<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>17526</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟันเพิ่มเงินทอนวัด 6ราย/โกง3จว.ใต้ ปปง.คุ้ยทรัพย์สิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ป.ป.ช.&amp;quot; ฟันเพิ่มอดีต ผอ.ส่วนบูรณะพัฒนาวัด สำนักพุทธฯ กับพวกอีก 5 ราย ทุจริตเงินทอนวัด 3 จังหวัดภาคใต้ 12 ล้านบาท ชงหลักฐานให้ ปปง.-สตง.ตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินเชิงลึก พร้อมชง อสส.ดำเนินคดีอาญา-ผู้บังคับบัญชาฟันวินัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 13 กันยายน นายศรชัย ชูวิเชียร ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จ.สงขลา แถลงถึงผลงานของสำนักงาน ป.ป.ช.สงขลา ประจำปีงบประมาณ 2561 โดยมีเรื่องกล่าวหาร้องเรียนที่อยู่ในความรับผิดชอบ 165 เรื่อง อยู่ในขั้นตอนแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน 126 เรื่อง, ดำเนินการเสร็จแล้ว 45 เรื่อง, อยู่ระหว่างดำเนินการ 81 เรื่อง และอยู่ในขั้นตอนไต่สวนข้อเท็จจริงจำนวน 39 เรื่อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเรื่องที่น่าสนใจคือ กรณีกล่าวหา น.ส.ประนอม คงพิกุล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรอง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และนายเสถียร ดำรงคดีราษฎร์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนา จ.สงขลา กับพวกรวม 7 ราย ร่วมกันทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ในการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนแก่วัดชลธาราวาส จ.นราธิวาส, วัดยูปาราม จ.ยะลา และวัดสุริยาราม จ.สงขลา และเรียกรับทรัพย์สินหรือประโยชน์จาก 3 วัดดังกล่าว แห่งละ 4 ล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยกรณีนี้เมื่อเดือน ม.ค.2561 คณะกรรมการ ป.ป.ช.เคยชี้มูลความผิดนางประนอม นายเสถียร และนายพนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.พศ.ไปแล้ว อย่างไรก็ดี ในสำนวนการไต่สวนของสำนักงาน ป.ป.ช.สงขลา มีเพิ่มในส่วนของผู้ถูกกล่าวหาที่ถูกชี้มูลความผิด ได้แก่ นายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ อดีต ผอ.ส่วนบูรณะพัฒนาวัดและการศาสนสงเคราะห์ พศ. มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 162 (4) ประกอบมาตรา 83 และตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. มาตรา 123 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ พ.ร.บ.ป.ป.ช. มาตรา 123/1 และประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีนายประสงค์ จักรคำ ผิดวินัยร้ายแรง และความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 162 (4) ประกอบมาตรา 83 และตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. มาตรา 123 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ พ.ร.บ.ป.ป.ช. มาตรา 123/1 และประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, นายพัฒนา สุอำนาตย์มนตรี และความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 162 (4) ประกอบมาตรา 83 และตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. มาตรา 123 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ พ.ร.บ.ป.ป.ช. มาตรา 123/1 และประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ส่วนนางพรเพ็ญ กิตติธรางกูร, นายดำรงศักดิ์ เกตุแก้ว และนายจักรเวทย์ เดชบุญ มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ได้ส่งหลักฐานข้อมูลทางการเงินของผู้ถูกกล่าวหาและผู้เกี่ยวข้องที่ได้รับแจ้งจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ให้สำนักที่รับผิดชอบดำเนินการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ต่อไป รวมทั้งแจ้งให้ พศ.ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายกับเจ้าหน้าที่สำนักงาน พศ. ที่ให้ถ้อยคำเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวน และต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) โดยให้ออกเลขที่เรื่องกล่าวหา และดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริง และรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องตามระเบียบในลักษณะเดียวกับตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน เป็นการตรวจสอบเชิงลึก และให้อยู่ในการกำกับดูแลของ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ให้สำนักงาน ป.ป.ช.สงขลา ส่งสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงและความเห็นไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อดำเนินคดีอาญา และส่งไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการทางวินัยต่อไปแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานสัมมนาทางวิชาการประจำปีของการประกาศ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2560 ประจำปี 2560 พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ &amp;ldquo;ราษฎร์-รัฐ ร่วมใจ สังคมไทยไร้ทุจริต&amp;rdquo; ตอนหนึ่งว่า มีหลักสำคัญ 5 หลักคือ 1.หลักสิทธิมนุษยชนที่จะได้รับรู้ 2.ประชาชนมีสิทธิที่จะรู้ข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในการครอบครองของรัฐ 3.รัฐมีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาธารณะกับประชาชน หากไม่เปิดเผยจะถือว่าบกพร่อง 4.หลักธรรมาภิบาลหรือหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีคือ นิติธรรม คุณธรรม หลักความโปร่งใส ความรับผิดชอบ หลักการมีส่วนร่วม และคุ้มทุน คุ้มค่า และ 5.การบริหารราชการ 4.0 หรือรัฐบาล 4.0&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;นายกฯ สั่งทุกส่วนราชการเปิดเผยข้อมูลที่ตนเองมีอยู่ เช่น ข้อมูลผลงาน และข้อมูลที่เป็นความรู้ เป็นประโยชน์กับประชาชน โดยนำไปใส่ในแอปพลิเคชันไลน์ &amp;nbsp;เพื่อให้ประชาชนสามารถกดดูจากโทรศัพท์มือถือได้ เพื่อเป็นประโยชน์และเป็นความรู้สำหรับประชาชน โดยที่ไม่ต้องเดินไปยังหน่วยงานต่างๆ หน่วยงานไหนมีการเปิดเผยข้อมูลมาก เสนอข้อมูลเป็นประโยชน์ ให้ประกาศเกียรติคุณ เกียรติบัตรในอีก 2 เดือน ขณะเดียวกัน มีการสำรวจตรวจสอบหน่วยงานงบประมาณระดับโลก พบว่าประเทศไทยในเวลาที่ผ่านมามีการเปิดข้อมูลในด้านงบประมาณน้อยมาก โดยเฉพาะหน่วยงานต่างๆ เปิดเผยในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างและการเบิกจ่ายน้อยมาก จึงควรเปิดเผยให้มากขึ้น เพื่อให้ประชาชนรับรู้สามารถนำไปตรวจสอบเป็นประโยชน์ในการป้องกันการทุจริตด้วย&amp;rdquo;นายวิษณุกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุกล่าวว่า เมื่อมีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ทุกอย่างเปิดเผย จะปกปิด ลับลวงพราง จะซ่อนเร้นไม่ได้ ประชาชนได้ข้อมูลมาสามารถนำมาใช้ตรวจสอบรัฐบาล หน่วยงานรัฐ &amp;nbsp;หรือเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะเป็นมาตรการหนึ่งช่วยสกัดกั้นกลโกงทั้งหลายได้เป็นอย่างดี และนำไปสู่การต่อต้านการทุจริต คดโกง ฉะนั้นการที่บอกว่าจะต้องร่วมมือร่วมใจป้องกันการทุจริตมีหลายวิธี แต่หนึ่งในวิธีป้องกันคือกฎหมายข้อมูลข่าวสาร ที่รัฐและราษฎร์ร่วมมือกันในการที่จะต่อต้านการทุจริต ให้สังคมไทยไร้ทุจริต.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17526</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประนอม คงพิกุล, ประสงค์ จักรคำ, พนม ศรศิลป์, ศรชัย ชูวิเชียร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เสถียร ดำรงคดีราษฎร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180913/image_big_5b9a73a111f0c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11053</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2018 13:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2018 13:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เดือด!