<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119330</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2021 18:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2021 18:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน กร้าว ไต้หวันไม่ยอมศิโรราบจีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ไช่ อิงเหวิน ประธานาธิบดีหญิงของไต้หวัน ประกาศกร้าวเนื่องในวันชาติว่า ไต้หวันจะไม่ยอมศิโรราบต่อแรงกดดันของจีนและจะเสริมสร้างการป้องกันประเทศเพื่อปกป้องวิถีชีวิตแบบประชาธิปไตย หลังจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ลั่นวาจาจะทำให้การรวมชาติเป็นจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน แสดงสุนทรพจน์เนื่องในวันชาติไต้หวัน 10 ตุลาคม 2564 (Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายงานรอยเตอร์และเอเอฟพีกล่าวว่า สุนทรพจน์ของประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน แห่งไต้หวัน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม 2564 มีออกมา 1 วันให้หลังประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน สร้างความตกใจระคนโกรธแค้นแก่ชาวไต้หวัน ด้วยการประกาศกลางมหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่ง ว่าการรวมชาติอย่างสมบูรณ์กับไต้หวันจะเกิดขึ้นและสามารถเป็นจริงได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีสีไม่ได้กล่าวถึงการใช้กำลังทหารโดยตรง แต่บอกว่า เขาอยากให้เป็น &amp;quot;การรวมชาติอย่างสันติ&amp;quot; แต่ไต้หวันตอบโต้ว่า มีเพียงชาวไต้หวันเท่านั้นที่สามารถตัดสินอนาคตของตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์ข้ามช่องแคบไต้หวันตึงเครียดที่สุดในรอบหลายสิบปี นับแต่ไช่ ซึ่งปฏิเสธว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน ชนะการเลือกตั้งเมื่อ 5 ปีก่อน รัฐบาลจีนภายใต้การนำของสีตัดช่องทางการสื่อสารอย่างเป็นทางการและเพิ่มแรงกดดันทั้งทางเศรษฐกิจ, การทูต และการทหาร ต่อดินแดนประชาธิปไตยที่มีประชากร 23 ล้านคนแห่งนี้ ซึ่งแยกปกครองตนเองนับแต่สิ้นสุดสงครามกลางเมืองจีนเมื่อปี 2492&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลายเดือนที่ผ่านมาจีนยิ่งกดดันทางทหารหนักขึ้น รวมถึงการส่งเครื่องบินรุกล้ำเขตแสดงตนเพื่อการป้องกันภัยทางอากาศ (เอดีไอแซด) รวมถึงการฝึกจำลองการรุกรานไต้หวัน สถานการณ์ร้อนระอุที่สุดนับแต่วันชาติของจีนเมื่อ 1 ตุลาคม โดยจีนส่งเครื่องบินรบเข้าเขตเอดีไอแซดของไต้หวันรวมแล้วเกือบ 150 เที่ยวภายในเวลา 4 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในสุนทรพจน์เนื่องในวันชาติของสาธารณรัฐจีน หรือชื่ออย่างเป็นทางการของไต้หวัน เมื่อวันอาทิตย์ ไช่กล่าวว่า เธอหวังว่าความตึงเครียดข้ามช่องแคบไต้หวันจะผ่อนคลายลง ไต้หวันจะไม่หุนหันพลันแล่น แต่จีนก็ไม่ควรมีมายาคติว่าชาวไต้หวันจะยอมศิโรราบต่อแรงกดดัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราจะยังคงเสริมการป้องกันประเทศของเราต่อไป และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะป้องกันตนเอง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครสามารถบังคับไต้หวันเดินบนเส้นทางที่จีนวางไว้สำหรับเรา&amp;quot; ไช่กล่าวสุนทรพจน์ด้านนอกทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงไทเป &amp;quot;นี่เป็นเพราะเส้นทางที่จีนวางไว้นั้น ไม่ได้มอบวิถีชีวิตที่เสรีหรือเป็นประชาธิปไตยแก่ไต้หวัน หรือให้อำนาจอธิปไตยแก่คน 23 ล้านคนของเรา&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนเสนอรูปแบบการปกครองตนเองแบบ &amp;quot;หนึ่งประเทศ สองระบบ&amp;quot; แก่ไต้หวัน คล้ายคลึงกับของฮ่องกง แต่พรรคการเมืองใหญ่ทุกพรรคของไต้หวันไม่ยอมรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการปราบปรามในฮ่องกง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้นำไต้หวันย้ำอีกครั้งถึงข้อเสนอของเจรจากับจีนบนพื้นฐานของ &amp;quot;ความเท่าเทียมกัน&amp;quot; ซึ่งรัฐบาลปักกิ่งปฏิเสธมาโดยตลอด และกล่าวอีกว่า เธอสนับสนุนให้จีนและไต้หวันคงสถานภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไช่เตือนด้วยว่า สถานการณ์ของไต้หวันขณะนี้มีความซับซ้อนและไหลลื่นมากกว่าช่วงเวลาใดในรอบ 72 ปีที่ผ่านมา และการแสดงธงทางทหารของจีนอย่างสม่ำเสมอในเขตป้องกันภัยทางอากาศของไต้หวันกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติและความปลอดภัยทางการบินอย่างร้ายแรง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119330</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีน, ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง, ประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน, รวมชาติไต้หวัน, วันชาติไต้หวัน, ไต้หวัน, ไม่ยอมศิโรราบจีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211010/image_big_6162ccfebe267.