<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>95827</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/03/2021 11:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/03/2021 11:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สุชาติ-ประธานอคส.&#039;ฟ้องเลขาฯพรรคเพื่อไทยหมิ่นประมาททุจริตซื้อขายถุงมือยาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12 มี.ค.64 ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นายสุชาติ เตชจักรเสมา ประธานกรรมการองค์การคลังสินค้า (อคส.) พร้อมนายประพันธุ์ คูณมี ทนายความ เดินทางมาเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย เป็นจำเลย จากกรณีอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 18 ก.พ. 2564 เรื่องปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตทำสัญญาลวง ซื้อขายถุงมือยางของ อคส. มูลค่า 112,500 ล้านบาท สร้างความเสียหายแก่รัฐ 2,000 ล้านบาท ซึ่งในการอภิปรายมีการพาดพิงมาถึงนายสุชาติทำให้ได้รับความเสียหาย จึงมายื่นฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตาม ป.อาญา ม.326, 328 และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 30 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายประพันธุ์ ในฐานะทนายความโจทก์ เปิดเผยว่า นายประเสริฐได้กล่าวหานายสุชาติร่วมมือกับรัฐมนตรีวางแผนเตรียมการกระทำการทุจริตโครงการจัดซื้อถุงมือยาง ทำให้นายสุชาติร่ำรวยผิดปกติ และนำคลิปซึ่งไม่เกี่ยวกับนายสุชาติสั่งการใดๆ เรื่องนี้ มาเปิดในสภาโดยมีการตัดต่อข้อความ การอภิปรายเป็นเท็จกล่าวหาใส่ความนายสุชาติ ข้อเท็จจริงทั้งหมดเกี่ยวกับการทุจริตเป็นการกระทำของอดีตผู้อำนวยการ อคส. แต่เพียงลำพัง ไม่ได้ผ่านความเห็นชอบของบอร์ด ไม่เคยเสนอเรื่องมา พอประธานรู้ข้อเท็จจริงก็สั่งให้ดำเนินคดีโดยทันที นำไปแจ้งกับดีเอสไอ ป.ป.ช. ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทุกคน นายประเสริฐรู้ดีอยู่แล้วแต่กล่าวในสภาด้วยข้อความเท็จ ทำให้นายสุชาติได้รับความเสียหาย เราจึงมาฟ้องศาลเพื่อพิสูจน์ความจริง ถ้านายประเสริฐแน่ใจว่านายสุชาติทุจริต เอาข้อมูลมาพิสูจน์ ส่วนเรื่องที่นายประเสริฐไปร้อง ป.ป.ช. กล่าวหานายกรัฐมนตรี, นายจุรินทร์ และนายสุชาติ ก็เป็นความผิดอีกกระทงหนึ่งซึ่งต้องพิจารณาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายประพันธุ์ กล่าวด้วยว่า กรณีถุงมือยางไม่เหมือนกรณีจำนำข้าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ นั่งเป็นประธานนโยบายข้าว (กนข.) รู้เรื่องการทุจริตจำนำข้าวมาตลอด ทุกหน่วยงานท้วงติงก็ไม่ฟัง อย่างนั้นถึงกล่าวหานายกฯ รู้เห็นเกี่ยวข้องไม่ห้ามปราม ไม่ยุติ แต่กรณีนี้นายกฯ ไม่รู้เรื่อง รัฐมนตรีไม่รู้เรื่อง ต้องให้ความเป็นธรรมกับท่าน นายสุชาติและกรรมการบอร์ดไม่มีใครรู้เรื่องเลย เขาไปดำเนินการโดยลำพัง การร้องปล่อยปละละเลยจึงเป็นคนละกรณีกัน ถ้าจำนำข้าวใช่เลย ทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ คุก 5 ปี กรณีนี้แค่เกิดเรื่องระแคะระคาย นายกฯ สั่งรักษาการผู้อำนวยการไปประจำสำนักนายกฯ นายสุชาติไม่เกี่ยวข้องกับการทุจริต เป็นผู้มาสะสางติดตามเอาผู้กระทำผิดมาลงโทษ รักษาเงิน อคส.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังยื่นฟ้องแล้ว ศาลรับคำฟ้องไว้ในสารบบเป็นคดีหมายเลขดำ อ595/2564 นัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ต่อไปในวันที่ 5 ก.ค. 2564 เวลา 9.00 น.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95827</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทุจริตถุงมือยาง, นายประเสริฐ จันทรรวงทอง, ประพันธ์ คูณมี, สุชาติ เตชจักรเสมา, องค์การคลังสินค้า (อคส.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210312/image_big_604aeca1b4255.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43309</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ร้องปปช.ปมถวายสัตย์ ซัด&#039;ฝ่ายแค้น&#039;วินิจฉัยมั่ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ปัดตอบนักข่าว ซัดมีแต่เรื่องไร้สาระอย่าไปเสนอข่าวมากนัก &amp;quot;ศรีสุวรรณ&amp;quot; ข้องใจนายกฯ ยังไม่มีวี่แววแสดงความรับผิดชอบ จ่อร้อง ป.ป.ช.ไต่สวนข้อเท็จจริงก่อนส่งศาลฎีกาเชือดพ้นเก้าอี้ &amp;quot;ภูมิธรรม&amp;quot; แนะผู้นำกล้าหาญยอมรับความผิด ปัญหาจะจบเร็วไม่เสียเวลาประเทศ &amp;quot;เรืองไกร&amp;quot; เปิดปมใหม่ยกคำวินิจฉัยศาล รธน.อ้าง &amp;quot;ชวน&amp;quot; ข้ามขั้นตอนการเสนอชื่อนายกฯ ผิด รธน.อาจทำเรือเหล็กล่มได้ ที่ปรึกษา ปธ.สภาผู้แทนฯ โต้เรืองไกรเข้าใจผิด ระบุ ม.272 กำหนด 5 ปีแรกให้ใช้กระบวนการรัฐสภา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (กห.) เสร็จสิ้นการเป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประจำปีพุทธศักราช 2562 ที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง พล.อ.ประยุทธ์ได้เดินเข้าไปทักทายคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเดินเข้าไปพูดคุยกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมถือโอกาสอวยพรวันคล้ายวันเกิด พล.อ.ประวิตรที่มีอายุครบ 74 ปี เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา ก่อนจะยืนพูดคุยกับ พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทยครู่หนึ่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายกฯ ยังได้แวะพูดคุยกับท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ ราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ก่อนหันมาพูดกับผู้สื่อข่าวตอนหนึ่งว่า &amp;quot;วันนี้เรื่องอะไรที่ไร้สาระอย่าไปนำเสนอข่าวมากเลย&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อนายกฯ กล่าวถึงตรงนี้ได้ตัดบททันทีก่อนที่ผู้สื่อข่าวจะถาม โดยนายกฯ พูดว่า &amp;quot;ไม่ตอบ&amp;quot;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หลังจากนั้นนายกฯ ได้เดินไปขึ้นรถโดยมีประชาชนเข้ามาขอถ่ายรูปพร้อมกล่าวให้กำลังใจว่า &amp;quot;ให้กำลังใจขอให้นายกฯ สู้ๆ ลุงตู่สู้ๆ อย่าท้อนะ อยู่ต่อ 20 ปีไปเลย&amp;quot; ขณะที่นายกฯ ได้โบกมือให้ก่อนขึ้นรถ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด พล.อ.พัฑฒะนะ พุธานานนท์ รองประธานกรรมการมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด นำคณะกรรมการมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อฯ อวยพรวันเกิดย้อนหลัง พล.อ.ประวิตร เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 74 ปี เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา พร้อมรับมอบของที่ระลึก &amp;nbsp;โดยมีหน่วยงานเกี่ยวข้อง เช่น ตัวแทนกรมป่าไม้ได้มอบกระเช้าผลไม้ และ พล.ร.ต.เอนก อันสุขสันต์ รองผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (รอง ผบ.กปช.จต.)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย พล.อ.ประวิตรกล่าวเพียงสั้นๆ หลัง พล.อ.ประยุทธ์โดนมรสุมเรื่องถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบ &amp;nbsp;รวมถึงพรรคเล็กขอแยกตัวจากรัฐบาลไปเป็นฝ่ายค้านอิสระว่า &amp;quot;ไม่เป็นไร&amp;quot; เมื่อถามย้ำว่าให้กำลังใจนายกฯ อย่างไรบ้าง พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า &amp;quot;ไม่เป็นไร ไม่มีอะไร&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ได้ให้สัมภาษณ์ว่าทุกอย่างเป็นไปตามรัฐธรรมนูญทุกประการ ในการถวายสัตย์ปฏิญาณเฉพาะพระพักตร์พระมหากษัตริย์ และในข้อความที่ได้กล่าวไปถือว่าครอบคลุมทั้งหมด ดังนั้นขอให้เรื่องนี้จบลงได้แล้วนั้น พล.อ.ประยุทธ์ไม่ใช่นักกฎหมาย จึงอาจไม่เข้าใจว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นคืออะไร การที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้อย่างไรก็ต้องปฏิบัติไปตามนั้น จะมาเอาสีข้างเข้าถูเพื่อตีกรรเชียงหนีความรับผิดชอบมิได้ เพราะหากผู้นำประเทศไม่ยอมกล่าวถวายสัตย์คำว่า &amp;quot;ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ&amp;quot; นั่นก็แสดงว่าหาก พล.อ.ประยุทธ์ไม่อยากจะรักษาและปฏิบัติตาม ก็อาจจะฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศเสียเมื่อใดก็ได้กระนั้นหรือ
