศต้นทาง โดยได้มีพิธีส่งมอบให้กับฝ่ายไทย คือสำนักงานกงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 22 &amp;nbsp;เมษายน 2564 &amp;nbsp;การขนส่งประติมากรรมรูปเคารพดังกล่าวกลับสู่ประเทศไทย ได้รับความอนุเคราะห์จาก สำนักงานกงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก ช่วยดำเนินการบรรจุหีบห่อ และจัดส่งผ่านทางกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ถึงประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 16 &amp;nbsp;กรกฎาคมที่ผ่านมา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo; หลังจากที่กรมศิลปากรได้รับประติมากรรมรูปเคารพและดำเนินการตรวจพิสูจน์ พร้อมทั้งบันทึกสภาพตามขั้นตอนครบถ้วนแล้ว จึงจะเข้าสู่ขั้นตอนการเตรียมการเพื่อนำมาจัดแสดงให้ประชาชนได้เข้าชมศึกษาต่อไป &amp;ldquo; นายประทีป กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112419</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมศิลปากร, ประทีป เพ็งตะโก, โบราณวัตถุ13รายการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210806/image_big_610cf4e97d805.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94267</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/02/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/02/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พบ20สมุนไพรในตำรายา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมศิลป์เร่งอนุรักษ์พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ในวังนารายณ์ จ.ลพบุรี ชี้แนวอาคารเก่าแก่ สร้างสมัยสมเด็จพระนารายณ์ พบท่อน้ำดินเผาหลักฐานระบบประปาก้าวหน้าสมัยอยุธยา ระบุพื้นที่นี้มี 20 พืชสมุนไพรในตำรายาพระโอสถ เล็งปั้นแหล่งท่องเที่ยวใหม่กระตุ้นเศรษฐกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 24 ก.พ. นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร กรมศิลปากร ลงพื้นที่ตรวจติดตามการดำเนินโครงการพัฒนาปรับปรุงคลังเก็บโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ และโครงการอนุรักษ์และพัฒนาพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ ภายในพระนารายณ์ราชนิเวศน์ จ.ลพบุรี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประทีปเปิดเผยว่า กรมศิลปากรได้ดำเนินโครงการพัฒนา ปรับปรุงคลังเก็บโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จำนวน 2 หลัง คืออาคารหลังที่ 3 และหลังที่ 4 ของหมู่ตึกพระประเทียบ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินงานงวดสุดท้าย นอกจากนี้ยังได้ตรวจติดตามการดำเนินโครงการอนุรักษ์และพัฒนาพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ ภายในพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นใน เป็นที่ประทับส่วนพระองค์ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และเสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งองค์นี้ เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2231 ส่วนด้านหลังของพระที่นั่งเป็นที่ประทับของข้าราชบริพารฝ่ายใน ซึ่งบริเวณด้านหลังพระที่นั่งมีสภาพป่ารกร้างมานานจนได้รับการพัฒนาพื้นที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การอนุรักษ์พบหลักฐานแนวอาคารเก่าที่สร้างซ้อนทับกันถึง 2 &amp;nbsp;สมัยคือ แนวอาคารเดิมสร้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งเป็นแนวเดียวกันกับอาคารด้านหน้าของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ จำนวนกว่า 20 หลัง ที่มีลักษณะเด่นคือ กลุ่มอาคาร 4 หลัง ตั้งอยู่บนฐานไพทีเดียวกัน และแนวอาคารที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเรือนจำประจำจังหวัดขึ้น ก่อนย้ายออกไปยังพื้นที่ปัจจุบันเมื่อ พ.