<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>99044</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2021 15:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2021 15:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข้อบกพร่องที่ต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน : ผลการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติที่ผ่านมา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผลการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติประจำปี 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป้าหมายระดับประเด็นมี 37 เป้าหมาย&amp;nbsp;
บรรลุเป้าหมาย 4 เป้าหมาย คิดเป็นร้อยละ 10.81 (สีเขียว)
ไม่บรรลุเป้าหมาย 33 เป้าหมาย คิดเป็นร้อยละ 89.19 (สีแดง-สีส้ม-สีเหลือง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป้าหมายระดับแผนแม่บทย่อย มี 140 เป้าหมาย
บรรลุเป้าหมาย 19 เป้าหมาย คิดเป็นร้อยละ 13.57 (สีเขียว)
ไม่บรรลุเป้าหมาย 121 เป้าหมาย คิดเป็นร้อยละ 86.43 (สีแดง-สีส้ม-สีเหลือง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติประจำปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป้าหมายระดับประเด็น มี 37 เป้าหมาย
บรรลุเป้าหมาย 7 เป้าหมาย คิดเป็นร้อยละ 18.9 (สีเขียว)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป้าหมายระดับแผนแม่บทย่อย มี 140 เป้าหมาย
บรรลุเป้าหมาย 27 เป้าหมาย คิดเป็นร้อยละ 19.29 (สีเขียว)
ไม่บรรลุเป้าหมาย 113 เป้าหมาย คิดเป็นร้อยละ 80.71 (สีแดง-สีส้ม-สีเหลือง)
(ที่มา : รายงานสรุปผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติประจำปี 2562 &amp;ndash; 2563 จากสำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
จากผลการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ได้แสดงให้ดูข้างบนนี้จะเห็นได้ว่าหน่วยงานราชการระดับกระทรวงและระดับกรม สอบตกอย่างไม่เป็นท่า ถ้าพูดกันตามภาษาชาวบ้าน ซึงสะท้อนให้เห็นประสิทธิภาพของการบริหารจัดการของภาครัฐนั้น อ่อนแอทั้งผลการทำงาน รวมทั้งวิธีบริหารองค์กรที่ไม่มุ่งเน้นการบรรลุเป้าประสงค์ที่ตั้งไว้ ถ้าคุณจะมองย้อนหลังไปอีก10 &amp;ndash; 15 ปี ก็จะมีผลในทำนองเดียวกัน ซึ่งความหวังของประชาชนที่จะได้รับอานิสงค์จากการบรรลุเป้าหมายในการพัฒนาประเทศก็ไม่ได้รับอานิสงค์ คือตามความหวัง น่าเสียดายเงินงบประมาณที่ใช้ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติก็ละลายหายไปทำให้ได้รับผลตอบแทนองค์การขับเคลื่อนนี้ น้อยมากจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามที่น่าจะถามกลับก็คือ ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ คำตอบที่น่าจะเป็นไปได้ก็คือ รัฐมนตรี ปลัดกระทรวงและอธิบดี ที่ทำการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของตน ต้องรับผิดชอบและตอบคำถามนี้ ว่า Why ? Why ? และก็ Why ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่จากการศึกษาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่าความล้มเหลว ที่ไม่บรรลุเป้าหมายทั้งระดับประเด็น และระดับแผนแม่บทย่อยนั้น ผู้เขียนได้รวบรวมมาได้ดังนี้
1.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขั้น Formulation การกำหนด และถ่ายทอด (Strategy Cascading) เช่น ตัวชี้วัด (KPI)
เป้าหมายที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ (Critical Success Factors) ไม่เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทที่ตั้งไว้ (ของระดับโครงการแผนงาน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขั้น Implementation ของระดับกระบวนการคิดออกแบบ (Protect DES 16ปี)ที่ส่งผลกระทบ (Impact) ต่อยุทธศาสตร์หลัก และการบริหารโครงการขาดประสิทธิภาพ และความตั้งใจที่บรรลุเป้าหมาย รวมทั้ง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขาดความพร้อมของบุคลากรในด้านความรู้ ความสามารถในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์
(Strategy Readiness : Human capital Organization capital Information capital and Collaboration capital Among Strategic partners).&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขั้น Evaluation ขาดเครื่องมือในการประเมินผลสัมฤทธิ์ที่มีต่อเป้าหมาย และความสำเร็จของแผนที่ตั้งไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขาด Baseline Data ที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ หรือนำมาวิเคราะห์ในการวางแผนเพื่อให้ทราบว่าในปัจจุบันนี้เราอยู่ตรงไหน ห่างจากเป้าหมายเท่าไหร่ และต้องทำอะไรจึงบรรลุเป้าหมายได้
(ที่มา : จากการประมวลผลการสัมภาษณ์ผู้รับผิดชอบในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ภาครัฐ)
ถ้าปัญหาเป็นอย่างนี้ การแก้ปัญหาควรเป็นอย่างไร ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้เขียนขอเสนอ แนวทางสู่ความสำเร็จของการขับเคลื่อนโครงการ และแผนงานในระดับกรม หรือหน่วยงานโดยใช้หลัก
&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มองภาพสุดท้ายแห่งความสำเร็จของโครงการว่าเป็นอย่างไร และเชื่อมโยงกับเป้าหมาย ของแผนแม่บทหรือไม่
&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน และเชื่อมโยงกับเป้าหมายของแผนแม่บท (ต้องทำเท่าไหร่)
&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าต้องการเป้าหมายในระดับนี้ ต้องทำอะไร ? &amp;nbsp;ทำอย่างไร ?
&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิเคราะห์ข้อบกพร่อง และอุปสรรคที่ผ่านมาว่ามีอะไรบ้าง และจะก้าวข้ามไปอย่างไร
&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเตรียมความพร้อม ของทุนมนุษย์ ทุนองค์กร ทุนข้อมูลข่าวสาร และทุนการบูรณาการ กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมหรือไม่
&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และสุดท้ายผู้บริหารระดับสูง มีเจตนารมณ์ ที่บรรลุเป้าหมาย ของการขับเคลื่อนโครงการ แผนงานของยุทธศาสตร์ในระดับใด มี Political will ไหม
ถ้าใช้หลักการข้างบนนี้ ผลสำเร็จก็คงบรรลุเป้าหมายตามความคาดหวัง เพราะหลักนี้ คือหัวใจของยุทธศิลป์ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย สุธรรม ส่งศิริ
มูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99044</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ, ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล, สุธรรม ส่งศิริ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210410/image_big_60715d6f4e64e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81126</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2020 16:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2020 16:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทำไมธรรมาภิบาลในองค์กรไม่แสวงหากำไรจึงสำคัญ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาทิตย์ที่แล้วผมไปบรรยายให้หลักสูตรการบริหารจัดการด้านความมั่นคงขั้นสูง รุ่นที่ 12 เรื่องความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย ในฐานะประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล ก็เห็นพ้องต้องกันว่าธรรมาภิบาลเป็นปัญหาสำคัญของประเทศเรา และเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมต้องให้ความสำคัญ วันนี้เลยเขียนเรื่องนี้โดยพูดถึงความสำคัญของธรรมาภิบาลในองค์กรไม่แสวงหากำไร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของภาคประชาสังคม ที่สามารถผลักดันสังคมให้เป็นสังคมที่มีคุณภาพ รวมถึงขับเคลื่อนธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นในส่วนอื่น ๆ ของสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นที่ยอมรับว่าธรรมาภิบาลสำคัญต่อการพัฒนาสังคมและความเจริญก้าวหน้าของประเทศ และปัญหาสำคัญที่ฉุดรั้งไม่ให้ประเทศเราก้าวไปข้างหน้าได้อย่างที่ควร คือ การขาดธรรมาภิบาล หรือความพร้อมที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง เมื่อคนในสังคมไม่พร้อมที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง ประเทศเราจึงมีปัญหามาก และปัญหาสำคัญที่เรามี ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตคอร์รัปชั่น ความเหลื่อมล้ำ และการบังคับใช้กฎหมาย ล้วนมีต้นเหตุมาจากการขาดธรรมาภิบาลทั้งสิ้น ดังนั้นการแก้ไขปัญหาที่ประเทศมีโดยทำให้ทุกภาคส่วนในสังคมมีธรรมาภิบาลในการทำหน้าที่จึงจำเป็นและสำคัญทั้งในภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในบ้านเราภาคเอกชนมีการพัฒนาธรรมาภิบาลดีขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะหลังวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 แต่ก็ยังมีความท้าทายอีกมาก ที่ทำได้ส่วนหนึ่งเพราะภาคเอกชนมีกลไกตรวจสอบจากภายนอก เช่น หน่วยงานกำกับดูแล นักลงทุน องค์กรวิชาชีพ สื่อมวลชน และกรรมการอิสระ ช่วยเป็นหูเป็นตาและดูแลให้พฤติกรรมในภาคเอกชนอยู่ในกรอบของธรรมาภิบาล ซึ่งต่างจากภาครัฐที่ไม่มีกลไกตรวจสอบจากภายนอกเหล่านี้ ทำให้การทำงานของภาครัฐขาดการตรวจสอบอย่างที่ควร เอื้อให้เกิดการใช้อำนาจที่ผิด เกิดประเด็นผลประโยชน์ขัดแย้ง นำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชั่น การดำเนินนโยบายที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เกิดความไม่เป็นธรรมในภาคธุรกิจและสังคม สิ่งเหล่านี้สร้างความสูญเสียให้กับสังคมและเศรษฐกิจและทำลายโอกาสในการพัฒนาประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาคประชาสังคมแม้บทบาทในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงสังคมโดยตรงในปัจจุบันจะยังน้อย แต่การเติบโตขององค์กรไม่แสวงหากำไร ซึ่งเป็นสถาบันสำคัญของภาคประชาสังคมในระบบเศรษฐกิจนับวันจะมีมากขึ้น ๆ ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพขององค์กรไม่แสวงหากำไรที่จะเป็นกลไกของภาคประชาสังคมในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น ทำให้การมีธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในองค์กรไม่แสวงหากำไร เช่น มูลนิธิ สมาคม สหกรณ์ออมทรัพย์ วัด และมหาวิทยาลัย จึงเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาสังคมที่มีคุณภาพ รวมถึงผลักดันธรรมาภิบาลในภาครัฐและภาคเอกชนให้ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;องค์กรไม่แสวงหากำไรนับวันจะมีบทบาทมากขึ้นในบ้านเรา เพราะองค์กรเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อคุณภาพการดำรงชีวิตและความเป็นอยู่ของคนในสังคม จากที่องค์กรเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการให้บริการต่าง ๆ แก่ประชาชน เช่น การศึกษา การออม ศาสนา วัฒนธรรม บริการสังคม สุขภาพ สิ่งแวดล้อม กีฬา การรักษากฎหมาย สิทธิประชาชน และความเป็นธรรมในสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป้าหมายขององค์กรไม่แสวงหากำไร คือ การทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมและองค์กรเหล่านี้ก็มีกฎหมายและข้อบังคับของทางการกำกับการจัดตั้งอยู่ การบริหารองค์กรทำโดยคณะกรรมการที่มาร่วมกันทำงานโดยสมัครใจเพื่อให้พันธกิจขององค์กรประสบความสำเร็จภายใต้การสนับสนุนของสมาชิกหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ทำให้องค์กรไม่แสวงหากำไรจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการที่ดี มีธรรมาภิบาล เพื่อให้การทำหน้าที่ขององค์กรเป็นที่ยอมรับ สร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ที่เกี่ยวข้องและประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ที่สำคัญธรรมาภิบาลที่เข้มแข็งขององค์กรไม่แสวงหากำไร เช่น วัด มหาวิทยาลัย มูลนิธิ จะทำให้ธรรมาภิบาลในส่วนอื่น ๆ ของสังคม เช่น หน่วยงานรัฐในระดับท้องถิ่น และบริษัทเอกชน เข้มแข็งตามไปด้วย จากตัวอย่างของการทำหน้าที่อย่างโปร่งใสเป็นระบบและตรวจสอบได้ ผลักดันให้ธรรมาภิบาลในส่วนอื่น ๆ ของประเทศดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาลตระหนักถึงความสำคัญขององค์กรไม่แสวงหากำไรในระบบเศรษฐกิจ และมองเห็นถึงศักยภาพขององค์กรไม่แสวงหากำไรในการผลักดันธรรมาภิบาลของประเทศให้ดีขึ้น ผ่านการพัฒนาธรรมาภิบาลในองค์กรไม่แสวงกำไรเอง จึงได้จัดทำและเผยแพร่แนวปฏิบัติด้านธรรมาภิบาลขององค์กรไม่แสวงหากำไรสำหรับคณะกรรมการและผู้บริหารองค์กรไม่แสวงหากำไร แนวปฏิบัติสำหรับคณะกรรมการตรวจสอบ และแนวปฏิบัติการประชุมกรรมการ เพื่อเป็นแนวทางที่จะส่งเสริมการทำหน้าที่ของคณะกรรมการองค์กรไม่แสวงหากำไรตามหลักธรรมาภิบาล โดยเน้นการทำหน้าที่ของคณะกรรมการและผู้บริหารเป็นสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนวปฏิบัติด้านธรรมาภิบาลดังกล่าว เน้นความแตกต่างระหว่างองค์กรไม่แสวงหากำไรกับบริษัทธุรกิจ เพราะบริษัทธุรกิจมีเป้าหมายอยู่ที่การทำกำไรให้กับผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของ ต่างจากองค์กรไม่แสวงหากำไรที่มีเป้าหมายอยู่ที่ประโยชน์เพื่อส่วนรวม ความแตกต่างนี้สำคัญมากทำให้แนวปฏิบัติด้านธรรมาภิบาลของคณะกรรมการองค์กรไม่แสวงหากำไรจะแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญกับแนวปฏิบัติของคณะกรรมการบริษัท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในรายละเอียดแนวปฏิบัติด้านธรรมาภิบาลขององค์กรไม่แสวงหากำไรที่มูลนิธิฯ ได้จัดทำขึ้น ให้ความสำคัญกับการทำหน้าที่ของคณะกรรมการและผู้บริหารองค์กรไม่แสวงหากำไร ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิ สมาคม สหกรณ์ออมทรัพย์ วัด และมหาวิทยาลัย ในเก้าเรื่องคือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง คณะกรรมการและผู้บริหารขององค์กรต้องเข้าใจบทบาทหน้าที่ และวัตถุประสงค์ขององค์กรเป็นอย่างดี เพื่อให้งานขององค์กรบรรลุตามวัตถุประสงค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง คณะกรรมการต้องมีภาวะผู้นำและวิสัยทัศน์ เพื่อขับเคลื่อนพันธกิจขององค์กรให้ประสบความสำเร็จตามความคาดหวังของผู้ที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาม คณะกรรมการต้องดูแลให้องค์กรดำเนินงานภายใต้กฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สี่ คณะกรรมการและผู้บริหารต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ระมัดระวัง รอบคอบ ร่วมกันขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรและค่านิยมที่จะช่วยให้พันธกิจขององค์กรประสบความสำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ห้า คณะกรรมการต้องให้ความสำคัญและกำกับการบริหารความเสี่ยงและดูแลระบบควบคุมภายใน เพื่อให้องค์กรสามารถดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หก คณะกรรมการและผู้บริหารต้องทำหน้าที่อย่างมีความรับผิดชอบ ตระหนักถึงความสำคัญของความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจที่สาธารณชนมีต่อองค์กร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ็ด คณะกรรมการต้องมีความรู้ความสามารถมีประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่องานขององค์กร สามารถร่วมกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดการตัดสินใจที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แปด คณะกรรมการและผู้บริหารต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างโปร่งใส วางระบบงานที่เป็นมาตรฐานและตรวจสอบได้ มีการเปิดเผยข้อมูลและจัดทำรายงานตามเกณฑ์มาตรฐานและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เก้า