<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>63881</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/04/2020 07:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/04/2020 07:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.สุวินัย&#039;วิเคราะห์สถานการณ์โควิด-19จะเดินไปทิศทางไหน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 เม.ย.2563 - &amp;nbsp;ดร.สุวินัย ภรณวลัย ประธานยุทธศาสตร์วิชาการ สถาบันทิศทางไทย โพสต์เฟซบุ๊กอย่างยาววิเคราะห์ถึงสถานการณ์โควิด-19 มีเนื้อหาว่า จากเพจของคุณกานต์ ยืนยง ผมตัดสินใจลำบากเหมือนกันที่จะโพสต์รายงานฉบับนี้ คิดอยู่หลายตลบเหมือนกันด้วยเหตุผลหลายอย่าง แต่ในที่สุดผมก็ตัดสินใจว่าก็คงจำเป็นที่จะต้องพูดถึง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ผมเคยพูดว่าสงครามกับโรคระบาดโควิด-19 เป็นสงครามยืดเยื้อ (protracted war) หมายถึงมันจะไม่สิ้นสุดโดยง่ายในห้วงเวลา 1-2 เดือน โรคระบาดไข้หวัดสเปนเกิดการระบาดสามระลอกคร่าชีวิตคนไปอย่างต่ำ 17 ล้านคน ส่วนเชื้อโคโรนาไวรัสในปัจจุบันเกิดการกลายพันธุ์ โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่อินเดียมีลักษณะพันธุกรรมที่ต่างไปจากสายพันธุ์ที่มีการแพร่ระบาดขณะนี้มาก และมีแนวโน้มที่จะทำให้วัคซีนที่เร่งค้นคว้าตอนนี้อาจไม่สามารถใช้งานได้ (ดูงานวิจัยเรื่องนี้ได้ที่ https://www.biorxiv.org/content/10.1101/2020.04.09.034942v1 และ https://www.medrxiv.org/conte&amp;hellip;/10.1101/2020.04.14.20060160v1 ; ทั้งสองงานวิจัยนี้เป็น non-peer reviewed / Preprint) ที่เคยคิดว่าโรคระบาดนี้จะสิ้นสุดภายใน 12 - 24 เดือนเนื่องจากสามารถค้นพบวัคซีนใหม่ได้ จึงอาจจะไม่จริง เพราะต่อให้วัคซีนผ่านขั้นตอนสุดท้ายในการทำ clinical trial ก็อาจจะไม่ทันต่อการกลายพันธุ์ครั้งใหม่ ๆ ในไวรัส ซึ่งความสามารถในการกลายพันธุ์ของไวรัสนี้มีลักษณะคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ ที่ทำให้ไม่สามารถใช้วัคซีนป้องกันได้อย่างได้ผล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.มีงานวิจัยบ่งชี้ว่าปัจจัยเรื่องการใช้หน้ากากอนามัยไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดในการหยุดยั้งการระบาดของโรค (ดูงานวิจัยเรื่องนี้ได้ที่นี่ https://www.medicalnewstoday.com/&amp;hellip;/new-study-questions-the-&amp;hellip; ; ความจริงเป้าหมายในการใช้หน้ากากอนามัยไม่ใช่เพื่อป้องกันไม่ให้รับเชื้อ แต่มีวัตถุประสงค์ในการลดโอกาสผู้ติดเชื้อแต่ไม่รู้ตัวว่าเป็นพาหะไม่ให้แพร่กระจายเชื้อออกไปเพิ่มขึ้น) แต่ปัจจัยชี้ขาดในการหยุดยั้งการแพร่ระบาดคือเรื่องการทำการชะงักเมือง (city lockdown) และการวางระยะห่างทางสังคม (social distancing) รวมทั้งการตรวจค้นและแยกผู้ป่วยที่มีอาการออกมากักกันเอาไว้เป็นระยะเวลาอย่างต่ำ 14 วัน (ทั้ง state quarantine และ volunteering quarantine) ซึ่งถือเป็นเวลาครอบคลุมช่วงระยะฟักตัวของเชื้อ ยิ่งทำมาตรการเหล่านี้เร็วขึ้นเท่าใดก็จะยิ่งได้ผลป้องกันความเสียหายได้มากเท่านั้น แต่วิธีนี้ยังมีปัญหาอยู่ ผมจะชี้ในข้อต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.