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110904</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2021 23:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2021 23:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประธานาธิบดีจีนเยือนทิเบตครั้งแรกในรอบ 31 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สื่อทางการจีนรายงานภารกิจการเดินทางเยือนทิเบตของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นการเยือนเขตปกครองตนเองแห่งนี้โดยผู้นำจีนเป็นครั้งแรกในรอบ 31 ปี นับแต่ประธานาธิบดีเจียง เจ๋อหมิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Artyom Ivanov\TASS via Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีและบีบีซีกล่าวว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เดินทางเยือนทิเบตตั้งแต่วันพุธที่ผ่านมา แต่สื่อของทางการจีนเพิ่งรายงานข่าวภารกิจของสีในวันศุกร์ โดยสถานีซีซีทีวีเผยแพร่ภาพข่าวที่กลุ่มคนในชุดพื้นเมืองมารอต้อนรับและโบกธงชาติจีนขณะที่สีก้าวลงจากเครื่องบิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดินแดนที่ราบสูงแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ความเป็นอิสรภาพสลับกับการโดนยึดครองทั้งโดยชาวจีนและราชวงศ์มองโกล จนกระทั่งปี 2493 จีนส่งทหารหลายพันนายเข้าดินแดนนี้เพื่อ &amp;quot;ปลดปล่อยอย่างสันติ&amp;quot; ตามคำกล่าวของจีน ดินแดนบางส่วนกลายเป็นเขตปกครองตนเองทิเบต พื้นที่แห่งอื่นๆ ถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลรอบๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลปักกิ่งนำการศึกษาและโครงสร้างพื้นฐานเข้าสู่ดินแดนนี้ แต่ชาวทิเบตพลัดถิ่นจำนวนมากกล่าวหารัฐบาลจีนว่ากดขี่ทางศาสนาและกัดกร่อนวัฒนธรรมของชาวทิเบต เมื่อปี 2551 เกิดการจลาจลรุนแรงจากความโกรธแค้นที่เพิ่มขึ้นของชาวทิเบตที่รู้สึกว่าวัฒนธรรมที่สืบทอดมาแต่โบราณของตนกำลังเสื่อมคลายลงเพราะการพัฒนาอย่างรวดเร็วของจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานซีซีทีวีกล่าวว่า หลังได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากผู้ปฏิบัติงานและมวลชนจากทุกกลุ่มชาติพันธุ์แล้ว ประธานาธิบดีสีได้เดินทางไปยังเมืองหลินจือ ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ และได้เยี่ยมชมสถานที่หลายแห่งเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนาเมือง ก่อนที่จะเดินทางไปยังกรุงลาซาด้วยเส้นทางรถไฟบนที่ราบสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กรุงลาซา สีได้เยือนพระราชวังโปตาลา ซึ่งเคยเป็นที่ประทับขององค์ทะไล ลามะ อดีตผู้นำทางจิตวิญญาณพลัดถิ่นของทิเบต รายงานของสื่อจีนกล่าวว่า ประธานาธิบดีสีเรียกร้องให้ผู้ปฏิบัติงานในท้องถิ่น &amp;quot;รวมรากฐาน&amp;quot; ของการศึกษาที่รักชาติและต่อต้านการแบ่งแยกดินแดน และบอกให้พวกเขาเพิ่มมาตุภูมิอันยิ่งใหญ่เข้ากับอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ทุกกลุ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สีเคยเดินทางมาเยือนทิเบตแล้ว 2 ครั้งก่อนหน้านี้ ครั้งแรกในปี 2541 เมื่อเขาเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลฝูเจี้ยน และอีกครั้งสมัยเป็นรองประธานาธิบดีเมื่อปี 2554&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีจีนคนก่อนหน้าที่มาเยือนทิเบตคือ ประธานาธิบดีเจียง เจ๋อหมิน เมื่อปี 2533&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มรณรงค์ระหว่างประเทศเพื่อทิเบตกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ผู้คนในลาซารายงานเกี่ยวกับกิจกรรมผิดปกติและการเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเขาก่อนหน้าการเยือนของผู้นำจีน โดยมีการปิดถนนและเจ้าหน้าที่ความมั่นคงตรวจสอบกิจกรรมของผู้คน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110904</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง, ผู้นำจีน, เยือนทิเบต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210723/image_big_60faecec31024.