ร้อง ป.ป.ช.ฟันนายกฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศรีสุวรรณกล่าวว่า แม้ พล.อ.ประยุทธ์จะพยายามดับกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ของสังคม โดยการแถลงว่าขอรับผิดชอบต่อกรณีดังกล่าวแทน ครม.แล้ว แต่จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะรับผิดชอบต่อกรณีดังกล่าวอย่างไร ซึ่งพฤติการณ์และการกระทำที่ไม่ยอมสำนึกในความรับผิดชอบของ พล.อ.ประยุทธ์ดังกล่าว เข้าข่ายจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตาม ม.234 (1) แห่ง พ.ร.ป.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 และ ม.5 ประกอบ ม.160 (5) ของรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งถือได้ว่ามีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ตาม ม.170 (4) ของรัฐธรรมนูญ 2560&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยจึงจะนำความพร้อมพยานหลักฐานไปยื่นร้องเรียนต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อให้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง เพื่อส่งเรื่องให้ศาลฎีกาวินิจฉัยหรือส่งสำนวนการไต่สวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป ในวันอังคารที่ 13 สิงหาคม 2562 เวลา 10.00 น. ณ สำนักงาน ป.ป.ช. ถนนสนามบินน้ำ&amp;quot; นายศรีสุวรรณกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายภูมิธรรม เวชยชัย สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายกฯ นำ ครม.ถวายสัตย์ไม่ครบถ้วนว่า ถือเป็นเรื่องที่มีความชัดเจนแล้วว่า นายกรัฐมนตรีได้กระทำการขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ถือเป็นการกระทำที่ขัดและผิดรัฐธรรมนูญ และถือเป็นความผิดของ ครม.ทั้งคณะ มิใช่ความผิดเฉพาะผู้ใดผู้หนึ่ง เพราะแม้นว่านายกฯ จะเป็นผู้นำกล่าว แต่การกล่าวถวายสัตย์เป็นหน้าที่ของครม.ทั้งคณะ ในการกล่าวถวายสัตย์รัฐธรรมนูญยังกำหนดให้ ครม.ทุกคนที่เข้าถวายสัตย์ต้องกล่าวขานชื่อตัวเองในการถวายสัตย์ ไม่อาจมีใครไปกล่าวแทนได้ และต้องเปล่งวาจาไปตามคำถวายสัตย์ที่ได้เขียนตราไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 ให้ครบถ้วนทุกถ้อยคำที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โดยการแก้ปัญหาเรื่องนี้จะเสร็จสิ้นโดยเร็วกว่านี้และง่ายกว่านี้ หากผู้นำของประเทศมีความกล้าหาญที่จะยอมรับความจริง และพร้อมจะเผชิญปัญหาให้เรื่องจบลงอย่างไม่เสียเวลาประเทศ คือสิ่งใดที่ทำผิดก็กลับไปทำให้ถูกต้อง สิ่งใดที่ยังทำไม่ครบ ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ก็กลับไปทำให้ครบและให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญเสียให้ถูกต้องครบถ้วน และนายกรัฐมนตรีมีหนังสือกราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษและขอพระบรมราชานุญาตนำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณอีกครั้ง ให้ถูกต้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกลับไปทำขั้นตอนต่างๆ ให้ครบถ้วน แค่นี้ก็สามารถเรียกความถูกต้องและความเชื่อมั่นทั้งปวงให้กลับมาสู่ความปกติและถูกต้องอีกครั้ง&amp;quot; นายภูมิธรรมกล่าว
จี้ &amp;#39;บิ๊กตู่&amp;#39; ยอมเสียหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จนถึงขณะนี้ทางออกเรื่องถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนของ พล.อ.ประยุทธ์เหลือไม่มากแล้ว หากเลือกแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยการขอพระราชทานอภัยโทษ ขอพระบรมราชานุญาตนำ ครม.เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณใหม่ เพื่อให้ครบถ้วนสมบูรณ์ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ คำถามจากประชาชนที่จะตามมาก็คือ จะถือเป็นการกระทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทหรือไม่ และจะส่งผลถึงการแถลงนโยบายใหม่ต่อรัฐสภา รวมถึงผลการปฏิบัติหน้าที่ มติใดๆ ของ ครม.ชุดนี้จะถูกตีความทางกฎหมายอย่างไร จะเป็นโมฆะไปด้วยหรือไม่ ดังนั้นแนวทางที่จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดคือ พล.อ.ประยุทธ์ต้องลาออก แล้วเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ตามรัฐธรรมนูญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ปัญหาของประเทศชาติและประชาชนมีมากเกินกว่าจะรอการตัดสินใจจาก พล.อ.ประยุทธ์เพียงคนเดียว ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าใดคนช่วยคิดช่วยพูดก็ยิ่งลดน้อยถอยลงทุกที สัปดาห์ที่แล้วประชาชนตั้งคำถามว่า พล.อ.ประยุทธ์หนีการประชุมสภาไปกินทุเรียนจนเพลียด้วยเรื่องนี้หรือไม่ สัปดาห์นี้สภาผู้แทนราษฎรก็จะตั้งกระทู้ถามสดอีกครั้ง เพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์กลับมาตอบให้ชัดว่าจะแก้ไขปัญหานี้ด้วยวิธีใด หนีอย่างไรก็หนีไม่ออก ดังนั้นต้องหันหน้ามาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังโดยด่วน&amp;quot; นายอนุสรณ์ กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.เกศปรียา แก้วแสนเมือง โฆษกพรรคเพื่อชาติ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ควรยอมเสียหน้ารับผิดชอบอย่างที่ประกาศเอาหล่อว่าจะรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว โดยออกมาขอโทษประชาชนในความผิดพลาดและขอพระราชทานอภัยโทษ ทำการถวายสัตย์ปฏิญาณใหม่ แถลงนโยบายใหม่ ทุกคนควรทำตามกฎหมายอย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ชอบพูดเสมอ ไม่ใช่ปล่อยผ่าน ซึ่งหมายความว่า พล.อ.ประยุทธ์มีสถานะอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ ผลจากการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบทำให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติและประชาชนประเมินมูลค่ามิได้ ขณะนี้ในทางกฎหมายรัฐบาลนี้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ในส่วนที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ไปแล้วถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีอำนาจ มติ ครม.และคำสั่งต่างๆ ไม่มีผลในทางกฎหมาย นายกฯ และ ครม.ที่ปฏิบัติหน้าที่ไม่มีอำนาจลงนาม คำสั่งและการอนุมัติต่างๆ สามารถจะนำไปดำเนินคดีที่ศาลปกครองและศาลอาญาได้ทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.เกศปรียากล่าวต่อว่า ขอแนะนำให้ พล.อ.ประยุทธ์ยอมเสียหน้าแก้ไขกรณีนี้ให้ถูกต้อง แลกกับการรักษาอำนาจในตำแหน่งนายกฯ ที่สุดหวงแหน น่าประหลาดใจที่ พล.อ.ประยุทธ์และผู้สนับสนุนชอบเรียกร้องให้ทุกคนโดยเฉพาะฝ่ายตรงข้ามว่าต้องทำตามกฎหมายที่คณะ คสช.ที่มี พล.อ.ประยุทธ์เป็นหัวหน้ากำหนดออกมาบังคับใช้ เพื่อจะกำหนดกฎระเบียบให้เป็นประโยชน์กับตนเองเหนือผู้อื่นจัดว่าแย่แล้ว กรณีถวายสัตย์ปฏิญาณนี้ผู้ที่กำหนดกฎกลับทำผิดกฎเสียเอง ช่างเหมือนกับหมูนโปเลียนในเรื่อง &amp;nbsp;Animal Farm แสดงว่า พล.อ.ประยุทธ์เข้าใจว่าพฤติกรรมหมูนโปเลียนเป็นมาตรฐานความดีจึงทำตาม &amp;nbsp;ที่ทำตัวเหนือกว่ากฎหมายและประชาชนคนอื่นทั้งประเทศ จึงฝากให้ พล.อ.ประยุทธ์ทำความเข้าใจเรื่องมาตรฐานคนดีใหม่ มีความละอายที่จะทำผิดกฎ พร้อมรับผิดชอบในการกระทำที่ทำผิดกฎ