อเมริกาเป็นประเทศที่เสมือนยักษ์หลับ เครื่องเดินช้า แต่เมื่อลุกตื่นขึ้นมาแล้ว จุดเครื่องติด ก็มักจะสร้างการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ได้เสมอ เหมือนสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ในช่วงเริ่มต้นของสงครามดูเสมือนหนึ่งว่าอเมริกาเสียเปรียบต่อฝ่ายอักษะ โดยเฉพาะญี่ปุ่นในสมรภูมิแปซิฟิก แต่เมื่ออเมริกาตั้งหลักได้ และระดมทรัพยากรอย่างเต็มที่ เศรษฐกิจสงครามของอเมริกาเหนือกว่าญี่ปุ่นอย่างมาก เทคโนโลยีที่ดูล้ำหน้าในตอนแรกของญี่ปุ่น อย่างการลดน้ำหนักเครื่องบินซีโร่ ทำให้สร้างความได้เปรียบเรื่องความคล่องตัวในระยะแรกของสงครามในที่สุดก็ไม่สามารถไล่กวดทันการสร้างนวัตกรรมของสหรัฐอเมริกาในระยะหลังได้ ระเบิดปรมาณูทั้งสองลูกจากผลการระดมเหล่าบรรดานักวิทยาศาสตร์หัวกระทิในโครงการแมนฮัตตันเป็นข้อพิสูจน์อย่างดีในเรื่องนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องโรคระบาดครั้งนี้ก็เช่นกัน ก็จำต้องประเมินสถานการณ์ในระยะยาว ผมเฝ้าติดตามโครงการ P3 (The Pandemic Prevention Platform) ของ DARPA มาโดยตลอด ในช่วงแรกก็รู้สึกแปลกใจอยู่เหมือนกันว่า ถ้าอเมริกามีเทคโนโลยีที่อยู่ในชั้นแนวหน้าขนาดนี้ ทำไมถึงปล่อยให้มียอดผู้ติดเชื้อ และผู้เสียชีวิตมากขนาดนี้ได้ (ตอนนี้คือเป็นยอดผู้เสียชีวิตจำนวนมากที่สุดในโลก)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในความเป็นจริง การดำเนินนโยบายของอเมริกามีข้อจำกัดหลายประการ โดยเฉพาะในปัจจุบันการเมืองอเมริกามีลักษณะแบ่งขั้วอย่างรุนแรง โดยเฉพาะประธานาธิบดีทรัมป์ซึ่งมีฐานเสียงส่วนหนึ่งอิงอยู่กับพวกทฤษฎีสมคบคิด และพวกมีแนวโน้มต่อต้านวิทยาศาสตร์ ต่อต้านผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญ โดยเชื่อว่าเป็นเครื่องมือของรัฐเผด็จการ อาทิเช่น ต่อต้านเรื่องโลกร้อน ต่อต้านการใช้วัคซีนเป็นต้น นอกจากนี้ก็มีข้อสงสัยและต่อต้านการทำนโยบาย surveillance ในรูปแบบต่าง ๆ เพราะถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ลำพังข้อจำกัดเหล่านี้ก็บดบังศักยภาพการตัดสินใจเรื่องนโยบายมากพออยู่แล้ว ทั้งนี้ยังไม่รวมการประเมินต่ำต่อสถานการณ์และการขาดความเข้าใจของตัวประธานาธิบดีทรัมป์เอง ยิ่งถ้าไม่สามารถสะสมโมเมนตัมทางการเมืองได้มากพอหรือไม่ใช่สถานการณ์ที่สุกงอมพอ ต่อให้เป็นประธานาธิบดีที่มีความนิยมสูงกว่าประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ก็ยังดำเนินนโยบายอย่างเช่นการชะงักเมืองเหล่านี้ในช่วงเริ่มต้นการระบาดของโรคได้อย่างยากลำบาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการ P3 ยังมีช่องโหว่ในช่วง 60 วันแรก (ซึ่งในห้วงเวลานี้จำเป็นที่ผู้นำต้องใช้นโยบายที่เข้มงวดเพื่อสะกัดกั้นการระบาดดังที่ระบุไปข้างต้น) เพราะที่ห้องทดลองจำเป็นจะต้องได้รับสารพันธุกรรมตัวอย่างในปริมาณมากพอ แล้วหลังจากนั้นก็ผลิต วัคซีน แอนติบอดี ชุดทดสอบ ฯลฯ แล้วต้องรอผ่านขั้นตอนการทำ clinical trial จนมีความปลอดภัยพอ แล้วรอการอนุมัติให้ใช้งานได้ในคนทั่วไปจาก FDA ที่สำคัญโครงการ P3 มีการใช้เทคโนโลยีและแนวคิดสมัยใหม่ อย่างกรณีการสร้างชุดทดสอบไม่ใช่ใช้เทคนิคแบบ RT-PCR ซึ่งคนคิดเทคนิคแบบ RT-PCR ได้ก่อนคือแล็ปในเยอรมนีแล้วในภายหลัง WHO ได้ตรวจสอบแล้วรับรองให้สามารถใช้เป็นมาตรฐานได้ทั่วโลก (ดูข้อมูล https://www.eurosurveillance.org/&amp;hellip;/1560-7917.ES.2020.25.3.2&amp;hellip;) แต่เทคโนโลยีใหม่นี้ ใช้ความสามารถของ CRISPR CAS-13 ในการแยกสารพันธุกรรมออกมาตรวจสอบ ระยะเวลาการทดสอบจะใช้เวลาสั้นกว่า RT-PCR และมีต้นทุนต่ำกว่า (งานวิจัยอีกชิ้นใช้ CRISPR CAS-12 ดูที่ https://www.nature.com/articles/s41587-020-0513-4) ส่วนเรื่องการใช้ยารักษา (therapeutic) จากแอนติบอดี การผลิตวัคซีน ทั้งชั่วคราวออกผลระยะสั้นและถาวร ต่างก็ล้วนใช้เทคโนโลยีใหม่ล้ำหน้าทั้งสิ้น อย่างเดิมทีระยะเวลาในการผลิตวัคซีนเหล่านี้ต้องใช้เวลาราว 10 ปี ใช้เงินลงทุนนับพันล้านเหรียญสหรัฐ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้ย่นเวลาให้สั้นลงมาก อย่างที่เราเห็นว่าระยะเวลาเป้าหมายลดลงมาเหลือเพียง 12 - 18 เดือนเท่านั้น หรืออาจจะเร็วกว่านั้นอีก ที่สำคัญเทคโนโลยีเหล่านี้ผ่านการทดสอบกับการใช้งานมากับการระบาดของไวรัสอีโบลามาแล้ว จึงไม่ใช่การลองผิดลองถูก แต่เป็นการหวังผลอย่างแท้จริง การใช้ยารักษาจากแอนติบอดี กับวัคซีนชั่วคราวมีเป้าหมายเพื่อเจาะจงใช้กับบุคลากรทางการแพทย์เพื่อป้องกันการติดต่อจากโรคระบาด จึงได้อีกชื่อหนึ่งว่า &amp;quot;การสร้างแนวกันไฟ&amp;quot; (firebreak technology)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.วิธีคิดของ P3 ไม่ใช่เกิดขึ้นมาเพื่อรับมือกับการระบาดของโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่เป็นวิธีคิดที่มีจุดมุ่งหมายในการ &amp;quot;ต่อต้านภัยคุกคามทางชีวภาพ&amp;quot; ไม่ว่าจะเกิดจากสงครามชีวภาพและการก่อการร้ายชีวภาพ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากข้อเสนอของกลุ่มที่ปรึกษา JASON (BIOTECHNOLOGY: GENETICALLY ENGINEERED PATHOGENS) โปรดดู https://apps.dtic.mil/dtic/tr/fulltext/u2/a556597.pdf โดยที่กลุ่ม JASON เป็นที่ปรึกษาทางเทคโนโลยีของหน่วยวิจัยกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ และมีบทบาทชี้นำให้กับ DARPA อย่างสำคัญ กลุ่ม JASON นี้ถูกก่อตั้งขึ้นมาใหม่แยกต่างหากจากคณะที่ปรึกษาชุดเดิมอย่าง กลุ่มห้องวิจัย Los Alamos และ MIT Radiation Laboratory สำหรับที่มาของชื่อ JASON นั้นเป็นชื่อเจสันในตำนานเทพนิยายกรีกเรื่องตำนานขนแกะทองคำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นจึงไม่แปลกที่หน่วยวิจัยกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ จึงตั้งเป้าให้โครงการ P3 สร้างระบบป้องกันรับมือกับภัยคุกคามทางชีวภาพฯ อย่างครบวงจร และกำหนดระยะเวลาเป้าหมายในการวางแนวป้องกันในระยะเวลาไม่เกิน 60 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในสหรัฐฯ เริ่มมีการวางนโยบายป้องกันภัยคุกคามทางชีวภาพฯ นี้ตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีบุชผู้ลูก แต่เนื่องจากในยุคสมัยนั้นภัยคุกคามหลักมาจากการก่อการร้าย