<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>61468</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2020 14:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/03/2020 14:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แจ้งจับภรรยาอดีตพระเอก &#039;ศ&#039; ฉ้อโกงเงินซื้อหน้ากากอนามัยเฉียดล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มี.ค.63 -&amp;nbsp;ที่ สน.หัวหมาก นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม นำผู้เสียหายเป็นหญิง เข้าแจ้งความกับทางพ.ต.ท.นพพร ศรีสุชาติ รองผกก.(สอบสวน) สน.หัวหมาก ในคดีฉ้อโกง กรณีภรรยาอดีตพระเอกดัง&amp;quot;ศ&amp;quot;ก่อเหตุฉ้อโกงค่าหน้ากากอนามัย สูญเสียเงินเฉียดล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้เสียหายกล่าวว่า ตนเป็นเจ้าของคลีนิกตรวจสุขภาพ แห่งหนึ่งย่านมีนบุรี ต้องการหน้ากากมาให้ตนเองและแพทย์พยาบาลใช้ ในการตรวจผู้ป่วย โดยตนได้รู้จักกับภรรยาพระเอก&amp;quot;ศ&amp;quot; ผ่านทางไลน์ ที่มีเพื่อนแนะนำมาว่าผู้ต้องหามีหน้ากากอนามัยขาย สามารถสั่งนำเข้าจากต่างประเทศได้ ตนเห็นว่าผู้ต้องหาเป็นบุคคลมีชื่อเสียง และยังบอกว่าหน้ากากที่นำเข้านั้นมาจากเวียดนาม เป็นยี่ห้อ 3 เอ็ม ตนคิดว่ามีความน่าเชื่อถือ จึงติดต่อขอซื้อไป 2 แสนชิ้น ในราคา 1.8 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้เสียหายเผยว่า หลังจากนัดแนะตกลงกันทางไลน์แล้ว อีกฝ่ายบอกว่าต้องจ่ายค่ามัดจำครึ่งหนึ่งก่อนคือ 950,000 บาท แล้วถึงจะได้หน้ากากในวันที่ 13 มี.ค. ตนจึงโอนเงินเป็นค่ามัดจำก้อนแรก 400,000 บาท จากนั้นจึงต้องโอนเงินให้จนครบ 950,000 บาท โดยโอนเงินไปทั้งหมด 6 ครั้ง จนครบราคามัดจำ อีกฝ่ายบอกว่าไปรับของได้ที่บ้านของนักแสดง&amp;quot;ศ&amp;quot;ย่านรัชดาภิเษก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้เสียหายเผยต่อว่า พอถึงวันที่13 มี.ค.ปรากฎว่ากลับไม่ได้รับของ ตนจึงพยายามติดต่อทางไลน์ แต่อีกฝ่ายก็บ่ายเบี่ยงมาตลอด ยกเหตุผลปัญหาเรื่องไวรัสดังกล่าว ทำให้ไม่สามารถจัดหน้ากากอนามัยให้ได้ วันนี้จึงรวบรวมหลักฐานเพื่อเข้าแจ้งความดังกล่าว เพราะตนทำธุรกรรมการโอนเงินในพื้นที่ สน.หัวหมาก จึงมาแจ้งความที่นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เบื้องต้นตำรวจจะสอบปากคำและตรวจสอบรายละเอียดหลักฐานของคดีว่าภรรยานักแสดงคนดังนั้นมีหลักฐานรายละเอียดการติดต่อซื้อหน้ากากอนามัยหรือไม่ หากมีหลักฐานแล้วปรากฎว่าการส่งสินค้ามีความล่าช้าเอง จะเป็นความผิดทางแพ่ง แต่ถ้าไม่มีหลักฐานติดต่อซื้อหน้ากากถึงจะเข้าข่ายความผิดฉ้อโกง ทั้งนี้หากทั้ง 2 ฝ่ายมีการคืนเงินกัน ทางผู้เสียหายก็ประสงค์จะถอนแจ้งความเพราะต้องการเพียงเงินคืนทั้งนั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61468</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉ้อโกงค่าหน้ากากอนามัย, ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม, สน.หัวหมาก, อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200330/image_big_5e81a4fdb5c9c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23086</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/11/2018 14:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/11/2018 13:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อัจฉริยะ&#039; ร้องสอบ 2 อัยการช่วยผู้ต้องหาวิ่งคดีฉ้อโกงฟอกเงิน-ยาเสพติด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 พ.