คณะกรรมการและผู้บริหารต้องให้ความสำคัญต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อให้งานขององค์กรเป็นไปตามการคาดหวัง และได้รับการสนับสนุนการดำเนินกิจการจากผู้ที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือ แนวปฏิบัติเก้าด้านที่ถือเป็นหัวใจของการทำหน้าที่ของคณะกรรมการและผู้บริหารขององค์กรไม่แสวงหากำไรตามหลักธรรมาภิบาล แนวปฏิบัติดังกล่าวสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับองค์กรไม่แสวงหากำไรประเภทต่าง ๆ ได้ตามความเหมาะสม ซึ่งมูลนิธิฯ ได้ดำเนินการไปแล้วกับสองสถาบันสำคัญขององค์กรไม่แสวงหากำไรในบ้านเรา คือ สหกรณ์ออมทรัพย์ และวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สหกรณ์ออมทรัพย์เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่มีความสำคัญในระบบการเงินของประเทศ มีขนาดสินทรัพย์เป็นอันดับสาม รองจากธนาคารพาณิชย์ และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ โดยมูลนิธิฯ ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ ภายใต้การสนับสนุนของธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารกรุงไทยและธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) ที่สนับสนุนด้านวิชาการ จัดหลักสูตรอบรมธรรมาภิบาลแก่กรรมการและผู้บริหารสหกรณ์ออมทรัพย์เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน ตามแนวปฏิบัติด้านธรรมาภิบาลที่มูลนิธิฯ ได้พัฒนาขึ้นข้างต้นซึ่งประสบความสำเร็จมาก โดยปีที่แล้วและต้นปีนี้มีการจัดอบรมให้กับกรรมการและผู้บริหารสหกรณ์ออมทรัพย์ 18 แห่งจากทั่วประเทศรวมทั้งผู้บริหารจากหน่วยงานกำกับดูแลของสหกรณ์ออมทรัพย์ มีผู้เข้าอบรมทั้งหมดประมาณ 300 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับวัด วัดมีบทบาททางสังคมที่สำคัญต่อคนไทย ให้ความช่วยเหลือและเป็นที่พึ่งทางจิตใจให้กับคนในชุมชน ขณะเดียวกันวัดก็อาศัยความเลื่อมใสศรัทธาของพุทธศาสนิกชนในการทำนุบำรุงและรักษาวัด ผ่านการบริจาคและการให้ความช่วยเหลือ ดังนั้นการบริหารจัดการวัดบนพื้นฐานของหลักธรรมาภิบาลจึงสำคัญ เพื่อความโปร่งใสและให้การดำเนินการต่าง ๆ ของวัดสามารถตรวจสอบได้เพื่อสร้างความมั่นใจต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเรื่องนี้มูลนิธิฯ ได้พัฒนาหลักธรรมาภิบาลในการบริหารวัดในพระพุทธศาสนาและคู่มือการกำกับดูแลวัด เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการบริหารจัดการวัดภายใต้โครงสร้างการกำกับดูแลที่แยกการกำกับดูแลและการบริหารงานวัดออกจากกันตามหลักธรรมาภิบาล พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนอันจะนำไปสู่การรักษา ศรัทธาและความน่าเชื่อถือเพื่อการทำนุบำรุงและสืบทอดพุทธศาสนาต่อไป ขณะนี้มูลนิธิฯ กำลังทำงานกับบุคคลและองค์กรต่าง ๆ ทั้งในและนอกพระพุทธศาสนาเพื่อให้หลักปฏิบัติดังกล่าวเป็นที่ยอมรับและให้มีการนำไปปฏิบัติใช้โดยสมัครใจ เพื่อเป็นต้นแบบให้มีการนำหลักดังกล่าวไปปฏิบัติใช้ในวงกว้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือความสำคัญของธรรมาภิบาลในองค์กรไม่แสวงหากำไรที่กำลังมีการผลักดันและขับเคลื่อนในส่วนต่าง ๆ ของสังคม และจากที่องค์กรไม่แสวงหากำไรเป็นสถาบันภาคประชาสังคมที่มีประชาชนเกี่ยวข้องจำนวนมาก ธรรมาภิบาลในองค์กรไม่แสวงหากำไรจะเป็นแรงกดดันสำคัญให้
ธรรมาภิบาลในส่วนอื่น ๆ ของประเทศดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันนั้นหลังการบรรยายผู้ฟังหลายท่านแสดงความสนใจและเสนอตัวที่จะช่วยเหลือเพื่อช่วยกันผลักดัน ซึ่งน่ายินดีมาก ผู้อ่านที่สนใจจะร่วมขับเคลื่อนหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อผมได้ที่ bandid.n@ppgg.foundation โดย ppgg ย่อมาจากชื่อภาษาอังกฤษของมูลนิธิ คือ Foundation for Public Policy and Good Governance หวังว่าคงจะได้มีโอกาสร่วมงานกันครับ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์เขียนให้คิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.บัณฑิต นิจถาวร
ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81126</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัณฑิต นิจถาวร, ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200919/image_big_5f65ea063f299.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79077</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2020 12:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2020 12:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การมีส่วนร่วมของพลเมืองไทยช่วงโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;หนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส (COVID-19) ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา คือ บทบาทของภาคประชาชน (non-state actors) ตั้งแต่การให้ความร่วมมือ (cooperation) อย่างดีกับมาตรการภาครัฐในการควบคุมโรค และการจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ร่วมใส่หน้ากาก ปิดออฟฟิศ กินร้อน ช้อนเรา อยู่บ้าน ล้างมือ ถือเจลแอลกฮอลล์ ไปจนถึงการเข้ามามีส่วนร่วม (participation) ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในช่วงเวลาสำคัญต่างๆ เช่น ร่วมจัดหาอุปกรณ์การแพทย์ที่ขาดแคลนให้กับโรงพยาบาล ระดมอาหาร อุปกรณ์ป้องกันโรค และยาสามัญประจำบ้านเพื่อช่วยเหลือประชากรกลุ่มเปราะบางรักษาระยะห่าง (social distancing) ในช่วงปิดเมือง เป็นต้น ตอนนี้ที่สถานการณ์คลี่คลายแล้วจึงเป็นจังหวะดีที่จะถอดบทเรียนความสำเร็จจากพลังพลเมืองเหล่านี้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการกลับมาของโควิด-19 ระลอกสอง รวมถึงภัยธรรมชาติอื่นๆ หรือแม้กระทั่งการระบาดของโรคอุบัติใหม่ที่สามารถเกิดขึ้นได้อีกทุกเมื่อ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ช่องว่างที่(รอ)พลเมืองร่วมเติม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ในอดีต เรามักจะได้เห็นพลังพลเมือง (active citizenship) ในสังคมไทยช่วงที่เกิดภัยพิบัติต่างๆ การระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมาซึ่งเป็นครั้งแรกที่เกิดวิกฤตพร้อมกันทั้งด้านสาธารณสุขและเศรษฐกิจ และสร้างผลกระทบต่อประชาชนทุกจังหวัดทั่วประเทศ เราเลยได้เห็นการขับเคลื่อนพลังมวลชนในหลายระดับ หลากประเภท และกระจายพื้นที่ ซึ่งทำให้เห็นช่องว่างของงานที่ต้องการการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างเข้มแข็ง 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ การแก้ปัญหาในพื้นที่ การแก้ปัญหาแบบเร่งด่วน และการเก็บตกกลุ่มที่ถูกทอดทิ้งจากระบบและกลไกภาครัฐ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;การรับมือสถานการณ์ภัยพิบัติทุกครั้งเป็นงานที่ต้องอาศัยการเข้าถึงและความเข้าใจบริบทของพื้นที่ (local outreach and context-specific support) คนที่สามารถจัดการกับหน้างานได้ดีที่สุดจึงเป็นคนที่อยู่ในท้องถิ่นเสมอ การระดมทรัพยากรของคนในพื้นที่ ทั้งกำลังแรงที่ร่วมด้วยช่วยกันในชุมชน ไปจนถึงกำลังทรัพย์เพื่อจัดซื้อจัดหาของที่จำเป็นสำหรับคนในพื้นที่จึงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพและได้ประสิทธิผลสูงสุด เราเห็นตัวอย่างได้ชัดมากจากโควิด-19 ชุมชนที่รวมตัวกันได้เร็วและระดมทรัพยากรท้องถิ่นเพื่อช่วยเหลือกัน สามารถควบคุมการระบาดและเอาตัวรอดร่วมกันทั้งชุมชนได้ดีกว่าชุมชนที่ต้องรอพึ่งพาการช่วยเหลือจากภาครัฐ อีกตัวอย่างที่เห็นชัดคือถุงยังชีพที่มีการแจกจ่ายให้ครอบครัวเดือดร้อน ถ้าเป็นถุงยังชีพที่คนในท้องถิ่นได้รับการจัดสรรเงินเพื่อทำและกระจายเอง จะมีของใช้และอาหารจำเป็นตามวัฒนธรรมท้องที่และไปถึงเร็วกว่าถุงยังชีพครอบจักรวาลจากส่วนกลางที่ตามมาตอนหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ภาครัฐต่อให้มีความตั้งใจดีและความจริงจังในการแก้ปัญหา