ถึงแม้จะมีการเก็งกันว่าอาจมีการใช้อาวุธชีวภาพดังเช่นที่กังวลการโจมตีด้วยเชื้อแอนแทร็กซ์ แต่ก็พิสูจน์แล้วว่ากลุ่มก่อการร้ายใช้อาวุธตามแบบ หรือไม่ก็ใช้เทคนิคแบบสงครามอสมมาตร (asymmetric warfare) มากกว่าสงครามชีวภาพ แต่ในที่สุดนโยบายการป้องกันภัยคุกคามชีวภาพฯ นี้ก็มาสมบูรณ์สมัยประธานาธิบดีโอบามา ในแผนนโยบาย มีทั้งการประเมินเรื่องลักษณะการระบาดของโรค ซึ่งใช้การประเมินด้วยแบบจำลองทั้ง SIR, MSIR, MSEIR, MSEIRS มีการประเมินผลของข้อจำกัดจากศักยภาพสาธารณสุขในการรับมือกับโรคระบาด และผลกระทบทางเศรษฐกิจทั้งหมดอย่างเป็นระบบ ที่สำคัญคือยังมีคู่มือการตัดสินใจทางนโยบายเสนอต่อประธานาธิบดีอีกด้วย (Playbook) คือเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนั้น หรือเช่นนี้คือใน playbook จะมีข้อเสนอทางนโยบายต่อประธานาธิบดีว่าจะต้องมีการตอบสนองอย่างไร และใช้เครื่องมืออย่างไร ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงจุดสิ้นสุดวิกฤติการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากเรื่องการออกแบบนโยบาย ยังมีการจัดทำเวิร์กช็อปเพื่อซักซ้อมความเข้าใจระหว่างผู้บริหารนโยบายระดับสูงของสหรัฐฯ เพื่อเตรียมการรับมือภัยคุกคามทางชีวภาพฯ นี้ด้วย ในชื่อว่า &amp;quot;Clade-X&amp;quot; (โปรดดูเวิร์กช็อปนี้ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=rsha-Ui2Cww) ซึ่งในที่นี้เป็นการจำลองการระบาดจากไวรัสที่ถูกสร้างขึ้นในห้องทดลองที่ชื่อว่า Clade-X จากปีกสุดขั้วขององค์กรสมมติที่มีชื่อว่า &amp;ldquo;A Brighter Dawn&amp;rdquo; (ABD) ที่มีเป้าหมายในการใช้ไวรัสเพื่อลดประชากรของมนุษย์เพื่อแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน เพราะเนื่องจากในที่สุดแล้วปัญหาทั้งหมดเรื่องสภาวะโลกร้อนและการเสียสมดุลทรัพยากรที่มีจำกัดของโลกนี้ สามารถลดทอนลงมาเป็นเพียงปัญหาประชากรล้น (overpopulation) เท่านั้น เวิร์คช็อปนี้มีการจัดขึ้นโดย the Johns Hopkins Center for Health Security เมื่อ 15 พฤษภาคม 2560 ซึ่งเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับการที่หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ และสถานทูตสหรัฐฯ เริ่มส่งข่าวกรองเรื่องความน่าสงสัยในเรื่องความปลอดภัยของสถาบันวิจัยไวรัสแห่งอู่ฮั่น (Wuhan Institute of Virology, WIV) ที่มีระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพในระดับ 4 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด (อนึ่งเรื่องเป้าหมายและขีดความสามารถของสถาบันวิจัยไวรัสอู่ฮั่น ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนซึ่งผมจะละเอาไว้ไม่พูดถึงอย่างละเอียดในรายงานฉบับนี้)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเวิร์คช็อปนี้มีการประเมินสถานการณ์อย่างละเอียด ถึงขนาดที่ว่าคาดว่าการผลิตวัคซีนมีปริมาณจำกัด ไม่สามารถแจกจ่ายให้จนครบประชากรทุกคน ทางเลือกทางนโยบายหนึ่งในการแก้ปัญหานี้คือการสุ่มผู้ได้รับวัคซีนขึ้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.