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108348</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/07/2021 22:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/07/2021 22:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>100ปีคอมมิวนิสต์จีน &#039;สี&#039;ปลุกรักชาติรวมไต้หวัน ขู่ใครรังแกเจอดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;จีนฉลองใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์อายุครบ 100 ปีเมื่อวัน 1 ก.ค. ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวสุนทรพจน์ปลุกขวัญชาวจีน ยืนยันมุ่งมั่นผนึกรวมไต้หวัน เตือนกองกำลังต่างชาติริรังแกจีนจะโดนจับหัวโขกกำแพงเหล็กแห่งเมืองจีนจนเลือดอาบ พร้อมยกย่องโลกใหม่ที่สร้างโดยคนจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนจัดงานฉลอง 100 ปีการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างยิ่งใหญ่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมินกลางกรุงปักกิ่งเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม 2564 โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวสุนทรพจน์ยาวนานถึง 1 ชั่วโมง ย้ำเตือนถึงบาดแผลในประวัติศาสตร์ของจีนที่ผ่านการถูกกดขี่ในช่วงสงครามฝิ่นและความยากลำบากในการสถาปนาการปฏิวัติสังคมนิยม แต่สีกล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า ขณะนี้จีนเดินบนเส้นทางใหม่ที่ &amp;quot;ไม่อาจหวนกลับ&amp;quot; สู่สถานะของมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ภายใต้ช่วงเวลา 100 ปีแห่งพรรคคอมมิวนิสต์ที่ช่วยให้ประชาชนหลายสิบล้านคนหลุดพ้นจากความยากจนและฟื้นฟูความภาคภูมิใจต่อประเทศชาติขึ้นอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ประชาชนชาวจีนไม่เพียงแต่ทำลายโลกเก่า แต่พวกเขายังได้สร้างโลกใหม่ขึ้นด้วย&amp;quot; รอยเตอร์อ้างคำกล่าวของสี ซึ่งเป็นผู้นำจีนที่ทรงอิทธิพลที่สุดนับแต่เหมา เจ๋อตง ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน &amp;quot;มีเพียงระบอบสังคมนิยมเท่านั้นที่ช่วยจีนได้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำกล่าวของเขามีทั้งคำมั่นที่จะสร้างกองทัพของจีนให้เป็นกองทัพชั้นนำของโลก, มุ่งมั่นกับการ &amp;quot;รวมชาติ&amp;quot; ไต้หวัน ทั้งยังกล่าวว่า ฮ่องกงจะต้องมีเสถียรภาพทางสังคมอย่างแน่นอน พร้อมกับการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สีประกาศกร้าวว่า ชาวจีนจะไม่ปล่อยให้กองกำลังต่างชาติรังแก, กดขี่ หรือพิชิตได้ &amp;quot;ใครก็ตามที่บังอาจลองดีแบบนั้นจะต้องโดนจับหัวโขกกำแพงเหล็กแห่งเมืองจีนที่หลอมโดยชาวจีน 1,400 ล้านคนจนเลือดอาบ&amp;quot; คำกล่าวเรียกเสียงปรบมือจากผู้คน 70,000 คนในจัตุรัสเทียนอันเหมินเมื่อเช้าวันพฤหัสบดี ประโยคเด็ดของสีกลายเป็นหัวข้อยอดนิยมในแพลตฟอร์มเว่อป๋อของจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นไต้หวัน สีกล่าวว่า การแก้ปัญหาเกี่ยวกับไต้หวันและการทำให้ &amp;quot;การรวมชาติ&amp;quot; ที่สมบูรณ์ของจีนเป็นจริงนั้น เป็นภารกิจประวัติศาสตร์ที่แน่วแน่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีกล่าวว่า ในโอกาสฉลอง 100 ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีน ทางการจีนเลือกบอกเล่าประวัติศาสตร์เพียงบางเรื่องผ่านทางภาพยนตร์, รณรงค์ส่งเสริมการท่องเที่ยวและหนังสือ โดยไม่บอกเล่าถึงความรุนแรงทั่วประเทศที่เกิดขึ้นจากการ &amp;ldquo;ปฏิวัติวัฒนธรรม&amp;rdquo;, ช่วงที่จีนเกิดภาวะข้าวยากหมากแพง และการปราบปรามผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในปี 2532&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่ฮ่องกงในวันเดียวกันเป็นวันครบ 24 ปีที่อังกฤษส่งคืนฮ่องกงให้จีนปกครอง และเข้าสู่ปีที่ 2 ที่จีนประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติเพื่อจัดการกับการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกง ตำรวจฮ่องกงมากกว่า 10,000 นายออกตรวจตราเพื่อสกัดการชุมนุมต่อต้านจีนที่อาจจะเกิดขึ้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108348</URL_LINK>