ก็จะติดข้อจำกัดในการจัดการกับสถานการณ์เร่งด่วนเสมอ ตั้งแต่การจัดสรรงบประมาณใหม่ การเบิกจ่ายงบฉุกเฉิน การคัดเลือกกลุ่มที่ต้องช่วยเหลือและจัดลำดับก่อนหลัง ฯลฯ ซึ่งระเบียบ กระบวนการ และขั้นตอนเหล่านี้ทำให้ความช่วยเหลือจริงลงไปถึงประชาชนช้ากว่าความจำเป็นเร่งด่วนของสถานการณ์ 1 อาทิตย์ถึง 3 เดือนเป็นอย่างต่ำ การระดมทรัพยากรจากภาคประชาชนจึงตอบโจทย์ความต้องการในช่วงวิกฤตที่สุดได้ (timely response) งานที่ต้องอาศัยความเร็วในการแก้ปัญหา และความยืดหยุ่นในการทำงานจึงจำเป็นต้องมีความช่วยเหลือจากภาคประชาชน ซึ่งเห็นได้จากการระดมของและเงินเพื่อจัดส่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ขาดแคลนให้กับโรงพยาบาลในช่วงอาทิตย์ที่วิกฤตเร่งด่วนที่สุดของการระบาดระลอกหนึ่งก็เกิดจากการสนับสนุนและมีส่วนร่วมภาคประชาชน นอกจากนี้แล้ว ภาคประชาชนยังเป็นกำลังสำคัญในโควิด-19 รอบนี้ที่ช่วยช้อนผู้ตกหล่นในสังคมให้ได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง ซึ่งเห็นตัวอย่างได้ชัดมากกรณีชุมชนแออัดในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่ผู้อยู่อาศัยส่วนหนึ่งเป็นประชากรพลัดถิ่นและแรงงานต่างชาติ ซึ่งจะไม่มีรายชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร์เลยไม่ได้รับการช่วยเหลือจากกลไกภาครัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธรรมาภิบาลความดี นำไปสู่การทำบุญที่ได้ &amp;ldquo;ผล&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;การระดมความช่วยเหลือกันเองจากภาคประชาชนไม่ได้มีแต่ด้านบวกเสมอไป มีหลากหลายกรณีที่การขอรับบริจาคในช่วงวิกฤตโควิด-19 เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมไทย ทั้งเรื่องการระดมเงินบริจาคที่มากเกินความจำเป็นเพื่อช่วยคนหนึ่งคน ไปจนถึงการนำเงินบริจาคไปใช้ผิดประเภท ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้ ทำให้การบริจาคเพื่อการกุศลที่มักจะถูกยกเว้นจากการตั้งคำถามเรื่องธรรมาภิบาลจากสังคมเพราะวัฒนธรรมไทยไม่คุ้นเคยกับการตั้งข้อสงสัยในความดี นำมาซึ่งข้อเรียกร้องจากประชาชน ที่ต้องการความโปร่งใส ความชัดเจน และความรับผิดชอบของเงินบริจาค เพื่อทำให้การทำดีในช่วงวิกฤตหวัง &amp;ldquo;ผล&amp;rdquo; ควบคุมสถานการณ์การระบาด และช่วยให้สังคมไทยเอาตัวรอดได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;3 คำถามสำคัญใน 3 ลำดับขั้นตอนการทำงานที่ถูกตั้งคำถามจากคนใจดีที่หวัง &amp;ldquo;ผล&amp;rdquo; และน่าจะกลายเป็นบรรทัดฐานกำหนดกรอบธรรมาภิบาลของการบริจาคและการทำโครงการเพื่อสังคมต่อไป ประกอบด้วย หนึ่ง ความโปร่งใสในการให้ข้อมูลเพื่อขอระดมทุน คือมีการแจ้งวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนของการระดมทุน ในกรณีที่ดีที่สุดที่เห็นช่วงโควิด-19 คือมีการระบุรายละเอียดว่าต้องการจะทำอะไร (what) เพื่อช่วยใคร (who) ในพื้นที่ไหน (where) เมื่อไหร่ (when) และอย่างไร (how) ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในโครงการที่จะจัดซื้ออุปกรณ์ และเครื่องมือจำเป็นสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สอง ความโปร่งใสในการแสดงตัวเลขยอดรวมเงินบริจาคซึ่งเป็นตัวยืนยันความบริสุทธิ์ใจของผู้รับบริจาค และเป็นข้อมูลให้ผู้บริจาคได้ทราบว่าโครงการนั้นๆได้เงินเท่าไหร่แล้วจากเป้าหมายเงินที่ต้องการนำไปใช้ดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ และสาม ความโปร่งใสในการชี้แจงรายละเอียดการใช้เงินบริจาค ซึ่งกลุ่มพลเมืองที่ระดมทุนช่วงโควิด-19 มักจะใช้การแจ้งยอดเงินบริจาคอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการอัพเดทความก้าวหน้าของการทำงานผ่านช่องทางการสื่อสาร social media ของกลุ่ม ตั้งแต่การอัพเดทตัวเลข และ/หรือแสดงภาพสมุดบัญชีที่รับบริจาค ไปจนถึงแสดงหลักฐานการโอนเงินเพื่อทำโครงการ และอีกหลายๆกลุ่มเลือกการระดมทุนผ่าน fundraising platform เช่น เทใจดอทคอม เพื่อให้มีบุคคลที่สาม (third party) ช่วยบริหารจัดการการรับบริจาค และร่วมตรวจสอบการใช้จ่ายเงินให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ หลายโครงการที่เกิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและประชาชนที่เดือดร้อนจากภาวะเศรษฐกิจหลังการปิดเมือง มักจะเป็นการระบุเป้าหมายแบบกว้างในตอนต้น แล้วให้ข้อมูลรายละเอียดการนำเงินไปใช้กับผู้บริจาคตอนดำเนินโครงการแทน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;แก้ไขปัญหาแบบยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ถึงพลังพลเมืองจะเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเอาตัวรอดจากการระบาดของโควิด-19 รวมถึงช่วยบรรเทาหลายปัญหาในอดีต&amp;nbsp; อีกช่องทางการมีส่วนร่วมของประชาชนที่จะทำให้มีการแก้ปัญหาเหล่านี้ในเชิงระบบได้อย่างยั่งยืน คือการเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงกลไกการทำงานของภาครัฐที่เป็นข้อจำกัดในการรับมือกับปัญหาเร่งด่วนแบบนี้ เช่น การกระจายอำนาจและงบประมาณไปยังท้องถิ่นแบบมีกรอบธรรมาภิบาล เป็นต้น รวมทั้งการติดตาม ตรวจสอบ การใช้จ่ายงบประมาณและการทำงานของภาครัฐเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์&amp;ldquo;เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอด้า จิรไพศาลกุล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79077</URL_LINK>
                <HASHTAG>การมีส่วนร่วมของพลเมืองไทยช่วงโควิด-19, ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล, เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ, เอด้า จิรไพศาลกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200405/image_big_5e89b49ce3947.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71956</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2020 09:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2020 09:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักเศรษฐศาสตร์ในยามประเทศมีวิกฤติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงเดือนธันวาคม หรือมกราคมของทุกปี ผมจะไปญี่ปุ่น ทำหน้าที่ศาสตราจารย์พิเศษสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยฮิโตะสึบาชิ (Hitotsubashi University) กรุงโตเกียว สอนหลักสูตรปริญญาโทด้านนโยบายสาธารณะ เป็นหลักสูตรภาษาอังกฤษ และนักศึกษาทั้งหมดจะเป็นข้าราชการจากหน่วยงานเศรษฐกิจต่างๆ ของประเทศในภูมิภาคเอเชีย เป็นงานสอนที่ผมได้ทำมาทุกปี ตั้งแต่ออกจากงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งก็เกือบสิบปีแล้ว และผมก็ชอบมาก คือ นอกจากได้สอนและได้รู้จักกับนักศึกษา ซึ่งจะเป็นผู้ทำนโยบายเศรษฐกิจรุ่นต่อไปของเอเชียแล้ว ยังเป็นโอกาสได้พบเพื่อนฝูงชาวญี่ปุ่นและพักผ่อนไปด้วย ซึ่งแต่ละครั้งก็จะอยู่ที่ญี่ปุ่น 7-14 วัน แล้วแต่โอกาส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปีนี้ผมไปตอนต้นเดือนมกราคม ก่อนจะเกิดการระบาดของโควิด-19 และทุกครั้งที่ไปผมจะไปร้านหนังสือและซื้อหนังสือติดตัวกลับเมืองไทย ร้านหนังสือที่ผมไปทุกครั้งที่ไปสอนคือ ร้านมารูเซ็น (Maruzen) สาขานิฮอมบาชิ อยู่กลางเมืองใกล้สถานีรถไฟโตเกียว เป็นร้านที่มีหนังสือภาษาอังกฤษมาก และไปทุกครั้งก็จะซื้อหนังสือทุกครั้ง คราวนี้ก็ซื้อมาสามเล่ม และเล่มหนึ่งที่ซื้อก็คือ &amp;quot;นักเศรษฐศาสตร์ยามสงคราม&amp;quot; หรือ Economists at war ตีพิมพ์ปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนังสือพูดถึงนักเศรษฐศาสตร์เจ็ดคนจากห้าประเทศ ช่วงปี 1935-55 ที่แต่ละคนได้ใช้ความรู้ความสามารถด้านเศรษฐศาสตร์ของตนช่วยประเทศในยามประเทศมีวิกฤติคือมีสงคราม ในฐานะต่างๆ เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายกรัฐมนตรี ผู้ว่าการธนาคารกลางและที่ปรึกษารัฐบาลด้านเศรษฐกิจ เป็นหนังสือประวัติศาสตร์เศรษฐกิจในรูปแบบที่น่าอ่าน สนุก และน่าสนใจมาก เพราะสงครามไม่ได้แพ้ชนะด้วยกำลังทหารอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยกำลังทางเศรษฐกิจที่ต้องระดมทรัพยากรที่ประเทศมีเข้าทำสงคราม เป็นเรื่องของนักเศรษฐศาสตร์เจ็ดคนที่ได้เข้ามาทำบทบาทนี้รับใช้ชาติ เมื่อประเทศของตนเข้าสู่สถานการณ์สงคราม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกเหตุผลที่ผมซื้อหนังสือเล่มนี้ก็เพราะผู้แต่ง คือ นายอลัน โบลาดร์ (Alan Bollard) ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยวิคตอเรีย เวลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์ อดีตเคยเป็นผู้ว่าการธนาคารกลางนิวซีแลนด์ ที่ผมได้มีโอกาสรู้จักและเคยร่วมประชุมด้วยหลายครั้งสมัยผมทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ท่านผู้นี้มีความรู้และมีอัธยาศัยดีมาก ไม่ถือตัว และเป็นนักเขียนตัวยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเล่มที่สามที่เขียน และผมก็ซื้อไว้เพื่อหาความรู้จากงานเขียนของท่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปี 1935-55 เป็นช่วงที่โลกเต็มไปด้วยความขัดแย้งเกิดการประจัญหน้ากันของประเทศต่างๆ ที่นำไปสู่การระเบิดขึ้นของสงคราม ประชากรโลกกว่า 80 ล้านคนต้องเสียชีวิตจากสงครามและความขัดแย้งดังกล่าว ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์ก็ได้ถูกนำมาใช้เพื่อระดมทรัพยากรและบริหารเศรษฐกิจยามสงคราม รวมถึงปิดจุดอ่อนทางเศรษฐกิจที่ประเทศมีและฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังสงคราม ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่วิชาเศรษฐศาสตร์มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด เพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางนโยบายและวิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจที่ประเทศมี ความรู้ใหม่ๆ โดยเฉพาะด้านเศรษฐศาสตร์มหภาคได้ถูกพัฒนาขึ้นในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มหภาคของเคนส์ ระบบบัญชีรายได้ประชาชาติ การวิเคราะห์ตารางปัจจัยผลผลิต (input-output analysis) แบบจำลองคณิตศาสตร์เชิงเส้นตรง (linear programming) ทฤษฎีดุลยภาพทั่วไป (General Equilibrium) และทฤษฎีเกม (Game Theory) ความรู้เหล่านี้ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในพันธกิจสงคราม และส่วนใหญ่เป็นผลงานทางวิชาการของนักเศรษฐศาสตร์เจ็ดคนที่หนังสือเล่มนี้พูดถึง ที่บุกเบิกแนวคิดและนำความรู้มาใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศในยามสงคราม ภายใต้เงื่อนไข สถานการณ์และภูมิหลังของแต่ละคนที่แตกต่างกัน บางคนเรียนเศรษฐศาสตร์มาโดยตรง และบางคนเรียนเศรษฐศาสตร์ด้วยตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักเศรษฐศาสตร์เจ็ดคนที่หนังสือเล่มนี้พูดถึงคือ หนึ่ง ทากาฮาชิ โคริกิโย (Takahashi Korekiyo) อดีตนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น ที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ประเทศญี่ปุ่นรอดจากภัยของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำรุนแรงทั่วโลกช่วงปี 1930s รวมถึงความพยายามของเขาที่ต่อสู้เพื่อลดการใช้จ่ายด้านการทหารของกองทัพญี่ปุ่นในช่วงที่กองทัพญี่ปุ่นต้องการแผ่ขยายอิทธิพลทางทหารในเอเชียก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง นายเอชเอช คุง (H.H.Kung) อดีตนายกรัฐมนตรีและผู้ว่าการธนาคารกลางจีน สมัยรัฐบาลก๊กมินตั๋ง จบเศรษฐศาสตร์มหาบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยเยลสหรัฐอเมริกา เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการระดมทุนและเงินเพื่อทำสงคราม รวมถึงกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลก๊กมินตั๋ง ช่วงปี 1930s และ 1940s&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาม Hjalmar Schacht นักเศรษฐศาสตร์ และนายธนาคารที่เป็นทั้งผู้ว่าการธนาคารกลางและรัฐมนตรีเศรษฐกิจสมัย อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hiler) แต่ถูกปลดจากตำแหน่งเพราะความคิดไม่ตรงกับผู้นำประเทศ ถูกจับกุมแต่ก็รอดชีวิตมาได้หลังสงครามโลกครั้งที่สองจบลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สี่ นายจอห์น เมนาร์ด เคนส์ (Maynard Keynes) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ ผู้บุกเบิกทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มหภาคและบทบาทภาครัฐในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นแนวคิดที่หลายประเทศได้นำไปปฏิบัติใช้ในการแก้ไขภาวะเศรษฐกิจตกต่ำช่วงปี 1930s เป็นผู้แทนรัฐบาลอังกฤษในการวางระเบียบระบบเศรษฐกิจการเงินโลกใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ห้า Leonid Kantorovich นักคณิตศาสตร์ชาวรัสเซีย ที่ได้รับรางวัลโนเบิลด้านเศรษฐศาสตร์จากการศึกษาเรื่องการจัดสรรทรัพยากรเศรษฐกิจให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทำงานให้กับรัฐบาลรัสเซียช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ที่เด่นมากคือ บุกเบิกวิชาแบบจำลองคณิตศาสตร์เชิงเส้นตรง (linear programming) เพื่อการวางแผนเศรษฐกิจและใช้วิชาดังกล่าวคำนวณความหนักสูงสุดของคาราวานรถบรรทุกที่จะขับบนทะเลสาบที่ผิวน้ำเป็นน้ำแข็งเพราะความหนาวโดยไม่จมลงบนเส้นทางยาวถึง 220 กิโลเมตร เพื่อส่งอาวุธและเสบียงให้กับชาวเมืองเลนินกราด ที่ถูกปิดล้อมโดยกองทัพเยอรมัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หก นาย Wassily Leontiff นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน เชื้อสายรัสเซีย ศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด สหรัฐอเมริกา ผู้บุกเบิกแนวคิดเกี่ยวกับตารางปัจจัยผลผลิต (InputOutput Table) และนำความรู้ดังกล่าวมาวิเคราะห์ขนาดและความเข้มแข็งของเศรษฐกิจเยอรมัน ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง วิเคราะห์อุตสาหกรรมที่สำคัญในระบบเศรษฐกิจเยอรมันเพื่อชี้เป้าของการทิ้งระเบิดของพันธมิตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ็ด นายจอห์น วอน นิวแมน (John Von Neumann) นักเศรษฐศาสตร์อเมริกา เชื้อสายฮังการี ศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัย Pri nceton ผู้บุกเบิกทฤษฎีเกม และนำความรู้ดังกล่าวมาใช้ในการพัฒนาการคำนวณโดยคอมพิวเตอร์ความเร็วสูง การวางเป้าการทิ้งระเบิดปรมาณู และศึกษาความเป็นไปได้ของการเมืองระหว่างประเทศ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านมาแค่นี้คงรู้สึกได้ว่าหนังสือเล่มนี้สนุกแน่ และใครที่เรียนเศรษฐศาสตร์ก็จะคุ้นชื่อนักเศรษฐศาสตร์ทั้งเจ็ดคนนี้เป็นอย่างดี ที่น่าสนใจเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้คือ ให้รายละเอียดบุคคลเหล่านี้ในมุมมองที่เราอาจไม่เคยได้ทราบมาก่อนคือ ชีวิตสมัยเด็ก การต่อสู้เพื่อโอกาสในการศึกษาเล่าเรียน ความยากลำบากในการเติบโตช่วงสงคราม ความเก่งฉกาจของบุคคลเหล่านี้ในแง่ความคิดและมันสมอง โอกาสในการได้ทำงานเพื่อชาติ ความสุขและความสำเร็จในบั้นปลายชีวิต และจุดจบของแต่ละคน ต่างล้วนมีสีสัน ทำให้เราเข้าใจถึงสภาพแวดล้อมและแรงจูงใจที่ทำให้บุคคลเหล่านี้กลายเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก และบทบาททางสาธารณะของพวกเขาที่ใช้ความรู้ความสามารถช่วยเหลือประเทศชาติในยามวิกฤติ แม้จะต้องเอาความปลอดภัยของครอบครัวและชีวิตของตนเข้าแลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บทความ &amp;quot;เขียนให้คิด&amp;quot; วันนี้คงจะกล่าวถึงความเป็นตัวตนของคนเหล่านี้ไม่ได้ทั้งเจ็ดคน แต่จะขอพูดถึงหนึ่งคนพอเป็นตัวอย่างให้เราได้สัมผัสความน่าอ่านของหนังสือเล่มนี้ &amp;nbsp;นั่นคือ ทากาฮาชิ โคริกิโย นักเศรษฐศาสตร์ที่เป็นทั้งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีการคลังของญี่ปุ่น เจ็ดครั้งช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โคริกิโย เกิดปี 1854 ที่โตเกียว บิดาเป็นศิลปินวาดรูป ตั้งแต่เด็กโตมาในครอบครัวคนอื่นที่หวังดีและส่งเสริมให้เขาใฝ่หาความรู้แต่เด็ก เขาเรียนหนังสือโรงเรียนมิชชั่นนารีมาตลอด ทำให้ความรู้ภาษาอังกฤษดีมาก เดินทางไปผจญภัยที่อเมริกาคนเดียวตั้งแต่อายุ 13 แต่ก็ต้องหนีกลับญี่ปุ่นปีต่อมาพอรู้ว่าถูกหลอกให้ไปทำงานในไร่ ประสบการณ์นี้ทำให้เขาเห็นการเติบโตและความก้าวหน้าของสหรัฐ เขาจึงอ่านและศึกษาเรื่องต่างๆ ด้วยตนเองตลอดเวลา ที่ญี่ปุ่น เขาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ และช่วยงานหน่วยราชการญี่ปุ่นในการแก้ไขปัญหาและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมญี่ปุ่น จนมีโอกาสได้ทำงานให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น ทำได้ดีจนได้บรรจุเป็นผู้จัดการสาขาเมื่ออายุ 36 เป็นคนที่มีความคิดริเริ่มสูง แก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ดีจากการศึกษาเศรษฐศาสตร์และธุรกิจด้วยตัวเอง ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการภาคและร่วมทีมผู้บริหารธนาคารกลางญี่ปุ่นไปดูงานต่างประเทศ เพื่อกลับมาพัฒนาระบบการเงินญี่ปุ่น การดูงานคราวนี้ทำให้เขาได้รู้จักและสร้างเครือข่ายกับนักการธนาคารทั้งในยุโรปและสหรัฐ เข้าใจถึงความละเอียดอ่อนของการออกพันธบัตรเพื่อระดมเงินในต่างประเทศ ซึ่งก็เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลญี่ปุ่นต่อมาในการระดมเงินจากต่างประเทศ ให้ฝ่ายทหารทำสงครามกับรัสเซียเพื่อขยายอิทธิพลของญี่ปุ่นในเอเชีย ซึ่งเขาก็ทำได้สำเร็จ ได้เลื่อนเป็นรองผู้ว่าฯ และผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่นในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากเศรษฐกิจช่วงสงคราม คือ สงครามใช้เงินมาก นำไปสู่การสร้างหนี้และความเดือดร้อนของประชาชน เขาคิดว่าการสร้างความยิ่งใหญ่ทางเศรษฐกิจให้กับญี่ปุ่นสำคัญกว่าไม่ใช่ด้านการทหาร และธุรกิจจะต้องเป็นหน้าที่ของเอกชน รัฐบาลต้องมีวินัยด้านการคลัง ไม่สร้างหนี้ ต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและสนับสนุนเอกชนให้พัฒนาอุตสาหกรรมและการค้าระหว่างประเทศ เก็บภาษีต่ำและทำอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำ ไม่ใช่การใช้จ่ายด้านการทหาร แนวคิดดังกล่าวทำให้ฝ่ายทหารไม่ชอบเขา ในแง่เศรษฐศาสตร์แนวคิดดังกล่าวไปไกลกว่าแนวคิดเศรษฐศาสตร์สมัยนั้นมาก โดยเขาศึกษาเองและวิเคราะห์เองจากการอ่าน โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ต่างประเทศที่เขาอ่านทุกวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังหมดหน้าที่ผู้ว่าการธนาคารกลาง ความรู้ความสามารถของเขา โดยเฉพาะชื่อเสียงของเขาในต่างประเทศ ทำให้พรรคการเมืองอยากได้เขาเป็นรัฐมนตรี ซึ่งเขาก็แบ่งรับแบ่งสู้และตอบรับเป็นรัฐมนตรีการคลังถึงเจ็ดครั้งในช่วง 22 ปีต่อมา รวมถึงเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงนั้นการเมืองญี่ปุ่นสั่นคลอนมาจากบทบาทของฝ่ายทหารที่กระหายสงครามและมีอิทธิพลทางการเมืองสูงถึงขนาดวีโต้การตัดสินใจของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ งานใหญ่ที่เขาทำ คือ ช่วยเศรษฐกิจญี่ปุ่นให้หลุดพ้นจากผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกช่วงปี 1930s ด้วยนโยบายเศรษฐกิจที่ถือว่าเป็นต้นแบบของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของโลก คือ ลดค่าเงิน ลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วยภาคอุตสาหกรรม และขยายการใช้จ่ายของภาครัฐที่ไม่เกี่ยวข้องกับด้านการทหาร ทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นฟื้นตัวได้อย่างน่าพอใจ แต่การที่เขาเป็นคนเดียวที่กล้าไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มการใช้จ่ายด้านการทหารมาตลอดในฐานะรัฐมนตรีคลังก็นำภัยมาสู่ตัวเขาในที่สุด เดือนกุมภาพันธ์ ปี 1936 กลุ่มทหารหนุ่มบุกเข้าบ้านเขาตอนเช้ามืด และสังหารเขาอย่างเลือดเย็น ตอนนั้นโคริกิโย อายุ 82 ปี คนญี่ปุ่นเสียใจทั้งประเทศและยืนเข้าแถวยาวเหยียดเพื่อเคารพศพเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกแง่มุมที่น่าสนใจของหนังสือเล่มนี้ก็คือ ช่วงยี่สิบปีที่หนังสือเขียนถึงนักเศรษฐศาสตร์เจ็ดคนนี้ มีหลายกรณีที่นักเศรษฐศาสตร์ทั้งเจ็ดคนเคยพบกันแม้จะไม่พร้อมกัน ต่างคนต่างอ่านข่าวของแต่ละคนแม้จะไม่เคยรู้จักกัน บางคนเคยร่วมประชุมกัน หรือพบกันในงานสัมมนาวิชาการโดยไม่ตั้งใจ หนังสือเล่าเรื่องเจ็ดคนนี้ โดยเริ่มตั้งแต่ปี 1935 และจบในปี 1955 ทำให้เราเห็นพัฒนาการของแนวความคิดและสิ่งที่คนเหล่านี้ได้ทำให้ประเทศของตนที่เป็นภาพต่อเนื่องยี่สิบปี ซึ่งน่าสนใจมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่สำคัญ ทั้งเจ็ดคนนี้มีอะไรหลายอย่างเหมือนกัน คือ มีความรักประเทศ ต้องการใช้ความรู้ ความสามารถที่มีช่วยประเทศของตนในยามที่ประเทศมีวิกฤติ เป็นกลุ่มคนที่มีความคิดความอ่านเป็นของตัวเอง เชื่อในความคิดของตน เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถเรื่องเศรษฐกิจและเป็นที่ยอมรับ ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศได้อย่างสำเร็จ และวางมือหมดหน้าที่เมื่อปัญหาต่างๆ จบลง โดยไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คืออุทาหรณ์สำคัญของการแก้ไขปัญหาของประเทศในยามวิกฤติ ที่คนในประเทศต้องลุกขึ้นใช้ความรู้ที่มีช่วยประเทศชาติเพราะปัญหาเป็นปัญหาความอยู่รอดของคนทั้งประเทศ ที่ต้องได้คนที่มีประสบการณ์มีความรู้เข้ามาแก้ไขปัญหา เข้ามาทำงาน ไม่ใช่ใครมาก็ได้ หรือมาเพราะอยากได้ตำแหน่งหรือเป็นพวกฉวยโอกาส ต้องเป็นคนที่มีหลักมีวิชาเป็นที่ยอมรับเพื่อให้ได้ความร่วมมือจากภาคธุรกิจและประชาชน ที่สำคัญต้องไม่มีผลประโยชน์ขัดแย้ง หรือความทะเยอทะยานทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องเพราะเป็นเรื่องของส่วนรวม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนังสือเล่มนี้น่าอ่านมาก ใครสนใจควรหาซื้อไว้ รับรองสนุกไม่ผิดหวัง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บัณฑิต นิจถาวร
ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71956</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัณฑิต นิจถาวร, ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล, เขียนให้คิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200720/image_big_5f15029b8eb82.