ศ.2506 จากการขุดแต่งพบหลักฐานต่างๆ เช่น กระเบื้องเชิงชายลายเทพพนม กระเบื้องเชิงชายลายพันธุ์พฤกษา การวางแนวท่อน้ำดินเผาภายในอาคารที่สลับซับซ้อน แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางด้านระบบประปาในสมัยอยุธยา&amp;quot; นายประทีปกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อธิบดีกรมศิลปากรกล่าวต่อว่า พื้นที่ดังกล่าวนี้หากได้รับการอนุรักษ์และพัฒนา ในอนาคตจะเป็นพื้นที่แหล่งการเรียนรู้และท่องเที่ยวใหม่ของชาวลพบุรีและประชาชนทั่วไป เพราะนอกจากจะเป็นการอนุรักษ์พื้นที่ประวัติศาสตร์แล้ว ยังเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ โดยเฉพาะพืชสมุนไพรที่ปรากฏอยู่ในพื้นที่มากกว่า 20 ชนิด และหลายชนิดอยู่ในตำรายาพระโอสถพระนารายณ์ รวมถึงเป็นสถานที่พักผ่อนและเพิ่มพื้นที่สีเขียว ตลอดจนส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้กับจังหวัดลพบุรีได้เป็นอย่างดี&amp;quot; นายประทีปกล่าว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94267</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประทีป เพ็งตะโก, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210225/image_big_6037990187366.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91784</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/02/2021 19:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/02/2021 19:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คืบหน้า&#039;พิพิธภัณฑ์พระเมรุมาศ ร.9&#039;  เตรียมวางผังทำฐานรากอาคาร คาดเสร็จปี 67 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 2 ก.พ. - นายประทีป&amp;nbsp;เพ็งตะโก&amp;nbsp;อธิบดีกรมศิลปากร&amp;nbsp;&amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp;จากการลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินการก่อสร้างพิพิธภัณฑสถานงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;พิพิธภัณฑ์พระเมรุมาศ&amp;nbsp;รัชกาลที่&amp;nbsp;9&amp;nbsp;เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในรัชกาลที่ 9&amp;nbsp;&amp;nbsp;ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการตลอดการครองสิริราชสมบัติ&amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับโบราณราชประเพณีเนื่องในการพระราชพิธี&amp;nbsp;บรมศพ&amp;nbsp;พระศพ&amp;nbsp;และองค์ความรู้การก่อสร้างพระเมรุมาศครั้งประวัติศาสตร์ ประกอบด้วย&amp;nbsp;ประวัติความเป็นมา&amp;nbsp;คติความเชื่อ&amp;nbsp;งานสถาปัตยกรรม&amp;nbsp;งานศิลปกรรม รวมถึงขั้นตอนในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ&amp;nbsp;ตลอดจนเก็บรักษาโบราณวัตถุที่เกี่ยวข้องกับพระเมรุมาศบริเวณ ต.คลอง 5 จ.ปทุมธานี&amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่งเป็นพื้นที่เดียวกับหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช&amp;nbsp;&amp;nbsp;ล่าสุด ได้มีการตรวจรับงานโครงการก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑสถานงานพระราชพิธีฯ ไปแล้ว 2 งวด พร้อมทั้งปรับถมพื้นที่ที่ใช้ในการก่อสร้างทั้งหมดแล้ว อยู่ระหว่างการเตรียมวางผังเพื่อดำเนินงานฐานรากตัวโครงสร้างอาคาร&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นายประทีป กล่าวว่า กรมศิลปากร ได้จัดทำหนังสือกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์การก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑสถานงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ รัชกาลที่ 9 จากนั้นจึงดำเนินการก่อสร้างตามระยะเวลาของสัญญาเริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2563 - 2565 เป็นงบประมาณผูกพันเป็นเวลา 3 ปี ดำเนินการการก่อสร้างอาคาร งานด้านสถาปัตยกรรม งานเชิงวิศวกรรม เมื่อแล้วเสร็จจะเข้าสู่ขั้นตอนงานด้านการออกแบบและตกแต่งภายใน และการจัดพื้นที่แสดงนิทรรศการอีก 2 ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp;คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2567 ซึ่งการจัดแสดงภายในอาคารจะมีพื้นที่ประมาณ 7,200 ตารางเมตร&amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่งประชาชนจะได้เห็นความงดงามของรูปแบบศิลปกรรมไทย ประเพณี