                <HASHTAG>100ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีน, จีน, ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง, รวมชาติไต้หวัน, เตือนต่างชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210701/image_big_60dde0f64801c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107976</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2021 22:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2021 22:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รักกันเหนียวแน่น &#039;ปูติน-สี&#039;ต่ออายุสนธิสัญญามิตรภาพจีน-รัสเซีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประชุมทางไกลเมื่อวันจันทร์ ประกาศขยายสนธิสัญญามิตรภาพจีน-รัสเซียอายุ 20 ปีออกไปอีก พร้อมยกย่องความสัมพันธ์ที่แนบแน่นขึ้นระหว่างสองชาติมีบทบาทสำคัญต่อการรักษาเสถียรภาพในกิจการโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2564 (Photo by ALEXEY NIKOLSKY/Sputnik/AFP via Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีและรอยเตอร์รายงานว่า หลายปีมานี้ จีนและรัสเซียกระชับความร่วมมือกันมากยิ่งขึ้นในช่วงยามที่สองประเทศนี้เผชิญความตึงเครียดกับสหรัฐร่วมกัน ชาติมหาอำนาจทั้งสองได้พัฒนาความสัมพันธ์กันทั้งด้านเศรษฐกิจ, การทหารและพลังงาน พร้อมกับสนับสนุนอีกฝ่ายในประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะเมื่อเผชิญกับเสียงวิจารณ์จากโลกตะวันตก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในแถลงการณ์ร่วมกันที่ทำเนียบเครมลินเผยแพร่เมื่อวันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน ในโอกาสครบรอบ 2 ทศวรรษของการลงนามสนธิสัญญามิตรภาพระหว่างจีนและรัสเซีย ที่ปูตินลงนามร่วมกับประธานาธิบดีเจียง เจ๋อหมิน ของจีนเมื่อปี 2544 เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีปูตินกล่าวระหว่างการประชุมผ่านระบบวีดิทัศน์ทางไกลกับประธานาธิบดีสีในวันเดียวกันนี้ว่า สนธิสัญญามิตรภาพฉบับนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและจีน &amp;quot;สูงอย่างไม่เคยมีมาก่อน&amp;quot; และสนธิสัญญาฉบับนี้จะต่ออายุโดยอัตโนมัติอีก 5 ปี เมื่อครบกำหนดในเดือนกุมภาพันธ์ 2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้นำรัสเซียยกย่องสนธิสัญญาฉบับนี้ว่าเป็น &amp;quot;เอกสารทางกฎหมายระหว่างประเทศขั้นพื้นฐาน&amp;quot; และความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและจีนนั้น &amp;quot;มีบทบาทในการรักษาเสถียรภาพในกิจการโลก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในโลกปัจจุบัน ความตกลงนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง&amp;quot; เครมลินอ้างคำพูดของปูติน &amp;quot;ในบริบทของความปั่นป่วนทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มมากขึ้น, การรื้อถอนข้อตกลงควบคุมอาวุธ และโอกาสความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นในมุมต่างๆ ของโลก การประสานงานระหว่างรัสเซียและจีนมีบทบาทในการรักษาเสถียรภาพในกิจการของโลก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านประธานาธิบดีสีกล่าวตอบว่า ในขณะที่โลกเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความปั่นป่วนและการเปลี่ยนแปลง และมนุษยชาติต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่างๆ ความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างจีนและรัสเซียนำพลังงานบวกมาสู่ประชาคมโลก และความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและจีน &amp;quot;เป็นแบบอย่างสำหรับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในรูปแบบใหม่&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107976</URL_LINK>
                <HASHTAG>ต่ออายุสนธิสัญญา, ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน, ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง, สนธิสัญญามิตรภาพจีน-รัสเซีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210628/image_big_60d9e9e7398ab.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70696</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/07/2020 22:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/07/2020 22:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตำรวจจีนจับกุมอาจารย์วิจารณ์ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เรื่องโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ตำรวจจีนกว่า 20 คนบุกจับกุม สวี จางหลุน อาจารย์สอนนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยชิงหัว ที่แพร่บทความวิจารณ์ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เรื่องการรับมือการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานว่า เพื่อนคนหนึ่งของเขาเปิดเผยว่า สวีโดนตำรวจกว่า 20 คนเข้าจับกุมตัวที่บ้านของเขาชานกรุงปักกิ่งเมื่อวันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สวีตีพิมพ์บทความที่วิจารณ์วัฒนธรรมการหลอกลวงและการเซ็นเซอร์ที่ได้รับการสนับสนุนโดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในช่วงการระบาดของไวรัสโคโรนาในจีน