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50546</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/11/2019 14:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/11/2019 14:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทุนนิยมกับความเหลื่อมล้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทุนนิยมกับความเหลื่อมล้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระบบทุนนิยมกับปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นความท้าทายของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมาตลอด เพราะสามารถส่งผลกระทบกว้างขวาง ทั้งต่อคนในสังคมและความยั่งยืนของระบบทุนนิยม ปัญหาคือระบบทุนนิยมสามารถสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจได้ดี แต่เรื่องการกระจายผลที่เกิดจากการเติบโต ในแง่ของรายได้ที่เกิดขึ้นให้กับกลุ่มคนต่างๆ ในเศรษฐกิจนั้นทำได้ไม่ดี คือ คนส่วนน้อยได้ประโยชน์มากจากการเติบโตของเศรษฐกิจ ขณะที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ประโยชน์อย่างที่ควร เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำที่คนจำนวนน้อยร่ำรวยมาก แต่คนส่วนใหญ่มีแค่พออยู่พอกินหรือไม่ก็ยากจน และยิ่งเศรษฐกิจเติบโต ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนก็ยิ่งมีมากขึ้น หมายถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำรุนแรงขึ้น กรณีของประเทศไทย ซึ่งระบบเศรษฐกิจทำงานอยู่ภายใต้ระบบทุนนิยม ประเทศเราก็มีปัญหาความเหลื่อมล้ำมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เป็นปัญหาสำคัญของสังคม ซึ่งถ้าไม่พยายามแก้ไข ความรุนแรงของปัญหาอาจเป็นความเสี่ยงต่อความสมานฉันท์ เสถียรภาพและความยั่งยืนของเศรษฐกิจได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บทความ &amp;quot;เขียนให้คิด&amp;quot; วันนี้จะเขียนเรื่องนี้ เพื่อสร้างความเข้าใจว่าเรามีช่องทางอย่างไรหรือไม่ ที่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจสามารถเติบโต พร้อมลดแรงกดดันของปัญหาความเหลื่อมล้ำในเศรษฐกิจให้มีน้อยลง มองจากวิวัฒนาการของปัญหาที่เกิดขึ้นในเศรษฐกิจโลก ผ่านความสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจที่สามารถมีอิทธิพลต่อการกระจายรายได้ที่เกิดจากการเติบโตของเศรษฐกิจไปสู่กลุ่มคน หรือผู้เล่นต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้เราเข้าใจถึงความเป็นไปได้และข้อจำกัดของความพยายามที่จะแก้ไขปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้เล่นในระบบทุนนิยม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระบบทุนนิยม คือ ระบบเศรษฐกิจที่ทำงานตามกลไกตลาด ซึ่งผู้เล่นหลักจะมีอยู่สี่กลุ่ม กลุ่มแรก คือ นายทุน หรือเจ้าของทุนที่เป็นเจ้าของกิจการ รวมถึงนักลงทุนที่ลงทุนในหุ้นของบริษัทเหล่านี้ และผู้บริหารระดับสูงที่ได้รับส่วนแบ่งจากกำไรที่เกิดขึ้น กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มลูกจ้างและพนักงาน ที่ทำงานให้บริษัท หรือกิจการ ได้รับค่าจ้างและเงินสวัสดิการต่างๆ &amp;nbsp;เป็นการตอบแทน กลุ่มที่สาม คือ กลุ่มผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าของบริษัท ประกอบด้วยบุคคลต่างๆ อาชีพต่างๆ ทั้งในภาคเอกชนและภาครัฐที่ไม่ได้ทำงานให้บริษัท แต่มีรายได้จากทางอื่นที่ซื้อสินค้าและเป็นลูกค้าของบริษัท กลุ่มที่สี่ คือ รัฐบาลที่มีรายได้จากภาษีของประชาชน และนำเงินภาษีเหล่านี้มาใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือผู้เล่นสี่กลุ่มในระบบเศรษฐกิจ ที่ผลที่เกิดจากการเติบโตของเศรษฐกิจจะกระจายระหว่างคนสี่กลุ่มนี้ตาม &amp;quot;กฎเกณฑ์&amp;quot; ที่มีในสังคม เช่น ลูกจ้างและพนักงานจะได้รับส่วนแบ่งในรูปของเงินเดือนและสวัสดิการตามสัญญาได้ตกลงไว้กับบริษัท รัฐบาลได้ภาษีจากบริษัท และผู้ใช้แรงงานตามเกณฑ์ภาษีที่รัฐบาลกำหนดไว้ กลุ่มนายทุนได้กำไรจากส่วนต่างระหว่างราคาขาย ต้นทุน ค่าจ้าง และภาษี ส่วนกลุ่มผู้บริโภคคือกลุ่มคนที่จ่ายเงินซื้อสินค้าและสร้างรายได้ให้กับบริษัท ก็ได้สินค้าที่ซื้อไปบริโภคและได้ส่วนต่างระหว่างราคาที่ผู้ขายสินค้าได้ไปในการขายสินค้านั้นกับราคาของสินค้าที่ผู้บริโภคจริงๆ แล้วพร้อมจะจ่าย ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า ส่วนเกินของผู้บริโภค (consumer surplus) ซึ่งถ้ามีค่าเป็นบวกก็หมายถึงประโยชน์ที่ผู้บริโภคได้เพิ่มเติมจากการบริโภคสินค้านั้น นี่คือกลุ่มคนสี่กลุ่มที่ได้รับส่วนแบ่งจากการเติบโตของเศรษฐกิจ ตามบทบาทหน้าที่และตามกฎเกณฑ์ของสังคมที่ได้กำหนดไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จุดสำคัญที่ต้องตระหนักก็คือ การแบ่งปันผลของการเติบโตของเศรษฐกิจไปสู่กลุ่มคนต่างๆ นั้น จะเป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่สังคมมี ซึ่งผู้ที่ควบคุมว่ากฎเกณฑ์ควรเป็นอย่างไร ก็คือ รัฐบาลที่มีหน้าที่ในการเขียนกฎหมายและออกกฎเกณฑ์ต่างๆ &amp;nbsp;ทำให้รัฐบาลสามารถใช้อำนาจที่มีเขียนกฎเกณฑ์หรือออกระเบียบต่างๆ เช่น ภาษี เปลี่ยนแปลงการกระจายรายได้ไปสู่กลุ่มคนต่างๆ พูดง่ายๆ ก็คือ รัฐบาลสามารถใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎระเบียบที่จะกระทบการกระจายรายได้ในสังคม หมายความว่าผลจากการเติบโตของเศรษฐกิจที่ตกไปแก่คนแต่ละกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้าง นายทุน หรือผู้บริโภค สามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยการใช้อำนาจของรัฐบาล ดังนั้นรัฐบาลจึงมีบทบาทอย่างสำคัญที่จะแก้ไข หรือลดทอนปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ประเทศ หรือระบบเศรษฐกิจมี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทุนนิยมช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ตั้งแต่ปี 1945 เป็นต้นมา การเติบโตของระบบทุนนิยมเป็นเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาประเทศในเศรษฐกิจโลก นำโดยสหรัฐอเมริกาและกลุ่มพันธมิตร ส่วนหนึ่งเพื่อหยุดยั้งการเติบโตของลัทธิคอมมิวนิสต์ และระบบเศรษฐกิจสังคมนิยม ที่มีสหภาพโซเวียตและจีนเป็นผู้สนับสนุน ในช่วงนั้นบทบาทของรัฐบาลในการพัฒนาเศรษฐกิจเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญต่อการกระจายผลที่เกิดขึ้นจากการเติบโตไปสู่กลุ่มผู้ใช้แรงงาน ให้เป็นธรรมและเหมาะสม เพื่อลดการเอาเปรียบที่จะเป็นเงื่อนไขให้แนวคิดสังคมนิยมเติบโต ในช่วงนี้เราจึงเห็นการออกกฎหมายที่คล้ายๆ กันทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับการดูแลผลประโยชน์ของผู้ใช้แรงงาน เช่น การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ การจัดตั้งสหภาพแรงงาน การคุ้มครองการจ้างงานเพื่อไม่ให้ลูกจ้างถูกปลดออกจากงานอย่างไม่เป็นธรรม ระบบประกันสังคม รวมถึงแนวคิดของการปรับอัตราค่าจ้างขึ้นตามการเพิ่มของผลิตภาพการผลิต (productivity) ทำให้ค่าจ้างแรงงานเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนวทางเหล่านี้ทำให้เศรษฐกิจโลกเติบโตได้ดี พร้อมกับฐานะความเป็นอยู่ของกลุ่มผู้ใช้แรงงานและพนักงานที่ดีขึ้น นำมาสู่การเติบโตของ &amp;quot;ชนชั้นกลาง&amp;quot; ในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย แต่พอมาในช่วงต้นของทศวรรษ 1970 ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและการลงทุนของธุรกิจได้ทำให้ผลิตภาพการผลิตเพิ่มขึ้นสูงมาก ขณะที่อัตราค่าจ้างปรับขึ้นได้ช้ากว่า &amp;nbsp;ความแตกต่างนี้ทำให้ส่วนของผลผลิตหรือรายได้ที่ถูกแบ่งปันเป็นกำไรของเจ้าของทุนเริ่มขยายตัวมากกว่าสัดส่วนของค่าจ้างแรงงานในรายได้รวม ความแตกต่างระหว่างรายได้ของกลุ่มเจ้าของทุนและพนักงานลูกจ้างจึงเริ่มมีมากขึ้น แต่เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวจากปัญหาราคาน้ำมันแพง (oil shock) พร้อมกับอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น ทำให้ผู้บริโภคและกลุ่มเจ้าของกิจการถูกกระทบมาก การกระจายรายได้ในระบบเศรษฐกิจจึงไม่ได้โน้มไปทางที่จะขยายสัดส่วนรายได้ของกลุ่มเจ้าของกิจการในรายได้รวมให้เพิ่มขึ้นมาก ขณะที่รัฐบาลสูญเสียความน่าเชื่อถือในบทบาทการดูแลเศรษฐกิจจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยุคโลกาภิวัตน์และตลาดเสรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตและระบบสังคมนิยม ในช่วงปี 1989-90 ปรัชญาเศรษฐกิจเสรีนิยมและตลาดเสรีได้กลับมามีอิทธิพลในการทำนโยบายเศรษฐกิจทั่วโลก ภายใต้แนวคิดนี้ เศรษฐกิจที่มีบทบาทของภาครัฐน้อยลง และทุกอย่างเป็นไปตามกลไกตลาด จะนำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพกว่า แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่ยุคทองของการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจทั้งด้านการค้าและการลงทุน เปิดเสรีของการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ ลดข้อจำกัดและบทบาทของภาครัฐในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งผลที่เกิดขึ้นคือเศรษฐกิจโลกเติบโตมาก