และศิลปกรรมในรัชกาลที่&amp;nbsp;9&amp;nbsp;&amp;nbsp;ที่มีเอกลักษณ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของงานช่างฝีมือไทยทุกสาขาที่ร่วมมือกันสร้างสรรค์อย่างล้ำค่า เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณในหลวงรัชกาลที่&amp;nbsp;9&amp;nbsp;อย่างหาที่สุดมิได้ ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นพ่อของแผ่นดิน ทรงเป็นที่รักและเป็นศูนย์รวมจิตใจคนไทยทั้งชาติ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;quot; ส่วนความคืบหน้าการก่อสร้างคลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เพื่อจัดเก็บโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุชิ้นสำคัญของชาติ ซึ่งอยู่ในพื้นที่เดียวกันนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;ล่าสุด อยู่ระหว่างการตกแต่งภายใน งานวางระบบป้องกันอัคคีภัยและความปลอดภัยโดยรอบ รวมถึงการจัดระบบรองรับการเคลื่อนย้ายโบราณวัตถุจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กาญจนาภิเษก ไปจัดเก็บและจัดแสดงในพื้นที่ประมาณ 2 แสนชิ้น ซึ่งการจัดสร้างคลังกลางพิพิธภัณฑ์แห่งชาติครั้งนี้ถือว่ามีความทันสมัย&amp;nbsp;&amp;nbsp;มีมาตรฐานระดับสากลทุกห้องคลังติดตั้งระบบควบคุมสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานพิพิธภัณฑ์สากลเพื่อรักษาสภาพวัตถุให้ยืนยาว พื้นที่ชั้นล่าง ได้จัดเตรียมพื้นที่เปิดให้บริการศึกษาด้านโบราณวัตถุเชิงลึก ทั้งการเข้าสืบค้นจากระบบฐานข้อมูลโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุทั้งในคลังกลาง และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั่วประเทศ มีห้องสมุดบริการเฉพาะเกี่ยวกับประวัติศาสตร์โบราณคดีครบวงจร โดยอยู่ระหว่างเตรียมพร้อมเปิดตัวภายในปี 2565&amp;quot; นายประทีป&amp;nbsp;กล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91784</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมศิลปากร, นสพ.ไทยโพสต์, ประทีป เพ็งตะโก, พิพิธภัณฑ์พระเมรุมาศ รัชกาลที่ 9</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210202/image_big_60193e0991f9c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89566</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/01/2021 14:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/01/2021 14:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปูนปั้นพญานาควัดภูมินทร์แตกหัก กรมศิลป์ซ่อมเสร็จแล้ว สง่างามเหมือนเดิม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้ 0 นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร&amp;nbsp;เปิดเผยว่า จากกรณีที่ปูนปั้นบริเวณปากของพญานาคที่อยู่บริเวณทางขึ้นอุโบสถทรงจตุรมุขด้านทิศตะวันออกของวัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน เกิดการชำรุดและแตกหักพังลงมา&amp;nbsp;เมื่อวันที่ 23&amp;nbsp;ธันวาคม 2563 ได้สั่งการให้สำนักศิลปากรที่&amp;nbsp; 7&amp;nbsp;&amp;nbsp;เชียงใหม่ &amp;nbsp;ดำเนินการบูรณะซ่อมแซมปูนปั้นบริเวณปากพญานาคที่ชำรุดเสียหาย&amp;nbsp;และได้รับรายงานว่า ขณะนี้ดำเนินการแล้วเสร็จ&amp;nbsp;กลับมาคงความสมบูรณ์สง่างามดังเดิมแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ปีงบประมาณ 2564 กรมศิลปากรได้รับงบประมาณในการอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถวัดภูมินทร์ ซึ่งจากการสำรวจเมื่อปี 2563&amp;nbsp;พบว่า มีชั้นสี ชั้นรองพื้น และชั้นปูนฉาบชำรุดหลายตำแหน่งยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายลุกลามมากยิ่งขึ้น &amp;nbsp;จึงจัดทำแผนการอนุรักษ์อย่างเร่งด่วน&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยกลุ่มอนุรักษ์จิตรกรรมและประติมากรรม กองโบราณคดี พื้นที่ดำเนินการ 140 &amp;nbsp;ตารางเมตร&amp;nbsp;เฉพาะพื้นที่ที่มีความชำรุดสาหัส บริเวณห้องภาพระหว่างหน้าต่างและประตู&amp;nbsp;ความสูง 4&amp;nbsp;&amp;nbsp;เมตร&amp;nbsp;จากระดับพื้นภายในพระอุโบสถ&amp;nbsp;รวมถึงภาพปู่ม่านย่าม่าน&amp;nbsp;ซึ่งอยู่ข้างประตูของมุขทิศตะวันตกที่มีนักท่องเที่ยวเข้าแวะชมกันเป็นจำนวนมาก