จวก &amp;#39;ฝ่ายแค้น&amp;#39; วินิจฉัยมั่ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประพันธ์ คูณมี อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เผยแพร่บทความเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณ กับการล้มรัฐบาล ระบุว่า &amp;quot;ฝ่ายแค้น&amp;quot; มุ่งคิดแต่จะหาทางล้มรัฐบาลชุดนี้ให้ได้ทุกวิถีทาง &amp;nbsp;ทนไม่ได้แม้แต่วันเดียวที่ต้องเป็นฝ่ายค้าน ทั้งที่รัฐบาลเพิ่งเริ่มต้นทำงาน การที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกล่าวปฏิญาณโดยไม่ครบถ้วนทุกถ้อยคำ จะมีผลทำให้เป็นการกระทำผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เรื่องนี้ต้องถือว่ารัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติไว้ในมาตราใดเลย ทั้งไม่เคยมีประเพณีการปกครองว่าต้องจัดการอย่างไรและมีความผิดประการใด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การวินิจของนายชัยเกษม อดีตอัยการสูงสุด หรือความเห็นของนายปิยบุตรก็ดี จึงไม่มีข้อกฎหมายใดรองรับ ไม่อาจเชื่อถือและรับฟังได้ และหากพิจารณาความในวรรคสองของมาตรา 161 แม้ ครม.ยังมิได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ ครม.ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อนได้ การถวายสัตย์ปฏิญาณที่มีข้อความตกหล่นบางประการนั้น รัฐธรรมนูญมิได้ถือเป็นความผิดร้ายแรง แตกต่างจากกรณีการกระทำผิดหรือขัดรัฐธรรมนูญด้วยเหตุอื่นๆ เช่น การขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญกำหนด หรือการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประพันธ์ระบุว่า จากเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 จะเห็นว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นเพียงการกำหนดแบบพิธีกรรม เพื่อแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างคณะรัฐมนตรีกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น เมื่อ ครม.ได้กล่าวคำสัตย์ปฏิญาณเสร็จสิ้น และพระมหากษัตริย์มีพระราชดำรัส ก็ย่อมถือว่าเป็นการดำเนินการถวายสัตย์ปฏิญาณที่มีผลเสร็จสมบูรณ์แล้วตามรัฐธรรมนูญ แม้จะมิได้กล่าวข้อความโดยครบถ้วนทุกถ้อยคำก็ตาม &amp;nbsp;และเมื่อเป็นการกระทำต่อเบื้องพระพักตร์ จึงย่อมต้องถือว่าเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์เท่านั้น ที่จะมีพระบรมราชวินิจฉัยว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณนั้นถูกต้องสมบูรณ์แล้วหรือไม่ มิควรที่บุคคลใดจะก้าวล่วงไปวินิจฉัยเสียเอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กรณีดังกล่าวอาจเทียบเคียงได้กับการกล่าวคำสาบานตนของบุคคลที่จะมาเบิกความเป็นพยานต่อศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 112 ก่อนเบิกความพยานทุกคนต้องสาบานตนตามลัทธิศาสนาหรือจารีตประเพณีแห่งชาติของตน หรือกล่าวคำปฏิญาณว่าจะให้การต่อศาลตามสัตย์จริงเสียก่อน ซึ่งแม้ศาลจะเขียนข้อความให้พยานกล่าวตาม แต่พยานอาจมิได้กล่าวข้อความโดยครบถ้วนทุกถ้อยคำ เพียงได้ความว่าจะให้การต่อศาลโดยสัตย์จริงก็ถือว่าคำให้การของพยานรับฟังได้ตามกฎหมาย เว้นแต่พยานนั้นมิได้กล่าวคำสาบานเท่านั้น จึงมิอาจรับฟังคำให้การพยานปากนั้นได้ &amp;nbsp;เทียบเคียงได้กับฎีกาที่ 7988/2551 ดังนั้นการถวายสัตย์ปฏิญาณของ ครม.กรณีนี้จึงถือว่าสมบูรณ์จบสิ้นตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติแล้ว นายกรัฐมนตรีจึงไม่จำต้องกระทำการใดต่อไปอีกตามที่ฝ่ายแค้นเรียกร้อง เดินหน้าบริหารประเทศให้เกิดความสงบสุขแก่ประชาชนต่อไป ปล่อยฝ่ายแค้นเขาดิ้นรนไปตามกรรมเถอะ&amp;quot; นายประพันธ์ระบุ &amp;nbsp;
ปมใหม่ &amp;#39;ชวน&amp;#39; ทำผิด รธน.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เปิดเผยว่า มีประเด็นใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม &amp;nbsp;มีเหตุมาจากนายชวน หลีกภัย ในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญให้ครบถ้วนกรณีให้ความเห็นชอบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งก่อนหน้านี้มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 6/2559 ระบุไว้ชัดเจนว่าการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญได้มีการแบ่งขั้นตอนของการเสนอชื่อและการให้ความเห็นชอบออกจากกัน กล่าวคือขั้นตอนการเสนอชื่อต้องทำในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร และขั้นตอนการให้ความเห็นชอบต้องทำในที่ประชุมรัฐสภา แต่ก็มีเหตุขึ้นมาจนได้เพราะเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2562 นายชวนในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะต้องดำเนินการให้มีการเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรก่อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แต่นายชวนไม่ทำทั้งที่มีการทักท้วงแล้วและมีการรวบขั้นตอนไปทำในที่ประชุมรัฐสภา มีหลักฐาน 2 ชิ้นคือบันทึกการประชุมสภาผู้แทนราษฎร และบันทึกการประชุมรัฐสภาที่ระบุชัดเจนว่า ขั้นตอนการเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรก่อนไม่มีแต่อย่างใด แต่กลับไปเสนอชื่อและให้ความเห็นชอบในที่ประชุมรัฐสภาซึ่งไม่อาจทำได้เพราะเป็นการข้ามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเรืองไกรกล่าวอีกว่า ประเด็นใหม่นี้คงทำให้หลายคนรู้สึกเสียวสันหลังกันแล้ว เพราะผู้ที่เกี่ยวข้องต้องตระหนักรู้ได้ทันทีว่าการเลือกนายกฯ เกิดความผิดพลาดแล้วอย่างจัง ทำให้การได้มาซึ่งนายกฯ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ดังนั้นเรื่องถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบ เรื่องนโยบายไม่ใส่ตัวเลขจึงเป็นประเด็นรอง เรื่องนี้อาจเป็นต้นเหตุที่จะทำให้เรือเหล็กจมลงก็ได้ ดังนั้นตนจะร้องไปที่อัยการสูงสุดเพื่อให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าจะทำให้การกระทำของนายชวนขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ และการให้ความเห็นชอบ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ จะเป็นโมฆะหรือไม่ โดยจะไปยื่นหนังสือที่สำนักงานอัยการสูงสุด &amp;nbsp;ศูนย์ราชการ อาคาร A ในวันที่ 13 ส.ค.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้าน นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร ตอบโต้นายเรืองไกรว่า เป็นความเข้าใจผิดหรือเจตนาเข้าใจผิดเพื่อสร้างประเด็นทางการเมืองของนายเรืองไกร ซึ่งตามกระบวนการของการเลือกนายกรัฐมนตรีนั้นกำหนดไว้ชัดเจนตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 272 กำหนดให้ใน 5 ปีแรกใช้กระบวนการในรัฐสภา ที่ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเลือกนายกรัฐมนตรี โดยไม่จำเป็นต้องเปิดประชุมสภาผู้แทนฯ เพื่อเสนอชื่อบุคคลที่สภาจะลงมติเลือกให้เป็นนายกฯ ก่อน แล้วถึงจะเปิดประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อลงมติ ส่วนกรณีที่นายเรืองไกรอ้างถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ &amp;nbsp;6/2559 เป็นเพียงการตีความเพื่อให้อดีตคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ชุดที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ &amp;nbsp;เป็นประธานเขียนบัญญัติขึ้นใหม่ หลังจากที่มีผู้ยื่นให้วินิจฉัย ซึ่งเป็นเรื่องที่ก่อนรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 &amp;nbsp;จะบังคับใช้ จึงไม่สามารถอ้างเพื่อฟ้องร้องทางกฎหมายใดๆ ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นายชวนทำตามขั้นตอนที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ทุกอย่าง และไม่มีประเด็นที่จะเอาผิดทางกฎหมายได้ เรื่องนี้ผมเข้าใจว่าเป็นเรื่องที่นายเรืองไกรคิดขึ้นเอง ซึ่งไม่มีนัยใดๆ ที่จะดิสเครดิตการปฏิบัติหน้าที่ของประธานสภาผู้แทนราษฎรได้&amp;quot; นพ.สุกิจกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43309</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์, ประพันธ์ คูณมี, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, ภูมิธรรม เวชยชัย, ศรีสุวรรณ จรรยา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด, เกศปรียา แก้วแสนเมือง, เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190812/image_big_5d5181547ddc0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32476</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วีนคะแนนป่วนแผนตั้งรบ.