และเมื่อปี 2561 เขาเขียนบทความออนไลน์ต่อต้านการยกเลิกการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อนของสวีเผยว่า ชายคนหนึ่งอ้างเป็นตำรวจ โทรศัพท์แจ้งภรรยาของสวีที่พักอยู่หอพักของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งว่า เขาโดนจับในข้อหาซื้อบริการโสเภณีที่เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สวีไปเที่ยวเฉิงตูกับกลุ่มเพื่อนอาจารย์ที่มีแนวคิดเสรีนิยมเมื่อฤดูหนาวปีที่แล้ว&amp;nbsp; แต่ยังไม่แน่ชัดว่าการจับกุมอาจารย์ผู้นี้เกี่ยวข้องกับการไปเที่ยวปีที่แล้วหรือไม่ เพื่อนของเขาบอกว่าเป็นข้อกล่าวหาที่น่าหัวเราะและน่าละอาย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70696</URL_LINK>
                <HASHTAG>จับกุมอาจารย์, ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง, สวี จางหลุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200706/image_big_5f0345fa90be6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66284</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/05/2020 20:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/05/2020 20:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมัชชาอนามัยโลกถกโควิด &#039;สี จิ้นผิง&#039;หนุนสอบหลังจบวิกฤติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สมัชชาอนามัยโลกประชุมทางไกลครั้งแรกเมื่อวันจันทร์หารือวิกฤติโควิด-19 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ลั่นสนับสนุนการไต่สวนทั่วโลกแต่ต้องเป็นหลังจากควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว ขณะยอดติดเชื้อทะลุ 4.7 ล้านคน สังเวยเกิน 315,000 ศพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายการข่าวของจีนเผยแพร่ภาพประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสมัชชาอนามัยโลก เมื่อวันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2563 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลอย่างเป็นทางการจากมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ถึงช่วงค่ำวันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม มีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ใน 188 ประเทศและดินแดน สะสมทั้งสิ้น 4,737,299 ราย เสียชีวิตแล้ว 315,622 ราย สหรัฐอเมริกามีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตมากที่สุด ที่ 1,486,742 ราย และ 89,564 ราย ตามลำดับ โดยเมื่อวันอาทิตย์ สหรัฐมีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 820 รายใน 24 ชั่วโมง ต่ำที่สุดนับแต่วันที่ 10 พฤษภาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ เจอโรม เพาเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ เพิ่งกล่าวเตือนว่า เศรษฐกิจของอเมริกาซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก กำลังจะประสบภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และเศรษฐกิจสหรัฐอาจไม่ฟื้นตัวเต็มที่หากยังไม่มีวัคซีนป้องกันโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บรรดาผู้นำชาติสมาชิกองค์การอนามัยโลก (WHO) รวมถึงรัฐมนตรีสาธารณสุข และผู้ที่มีตำแหน่งหน้าที่เกี่ยวข้อง นัดประชุมสมัชชาอนามัยโลก (WHA) ผ่านระบบวีดิทัศน์ทางไกลเป็นครั้งแรก โดยร่นเวลาจากปกติ 3 สัปดาห์เหลือเพียง 2 วัน เริ่มตั้งแต่เที่ยงของวันจันทร์หรือ 17.00 น.ของไทย คาดกันว่า แม้จะมีความตึงเครียดในหมู่ชาติสมาชิก โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐกับจีน แต่ที่ประชุมน่าจะให้ความเห็นชอบข้อมติที่เรียกร้องให้ทั่วโลกตอบสนองต่อโรคระบาดครั้งนี้ร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร่างข้อมติที่เสนอโดยสหภาพยุโรป (อียู) เรียกร้องให้มีการประเมินที่เป็นกลาง, อิสระและครอบคลุมของการตอบสนองระหว่างประเทศต่อวิกฤติโควิดครั้งนี้ และยังเรียกร้องให้มีการเข้าถึงการวินิจฉัยที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ, ยารักษาและวัคซีน อย่างเท่าเทียมและทันการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน กล่าวสุนทรพจน์ทางไกลต่อที่ประชุมผ่านระบบวิดีโอว่า จีนสนับสนุน &amp;quot;การประเมินอย่างครอบคลุม&amp;quot; เกี่ยวกับตอบสนองทั่วโลกต่อโรคระบาดนี้ พร้อมกับย้ำว่าจีนมีทัศนคติที่เปิดกว้าง, โปร่งใส และรับผิดชอบ และได้แบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาในเวลาอันควรแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้นำจีนยังย้ำด้วยว่า