โดยการดำเนินงานทั้งหมดจะอยู่ภายใต้หลักการดูแลรักษาเพื่อคงคุณค่าความเป็นของแท้ดั้งเดิมไว้ ทั้งคุณค่าด้านศิลปกรรม&amp;nbsp;ประวัติศาสตร์&amp;nbsp;และโบราณคดี&amp;nbsp;ตลอดจนภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ศึกษาวัฒนธรรม&amp;nbsp;กำหนดเริ่มดำเนินการในเดือนกุมภาพันธ์ คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนสิงหาคม 2564 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับปูนปั้นพญานาค​&amp;nbsp;​วัดภูมินทร์&amp;nbsp;​มีอายุเก่าแก่&amp;nbsp;๔๐๐&amp;nbsp;กว่าปี​&amp;nbsp;สันนิษฐาน​ว่าสร้าง​ใน​&amp;nbsp;พ.ศ. 2139&amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยพระเจ้าเจตบุตร​พรหม​มินทร์&amp;nbsp;มีสถาปัตยกรรม​เป็นเอกลักษณ์​เฉพาะตัว​&amp;nbsp;ตัวนาค​&amp;nbsp;หรือ​พญานาค​ขนาดใหญ่แห่แหนพระอุโบสถ​เทินไว้​กลางลำตัว&amp;nbsp;เปรียบ​เสมือน​บูชาพระพุทธ​เจ้า​&amp;nbsp;ตามปกติ​วัดทั่วไป​&amp;nbsp;นาคราวบันได​โบสถ์​วิหาร​จะมีเฉพาะ​ส่วน​หัวเลื้อย​โผล่​ออกมา​&amp;nbsp;แต่พญานาคคู่&amp;nbsp;ที่วัดภูมินทร์​&amp;nbsp;ช่าง​โบราณ​สร้าง​ให้​มีทั้ง​ส่วน​หัวและส่วน​หาง&amp;nbsp;เหมือน​เลื้อย​ทะลุออกมา​จาก​วิหาร​&amp;nbsp;ลักษณะ​พิเศษ​ของพญานาคทั้งคู่​&amp;nbsp;ส่วน​หน้าและส่วนหลัง​จะมีช่องไว้ให้​เดิน​ลอด​&amp;nbsp;มี​ความ​เชื่อว่า ​ผู้​ใดได้ลอดท้อง​พญานาคแล้วจะได้กลับมาเยือนจังหวัด​น่าน​อีก​&amp;nbsp;บ้างก็ว่า ใครได้ลอดท้องพญา​นาค​ก็จะประสบพบ​เนื้อคู่​&amp;nbsp;หรือ​ได้ลอดตัวพญา​นาคทั้ง 4 &amp;nbsp;ช่อง​แล้ว&amp;nbsp;จะเป็นทางรอดไปสู่หนทางหลุด​พ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วัดภูมินทร์ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยเจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้าผู้ครองนครน่าน เมื่อ พ.ศ. 2410 &amp;nbsp;ใช้เวลาบูรณะรวม ๗7&amp;nbsp;ปี สันนิษฐานว่าการบูรณะครั้งนั้นได้ทรงมีรับสั่งให้วาดภาพจิตรกรรมฝาผนัง ภายในพระอุโบสถจตุรมุข ซึ่งรวมถึงภาพปู่ม่านย่าม่าน&amp;nbsp;ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดน่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89566</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมศิลปากร, นสพ.ไทยโพสต์, ประทีป เพ็งตะโก, วัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210112/image_big_5ffd4db216e4b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88916</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขยับพื้นที่สถานี ไฮสปีด‘อยุธยา’ ลดผลกระทบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขยับพื้นที่สร้างสถานีรถไฟความเร็วสูง ลดผลกระทบมรดกโลก &amp;#39;อยุธยา&amp;#39; กรมศิลป์ สผ.และยูเนสโก กรุงเทพฯ ตั้ง คณะ กก.กำหนดแนวทางทำงาน เตรียมจัดทำรายงาน HIA&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 5 ม.ค. นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า จากกรณีการดำเนินงานโครงการรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพมหานคร-เชียงใหม่ ระยะที่ 1 ซึ่งมีแนวเส้นทางการดำเนินงานผ่านพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีสถานีพระนครศรีอยุธยาซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับแหล่งมรดกโลก ส่งผลให้หลายฝ่ายมีความกังวลว่าการดำเนินการตามโครงการจะส่งผลกระทบต่อแหล่งมรดกโลกนั้น ความคืบหน้าเรื่องดังกล่าวได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างกรมศิลปากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดกระทรวงคมนาคม (คค.) เพื่อพัฒนารูปแบบสถานีอยุธยาให้มีความเหมาะสม และเตรียมการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบต่อแหล่งมรดกโลก (HIA) เสนอต่อศูนย์มรดกโลก องค์การยูเนสโก ส่วนการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีรถไฟให้พิจารณาตามความจำเป็นในด้านการคมนาคมขนส่ง