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กกต.&amp;rdquo; เปิดตัวเลขผลเลือกตั้ง 100%อย่างไม่เป็นทางการแล้ว ยันมีตัวเลขเขย่งบ้างไม่ใช่เรื่องแปลก พปชร.กวาด 8,433,137 คะแนน ส่วนเพื่อไทย 7,920,630 คะแนน &amp;ldquo;สนธิรัตน์&amp;rdquo; แถลงทันทีมั่นใจจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล &amp;ldquo;ภูมิธรรม&amp;rdquo; หัวร้อนอัดผลสุดเลอะเทอะ เปลี่ยนแปลงรายวันทำแผนยึดทำเนียบฯ ป่วน &amp;ldquo;ช่อ ส้มหวาน&amp;rdquo; สบช่องตีกิน บอก &amp;ldquo;เสี่ยหนู&amp;rdquo; เคยลั่นวาจาไม่ต่อเวลา คสช. ซึ่งประชาชนจับตาดูอยู่ &amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo; แนะประชาชนอย่าหมกมุ่นเรื่องจับขั้วมากนัก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม นายกฤช เอื้อวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ แถลงผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการว่า กกต.มีมติที่ 33/2562 ลงวันที่ 25 มี.ค.62 ให้เปิดเผยผลคะแนนการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ภายหลังได้รับการรายงานผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการ 100% จากสำนักงาน กกต.จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการรายงานเฉพาะ ส.ส.แบบแบ่งเขต และคะแนนรวมของแต่ละพรรคการเมือง ซึ่ง ส.ส.แบบแบ่งเขตมีผู้สมัครทั้งสิ้น 11,181 คน แต่ถูกตัดสิทธิ์สมัครไป 572 คน คงเหลือผู้สมัคร 10,609 คน และผลคะแนนของพรรคการเมือง 81 พรรค&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฤชแถลงว่า จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งนี้มีทั้งสิ้น 51,239,638 คน มีผู้มาใช้สิทธิ์ 38,268,375 คน หรือคิดเป็น 74.69% ผู้ไม่มาใช้สิทธิ 12,971,263 คน หรือ 25.31% ซึ่งตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจากการแถลงของนายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. ในวันที่ 24 มี.ค. เนื่องจากขณะนั้นเป็นการนับคะแนนที่ 94% ส่วนจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ใช้ไปมีทั้งสิ้น 38,268,366 ใบ แยกเป็นบัตรดี 35,532,647 คิดเป็น 92.85% บัตรเสีย 2,130,327 ใบ หรือคิดเป็นร้อยละ 5.57 บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 605,392 ใบ หรือคิดเป็นร้อยละ 1.58
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับคะแนนของพรรคการเมือง 100% โดยพรรคที่มีคะแนนซึ่งนำมาคำนวณเป็นเก้าอี้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) มีประมาณ 30 พรรค อาทิ 1.พรรคพลังประชารัฐ 8,433,137 คะแนน 2.พรรคเพื่อไทย 7,920,630 คะแนน 3.พรรคอนาคตใหม่ 6,265,950 คะแนน 4.พรรคประชาธิปัตย์ 3,947,726 คะแนน 5.พรรคภูมิใจไทย 3,732,883 คะแนน 6.พรรคเสรีรวมไทย 826,530 คะแนน 7.พรรคชาติไทยพัฒนา 782,031 คะแนน 8.พรรคเศรษฐกิจใหม่ 485,664 คะแนน 9.พรรคประชาชาติ 485,436 คะแนน 10.พรรคเพื่อชาติ 419,393 คะแนน 11.พรรคพลังประชาชาติไทย 416,324 คะแนน 12.พรรคชาติพัฒนา 252,044 คะแนน 13.พรรคพลังท้องถิ่นไท 213,129 คะแนน 14.พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย 136,597 คะแนน และ 15.พรรคพลังปวงชนไทย 81,733 คะแนน พลังชาติไทย 73,869 คะแนน (อ่านรายละเอียดหน้า 4)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฤชยังอธิบายถึงกรณีจำนวนผู้มาใช้สิทธิไม่ตรงกับยอดบัตรที่ใช้ 9 ใบ ว่าอาจเกิดการเขย่งในจำนวนผู้มาใช้สิทธิกับบัตรที่ใช้ ซึ่งมีสาเหตุกรณีผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปแสดงตนใช้สิทธิ แต่ไม่รับบัตรเลือกตั้ง แล้วเดินออกจากหน่วยเลือกตั้งไป เพราะมีหน่วยเลือกตั้งกว่า 92,000 หน่วย ส่วนกรณีบัตรดีไม่ตรงกับการคำนวณคะแนนรวมของทุกพรรคการเมืองนั้น ก็อาจมีสาเหตุมาจากนับบัตรที่หน่วยเลือกตั้งที่มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น แต่ยืนยันว่าไม่ส่งผลกระทบกับคะแนนรวม เพราะคะแนนมีการนับและเขียนไว้อย่างชัดเจนที่กระดานในหน่วยเลือกตั้งของทุกหน่วย ซึ่งความผิดพลาดไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก ที่ผ่านมาพบการเขย่งของบัตรเช่นนี้เหมือนกัน
&amp;ldquo;พปชร.&amp;rdquo;มั่นใจกวาดชัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทันทีที่ กกต.แถลงตัวเลขคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ 100% นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า ถือเป็นความชัดเจนครั้งที่ 1 ที่ทำให้รู้ว่าเราจะมีจำนวน ส.ส.เท่าไร แต่ยังไม่ขอเปิดเผย รวมถึงได้ประเมินจำนวน ส.ส.ในส่วนของพรรคการเมืองอื่นๆ ที่คิดว่าจะจับมือกับพรรคจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเคยพูดคุยกันแล้ว สำหรับคะแนนของพรรคที่ได้อันดับหนึ่งนั้น ทำให้พรรคมั่นใจว่าจะรวมเสียงและเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ ส่วนกระบวนการเจรจาแล้วรวบรวมเสียงนั้น ก็จะเดินหน้าไปเรื่อยๆ ไม่เร่งรีบ เนื่องจากยังต้องรอการประกาศตัวเลขอย่างเป็นทางการจาก กกต. เพราะอาจมีข้อร้องเรียนจนนำไปสู่การให้ใบเหลือง-ใบแดงได้
นายสนธิรัตน์ยังปฏิเสธไม่ทราบข่าวว่าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ต่อรองตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงเกรดเออีก 3 กระทรวง ว่าไม่ทราบ และพรรคก็ยังไม่มีการประสานพูดคุยกับ 6 พรรคการเมืองที่ไปจับมือกับพรรคเพื่อไทย (พท.) ก่อนหน้านี้ ซึ่งไม่ทราบว่า 6 พรรคดังกล่าวจะเปลี่ยนใจหรือไม่
&amp;ldquo;ในวันที่ 29 มี.ค. เวลา 11.00 น. พรรคจะประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อประเมินสถานการณ์หลัง กกต.ประกาศผลคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ 100%&amp;rdquo; นายสนธิรัตน์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง พรรค พปชร. กล่าวถึงการจัดตั้งรัฐบาลว่า เร็วไปที่จะพูดถึง ต้องรอ กกต.รับรองผลอย่างเป็นทางการ อาจต้องใช้เวลาอีก 1 เดือนตามกรอบรัฐธรรมนูญ ส่วนที่พรรค พท.ลงนามสัตยาบันกับอีก 5 พรรคก็เป็นการช่วงชิงกระแส ถือเป็นสีสัน แต่ดูเหมือนว่ายังไม่สมบูรณ์เพียงพอ เพราะเสียงค่อนข้างจะปริ่มๆ 250 เสียง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งภาคอีสาน พรรค พปชร. กล่าวในประเด็นนี้เช่นกันว่า พรรคการเมืองที่ไปพูดคุยกับพรรค พท.มีการรวบรวม ส.ส.ได้ 253 เสียง แต่ถ้าไปดูตัวเลขจริงๆ จากหน้าหนังสือพิมพ์ ก็เห็นชัดเจนว่าคะแนนไม่ถึง เพราะฉะนั้นไม่ทราบว่าอีกฝ่ายหนึ่งพยายามทำเพื่อให้เกิดความชอบธรรม โดยทำให้ตัวเลขเกิน ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วตัวเลขไม่ถึง
อัดตัวเลขกกต.เลอะเทอะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) ตั้งข้อสังเกตว่า ตัวเลขที่ประธาน กกต.แถลงเมื่อวันที่ 24 มี.ค. กับการที่ กกต.แถลงวันที่ 28 มี.ค.ไม่ตรงกัน ล่าสุดพบว่ามีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพิ่มมากว่า 3 หมื่นคน ถือเป็นสิ่งที่ไม่น่าเกิดขึ้น และตัวเลขผู้มาใช้สิทธิก็เพิ่มขึ้น 4.4 ล้านเสียง ถือเป็นเรื่องที่แปลกมาก กกต.ต้องทำตัวเลขออกมาให้ชัด ไม่ใช่เปลี่ยนไปตามอำเภอใจในแต่ละวัน เพราะมีผลไปถึงผลการเปลี่ยน ส.ส.ของแต่ละพรรค การที่องค์กรระดับชาติเปลี่ยนตัวเลขเช่นนี้ ถือเป็นความเลอะเทอะ&amp;nbsp;