ภายหลังการค้นคว้าและพัฒนาวัคซีนของจีนเสร็จสมบูรณ์ จีนจะนำวัคซีนนี้ออกใช้เพื่อผลประโยชน์ของสาธารณชนทั่วโลก และว่า จีนจะมอบทุน 2,000 ล้านดอลลาร์สำหรับการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ผลกระทบจากโควิด-19 ทั่วโลกในเวลา 2 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะนี้สถานการณ์ในหลายประเทศยุโรปทุเลาลงแล้ว โดยในวันจันทร์ อิตาลีซึ่งมีผู้ติดเชื้อ 225,435 คน และเสียชีวิต 31,908 คน เริ่มอนุญาตให้โบสถ์และธุรกิจ เช่น ร้านอาหาร, บาร์, ร้านตัดผมและร้านขายของ เปิดได้ครั้งแรกหลังจากล็อกดาวน์นาน 2 เดือน แต่โรงยิม, สระว่ายน้ำ, โรงละครและโรงภาพยนตร์ต้องรอถึงวันที่ 25 พ.ค. ชาวอิตาลีรวมถึงพลเมืองของหลายชาติ อาทิ สเปน, เยอรมนี, อังกฤษ, ฝรั่งเศส และกรีซ ได้รับอนุญาตให้ออกมาทำกิจกรรมนอกบ้านกันได้แล้วเมื่อสุดสัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ลาตินอเมริกา บราซิลมีผู้ติดเชื้อมากเป็นอันดับ 4 ของโลกแล้วที่ 241,080 ราย เสียชีวิต 16,122 ราย ส่วนเอกวาดอร์ซึ่งมีผู้ติดเชื้อ 33,182 ราย เสียชีวิต 2,736 ราย ก็พบผู้ติดเชื้อในชนเผ่าพื้นเมืองป่าแอมะซอนรายแรก ขณะที่นิการากัว รัฐบาลกำลังถูกวิจารณ์ว่าปิดบังจำนวนผู้เสียชีวิตด้วยการรีบฝั่งศพ ประเทศนี้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย จากผู้ติดเชื้อ 25 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ แอฟริกาใต้รายงานว่ามีผู้ติดเชื้อรายใหม่ถึง 1,160 คน มากที่สุดนับแต่พบผู้ติดเชื้อรายแรกในประเทศเมื่อเดือนมีนาคม โดยยอดสะสมเป็น 15,515 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในภูมิภาคอาเซียน เมื่อวันจันทร์ รอยเตอร์รายงานว่า สิงคโปร์มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มอีก 305 ราย น้อยที่สุดในรอบกว่า 1 เดือน ยอดติดเชื้อสะสมเพิ่มเป็น 28,343 คน เสียชีวิต 22 คนเท่าเดิม, อินโดนีเซียมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 496 คน เสียชีวิตเพิ่ม 43 คน ยอดติดเชื้อสะสม 18,010 คน เสียชีวิต 1,191 คน, ฟิลิปปินส์ติดเชื้อเพิ่มอีก 205 คน เสียชีวิตอีก 7 คน ยอดติดเชื้อสะสม 12,718 คน เสียชีวิตรวม 831 คน และมาเลเซียมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 47 คน ยอดสะสมเป็น 6,941 คน เสียชีวิตคงเดิม 113 คน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเวียดนาม เมื่อคืนวันอาทิตย์มีรายงานว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่อีก 2 คน เป็นผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศทั้งคู่ ทำให้ยอดสะสมในประเทศเป็น 320 คน ยังไม่มีผู้เสียชีวิต.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66284</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง, สมัชชาอนามัยโลก, โควิด-19, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200518/image_big_5ec28fd232e50.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57991</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกาหลียกระดับไวรัสสูงสุด &#039;อิหร่าน-อิตาลี&#039;อาการหนัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เกาหลีใต้ยกระดับเตือนภัยไวรัสโควิด-19 ถึงขั้นสูงสุด หลังจากยอดดับเพิ่ม-ติดเชื้อพุ่งเกิน 600 ราย ขณะที่ฝั่งยุโรปอิตาลีน่าวิตก ผู้ป่วยติดเชื้อเกิน 100 รายแล้ว ส่วนอิหร่านสถานการณ์ยังน่าห่วง ด้านไทย สธ.เตรียมประกาศเพิ่มการเฝ้าระวัง คัดกรองเพิ่มผู้ที่กลับจากประเทศแพร่ระบาด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การแพร่ระบาดของโควิด-19 นอกจีนแผ่นดินใหญ่น่าวิตกกังวลมากขึ้น โดยเฉพาะที่เกาหลีใต้, อิหร่าน และอิตาลี ส่วนภายในจีนนั้น คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีนประกาศเมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ว่า มีผู้เสียชีวิตในจีนเพิ่มอีก 97 ราย จำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมดเพิ่มเป็น 2,442 ราย ผู้ติดเชื้อรายใหม่พบเพิ่ม 648 ราย ยอดรวมผู้ติดเชื้อ 76,936 ราย เมื่อวันอาทิตย์ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ยอมรับว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็น &amp;quot;ภัยฉุกเฉินด้านสาธารณสุขครั้งใหญ่ที่สุด&amp;quot; ของจีนนับตั้งแต่ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อปี 2492