เราสามารถทำการสังเคราะห์ หรือสร้างไวรัสขึ้นมาใหม่จากศูนย์ได้จากการทราบข้อมูลรหัสพันธุกรรม การทดลองการสร้างไวรัสใหม่นี้มีการทำขึ้นเป็นครั้งแรก จากงานวิจัยสร้างไวรัสโปลิโอตามข้อมูลในรหัสพันธุกรรมตั้งแต่เมื่อ 18 ปีก่อน ในปี 2545 งานวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากกระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาและการป้องกันเป็นหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีข้อสงสัยว่าเชื้อโคโรนาไวรัสอาจถูกสร้างขึ้นมาใหม่ ที่สถาบันวิจัยไวรัสแห่งอู่ฮั่น เป้าประสงค์ในการสร้างเชื้อโคโรนาไวรัสไม่เป็นที่แน่ชัด ในช่วงต้นมีคำสั่งให้กวาดล้างเอกสารที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยทั้งหมด มีการลบข้อมูลของนักวิจัยบางคนในสถาบันออกไป มีข้อสงสัยว่าผู้ป่วยหมายเลขศูนย์ (patient zero) ไม่ใช่ผู้ป่วยที่เกิดการติดต่อในตลาดสดอู่ฮั่น แต่ไวรัสนี้ไม่ได้มีเป้าหมายในการทำเป็นอาวุธชีวภาพโดยตรง มีความเป็นได้สูงที่อาจมีการรั่วไหลออกมาจากห้องปฏิบัติการ ทั้งนี้เคยมีนักวิจัยจากฝรั่งเศสเคยส่งคำเตือนเรื่องการรั่วไหลนี้มาก่อนหน้านี้แล้ว อย่างไรก็ตามเมื่อต้นเดือนมีนาคมมีห้องวิจัยในสวิสได้ทำการสร้างเชื้อโคโรนาไวรัสขึ้นมาใหม่จากศูนย์ ตามรหัสพันธุกรรมที่มีการเผยแพร่กันอยู่ นี่เป็นข้อพิสูจน์ในทางปฏิบัติที่แสดงว่าการสังเคราะห์เชื้อโคโรนาไวรัสขึ้นมาใหม่นี้มีความเป็นไปได้ ทั้งนี้การสร้างไวรัสขึ้นมาใหม่ตามปกติจะต้องได้รับการอนุญาต และมีการกำกับควบคุมจากหน่วยงานรัฐอย่างเข้มงวด และจะต้องทำการปฏิบัติการในห้องวิจัยที่มีความปลอดภัยระดับ ๔ ที่มีความปลอดภัยสูงสุดเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.ปัจจุบันมีผลการทดสอบจากชุดทดสอบในสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมากกว่าสี่ล้านเคส ซึ่งมากที่สุดในโลก หรือเฉลี่ยวันละ 1 แสน 5 หมื่นเคส (ตามมาด้วยเยอรมนีที่ 1.7 ล้านเคส รัสเซีย 1.6 ล้านเคส และอิตาลี 1.1 ล้านเคส)
เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา มีข้อเสนอที่เป็นแผนนำร่องสร้างการยืดหยุ่นทนทานต่อโรคระบาด (ROADMAP TO PANDEMIC RESILIENCE) จาก Edmond J. Safra Center for Ethics แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ โดยให้รัฐบาลสหรัฐฯ ขยายการทดสอบขึ้นไปให้ถึงระดับวันละ 5 ล้านครั้ง โดยอาจต้องใช้อาสาสมัครทำการทดสอบด้วยชุดทดสอบราว 3 แสนคน ข้อเสนอนี้ใช้คำว่า &amp;quot;Massive Scale Testing, Tracing, and Supported Isolation&amp;quot; (TTSI) ซึ่งผมเห็นว่ามีความต่างจากคำว่า &amp;quot;Contact Tracing&amp;quot; ซึ่งเป็นการทำการทดสอบแบบจำกัดวง ที่ทางกระทรวงสาธารณสุขใช้เป็นมาตรฐานอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเห็นว่าแผนนำร่องฯ นี้มีความสอดคล้องกับ โครงการ P3 นโยบายรับมือภัยคุกคามทางชีวภาพฯ และเวิร์กช็อป &amp;quot;Clade X&amp;quot; ในระดับหนึ่งอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเสนอให้รัฐบาลทำการศึกษาแผนนำร่องฯ นี้อย่างละเอียด และหากเห็นความเป็นไปได้ ควรทุ่มทรัพยากรของประเทศทั้งหมด เพื่อดำเนินการตามแนวทางนี้ เพื่อสร้างแผน modernizing disease surveillance อย่างเต็มรูปแบบ ในระดับประเทศไทยควรทำการทดสอบให้ได้วันละ 