ฉะ2มาตรฐานคดีเงินทอนวัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ที่มาภาพ&amp;nbsp;http://www.alittlebuddha.com/&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มิ.ย.2561 - &amp;nbsp;http://www.alittlebuddha.com/ ได้เขียนในวิเคราะห์ในหัวข้อ &amp;ldquo;สองมาตรฐานของรัฐบาลไทย&amp;rdquo; ไว้น่าคิด โดยระบุว่า เจ้าคุณจำนงค์ : ถูกตั้งข้อหาฉ้อฉลเงิน &amp;quot;ห้าล้าน&amp;quot; หนีออกนอกประเทศ รัฐบาลรีบยกเลิกพาสปอร์ต ส่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไล่ล่า ไล่ตั้งแต่พรมแดนไทย ลาว เขมร เวียตนาม แถมยังนำเจ้าหน้าที่เป็นคณะ บินด่วนไปถึงเยอรมนีขอตัวกลับมาลงโทษ ถึงไม่ได้ตัวกลับมา แต่ถามว่า หมดเงินหมดทองไปเท่าไหร่ กับมหกรรม &amp;quot;ขี่ช้างจับตั๊กแตน&amp;quot; ของรัฐบาลบิ๊กตู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ : หนีไปสหรัฐอเมริกา ตั้งปีมะโว้ เป็นหัวโจกในคดีเงินทอนวัด ว่ากันว่าผลาญไปร่วม &amp;quot;พันล้าน&amp;quot; รัฐบาลเฉย ไม่ยกเลิกพาสปอร์ต ไม่ออกหมายจับ ไม่ส่งใครไปขอตัวกลับ ไม่ต่อรองให้เวลา &amp;quot;สามวัน&amp;quot; จากสองเดือนเหมือนพระพรหมเมธี นี่สงสัยว่านายนพรัตน์จะเป็นพ่อของบิ๊กตู่แต่ชาติก่อนหรือเปล่า เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจถึงได้เกรงใจ ไม่ยอมทำอะไร ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เช่นว่า กรณีเงินทอนวัด รัฐก็พูดปาวๆ ว่ามีเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ร่วมมือกับพระเจ้าอาวาสหลายวัด ทำการฉ้อฉล จึงต้องดำเนินการอย่างเฉียบขาด สั่งจับพระผู้ใหญ่สึกยัดคุกไปหลายรูป แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักพุทธ ที่มีชื่อเป็นจำเลย เช่น นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ นายพนม ศรศิลป์ นางสาวประนอม คงพิกุล เป็นต้น กลับไม่ถูกจับกุมคุมขัง ทุกคนยังอยู่สบายดี ที่สำคัญก็คือ นายนพรัตน์นั้น หนีคดีไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกา รัฐบาลไทยก็ไม่ทำห่าอะไร แต่สำหรับพระพรหมเมธีแล้ว กลับใช้วิธีการ &amp;quot;ไล่ล่า&amp;quot; ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติถึงกับ &amp;quot;สั่งตำรวจทั้งประเทศ&amp;quot; ไล่จับพระเพียงรูปเดียว แถมตัว ผบ.ตร. ยังบินไกลไปถึงเยอรมนี เพื่อจะตามจับพระพรหมเมธีกลับมาสึกเข้าคุก เหมือนอีกสองพรหม ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องแบนนี้ก็มีที่เทียบเคียง แบบว่ามีมูล ไม่งั้นหมาไม่ขี้ รัฐบาลควรจะรับฟังและพิจารณาหาเหตุผล ก่อนจะใช้อำนาจเข้าจัดการแบบเด็ดขาด เหมือนกับว่าพระเณรนั้นเป็นอาชญากรฆ่าคนตายปานนั้น วัดต่างๆ ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย ไม่ได้แบ่งแยกดินแดน แต่แดนดินถิ่นนี้เป็นเมืองพุทธ มีวัดวาอารามคู่บ้านคู่เมืองมาตั้งแต่เริ่มสร้างกรุง แถมบูรพมหากษัตริย์ไทยทุกยุคสมัยก็ก็ทรงผนวชผ่านมาแล้วทั้งสิ้น จะปฏิรูปอะไรก็ไมว่ากันอยู่แล้ว ใครๆ ก็อยากเห็นความเจริญก้าวหน้า แต่ว่าศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จะใช้แต่กฎหมายเหมือนโฆษกรัฐบาลไทยว่านั้น มีปัญหาแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างเช่นคำว่า &amp;quot;รัฐให้ความสำคัญกับทุกศาสนา&amp;quot; ถามว่า แปลว่าอะไร ? ศาสนาทุกศาสนามีสิทธิ์เท่าเทียมกันหมดอย่างนั้นหรือ ถ้าพุทธ คริสต์ อิสลาม เท่าเทียมกันหมด ต่อไป ถ้ามีการอ้างความเสมอภาคแล้วขอให้สร้าง &amp;quot;โบสถ์-สุเหร่า&amp;quot; คู่กับวัดพระแก้วด้วย รัฐจะตอบยังไง ต้องให้สร้างตามความเสมอภาคใช่ไหม ?
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11053</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์, ประนอม คงพิกุล, พนม ศรศิลป์, พาสปอร์ต, รัฐบาล, รัฐบาลไทย, สองมาตรฐาน, เจ้าคุณจำนง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180610/image_big_5b1cc1ece4e2a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