&amp;ldquo;กกต.เป็นผู้จัดการเลือกตั้งทั้งระบบ แล้วยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นได้ นานาประเทศจะเชื่อมั่นได้อย่างไร แล้วจะไปพูดอะไรไปถึงการตั้งรัฐบาล เพราะจะกลายเป็นว่าเป็นรัฐบาลที่ล้มเหลวไม่มีความน่าเชื่อถือ เป็นรัฐบาลที่ล้มละลายไปแล้วกับกระบวนการจัดการเลือกตั้ง&amp;rdquo; นายภูมิธรรมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ที่ทำการพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรค อนค. แถลงภายหลังการประกาศผลคะแนนเลือกตั้ง 100% อย่างไม่เป็นทางการของ กกต.เช่นกันว่า ต้องขอขอบคุณประชาชนทั่วประเทศที่มอบคะแนนเสียงมากกว่า 6.2 ล้านเสียงให้พรรค ส่งผลให้ อนค.มี ส.ส.เขตที่ 30 เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ จากการคำนวณไม่ต่ำกว่า 50 คน หรือจะมี ส.ส. 80 คนขึ้นไป แต่ต้องรอดู กกต.ว่าจะเคาะคะแนนเสียงต่อ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 1 คนเท่าไร และจะมีใบเหลือง-ใบแดงให้ ส.ส.ของพรรคและพรรคฝ่ายประชาธิปไตยเท่าไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เรายืนยันว่าพรรคไม่มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียง หรือทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งมีโอกาสยากมากที่จะได้ใบเหลืองหรือใบแดง แต่หากได้รับจริง เราพร้อมเลือกตั้งซ่อม และเชื่อว่าประชาชนจะเทคะแนนให้เรามากกว่าเดิม มีแต่จะเพิ่มขึ้น และเผลอๆ นอกจากจะได้จำนวน ส.ส.เขตเพิ่มขึ้นแล้ว จำนวน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของเราอาจเพิ่มขึ้นอีกด้วย เรายินดีจะพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งในสนามเลือกตั้ง&amp;rdquo; น.ส.พรรณิการ์กล่าว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.พรรณิการ์ยังกล่าวถึงการลงนามสัตยาบัน 6 พรรคว่า มี ส.ส.ไม่ต่ำกว่า 255 ที่นั่ง ซึ่งยังไม่ใช่จุดสิ้นสุด พรรคขอเชิญชวนทุกพรรคการเมืองที่เคยให้สัญญากับประชาชนไว้ว่าพร้อมต่อต้าน พล.อ.ประยุทธ์ และต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ คสช. มาร่วมกับ 6 พรรคการเมือง ซึ่งประชาชนเฝ้าดูท่านอยู่ว่าใครจะยืนอยู่ฝั่งประชาธิปไตย หรืออยู่ฝั่งสืบทอดอำนาจของ คสช. นี่คือเวลาประวัติศาสตร์ที่ท่านต้องตัดสินใจ &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;#39;ช่อ&amp;#39;ตีกินบีบ&amp;#39;อนุทิน&amp;#39;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ ระบุว่าเป็นคนรักษาคำพูดว่าจะอยู่กับประชาธิปไตย ก็จะเชื่อมั่นในตัวนายมิ่งขวัญ รวมถึงพรรคภูมิใจไทย ที่ระบุจะไม่เอาการสืบทอดอำนาจของ คสช. ก็มั่นใจว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะทำตามคำที่เคยสัญญาไว้&amp;rdquo; น.ส.พรรณิการ์กล่าว และว่า ส่วนกระแสเรื่องงูเห่าของพรรค อนค.นั้น เชื่อมั่นในตัวว่าที่ ส.ส.ทุกคน เพราะไม่เคยมีการซื้อหรือดูดตัว แต่ยอมรับว่าอาจเป็นไปได้ และมีความพยายามดูดตัว ซึ่งเชื่อมั่นว่าสมาชิกพรรคยึดโยงด้วยอุดมการณ์ ยากที่จะมีใครถูกดึงตัวไป ซึ่งในสุดสัปดาห์นี้ พรรคจะจัดอบรมว่าที่ ส.ส. เพราะทุกคนล้วนเป็นหน้าใหม่ และมีการลงนามอุดมการณ์ทางการเมืองร่วมกัน เช่น การทำให้เกิดรัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชน ซึ่งไม่ใช่การบังคับ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายยงยุทธ ติยะไพรัช ผู้สนับสนุนพรรคเพื่อชาติ โพสต์เฟซบุ๊กกรณีหลายฝ่ายพยายามจัดตั้งรัฐบาลในขณะนี้ว่า รัฐบาลแห่งชาติ ภาคประชาชนฝั่งหนึ่งตั้งรัฐบาลได้ แต่บริหารไม่ได้ ฝั่งหนึ่งบริหารได้ แต่ตั้งรัฐบาลไม่ได้ อย่ายอมรับกติกาที่บิดเบี้ยว ส.ส.ถูกซื้อเป็นงูเห่า ต้องช่วยกันปลดล็อกด่วนก่อนมีการยึดอำนาจ ทั้งนี้ ภาคประชาชนเท่านั้นที่ต้องร่วมกันเยียวยาเสรีภาพ ถ้า ส.ส.ท่านใดที่เห็นด้วยออกมายืนด้วยกันตรงนี้ หลังจากนั้นลงมติหาประธานสภาฯ หานายกฯ ตั้ง ครม.ฝ่าวิกฤตินี้ไปด้วยกัน ช่วงนี้เลิกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย พร้อมติดติดแฮชแท็ก #อย่าอยู่แบบเลือกข้าง #ขอให้อยู่เพื่อประเทศของเรา #เอามีชัยไปลอยกระทงกันเถอะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายถาวร เสนเนียม ว่าที่ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ระบุว่า พรรคควรไปร่วมงานกับพรรค พปชร. เพราะได้คะแนนเสียงจากประชาชนมากที่สุด แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับมติพรรค ซึ่งยืนยันว่ามีวินัยพรรค และเชื่อว่ากรรมการบริหารพรรคมีมารยาทในการตัดสินใจ โดยขณะนี้ยังไม่มีใครทาบทามหรือพูดคุยให้ร่วมรัฐบาล รวมถึงยังไม่มีการเสนอตำแหน่งรัฐมนตรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเชาว์ มีขวด รองโฆษกพรรค ปชป. โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีกระแสบีบให้พรรค ปชป.ต้องเลือกข้างสนับสนุนพรรคใดระหว่างพรรค พท.กับพรรค พปชร.เพื่อตั้งรัฐบาล ว่าทุกคนไม่ควรดิ้นรนหรือดันทุรังให้มากนัก ดังนั้นกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลจึงยังไม่ต้องเร่งรีบ เพราะยังมีตัวแปรอีกหลายอย่างที่จะทำให้ตัวเลข ส.ส.ไม่นิ่ง เช่น เรื่องใบเหลือง ใบแดง ใบส้ม ที่อาจเกิดขึ้นก่อนประกาศผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสำราญ รอดเพชร ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า การจัดตั้งรัฐบาลยังอีกยาวไกล ต้องหลังวันที่ 9 พ.ค.ทุกอย่างจึงจะเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งถ้าไม่มีอะไรเป็นอุปสรรค หรือเกิดภาวะเดดล็อก เราจะได้รัฐบาลชุดใหม่ในเดือน มิ.ย. ซึ่งการแถลงข่าวลงสัตยาบันของ 6 พรรคการเมืองโดยอ้างว่ามีพรรคที่ 7คือพรรคเศรษฐกิจใหม่ด้วยรวม 255 เสียง เมื่อวันที่ 27 มี.ค. จึงเป็นแค่เกมการเมืองธรรมดาๆ ที่ไม่มีอะไรในกอไผ่มากไปกว่าการประกาศรวมกลุ่มโดยอวดอ้างว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย เป็นการตีกินทางการเมือง จะได้โวยวายในภายหลังหากตัวเลขลดลง&amp;nbsp;
ปล่อยภาพอ้อนแม่ยก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หากจะให้คาดหมายการจัดตั้งรัฐบาล ผมยังเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์จะมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง และจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่จะมีเสถียรภาพแค่ไหนอย่างไรนั้น ขอดูกันฉากต่อฉากดีกว่า น่าเสียวไส้อยู่ไม่น้อย&amp;rdquo; นายสำราญระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์นั้น พบว่าเฟซบุ๊ก Gen.Prayut Chan-o-cha ทีมงานได้โพสต์ภาพแอบถ่าย พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งกำลังนั่งทำงานภายในห้องทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยมีสายน้ำเกลือห้อยอยู่ที่มือด้านซ้ายด้วย พร้อมข้อความว่า &amp;ldquo;แอบถ่าย...อุ้ย!!! ....เติมพลัง...แข็งแรงๆครับเจ้านาย&amp;rdquo;
พ.อ.หญิงทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกฯ ชี้แจงถึงภาพดังกล่าวว่า นายกฯ ได้ฝากขอบคุณสื่อมวลชน และพี่น้องประชาชนทุกคนที่ห่วงใยสุขภาพ ซึ่งขณะนี้มีความสุขแข็งแรงดี เป็นธรรมดาที่คนมีอายุทำงานหนักก็ต้องเติมพลังบ้าง ยืนยันยังแข็งแรง 100% ตาก็หายเป็นปกติแล้ว สุขภาพใจก็ดีมีความสุข ที่การเลือกตั้งเสร็จสิ้นไปเรียบร้อยด้วยดีตามรัฐธรรมนูญ และได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้ คือนำพาสู่การเลือกตั้งตามกระบวนการประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ ขอขอบคุณคนไทยทุกคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า นายกฯ มีอาการอ่อนเพลียธรรมดา แต่เพื่อป้องกันไม่ให้ป่วยหนัก จึงให้แพทย์จากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้ามาให้น้ำเกลือบนห้องทำงานที่ตึกไทยคู่ฟ้า 1 กระปุก ซึ่งก่อนหน้านี้นายกฯ เคยทำเช่นนี้ในช่วงเดินทางไปต่างประเทศบ่อยและติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะพักผ่อนน้อย จึงป้องกันไม่ให้ป่วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 14.20 น. พล.อ.ประยุทธ์ได้เดินออกมาจากห้องทำงานตึกไทยคู่ฟ้า ภายหลังบันทึกเทปรายการศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดย พล.อ.ประยุทธ์พร้อมคณะทำงานได้ออกมายืนอยู่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อดูการทำงานของคนสวนที่กำลังตัดแต่งกิ่งไม้ที่สนามหญ้า และตอบคำถามถึงกรณีภาพให้น้ำเกลือว่า เป็นธรรมดาของคนแก่ ขอบคุณที่เป็นห่วง ตอนนี้ก็เติมน้ำมันหน่อย เป็นธรรมดา มันตันหมดแล้ว ต้องเติมน้ำมัน แต่แข็งแรงดีแล้ว&amp;nbsp;
จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ยกมือทำท่าชกมวย เพื่อแสดงความกระฉับกระเฉง พร้อมกล่าวว่า &amp;ldquo;ขอขอบคุณอีกครั้ง ขอไปทำงานต่อแล้ว&amp;rdquo; &amp;nbsp;
&amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo;แนะเพลาการเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.อ.อธิสิทธิ์ยังกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นห่วงสภาพจิตใจของพี่น้องประชาชนที่เฝ้าติดตามข่าวการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคการเมือง ในขณะที่ กกต.ยังไม่ได้ประกาศผลอย่างเป็นทางการ โดยขอความร่วมมือสื่อมวลชนนำเสนอข่าวในระดับที่เหมาะสม เพื่อลดความเครียดหรือความวิตกกังวลของประชาชน เนื่องจากขณะนี้ใกล้เข้าสู่พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย.เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นายกฯ อยากให้ช่วงเวลานี้เป็นเวลาที่คนไทยมีความสุข ความสามัคคี ประเทศชาติมีความสงบ ส่วนรัฐบาลยังคงต้องทำหน้าที่ต่อไปเพื่อดูแลแก้ไขปัญหาความทุกข์ยากของประชาชน โดยไม่อยากให้นำปัญหาทางการเมืองซึ่งยังเป็นเรื่องของอนาคตมาถกเถียงกันให้เกิดความสับสนหรือขัดแย้งไม่สิ้นสุด และควรเคารพความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย และรู้จักแยกแยะได้ว่าสิ่งที่ฝ่ายการเมืองทำอยู่ในขณะนี้มีวัตถุประสงค์ที่แท้จริงอย่างไร&amp;rdquo; พ.อ.อธิสิทธิ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีการจับขั้วการเมืองว่า การนับคะแนนยังไม่เรียบร้อย จะไปจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างไร ต้องรอให้ กกต.นับคะแนนให้เรียบร้อยก่อน ซึ่งหลังวันที่ 9 พ.ค. ค่อยว่ากัน ส่วนกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าการที่ กกต.ไม่เปิดเผยผลคะแนนการเลือกตั้ง 100% เรื่องนี้ต้องไปถาม กกต.
&amp;ldquo;จะฝากเรื่องอะไร ทุกอย่างขอให้รอวันที่ 9 พ.ค. ขณะนี้ก็มีความปรองดองกันอยู่แล้ว ถือเป็นเรื่องธรรมดาของการเลือกตั้ง&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ กล่าวถึงวาทกรรมเรื่องประชาธิปไตยและเผด็จการว่า ถ้าเราลดเรื่องวาทกรรมเหล่านี้ลงบ้างก็คงจะดี น่าจะเป็นประโยชน์กับประเทศ อยากให้ทุกคนมองผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ถ้าไปใช้วาทกรรมให้เกิดความเกลียดชัง เกิดการแบ่งแยก แตกแยกกัน ก็ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับประเทศไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประพันธ์ คูณมี นักเคลื่อนไหวทางการเมือง อดีตแนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โพสต์เฟซบุ๊กในเรื่องนี้ว่า วาทกรรมฝ่ายประชาธิปไตย กับฝ่ายเผด็จการเป็นทั้งการหลอกลวงและบิดเบือนข้อเท็จจริงที่ไร้ยางอาย เป็นการไม่เคารพสิทธิของประชาชน เป็นการใช้ตรรกะและปรัชญาแห่งความชั่วร้ายต่ำทรามทางการเมือง เป็นการเมืองที่สามานย์และเป็นการแบ่งแยก สร้างความเกลียดชังในหมู่ประชาชน อันเป็นพฤติการณ์ที่ถนัดของสมุนระบอบทักษิณ ที่เคยสร้างปัญหาป่วนเมือง สร้างความแตกแยกในสังคม เผาประเทศตนเองมาแล้วนั่นเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หากจะกล่าวกันอย่างตรงไปตรงมาในรอบกว่า 10 ปีมานี้ คงไม่มีระบอบการเมืองใดที่ชั่วร้ายเลวทรามยิ่งไปกว่าระบอบทักษิณ เพราะเนื้อแท้ของการเมืองระบอบนี้ เป็นทั้งเผด็จการ+เผด็จโกง ซึ่งระบอบเช่นนี้ต่างหากอันตรายน่ากลัว มิใช่การเมืองอย่างที่เห็นและเป็นอยู่ขณะนี้ ผมจะไม่ยอมรับพวกอ้างประชาธิปไตยบังหน้า แต่ต้องการฟื้นการเมืองสามานย์ของระบอบทักษิณให้กลับมาอีกครั้ง&amp;rdquo; นายประพันธ์กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32476</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤช เอื้อวงศ์, ถาวร เสนเนียม, ประพันธ์ คูณมี, พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ, พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, ภูมิธรรม เวชยชัย, มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์, ยงยุทธ ติยะไพรัช, สมศักดิ์ เทพสุทิน, สำราญ รอดเพชร, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เชาว์ มีขวด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190328/image_big_5c9cdb09928bb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32377</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/03/2019 15:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/03/2019 15:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ประพันธ์&#039;กระชากหน้ากากพรรคฝ่ายปชต.  ที่แท้ซากเดนระบอบทักษิณ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 มี.ค.62&amp;nbsp;- นายประพันธ์ คูณมี กล่าวว่า การออกมาชิงแถลงข่าว อ้างความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาล ของพรรคการเมืองปีกฝ่ายสนับสนุนระบอบทักษิณ ที่ใส่หน้ากากประชาธิปไตย แต่ใจประชาธิปโกง ชูธงต้านการสืบทอดอำนาจ คสช.บังหน้านั้น สะท้อนภาพการเมืองไทยให้เห็นชัดเจนว่า ซากเดนของระบอบทักษิณและสมุนบริวารของพวกเขายังเหลืออยู่ ทุกพรรค ทุกกลุ่มการเมืองต่างได้เผยโฉมหน้าที่แท้จริงให้ประชาชนได้เห็นแล้วว่า พวกเขาเป็นตัวแทนของใคร พวกเขายังดิ้นรนเพื่อฟื้นฟูอำนาจให้ระบอบทักษิณกลับมาทำลายบ้านเมืองเราอีกไม่สิ้นสุด ปรัชญาการเมืองของพวกเขาคือ &amp;quot;ถ้ากูแพ้คือมึงโกง ถ้ากูชนะคือชอบธรรม&amp;quot; &amp;nbsp;หรือ&amp;quot;เลือกตั้งคือประชาธิปไตย จะโกงอย่างไร ใช้อำนาจป่าเถื่อนอย่างไร ก็ไม่ใช่เผด็จการ&amp;quot; เหล่านี้คือธาตุแท้ของพวกเขา ที่ยังด้านหน้ามาแถลงอ้างประชาธิปไตยหรือความชอบธรรมที่จะมาปกครองพวกเรา โดยมิได้ละอายต่อการกระทำของพวกเขาที่ได้ร่วมกันทำลายชาติบ้านเมืองของเรามาแทบย่อยยับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประพันธ์ กล่าวว่าภารกิจที่จะต้องหยุดยั้งระบอบทักษิณ ระบอบการเมืองแห่งความชั่วร้ายและไร้คุณธรรม ไร้ความซื่อสัตย์ ต่อประเทศชาติและประชาชน และเป็นภัยคุกคามต่อสถาบันพระมหาษัตริย์ อันเป็นหน้าที่ของพวกเรายังไม่จบสิ้น เพียงแต่เปลี่ยนสมรภูมิมาอยู่ที่การเลือกตั้งหรือเวทีการเมืองในระบอบรัฐสภา ซึ่งต้องอาศัยสิทธิเสียงและอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยเป็นคนตัดสิน ประชาชนไทยจึงต้องสามัคคีกัน หยุดการสืบทอดอำนาจของระบอบทักษิณและสมุนบริวารของเขา จะมีเลือกตั้งอีกกี่ครั้ง จงใช้สิทธิเสียง อำนาจอธิปไตยในมือท่าน โหวตฝังพวกเขาเสียให้สิ้นซากเท่านั้น จึงจะมีระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข โดยแท้จริงเกิดขึ้นในแผ่นดินไทย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32377</URL_LINK>