ย.61 - ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.แจ้งวัฒนะ&amp;nbsp;นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานอัยการคดีพิเศษ 1 ต่อนายเข็มชัย ชุติวงศ์ อัยการสูงสุด ที่ให้การช่วยเหลือผู้ต้องหา โดยมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 3 ในคดีที่พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ทำสำนวนพร้อมความเห็นสมควรสั่งฟ้องผู้ต้องหา รวม 3 คนในความผิดตาม พ.ร.ก.กู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันฟอกเงิน เมื่อปี 2558&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขากล่าวว่า คดีดังกล่าว&amp;nbsp;ทางสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอก (ปปง.) ได้มีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์แล้ว แต่พนักงานอัยการคดีพิเศษ 1 ดังกล่าวที่เป็นเจ้าของสำนวน ได้มีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 3 เนื่องจากมีความเห็นว่าเป็นเรื่องทางแพ่ง ทั้งที่จริงแล้วจากหลักฐานที่ดีเอสไอยืนยันมามีเอกสารทางราชการของกระทรวงการคลัง ที่จะยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความผิดดังที่ดีเอสไอได้มีความเห็นไว้&amp;nbsp;ซึ่งตนเห็นว่าเรื่องนี้ผิดปกติเลยนำเรื่องมาร้อง มองว่าเป็นการใช้ดุลพินิจที่ส่อไปในทางไม่สุจริต หรือพูดง่ายๆว่าวิ่งคดีได้ จึงมาร้องขอให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนการปฏิบัติหน้าที่ของอัยการคนดังกล่าว และขอให้ย้ายออกจากพื้นที่ชั่วคราวก่อนจนกว่าจะมีการสอบสวนแล้วเสร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอัจฉริยะ กล่าวต่อไปว่า สำหรับคดีที่อัยการคดีพิเศษ 1 คนดังกล่าวมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องนั้น เป็นคดีที่มีการฉ้อโกงเกี่ยวกับการขายโทรศัพท์มือถือที่มีเงินหมุนเวียนในบัญชีผู้ต้องหาร่วมหนึ่งหมื่นล้านบาท และโดน&amp;nbsp;ปปง.สั่งอายัดทรัพย์ไว้แล้ว แต่อัยการกลับสั่งไม่ฟ้องซึ่งมันผิดปกติมาก เพราะตัวผู้ต้องหาหลักได้ตกเป็นจำเลยที่ 1-2 ได้ถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกไปแล้ว 20 ปี แต่ผู้ต้องที่ 3 ซึ่งเป็นคนรับโอนเงินกลับสั่งไม่ฟ้อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยตนทราบว่าหลังจากที่อัยการคดีพิเศษ 1 ได้มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องแล้ว ทางอธิบดีดีเอสไอกำลังที่จะทำความเห็นแย้งคำสั่งอัยการพิเศษคนดังกล่าว กลับไปยังนายเข็มชัย อัยการสูงสุดเพื่อชี้ขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอัจฉริยะ กล่าวด้วยว่า เรื่องที่สองในวันนี้ ตนยังยื่นหนังสือขอให้ตรวจสอบพนักงานอัยการสมุทรสาคร ที่ร่วมมือกับทนายคนดังคนเดิมช่วยเหลือผู้ต้องหาคดียาเสพติด ให้ได้รับประโยชน์ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ ม.100/2 ที่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการช่วยเหลือราชการ ข้อมูลขยายผลเกี่ยวกับคดียาเสพติดที่จะเป็นเหตุให้ศาลลดโทษ ซึ่งตนทราบว่าทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบเกี่ยวกับเรื่องที่มีตำรวจเข้าไปเบิกความเท็จต่อศาล เพื่อช่วยในการกระทำผิดของอัยการและทนายดังกล่าว แล้วผลสอบออกมาว่ามีมูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมาหากผู้ต้องหาที่โดนส่งฟ้องโดยมีพนักงานอัยการคนดังกล่าวเป็นเจ้าของสำนวนและใช้ทนายชื่อดังคนดังกล่าวดูคดีให้ ผู้ต้องหาจะได้รับประโยชน์ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ ม.100/2 เป็นจำนวนมาก ซึ่งตนทราบว่าอัยการคนดังกล่าวนั้นเดิมเคยเป็นหน้าห้องของนายเข็มชัย