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวเอเอฟพีและรอยเตอร์รายงานว่า ประธานาธิบดีมุน แจอิน ของเกาหลีใต้ ยกระดับการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดขึ้นสู่ระดับ &amp;quot;สูงสุด&amp;quot; หรือระดับสีแดงแล้วเมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี นับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของไวรัสไข้หวัดใหญ่ เอช1เอ็น1
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของรัฐบาลเกาหลีใต้ระบุว่า พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่อีก 169 ราย และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 3 ราย ยอดรวมผู้เสียชีวิตในเกาหลีใต้เพิ่มเป็น 5 ราย ส่วนผู้ติดเชื้อนั้นรวมเป็น 602 ราย เป็นจำนวนผู้ติดเชื้อมากที่สุดภายนอกจีนแผ่นดินใหญ่ หากไม่นับผู้ติดเชื้ออย่างน้อย 623 รายบนเรือสำราญไดมอนด์ปรินเซสที่กักกันอยู่นอกชายฝั่งของญี่ปุ่น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ติดเชื้อมากกว่า 300 รายเกี่ยวโยงกับนิกายคริสตจักรพระเยซูชินชอนจิในเมืองแทกู โดยตรวจพบสมาชิกหญิงวัย 61 ปีที่ถูกเรียกว่า &amp;quot;คนไข้หมายเลข 31&amp;quot; ติดเชื้อไวรัสเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ก่อนหน้าจะตรวจพบเชื้อ นางเข้าร่วมพิธีทางศาสนาที่โบสถ์นี้อย่างน้อย 4 ครั้ง ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อของเกาหลีใต้กล่าวว่า สมาชิกของนิกายนี้ราว 9,300 คน มีทั้งที่ถูกกักกันโรค หรือไม่ก็ให้อยู่แต่ในบ้าน โดยพบว่ามีมากกว่า 1,240 คนที่แสดงอาการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากผู้ติดเชื้อที่โบสถ์ในเมืองแทกูแห่งนี้แล้วยังพบผู้ติดเชื้อที่เมืองชองโด สองเมืองนี้ถูกประกาศเป็น &amp;quot;เขตดูแลพิเศษ&amp;quot; เมื่อวันศุกร์ ผู้ติดเชื้อรายหนึ่งเป็นลูกจ้างในโรงงานของบริษัทซัมซุงอิเล็กทรอนิกส์ที่เมืองกูมิ ทำให้ซัมซุงต้องระงับการดำเนินงานของโรงงานแห่งนั้นถึงวันจันทร์ เจ้าหน้าที่พบด้วยว่า ผู้ติดเชื้อ 8 คนเพิ่งเดินทางกลับจากอิสราเอล โดยกระทรวงการต่างประเทศเปิดเผยว่า ทางการอิสราเอลไม่อนุญาตให้ชาวเกาหลีใต้บนเที่ยวบินไปอิสราเอลเมื่อวันเสาร์เข้าประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่อิสราเอล กระทรวงศึกษาธิการประกาศกักกันโรคนักเรียนชาวอิสราเอล 200 คน ภายหลังพบว่านักเรียนเหล่านี้พบเจอกับนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้หลายรายที่ติดไวรัส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ กระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่นแถลงว่า มีผู้โดยสารชาวญี่ปุ่นของเรือไดมอนด์ปรินเซสเสียชีวิตเป็นรายที่ 3 เป็นชายชราอายุ 80 ปีเศษ เขาป่วยเป็นโรคอื่นอยู่ด้วย แต่เสียชีวิตเพราะอาการปอดอักเสบ วันก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีสาธารณสุขของญี่ปุ่นต้องแถลงขอโทษต่อประชาชนเมื่อพบว่าผู้โดยสารหญิงคนหนึ่งของเรือลำนี้ ซึ่งแต่เดิมตรวจไม่พบว่าติดเชื้อ กลับปรากฏว่ามีเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้ในภายหลัง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การพบผู้ติดเชื้อเพิ่มเติมทั้งที่ตรวจไม่เจอในทีแรกยิ่งตอกย้ำเสียงวิจารณ์รัฐบาลญี่ปุ่นถึงวิธีการจัดการการแพร่เชื้อบนเรือลำนี้ โดยยังพบด้วยว่าผู้โดยสารหลายคนได้รับอนุญาตให้ลงจากเรือแล้วทั้งที่ยังไม่ได้รับการตรวจอย่างถูกต้อง หรือแม้แต่เป็นผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ ถึงขณะนี้ยังมีลูกเรือมากกว่า 1,000 คนถูกกักไว้บนเรือที่เทียบท่าเมืองโยโกฮามา โดยคาดว่าต้องกักกันโรค 14 วัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของเกาหลีใต้และญี่ปุ่น กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐได้ยกระดับคำแนะนำด้านการเดินทางมายังเกาหลีใต้เพิ่ม 1 ระดับ และของญี่ปุ่นเพิ่มเป็นระดับที่ 2 จาก 4 ระดับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในยุโรป ที่อิตาลี อัตติลีโอ ฟอนตานา ประธานาธิบดีของแคว้นลอมบาร์ดี แถลงเมื่อวันอาทิตย์ว่า จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในอิตาลีเพิ่มเป็นมากกว่า 100 คนแล้ว โดย 89 คนอยู่ในแคว้นลอมบาร์ดี ซึ่งศูนย์กลางการแพร่เชื้อโยงไปถึงชายวัย 38 ปีคนหนึ่งในเมืองโคโดญโญ ที่สื่ออิตาลีระบุว่าเคยรับประทานอาหารกับเพื่อนที่เพิ่งเดินทางกลับจากจีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อิตาลีเป็นประเทศแรกในยุโรปที่มีผู้เสียชีวิต 1 รายเมื่อวันศุกร์ และเสียชีวิตเพิ่มอีก 1 รายเมื่อวันเสาร์ ทั้งคู่เป็นผู้สูงอายุ นายกรัฐมนตรีจูเซปเป คอนเต กล่าวว่า รัฐบาลกำลังพิจารณา &amp;quot;มาตรการพิเศษ&amp;quot; เพื่อหยุดยั้งการแพร่เชื้อ ก่อนหน้านี้ทางการอิตาลีขอร้องประชาชนมากกว่า 50,000 คนในเมือง 11 เมืองทางภาคเหนือใกล้กับเมืองมิลาน งดออกนอกบ้าน ส่วนธุรกิจร้านค้าและโรงเรียนปิดทำการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากอิตาลีที่ใช้มาตรการควบคุมการเดินทางของประชาชนคล้ายกับที่จีนบังคับใช้แล้ว อิหร่านเป็นอีกประเทศที่รัฐบาลมีคำสั่งให้ปิดโรงเรียน, มหาวิทยาลัย รวมถึงศูนย์วัฒนธรรมใน 14 จังหวัดทั่วประเทศตั้งแต่วันอาทิตย์เป็นต้นไป ภายหลังยังคงมีผู้เสียชีวิตและติดเชื้อเพิ่มไม่หยุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันอาทิตย์ อิหร่านรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 3 ราย ทำให้ยอดรวมเป็น 8 ราย เป็นจำนวนมากที่สุดนอกเหนือจากภูมิภาคเอเชียตะวันออก ส่วนผู้ติดเชื้อที่ยืนยันแล้วอยู่ที่ 43 รายนับแต่มีรายงานผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตครั้งแรกที่เมืองกุมเมื่อวันพุธ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์ในอิหร่านทำให้ซาอุดีอาระเบีย, คูเวต, อิรัก ประกาศจำกัดการเดินทางและการเข้าเมือง รัฐบาลโอมานมีคำเตือนพลเมืองเมื่อวันอาทิตย์ให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปประเทศที่มีอัตราการติดเชื้อสูง และจะกักกันโรคผู้ที่เดินทางมาจากประเทศเหล่านั้นด้วย ส่วนจอร์แดนห้ามพลเมืองจีน, อิหร่าน และเกาหลีใต้เข้าประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) ได้แสดงความเป็นห่วงการแพร่ระบาดในแอฟริกา และเรียกร้องให้สหภาพแอฟริกาเพิ่มความร่วมมือมากขึ้น ถึงแม้ขณะนี้จะมีอียิปต์ประเทศเดียวที่พบผู้ติดเชื้อ 1 ราย ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ดับเบิลยูเอชโอ กล่าวว่า หลายประเทศในทวีปแอฟริกายังขาดแคลนเครื่องมือที่จำเป็นในการรักษา เช่นเครื่องช่วยหายใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วงกังวล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่สถานการณ์ไวรัสในประเทศไทย ล่าสุด นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19(COVID-19) ว่าผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อในโรงพยาบาล 14 ราย กลับบ้านแล้ว 21 ราย (คนจีน 17 คน และคนไทย 4 คน) รวมสะสม 35 ราย ผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคต้องเฝ้าระวังตั้งแต่วันที่ 3 มกราคมถึง 22 กุมภาพันธ์ มีผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนต้องเฝ้าระวังโรคสะสมทั้งหมด 1,355 ราย แบ่งเป็นคัดกรองจากสนามบิน 68 ราย มารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอง 1,287 ราย รวมคัดกรองไปแล้ว 3,046,342 ราย อนุญาตให้กลับบ้านได้แล้วและอยู่ระหว่างติดตามอาการ 1,071 ราย ส่วนใหญ่เป็นไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ยังคงรักษาในโรงพยาบาล 284 ราย โดยตลอดมาตรการคัดกรองตรวจไปแล้วถึง 3 ล้านคน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สุขุมระบุด้วยว่า จนถึงขณะนี้ องค์การอนามัยโลกยังไม่มีมาตรการจำเพาะ และสั่งห้ามไม่ให้เดินทางไปยังประเทศที่พบการแพร่ระบาด ไทยจึงปฏิบัติตามหลักเกณฑ์มาตรฐาน และเพิ่มมาตรการเฝ้าระวัง คัดกรองผู้ที่เดินทางมาจากประเทศเหล่านี้อย่างเข้มข้น ครอบคลุมในทุกด่าน รวมทั้งโรงพยาบาลและชุมชน แต่ความสำเร็จของการควบคุมโรค ต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สุขุมกล่าวด้วยว่า โดยระยะนี้ ขอความร่วมมือผู้ที่เดินทางกลับมาจากประเทศที่พบการแพร่ระบาดใน 14 ประเทศ อย่าง จีน ฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ให้เฝ้าระวังตัวเองอยู่ที่บ้านเป็นเวลา 14 วัน หลีกเลี่ยงการใช้บริการขนส่งสาธารณะ พื้นที่แออัด หรือสวมหน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการป่วย และรีบพบแพทย์หากไม่หายจากอาการเจ็บป่วย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นอกจาก 14 ประเทศก่อนหน้านี้ ล่าสุดได้มีการติดตามสถานการณ์เพิ่มเติมอีก 2 ประเทศ คืออิตาลีและอิหร่าน ซึ่งขณะนี้สถานการณ์ผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น และมีการติดเชื้อภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ส่วนจะประกาศเพิ่มการเฝ้าระวังและคัดกรองผู้ที่เดินทางมาจากสองประเทศนี้ได้เมื่อไหร่ จะต้องรอผลการประชุมของคณะกรรมการควบคุมโรคในวันที่ 24 ก.พ.อีกครั้ง&amp;quot; นพ.สุขุมระบุ.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57991</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200223/image_big_5e527f8801443.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