                <HASHTAG>คู่แข่งฝ่ายประชาธิปไตย, ประพันธ์ คูณมี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190212/image_big_5c626c42bc2ee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28988</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/02/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/02/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บันทึกหน้า4</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไทยโพสต์ &amp;quot;อิสรภาพแห่งความคิด&amp;quot; หลบหน้าไป 4 วันท่ามกลางข่าวลือสารพัด! ล่าสุด&amp;nbsp; ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) โผล่มาที่ทำการพรรคเมื่อวันอังคาร เวลา 13.10 น. โดยกล่าวว่า กก.บห. รวมถึงสมาชิก ทษช.ขอน้อมรับพระราชโองการไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมด้วยความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และราชวงศ์ทุกพระองค์ พร้อมยกมือถวายบังคมเหนือศีรษะ และยังบอกว่าหลังจากนี้ไปจะต้องเดินหน้าสู่สนามเลือกตั้ง แต่จากพระราชโองการที่ระบุว่า &amp;quot;เป็นการกระทำที่มิบังควร ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง&amp;quot; ได้มีเสียงเรียกร้องให้ กก.บห.ขอพระราชทานอภัยโทษ และยุติบทบาททางการเมืองถึงจะสาสมแก่การกระทำความผิดดังกล่าว ดังนั้นแค่น้อมรับจะเพียงพอแล้วหรือ?...0&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ถึงอย่างไรก็รอดยาก! โดยมีรายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีมติส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งยุบพรรค ทษช.แล้ว หลังพิจารณาคำร้องที่ขอให้ตรวจสอบว่าการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรค ทษช.เข้าข่ายผิด พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 92 (2) กระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ภายหลัง นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.ได้ชี้แจงว่า กำลังพิจารณาอยู่ ยังไม่แล้วเสร็จ นอกจากนี้หากตรวจสอบลึกลงไปอีกก็จะมีความผิดตาม ม.28, 29 พ.ร.ป.พรรคการเมือง ที่พรรค ทษช.ปล่อยให้ผู้ที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคกระทำการควบคุมครอบงำชี้กิจกรรมของพรรค...0 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ดังกล่าว เป็นที่รับรู้กันไปทั่วในเครือข่ายพรรคการเมืองของ นักโทษหนีคุก ทั้ง ไทยรักษาชาติ, เพื่อไทย, เพื่อชาติ แต่หลายคนก็ไม่เชื่อว่าจะเป็นจริง กระทั่งมาชัดเจน 3-4 วันก่อนยื่นรายชื่อให้ กกต.บางคนก็ได้ทัดทานแล้ว แต่นักโทษหนีคุกยืนยันว่าเคลียร์เส้นทางแล้วตามโมเดลรัฐบาลปรองดอง ทำให้ได้กลับบ้านแบบเท่ๆ สุดท้ายก็หงายท้อง ถูกตราหน้าว่า ดึงฟ้าต่ำ เป็นตราบาปที่ไม่อาจลบเลือนจากความรู้สึกสังคมไทย ได้ประตูกลับบ้านปิดสนิทลงทันที นอกจาก กก.บห.ทษช. ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่รุ่นลูก-หลาน ถูกใช้เป็นเครื่องมือแล้ว พวกที่อ้างว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย อาทิ จาตุรนต์ ฉายแสง, สุธรรม แสงประทุม, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, ธิดา ถาวรเศรษฐ, ภูมิธรรม เวชยชัย เป็นต้น ก็เปรียบเสมือน &amp;quot;กระดาษทิชชู&amp;quot; ให้นักโทษหนีคุกขยี้ขยำยังงัยก็ได้ อย่างที่ รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ ว่านั่นแหละ สร้างประชาธิปไตยในพรรคให้ได้ก่อนที่จะมาเรียกร้องประชาธิปไตยระดับชาติให้เหม็นขี้ฟัน...0&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลัง แผ่นดินไหวทางการเมือง หรือ ระเบิดพลีชีพที่พรรคไทยรักษาชาติ ตามที่ นายประพันธ์ คูณมี อดีตแนวร่วมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เขียนบทวิเคราะห์ถึงเหตุการณ์ดังกล่าว ตามมาด้วยข่าวลืม ปลด ผบ.เหล่าทัพ จะมีการปฏิวัติ รัฐประหาร ทำเอาบรรดานักการเมืองในเครือข่ายนักโทษหนีคุก ส่วนใหญ่แทบไม่มีกะจิตกะใจอยากเดินสายหาเสียงเลือกตั้ง เพราะยังไม่แน่ใจว่าจะยังมีการเลือกตั้งตามโรดแมป 24 มี.ค.นี้หรือไม่ และยังบอบช้ำที่โดนนักโทษหนีคุกหักหลังอย่างเลือดเย็น โดยเฉพาะ หญิงหน่อย-สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ทั้งที่นักโทษหนีคุกไฟเขียวให้เป็นแคนดิเดตนายกฯ และพร้อมลงทุนเลือกตั้งเอง แต่เมื่อรู้ว่าเขาหลอกอย่างนี้แล้วจะควักกระเป๋าอีกต่อไปแค่ไหน?...0&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนพรรคการเมืองเครือข่าย คสช.คงจะกระหยิ่มยิ้มย่อง เมื่อแผนการของคู่แข่งล้มไม่เป็นท่า และลุ้นว่าหาก ทษช.ถูกยุบ คะแนนจะเทมาฝั่งตัวเอง โดย นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ระบุว่า &amp;quot;ขอเรียกร้องให้คนไทยผู้รักชาติ ช่วยกันหยุดระบบนอมินีให้หมดจากประเทศไทย ซึ่งจะเป็นภารกิจสำคัญลำดับแรกของ พล.อ.ประยุทธ์ ขอให้เชื่อใจ ไว้ใจ มั่นใจเลือกพรรคพลังประชารัฐ เลือก พล.อ.ประยุทธ์กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี ขจัดระบบนอมินีให้สิ้นด้วยกัน&amp;quot; แต่มวลชนฐานเสียงเครือข่ายของนักโทษหนีคุกก็ยังเลือกฝั่งตัวเองอยู่ดี คือ เพื่อไทย-เพื่อชาติ นอกจากว่าประชาชนที่ยังไม่เลือกข้าง-ยังไม่ตัดสินใจ จะเทคะแนนมาฝั่งตัวเอง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับยุทธวิธีต่อจากนี้จะโดนใจมากน้อยแค่ไหน และเพียงพอที่จะชนะหรือไม่...0&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28988</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์, บันทึกหน้า4, ประพันธ์ คูณมี, ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช, อิทธิพร บุญประคอง, แซมซาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a2df4ed2a690-2.png</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25966</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/01/2019 16:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/01/2019 16:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลรับฟ้อง&#039;คิงเพาเวอร์&#039;ฟ้องเรียก100ล้าน&#039;ฐานเศรษฐกิจ-ประพันธ์ คูณมี&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ม.ค.62 - ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลมีคำสั่งรับฟ้องในคดีหมายเลขดำ พ.20/2562 ที่บริษัทคิงเพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด มอบอำนาจให้นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ ทนายความยื่นฟ้อง บริษัท ฐานเศรษฐกิจ จำกัด, นายชัยวัฒน์ วนิชวัฒนะ บก.อาวุโส นสพ.ฐานเศรษฐกิจ, บริษัท ฐานเศรษฐกิจ มัลติมีเดีย จำกัด, นายอมรเวช รุจาทรัพย์, นายประพันธ์ คูณมี คอลัมนิสต์ นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ในฐานความผิด ร่วมกันกระทำละเมิด กล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง เรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยคำฟ้องสรุปจากกรณีนายประพันธ์ได้เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 1-3 พ.ย. 2561 กล่าวอ้างรายงานผลตรวจสอบข้อเท็จจริง เกี่ยวกับที่มาของการก่อสร้างเเละใช้ประโยชน์อาคาร City Garden ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ว่าถูกออกแบบก่อสร้างแบบหยาบๆ วัสดุไม่มีคุณภาพ ขาดการดูแลเรื่องความปลอดภัย บริษัทคิงเพาเวอร์ฯ สอดแทรกแบบแปลน เพื่อให้เกิดความสับสนสำคัญผิดในการทำงานของพนักงาน ทอท.ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ ทำให้ กก.ผจก.บริษัทคิงเพาเวอร์ฯ ได้รับผลประโยชน์ เป็นการกระทำไม่ยำเกรงระเบียบหลักเกณฑ์และบทบัญญัติกฎหมาย ซึ่งข้อความดังกล่าวไม่ใช่ข้อเท็จจริง เนื่องจากบริษัทคิงเพาเวอร์ฯ มีการขออนุญาตกระทำการตามระเบียบขั้นตอนทุกอย่างตามสัญญา โดยรายงานดังกล่าว ป.ป.ช.เองก็ได้มีการพิจารณาแล้วว่าไม่มีมูล ซึ่งนายประพันธ์ควรรู้อยู่แล้วว่าไม่ใช่เรื่องจริง การกระทำจึงไม่ถือเป็นการแสดงความเห็นโดยสุจริต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากศาลรับฟ้องแล้ว ได้มีคำสั่งให้นัดชี้สองสถานในวันที่ 19 เม.ย. 2562 เวลา 9.00 น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25966</URL_LINK>