อัยการสูงสุดคนปัจจุบัน และได้ย้ายไปยังจังหวัดสมุทรสาคร ก่อนย้ายไปที่สำนักงานอัยการภาค 7 ก่อนที่จะวิ่งเต้นย้ายกลับมายังจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งอัยการคนดังกล่าวเป็นคนเดียวกับที่เป็นข่าวว่า คนส่งออกอาหารทะเลเสียเงินวิ่งเต้น 5 แสนบาท อัยการคนนี้มีประวัติมาก ถ้าทนายชื่อดังคนดังกล่าวไม่มีอัยการคนนี้ ก็ไม่มีทางได้ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ ม.100/2&amp;nbsp; ซึ่งคดีที่เรานำเรื่องมาร้องต่ออัยการสูงสุดนี้จะมีความเกี่ยวพันกับคดียัดยาเสพติดของทนายคนดัง ที่เรากำลังดำเนินการยื่นเรื่องขอรื้อฟื้นคดีอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;วันนี้ผมจึงมาขอให้นายเข็มชัย อัยการสูงสุดตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงว่า อัยการคนนี้มีส่วนพัวพันเกี่ยวกับการล้มคดียาเสพติด ซึ่งวันนี้ได้คัดถ่ายคำพิพากษาจากศาลของผู้ต้องหาที่ได้ประโยชน์จากอัยการคนนี้มายื่นประกอบ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวหลังเป็นตัวแทนผู้รับมอบหนังสือ ว่า หลังจากได้รับหนังสือร้องเรียนแล้ว ทางทีมโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดจะรีบนำเรียน นายเข็มชัย อสส.ให้ทราบโดยเร็วทันที และจะต้องมีการตรวจสอบ ในส่วนของเรื่องที่นายอัจฉริยะร้องเรียน โดยอ้างถึงกรณีที่ ปปง.มีคำสั่งอายัดทรัพย์ แต่อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องนั้น ตามกฎหมายการปราบปรามการฟอกเงินนั้นจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือที่มีการกล่าวหาว่าบุคคลใดกระทำความผิดมูลฐาน ปปง.ก็จะนำเรื่องเสนอธุรกรรมเพื่อยึดอายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราว 90 วัน และทำการตรวจสอบ ตรงนี้เป็นอำนาจของ ปปง.ที่จะดำเนินการได้โดยไม่ต้องรอผลในคดีอาญา และแนวปฏิบัติของ ปปง. แม้บางคดีจะมีพยานหลักฐานไม่พอที่จะฟ้อง แต่ก็ไม่เป็นการที่จะไปหยุดยั้งกระบวนการในส่วนกฎหมายฟอกเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างเช่นคดียาเสพติดหลายเรื่องที่ศาลยกฟ้องในคดีอาญา แต่ ปปง.ก็ยังยึดอายัดทรัพย์ตามอำนาจของกฎหมายฟอกเงิน ซึ่งคนที่กระทำผิดฐานฟอกเงินก็มักจะถูกตั้งข้อหาฟอกเงินเป็นคดีอาญาไปด้วย ซึ่งทางดีเอสไอจะเป็นผู้ทำสำนวนคดีส่งฟ้องอัยการสำนักงานคดีพิเศษ การทำงานจะเป็นรูปคณะทำงาน หากอัยการเห็นว่าหลักฐานไม่พอฟ้องและมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง สำนวนก็จะถูกยัอนกลับมาที่ดีเอสไอ เพื่อมีความเห็นว่าเห็นพ้องด้วยหรือต่างอย่างไร หากมีความเห็นพ้องด้วยคดีก็ถึงสิ้นสุด หากเห็นต่างสำนวนก็จะถูกส่งไปยังอัยการสูงสุดชี้ขาดเป็นคนสุดท้าย ตรงนี้เป็นระบบถ่วงดุล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเรื่องที่ขอให้มีการสอบสวนนั้น หากอัยการคนใดถูกกล่าวหา ทางสำนักงานอัยการสูงสุดจะต้องมีการตรวจสอบ หากเป็นเรื่องวินัยจะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น โดยจะมีสำนักงานคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) คอยกำกับดูแลอยู่แล้ว ซึ่งถ้าเข้าข่ายมีมูลก็จะมีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น สอบแล้วไม่มีมูลก็ถือว่าจบไป หากสอบแล้วมีมูลก็จะมีการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง โดยขั้นตอนเราจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่มีการปกป้องกันเอง เราไม่นิ่งนอนใจ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23086</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์, ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม, ร้องสอบ2อัยการ, สำนักงานอัยการสูงสุด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181129/image_mid_5bff8b4c3cbe0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21771</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อัจฉริยะโต้เดือด คดีสาวถูกนํ้ากรด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;อัจฉริยะ&amp;quot; พาญาติแห่โลงศพหญิงถูกสามีสาดน้ำกรดเสียชีวิตบุก รพ.ที่ปฏิเสธคนไข้ ทวงถามความรับผิดชอบ กลายเป็นโต้เถียงวุ่นวาย หมอยันตรวจบาดแผลแล้วไม่สาหัส บอกจะรักษาต้องเสียส่วนต่างที่เกินจากสิทธิ์รักษาฟรี คนไข้เลยขอย้าย ยังใจดีควักค่าแท็กซี่ให้ 40 บาท ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมเตรียมร้อง สธ.เอาผิดถึงที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พร้อมครอบครัว นำศพของ น.ส.ช่อลัดดา อายุ 38 ปี หญิงที่ถูกสามีสาดน้ำกรดใส่โลง เดินทางไปยังโรงพยาบาลพระราม 2 ฝั่งธนบุรี เพื่อเรียกร้องให้ผู้เกี่ยวข้องออกมาแสดงความรับผิดชอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันเสาร์ เพจชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมได้โพสต์ข้อความระบุว่า น.ส.ช่อลัดดาถูกสามีสาดน้ำกรดเพราะหึงหวง แล้วได้หลบหนีไป น.ส.ช่อลัดดาต้องกัดฟันทนพิษบาดแผลประคองตัวเองให้ลูกสาววัยเพียง 12 ปี พาไปโรงพยาบาล แต่แท็กซี่เห็นว่าอาการหนักจึงปรารถนาดีนำส่ง รพ.ที่ใกล้ที่สุด แต่กลับถูก รพ.ดังกล่าวปฏิเสธการรักษา โดยผลักไสผู้ป่วยให้ขึ้นแท็กซี่ไปรักษาตัวที่ รพ.อื่น ทั้งๆ ที่ผู้ป่วยยังไม่ได้อยู่ในอาการที่ปลอดภัย พ้นขีดอันตราย และผลสุดท้ายคือ น.ส.ช่อลัดดาทนพิษบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิตในระหว่างทาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอัจฉริยะกล่าวว่า ที่เดินทางมาเพื่อต้องการให้ทางโรงพยาบาลออกมาชี้แจงกับกรณีที่เกิดขึ้น เพราะตามกฎหมาย น.ส.ช่อลัดดาถือเป็นผู้ป่วยฉุกเฉิน ทางโรงพยาบาลต้องแสดงความรับผิดชอบ ไม่ใช่ส่งผู้ป่วยไปรักษาที่อื่นจนทำให้เขาต้องเสียชีวิต สำหรับทางคดีถือเป็นความผิดได้ทั้งทางแพ่งและทางอาญา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.พีระ คณานวัตน์ ศัลยแพทย์ทั่วไปประจำโรงพยาบาลพระราม 2 กล่าวว่า เบื้องต้นตนได้รับเรื่องราวจากสื่อที่นำเสนอและจากบันทึกของทางพยาบาล ระบุว่า ผู้ตายและลูกสาวได้เดินทางมาโรงพยาบาลช่วงเวลาประมาณตี 5 ทางประตูด้านหลังของห้องฉุกเฉิน ด้วยสภาพร่างกายเต็มไปด้วยคราบสีขาวของยาสีฟัน จากนั้นทางพยาบาลเวรจึงสอบถามอาการเบื้องต้น โดยทางผู้ตายยังคงมีสติสามารถโต้ตอบได้ บอกว่ามีอาการปวดแสบปวดร้อน ทางพยาบาลจึงทำการรักษาปฐมพยาบาล พร้อมประเมินสภาพบาดแผลมาจากสารเคมี ระดับ 1 ตรวจวัดความดันอยู่ในระดับปกติ ซึ่งประเมินแล้วพบว่าอาการลักษณะนี้ยังไม่สาหัส นอกจากนี้ ทางผู้ตายมีสิทธิ์ในการรักรักษาพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลบางมด ซึ่งอยู่ไม่ไกล แต่หากต้องการรักษาต่อที่โรงพยาบาลพระราม 2 ต้องเสียค่าส่วนต่างในการรักษา ทำให้ทางผู้ตายประสงค์จะเดินทางไปรักษาต่อยังโรงพยาบาลบางมด ทางเจ้าหน้าที่จึงช่วยกันนำตัวผู้ตายไปยังจุดขึ้นแท็กซี่บริเวณหน้าโรงพยาบาล พร้อมกับให้เงินสดจำนวน 40 บาทแก่ลูกสาวเพื่อใช้ในการเดินทาง โดยขอยืนยันว่าผู้ตายไม่ได้เสียชีวิตบนแท็กซี่ตามที่มีข่าว แต่ได้เสียชีวิตขณะที่อยู่ในโรงพยาบาลบางมดแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระหว่างที่ นพ.