โดยไม่มุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่ในเชิงพาณิชย์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประทีปกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้มีความเห็นว่าสมควรขยับพื้นที่การก่อสร้างออกไปจากบริเวณเดิม รวมทั้งมีมติเห็นชอบให้ คค. โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย ในฐานะหน่วยงานเจ้าของโครงการรถไฟความเร็วสูง ดำเนินการศึกษาการก่อสร้างสถานีพระนครศรีอยุธยาในพื้นที่ใหม่ เพื่อลดผลกระทบที่อาจมีต่อแหล่งมรดกโลกนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา โดยให้ประสานงานกับกรมศิลปากรในการขอคำปรึกษาและแนะนำ ขณะนี้กรมศิลปากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สผ. และยูเนสโก กรุงเทพฯ เตรียมจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อกำหนดเงื่อนไขและแนวทางในการดำเนินงาน เพื่อจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบต่อแหล่งมรดกโลกของแหล่งมรดกโลกนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในเบื้องต้นมีข้อเสนอจากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องที่สามารถนำมาใช้ประกอบการพิจารณา 3 แนวทาง ได้แก่ 1.ย้ายสถานีไปที่บ้านม้า ซึ่งอยู่เลยจากสถานีอยุธยาออกไป ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะเป็นสถานีขนาดเล็ก แต่สามารถสร้างให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นชุมทางการคมนาคมได้ในอนาคต เพื่อรองรับการขยายตัวของเมืองได้ 2.ใช้เส้นทางแนวเดิม แต่ขุดเจาะเป็นอุโมงค์ลอดผ่านสถานีอยุธยาในปัจจุบัน ลักษณะเช่นเดียวกับการสร้างอุโมงค์ลอดผ่านพื้นที่เมืองลพบุรี เพื่อลดผลกระทบทางภูมิทัศน์ แต่วิธีนี้ต้องใช้งบประมาณสูงมากในการดำเนินการ และ 3.เบนแนวเส้นทางออกไปขนานกับทางสายเอเชีย ให้พ้นจากพื้นที่รอบเกาะเมืองอยุธยา วิธีนี้จะปลอดภัยกับแหล่งมรดกโลกมากที่สุด เพราะแนวรางรถไฟอยู่ห่างออกไปไกล แต่ทางการรถไฟฯ ต้องเวนคืนที่ดินจากประชาชนในการปรับเส้นทางดังกล่าว และขอใช้พื้นที่ในแนวเขตทางหลวง ทั้งนี้ จะมีการเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกพิจารณาเร็วๆ นี้&amp;rdquo; นายประทีปกล่าว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88916</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประทีป เพ็งตะโก, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210105/image_big_5ff45c78b655e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88783</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/01/2021 15:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/01/2021 15:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมศิลป์ย้ำไม่ปิดพิพิธภัณฑ์-อุทยานประวัติศาสตร์ วันเด็กเข้าฟรี แต่คุมเข้มโควิด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&amp;nbsp;

&amp;nbsp;

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้ - นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้มีผลต่อการจัดกิจกรรมเนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2564 โดยตนยังคงมีนโยบายเปิดให้บริการสถานที่แหล่งเรียนรู้ของกรมศิลปากรทั่วประเทศ โดยยกเว้นค่าเข้าชมและให้แต่ละพื้นที่เข้มงวดในมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด โดยเฉพาะที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอสมุดแห่งชาติ อุทยานประวัติศาสตร์ทั่วประเทศ โดยให้งดจัดกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการติดต่อของโรคโควิด-19

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ เนื่องจากในบางแห่งได้มีการกำหนดกิจกรรมและจัดเตรียมของขวัญไว้ให้เด็กแล้ว จึงให้มีการพิจารณาการแจกของขวัญให้มีความเหมาะสม เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้เด็กๆ ในวันเด็กแห่งชาติ เช่น การไปค้นหาโบราณวัตุถุ การตอบคำถามและส่งคำตอบในกล่องเพื่อส่งของรางวัลไปให้ในภายหลัง เป็นต้น และตั้งแต่บัดนี้ให้แหล่งเรียนรู้ของกรมศิลปากรทุกแห่งนำองค์ความรู้ ที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ต่างๆ ทั้งเชิงวิชาการ รวมถึง ความบันเทิง นำมาเผยแพร่ผ่านทางสื่อออนไลน์ทุกรูปแบบทั้ง Facebook เว็บไซต์หรือ YouTube เป็นต้น เพื่อสร้างการเรียนรู้ในช่วงหยุดเรียนให้กับเด็กและเยาวชนได้เข้ามาศึกษาค้นคว้าด้วย