                <HASHTAG>คิงเพาเวอร์, ฐานเศรษฐกิจ มัลติมีเดีย, ประพันธ์ คูณมี, ศาลแพ่งกรุงเทพใต้, อาคาร City Garden</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190107/image_big_5c3317db0701a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24561</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/12/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยกฟ้อง&#039;พธม.&#039;ม็อบยุคมาร์ค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลอุทธรณ์ยืนยกฟ้องคดีแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ชุมนุมคัดค้านรัฐบาล &amp;quot;มาร์ค&amp;quot; หน้าทำเนียบฯ ปมเขาพระวิหาร ชี้ประกาศพื้นที่กระทบความมั่นคงไม่มีผลบังคับใช้ เหตุลงราชกิจจานุเบกษาภายหลัง &amp;quot;ทนาย&amp;quot; &amp;nbsp;เผยต้องห้ามฎีกา เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากผู้พิพากษาศาลฎีกา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลแขวงดุสิต ถ.นครไชยศรี วันที่ 18 ธันวาคม &amp;nbsp; ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขดำ อ.607/2548 ที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 3 (ดุสิต) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง, นายสนธิ ลิ้มทองกุล, นายประพันธ์ คูณมี, นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์, นายรัก รักพงษ์ หรือสมณะโพธิรักษ์, นายสุริยะใส กตะศิลา, นายเทิดภูมิ ใจดี, นายพิภพ ธงไชย, นายรัชต์ยุตม์ หรืออมร ศิรโยธินภักดี, นายทศพล แก้วทิมา อดีตแกนนำและแนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) หรือกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ และเครือข่ายประชาชนปกป้องแผ่นดิน เป็นจำเลยที่ 1-10 ในความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนประกาศ และข้อกำหนดห้ามบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเข้าหรือให้ออกจากบริเวณพื้นที่หรือสถานที่ที่กำหนด ตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อัยการยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 10 มี.ค.2558 สืบเนื่องกรณีเมื่อวันที่ 9-19 ก.พ.2554 ซึ่งอยู่ในช่วงระยะเวลาที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกประกาศนายกรัฐมนตรี เรื่องพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ลงวันที่ 8 ก.พ.2554 และข้อกำหนดนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ที่ออกตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 มาตรา 18 มีผลบังคับใช้ จำเลยทั้งสิบกับพวกร่วมกันเข้าไป และไม่ออกจากบริเวณเส้นทาง ถ.พิษณุโลก ระหว่างแยกพาณิชยการพระนคร (ด้าน ถ.พระราม 5) ถึงแยกสวนมิสกวัน และเส้นทาง ถ.ราชดำเนินนอก ระหว่างแยกสวนมิสกวันถึงแยกมัฆวาน เขตดุสิต กทม. ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ปรากฏเหตุการณ์กระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร แล้วจำเลยทั้งสิบกับพวกปิดการจราจรบริเวณถนนและแยกดังกล่าวทำให้ประชาชนไม่สามารถสัญจรไปมาได้ปกติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังสร้างเวทีปราศรัยถาวรบน ถ.พิษณุโลก บริเวณเชิงสะพานชมัยมรุเชฐ ลึกเข้าไปในผิวจราจร โดยใช้ชื่อ &amp;ldquo;เครือข่ายประชาชนคนไทยหัวใจรักชาติ&amp;rdquo; กับตั้งเวทีปราศรัยถาวรบน ถ.ราชดำเนินนอก บริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ โดยใช้ชื่อกลุ่มว่า &amp;ldquo;พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย&amp;rdquo; ซึ่งจำเลยทั้งสิบเป็นแกนนำผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นเวทีปราศรัยโจมตีการบริหารประเทศของรัฐบาล กรณีความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชา โดยจำเลยทั้งสิบกับพวกไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย เหตุเกิดที่แขวง-เขตดุสิต กทม. ซึ่งจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธขอต่อสู้คดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยระหว่างการพิจารณาจำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราวไป และวันนี้ทุกคนก็เดินทางมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ส่วนนายสนธิ อดีตแกนนำ พธม. ที่ปัจจุบันถูกคุมขังในเรือนจำคลองเปรม คดีความผิด พ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็ถูกเบิกตัวมาฟังคำพิพากษาด้วย โดยมีสีหน้าสดใส แต่ร่างกายค่อนข้างผอมกว่าเดิม ขณะที่กลุ่มแกนนำเมื่อเจอหน้ากันก็พูดคุยทักทายกันด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม โดยมีกลุ่มผู้สนับสนุนจำนวนหนึ่งมาร่วมให้กำลังใจประมาณ 20-30 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้ศาลแขวงดุสิต ซึ่งเป็นศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 พ.ค.2560 ให้ยกฟ้องทั้งหมด เนื่องจากการออกประกาศพื้นที่ห้ามบุคคลเข้า-ออก บริเวณถนนราชดำเนิน ดุสิต และพื้นที่ใกล้เคียงรอบทำเนียบฯ ไม่มีสภาพใช้เป็นกฎหมาย เพราะได้ลงประกาศในราชกิจจาฯ และมีผลบังคับใช้ภายหลังจากการชุมนุม ต่อมาอัยการโจทก์ยื่นอุทธรณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษากันแล้วต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสิบกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ซึ่งปรากฏว่าการออกประกาศเรื่องพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงฯ เป็นการออกตามมติ ครม.และตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯ มาตรา 15 วรรคหนึ่ง จึงถือได้ว่าประกาศนั้นมีสภาพบังคับเป็นกฎหมาย ส่วนข้อกำหนดของนายกฯ ในฐานะ ผอ.รมน. ได้ออก ตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯ มาตรา 18 นั้น ก็มีสภาพบังคับเป็นกฎหมายเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนคำสั่ง กอ.รมน.ที่ 45/2554 เรื่องการจัดตั้งศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย ที่ออกโดยนายกฯ ในฐานะ ผอ.รมน.นั้น แม้จะมีสภาพบังคับเป็นกฎหมายแต่ก็จะมีผลบังคับเมื่อได้ลงประกาศในราชกิจจาฯ แล้ว ซึ่งทางนำสืบของโจทก์รับฟังได้ว่า คำสั่ง กอ.รมน.ที่ 45/2554 ได้ลงประกาศราชกิจจาฯ เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2554 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้วันที่ 18 ก.พ.2554
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น คำสั่ง กอ.รมน. ที่เกิดก่อนในวันดังกล่าว จึงไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย รวมทั้งการกระทำของ ผบ.ตร.ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย ซึ่งได้ออกประกาศศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย ฉบับที่ 1/2554 เรื่องห้ามบุคคลเข้าหรือออกจากบริเวณพื้นที่อาคารหรือสถานที่กำหนด เมื่อวันที่ 9 ก.พ.2554 อันเป็นการประกาศเพื่อให้ประชาชนและกลุ่มผู้ชุมนุมทราบถึงพื้นที่ควบคุมในเขตพื้นที่ต่างๆ ก็ไม่มีสภาพบังคับเป็นกฎหมาย เพราะได้กระทำก่อนที่คำสั่ง กอ.รมน.ที่ 45/2554 จะมีผลบังคับใช้ และเป็นการประกาศที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยทั้ง 10 จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องมานั้นเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังนายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความอดีตแกนนำ พธม. เปิดเผยว่า อัยการจะฎีกาหรือไม่นั้น ตามกฎหมายใหม่ ถ้าคดีใดที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาตรงกันต้องห้ามฎีกา เว้นแต่ได้รับรองอนุญาตให้ฎีกาจากผู้พิพากษาศาลฎีกา จึงเชื่อว่าอัยการคงไม่ยื่นฎีกา แต่หากยื่นมาทุกคนพร้อมสู้คดีอยู่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ อดีตแกนนำ พธม. กล่าวว่า เป็นเทคนิคข้อกฎหมาย เพราะว่าคดีนี้แม้ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่โดยหลักการข้อกฎหมายมีอยู่ว่า การประกาศใช้กฎหมายใดแล้วจะเอาผิดย้อนหลังนั้นไม่สามารถทำได้ ซึ่งเราก็ต่อสู้ประเด็นนี้มาตลอดตั้งแต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ดังนั้นจึงชัดเจนว่าการชุมนุมเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติไม่เป็นความผิด.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24561</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประพันธ์ คูณมี, ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์, สนธิ ลิ้มทองกุล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181218/image_big_5c18f84c25cd8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