1 ล้านเคส เพื่อตรวจการกระจายตัวของเชื้อและวางแผนป้องกันและจำกัดบริเวณการระบาดอย่างเป็นระบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันประเทศต่าง ๆ กำลังตกอยู่ในระหว่างทางเลือกนโยบายเขาควาย คือระหว่าง &amp;quot;ปิดเมืองรักษาชีวิต แต่จมเศรษฐกิจ&amp;quot; กับ &amp;quot;เปิดเมืองกู้เศรษฐกิจ แต่สูญเสียชีวิต&amp;quot; ผมเห็นว่าทางเลือกทางแรกเป็นทางเลือกทางนโยบายที่บีบให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในระยะยาว ในขณะที่ทางเลือกทางที่สองเป็นทางเลือกที่อับจนปัญญา ขาดความรู้ความเข้าใจต่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ และไร้ความรับผิดชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางเลือกตามแผนนำร่องฯ นี้ ซึ่งกำหนดเป้าหมายการเปิดเมืองแบบสมบูรณ์ภายในเดือนสิงหาคม น่าจะเป็นทางออกที่สมเหตุสมผลและไม่ตกอยู่ในเขาควายทางนโยบายข้างต้น ส่วนการพิจารณาเรื่อง การใช้วัคซีนทั้งชั่วคราวและถาวร การใช้ยารักษาแบบแอนติบอดี ตลอดจนการใช้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างเบ็ดเสร็จภายหลังจากการควบคุมโรคได้อย่างสมบูรณ์ ควรพิจารณาให้เป็นลำดับความสำคัญถัดไปภายหลังจากการดำเนินตามแผนนำร่องฯ มีความสำเร็จตามสมควร ทั้งนี้การขยายขีดความสามารถในการทดสอบ และการพิจารณาแผนประคับประคองทางเศรษฐกิจเป็นข้อจำเป็นเร่งด่วนอันดับแรก อนึ่งขีดความสามารถในการสร้างเทคโนโลยีการทดสอบที่ใช้เทคโนโลยี CRISPR-CAS13 ขณะนี้ในไทยมีการทำอยู่และกำลังดำเนินการตรวจสอบเพื่อเทียบเคียงความแม่นยำกับชุดผลทดสอบมาตรฐานที่ใช้เทคนิคแบบ RT-PCR&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อเสนอของคุณกานต์กล้าหาญมากและซื่อตรงต่อข้อมูลและองค์ความรู้อย่างรอบด้าน ผมขอส่งต่อไปให้ถึงผู้มีอำนาจในการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุปย่อๆ
(1) คุณสมบัติการกลายพันธุ์ของเจ้าโควิดสูงกว่าที่นักวิจัยคาดคิดไว้มาก การผลิตวัคซีนอาจไม่สำเร็จภายใน 18 เดือน โลกอาจต้องอยู่กับโควิดตัวนี้นานเป็นปีๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(2) city lockdown กับ social distancing และการกักตัวผู้สงสัยติดเชื้อ 14 วัน คือปัจจัยชี้ขาดในการควบคุมการระบาดของโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(3) ในที่สุดคิดว่า DARPA ของอเมริกาจะคิดค้นวัคซีนสำเร็จ ไม่ใช่ประเทศอื่นเพราะมีวิทยาการที่ล้ำสุดและบุคคลากรพร้อมที่สุดในโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(4) การมีแผนนำร่องที่ทนทานยืดหยุ่นต่อโรคระบาด (Roadmap To Pandemic Resilence) เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งสำหรับทุกประเทศ ดังนั้นไทยควรศึกษาเรื่องนี้จากอเมริกา
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63881</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.สุวินัย ภรณวลัย, ประธานยุทธศาสตร์วิชาการ สถาบันทิศทางไทย, เฟซบุ๊ก, โควิด-19, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180531/image_big_5b0f6e332e7ce.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