พีระชี้แจงอยู่นั้น ได้เกิดการโต้เถียงกับญาติของผู้เสียชีวิต ขณะที่นายอัจฉริยะเรียกร้องให้นำกล้องวงจรปิดมาเปิดต่อหน้าสื่อมวลชน แต่ทาง นพ.พีระไม่ยินยอม และเกิดการโต้เถียงกันอีก ซึ่งนายอัจฉริยะได้โพล่งออกมาว่าจะถอนใบอนุญาตหมอ และว่า หลังจากนี้จะไปร้องที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ช่วยติดตามคดี และจะไปร้องต่อกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเอาผิดกับทางโรงพยาบาลที่ไม่ได้มาตรฐาน เพราะขณะเกิดเหตุไม่มีหมออยู่ประจำการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.วัลลภา ไชยมโนวงศ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระราม 2 กล่าวว่า ทางโรงพยาบาลรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขอยืนยันว่าทางโรงพยาบาลไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธคนไข้ เนื่องจากสามารถเรียกเก็บค่ารักษาได้จากทางรัฐบาลอยู่แล้ว แต่ผู้ตายมีความประสงค์ที่จะไปรักษาตามสิทธิ์บัตรทอง เมื่อพยาบาลประเมินสภาพบาดแผลแล้ว พบว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ จึงช่วยประสานโรงพยาบาลปลายทางให้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา นายอัจฉริยะได้เดินทางไปที่ สน.ท่าข้าม เพื่อขอใบส่งศพชันสูตรสถาบันนิติเวชฯ โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อหาสาเหตุการตายที่แท้จริงของ น.ส.ช่อลัดดาต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.อภิรัฐ พุ่มกุมาร ผกก.สน.ท่าข้าม กล่าวว่า คดีนี้เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่าเจ้าทุกข์ที่ถูกสาดน้ำกรดเสียชีวิตแล้ว จึงได้ทำการสืบสวนเพื่อหาตัวผู้กระทำความผิดทันที ทราบว่าผู้ก่อเหตุก็คือนายคำตัน สามีของผู้ตาย ดังนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกหมายจับในวันที่เกิดเหตุ พร้อมทั้งติดตามไปตรวจสอบบ้านหลังเกิดเหตุ แต่ไม่พบตัวคนร้าย ขณะนี้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนกำลังไล่ติดตามคนร้ายอย่างกระชั้นชิด ซึ่งพบมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา คาดว่าน่าจะได้ตัวเร็วๆ นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า &amp;quot;กระทรวงยุติธรรมยื่นมือให้ความช่วยเหลือค่าตอบแทนผู้เสียหาย กรณีสาวถูกสามีสาดน้ำกรด รพ.ดังไล่ไปรักษาที่อื่น และสิ้นใจตายกลางทางบนแท็กซี่&amp;quot; โดยตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เป็นค่าตอบแทนกรณีผู้เสียหายถึงแก่ความตาย ประกอบค่าจัดการศพ ค่าขาดอุปการะเลี้ยงดู ค่าเสียหายอื่นตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สิทธิ์ได้รับเงินช่วยเหลือของผู้เสียหายบุคคลซึ่งได้รับความเสียหายถึงแก่ชีวิต หรือร่างกายหรือจิตใจ เนื่องจากเกิดจากการกระทำความผิดอาญาของผู้อื่น และต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดนั้น สามารถแจ้งสิทธิ์และรับความช่วยเหลือได้ทุกสถานนีตำรวจ หรือยุติธรรมจังหวัดใกล้บ้าน หรือกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 1111&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21771</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีสาวถูกนํ้ากรด, นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์, ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม, รพ.ที่ปฏิเสธคนไข้, หนังสือพิมพ์, เพจชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181111/image_big_5be83a3d0ab51.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