สัดส่วนการกระจายรายได้ในระบบเศรษฐกิจยิ่งเอื้อหรือให้ประโยชน์ต่อกลุ่มเจ้าของทุนและนักลงทุน ทำให้การกระจายรายได้แย่ลง และยิ่งเศรษฐกิจมีการเติบโต ปัญหาความเหลื่อมล้ำในระบบเศรษฐกิจก็ยิ่งมีมากขึ้น ทั้งความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศ และความเหลื่อมล้ำภายในประเทศ ในช่วงนี้ชัดเจนว่าบทบาทภาครัฐและนโยบายเศรษฐกิจได้เปลี่ยนจากการดูแลประโยชน์ของผู้ใช้แรงงานมาเป็นการให้ความสำคัญกับประโยชน์ที่จะมีต่อนักลงทุน เจ้าของกิจการ และกลุ่มนายทุน เช่น นโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และการปรับลดอัตราภาษีก้าวหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่มีมากขึ้น ทำให้สังคมเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับกำไรของภาคธุรกิจและความเหลื่อมล้ำที่ได้เพิ่มสูงขึ้น เกิดเป็นประเด็นว่าบริษัทธุรกิจควรมีบทบาทอย่างไรหรือไม่ในสังคม นอกเหนือจากการทำกำไร รวมถึงภาคธุริจควรทำอะไรหรือไม่ที่จะลดทอนปัญหาความเหลื่อมล้ำของประเทศ โดยใช้ความรู้ความสามารถ และทรัพยากรที่ภาคธุรกิจมีมาช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและคืนกำไรให้กับสังคม จากข้อสังเกตุนี้เราจึงเห็นความพยายามของบริษัทธุรกิจที่จะปรับตัว เพื่อลดแรงต่อต้านของสังคม โดยการมีโครงการความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility) ในระดับบริษัทและการจัดตั้งมูลนิธิและองค์กรทางสังคมที่จะช่วยเหลือผู้ที่ยากไร้หรือขาดโอกาสในสังคม โดยนักธุรกิจระดับอภิมหาเศรษฐีในรูปของ Philanthropy หรือการช่วยเหลือสังคม กลายเป็นรูปแบบใหม่ของระบบทุนนิยม ที่พยายามสร้างความเข้าใจว่าคนที่ร่ำรวยสามารถร่วมแก้ปัญหาของประเทศและช่วยเหลือสังคมได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ปัญหาความเหลื่อมล้ำก็ไม่ได้ดีขึ้น แต่กลับแย่ลง คือ ความเหลื่อมล้ำยิ่งรุนแรงขึ้น ขณะที่ความพยายามของกลุ่มเจ้าของทุนที่จะปรับตัวผ่านโครงการช่วยเหลือสังคมต่าง ๆ ก็ถูกมองว่า ไม่จริงจังและมักจะมีวาระทางการเมืองหรือธุรกิจซ่อนเร้นอยู่ เพราะนักธุรกิจก็คือ นักธุรกิจ มนต์ขลังของระบบตลาดเสรีมาถึงจุดสูงสุดในปี 2008 เมื่อเศรษฐกิจโลกเกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่มีต้นตอมาจากความเป็นเสรีของตลาด และการลงทุนและทำธุรกิจที่เสี่ยงและไม่ระมัดระวังของกลุ่มเจ้าของทุนและนักลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากวิกฤติเศรษฐกิจโลกถึงปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิบปีหลังการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลก ปี 2008 ภาวะเศรษฐกิจของโลกก็ยังไม่กลับเป็นปรกติ ระบบการเงินก็ยังไม่สามารถทำงานได้ดีเหมือนเดิม แม้รัฐบาลประเทศต่าง ๆ จะใช้ทรัพยากรมหาศาลในแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น มีการประมาณว่าวิกฤติเศรษฐกิจโลก ปี 2008 ได้สร้างความเสียหายมากกว่า 22 ล้าน ๆ ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบมากสุดจากวิกฤติที่เกิดขึ้น ก็คือ กลุ่มผู้ใช้แรงงาน และกลุ่มผู้บริโภค ขณะที่กลุ่มเจ้าของทุนโดยรวมกลับได้ประโยชน์ โดยเฉพาะผู้ที่ใกล้ชิดกับการช่วยเหลือของภาครัฐ ทำให้ในช่วงสิบปีหลังวิกฤติเศรษฐกิจ ปี 2008 ปัญหาความเหลื่อมล้ำในระบบเศรษฐกิจโลกจึงไม่ดีขึ้น แต่กลับแย่ลง คือ ความเหลื่อมล้ำมีมากขึ้นในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลกระทบต่อประชาชนจากวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ทำให้ประชาชนในหลายประเทศเริ่มหมดศรัทธาต่อระบบทุนนิยม ผู้ทำนโยบาย และการเมืองในระบบเลือกตั้ง ว่าไม่สามารถป้องกันและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ นำไปสู่การมองหาผู้นำที่เข้มแข็งเพื่อแก้ไขปัญหา และการเมืองแบบประชานิยม ที่ปฏิเสธกฎเกณฑ์และความสัมพันธ์เดิม ๆ ที่เคยเป็นพื้นฐานความสำเร็จของระบบทุนนิยมในอดีต ที่สำคัญคนรุ่นใหม่เริ่มมองหาทางเลือกใหม่ที่จะให้ความหวังและให้คำตอบต่อความยากลำบากที่กำลังเกิดขึ้นเพื่ออนาคตของพวกเขา ล่าสุด คือ ผลสำรวจความเห็นของคนรุ่นหนุ่มสาวในสหรัฐอเมริกา คือ Gen Z และ Millennial ที่ 70% ของประชากรในวัย Millennial คือ อายุระหว่าง 18-34 ปี พร้อมที่จะลงคะแนนเลือกนักการเมืองที่มีแนวคิดสังคมนิยมเป็นผู้แทน ท่าทีดังกล่าวจะมีผลอย่างสำคัญต่อการเมืองสหรัฐในช่วงต่อไป และการเมืองของประเทศไทยเองก็คงจะถูกกระทบในลักษณะเดียวกันจากปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ประเทศมี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แล้วระบบทุนนิยมจะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำตอบ คือ ภาครัฐในการทำหน้าที่จะต้องให้ความสำคัญกับกลุ่มคนที่สาม คือผู้บริโภคมากขึ้น และใช้พลังของกลุ่มผู้บริโภคมาเป็นตัวถ่วงดุลที่จะลดปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่ให้แย่ลงหรือเลวร้ายไปกว่านี้ เพราะกลุ่มผู้ใช้แรงงานกำลังอ่อนแรงลงจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ การว่างงาน และผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อการมีงานทำ ทำให้กลุ่มผู้บริโภคในแง่จำนวนจะยิ่งเติบโต ที่สำคัญการติดต่อสื่อสารโดยอินเตอร์เน็ต และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น โทรศัพท์มือถือ ยิ่งจะทำให้พลังของผู้บริโภคมีมากขึ้น เพราะสามารถที่จะรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว เพื่อประท้วงหรือเรียกร้องในประเด็นที่ทุกคนถูกกระทบหรือมีความรู้สึกร่วมกัน ตัวอย่างเช่น ในปีนี้การประท้วงที่เกิดขึ้นใน 24 ประเทศทั่วโลก ล้วนมาจากการรวมตัวของผู้บริโภคผ่านเครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่ทั้งสิ้น และต้นตอหรือความห่วงใยที่นำมาสู่การประท้วงส่วนใหญ่ก็คือ เรื่องเศรษฐกิจ ที่สำคัญการประท้วงทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถมีผลโดยตรงต่อการทำนโยบายของภาครัฐ และทรงพลังกว่าการประท้วงของกลุ่มผู้ใช้แรงงานในอดีต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือปรากฏการณ์ใหม่ที่ทั้งภาครัฐและกลุ่มนายทุนหรือเจ้าของธุรกิจจะต้องตระหนักและต้องปรับตัว เพื่อใช้พลังและความเดือดร้อนของผู้บริโภคให้เป็นประโยชน์ต่อการลดทอนปัญหาความเหลื่อมล้ำ เป็นความท้าทายที่ไม่เคยมีมาก่อนที่สังคมต้องพยายามใช้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นให้เป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหา ที่ผ่านมาชัดเจนว่า การดูแลผลประโยชน์ของผู้ใช้แรงงานอย่างที่ได้เกิดขึ้นไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ขณะที่การเอื้อต่อประโยชน์ของกลุ่มเจ้าของทุน และธุรกิจภายใต้กลไกตลาดเสรีก็ทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำยิ่งรุนแรงขึ้น ช่องทางที่เหลืออยู่ จึงมีทางเดียว คือ กลุ่มผู้บริโภค ที่กำลังมีบทบาทมากขึ้นในสังคม ทั้งในเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจ ผลักดันโดยภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและปัญหาความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่ เป็นความท้าทายของการหาทางออกให้กับปัญหาที่มีอยู่ในสังคมแต่เนิ่น ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มีความเสี่ยงที่ปัญหาใหญ่จะเกิดขึ้นตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์เขียนให้คิด
ดร.บัณฑิต นิจถาวร
ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50546</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.บัณฑิต นิจถาวร, ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล, เขียนให้คิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190823/image_big_5d5fca4656c84.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