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครดิตภาพ : เพจกลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88783</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมศิลปากร, กิจกรรมวันเด็ก 2564, นสพ.ไทยโพสต์, ประทีป เพ็งตะโก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210104/image_big_5ff2cf0898c21.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87325</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/12/2020 12:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/12/2020 12:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมศิลป์ใช้เทคโนโลยี AR และ VR สร้างประสบการณ์พิเศษให้ผู้ชมมรดกโลก&#039;อยุธยา-สุโขทัย&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานในการแถลงข่าวผลงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมรดกศิลปวัฒนธรรม AR Smart Heritage กรมศิลปากร โดยมี นางสรัลพัชร ประโมทะกะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา, ศ.เกียรติคุณ สันติ เล็กสุขุม &amp;nbsp;ร่วมงาน ณ วัดราชบูรณะ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวานนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประทีป เพ็งตะโก กล่าวว่า กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ได้มีการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้บริการข้อมูลความรู้ด้านมรดกศิลปวัฒนธรรมสู่ประชาชนอย่างต่อเนื่องตามแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ปัจจุบันได้นำเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) และ VR (Virtual Reality) มาใช้ในการนำเสนอข้อมูลมรดกวัฒนธรรม เพื่อสร้างความน่าสนใจ โดย AR Smart Heritage กรมศิลปากรนี้จะเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่สำหรับผู้เที่ยวชมโบราณสถานให้สามารถเห็นรูปแบบสันนิษฐานที่ปรากฏซ้อนทับลงบนโบราณสถานจริง โดยผ่านเทคโนโลยี AR หรือ Augmented Reality ซึ่งผ่านกระบวนการศึกษาค้นคว้าโดย ศ.เกียรติคุณ สันติ เล็กสุขุม เพื่อให้ผู้เข้าชมได้จินตนาการเห็นถึงความรุ่งเรืองและยิ่งใหญ่ของเมืองมรดกโลก ณ โบราณสถานภายในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จำนวน 11 แห่ง รวมถึงวัดราชบูรณะ และอุทยานประวัติศาสตร์ที่ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลก ได้แก่ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จำนวน 10 แห่ง อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย จำนวน 9&amp;nbsp;แห่ง และอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร จำนวน 6&amp;nbsp;แห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot; ​นอกจากนี้ กรมศิลปากรยังได้พัฒนาระบบนำชมโบราณสถานที่เป็นแหล่งเข้าถึงยากและไม่เปิดให้เข้าชม เนื่องจากการอนุรักษ์ ถือเป็น Unseen Heritage ด้วยระบบ Virtual Reality ผ่านกล้อง VR จำนวน 2&amp;nbsp;&amp;nbsp;แห่ง คือ กรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา และอุโมงค์วัดศรีชุม อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ซึ่งจะช่วยให้สามารถรับรู้บรรยากาศเสมือนได้เข้าชมจริง นับเป็นก้าวสำคัญของกรมศิลปากร ในการให้บริการชมโบราณสถานรูปแบบใหม่ ด้วยเทคโนโลยีที่สามารถเข้าถึงง่าย ส่งเสริม เพิ่มมูลค่าและคุณค่าให้แหล่งโบราณสถาน กระตุ้นให้ผู้ชมเกิดความสนใจในการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้น&amp;quot;นายประทีป กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87325</URL_LINK>
                <HASHTAG>AR Smart Heritage, กรมศิลปากร, นสพ.ไทยโพสต์, ประทีป เพ็งตะโก, มรดกโลกอยุธยา, สันติ เล็กสุขุม, เทคโนโลยีAR</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201219/image_big_5fdd8eaac4a17.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
