<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103277</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/05/2021 09:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/05/2021 09:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมบัญชีกลางเปิดแนวทางเบิกค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยโควิด-19  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 พ.ค. 2564 นายประภาศ คงเอียด อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ปัจจุบันได้รับข้อร้องเรียนเป็นจำนวนมากเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลของผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโควิด 19 โดยเฉพาะกรณีที่เข้ารับการตรวจและรักษาพยาบาลที่สถานพยาบาลของเอกชน กรมบัญชีกลาง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และสำนักงานประกันสังคม จึงได้ร่วมบูรณาการเพื่อกำหนดสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลประชาชนกลุ่มเสี่ยงและผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด 19 ให้เข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่จำเป็นและเหมาะสม โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งในสถานพยาบาลของทางราชการและสถานพยาบาลของเอกชน และได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง สิทธิผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อให้ทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนประชาชนทราบถึงสิทธิที่พึงได้รับตามกฎหมาย โดยมีรายละเอียด ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการติดเชื้อไวรัสโควิด 19 สำหรับประชาชนกลุ่มเสี่ยงและเป็นไปตามเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด ประชาชนทุกคนได้รับสิทธิดังกล่าว โดยที่ สปสช. จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการทั้งในสถานพยาบาลของทางราชการและสถานพยาบาลของเอกชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2563 วันที่ 21 เมษายน 2563 และวันที่ 27 เมษายน 2564 เห็นชอบหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขกำหนดค่าใช้จ่าย ในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019 (Covid 19)) ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของเอกขน ซึ่งหลักเกณฑ์ฯ ดังกล่าว ได้กำหนดขึ้น เพื่อรองรับสิทธิของผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 19 ให้สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของเอกชนได้ทุกแห่ง และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ โดยที่สถานพยาบาลของเอกชนจะต้องดำเนินการส่งข้อมูลเพื่อขอเบิกเงินตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวมายัง สปสช. ก่อนที่จะส่งเรื่องไปยัง 3 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กรมบัญชีกลาง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และสำนักงานประกันสังคม เพื่อจ่ายเงินให้กับสถานพยาบาลของเอกชนโดยตรงต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุข ได้เร่งสร้างการรับรู้เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ฯ ข้างต้น ให้แก่สถานพยาบาลต่าง ๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องและทั่วถึง เพื่อให้การดำเนินการป้องกันและการรักษาพยาบาลผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 19 รวมถึงการดำเนินการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยทั้ง 3 หน่วยงานเห็นพ้องกันที่จะร่วมกันคุ้มครองสิทธิของประชาชน ให้สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ตามสิทธิของประชาชนที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 49 วรรค 3 ซึ่งกำหนดให้บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ Call center กรมบัญชีกลาง 02 270 6400 ในวัน เวลาราชการ&amp;rdquo; อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103277</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่ารักษาพยาบาลของผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโควิด 19, ประภาศ คงเอียด, อธิบดีกรมบัญชีกลาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210422/image_big_6081512fecfd4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100444</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2021 15:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2021 15:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บัญชีกลาง&#039;ยันรักษาโควิดรพ.สนามเบิกได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 เมษายน 2564 นายประภาศ คงเอียด อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า กรมบัญชีกลางได้พิจารณาตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 8 วรรคหนึ่ง (1) และวรรคสอง ที่กำหนดให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลสำหรับตนเอง หรือบุคคลในครอบครัวของตน กรณีเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของทางราชการ ทั้งประเภทผู้ป่วยนอก และผู้ป่วยใน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สืบเนื่องจากการแพร่ระบาดระลอกใหม่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สถานพยาบาลของทางราชการไม่เพียงพอต่อการดูแลรักษาผู้ป่วย และมีสถานพยาบาลหลายแห่งได้ขอหารือเกี่ยวกับกรณีเปิดสถานที่ดูแลผู้ป่วยเฉพาะกิจ เพื่อรองรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19ว่าสามารถขอใช้สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลได้หรือไม่ ซึ่งกรมบัญชีกลางได้พิจารณาดำเนินการตามแนวทางกฎหมายแล้ว&amp;rdquo; นายประภาศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ประเภทและอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด ซึ่งตามหลักเกณฑ์และอัตราค่ารักษาพยาบาลประเภทผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในสถานพยาบาลของทางราชการ กรณีผู้มีสิทธิหรือบุคคลในครอบครัวเสี่ยงหรือติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนสถานพยาบาลของทางราชการหรือสถานที่ดูแลผู้ป่วยเฉพาะกิจสำหรับผู้ติดเชื้อโควิด-19ไว้ ประกอบกับการดำเนินการในเรื่องดังกล่าว เป็นอำนาจการบริหารจัดการของสถานพยาบาลของทางราชการ
อย่างไรก็ดี หากสถานพยาบาลของทางราชการมีความจำเป็นต้องเปิดสถานที่ดูแลผู้ป่วยเฉพาะกิจสำหรับผู้ติดเชื้อโควิด-19เพื่อให้บริการทางการแพทย์ในสถานที่ใดหรือเรียกชื่ออย่างใด สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลจากทางราชการได้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100444</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมบัญชีกลาง, การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, ประภาศ คงเอียด, เบิกจ่าย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210422/image_big_6081512fecfd4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95702</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2021 10:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2021 10:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังปรับเกณฑ์ค่ารักษาพยาบาลผู้ติดเชื้อHIVและป่วยไตวาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มี.ค. 2564 นายประภาศ คงเอียด อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า กรมบัญชีกลางได้ดำเนินโครงการเบิกจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังด้วยวิธีการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมมาอย่างต่อเนื่อง โดยให้ผู้มีสิทธิและบุคคลในครอบครัวสามารถเบิกจ่ายตรงค่าฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมในสถานพยาบาลของทางราชการและสถานพยาบาลของเอกชนที่เข้าร่วมโครงการได้ ไม่เกินครั้งละ 2,000 บาท ประกอบกับในปัจจุบัน กรมบัญชีกลางได้รับทราบปัญหาข้อร้องเรียนของสมาคมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทยและเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย กรณีผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังที่เป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีเข้าไม่ถึงบริการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูง อีกทั้งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้มีการปรับอัตราการจ่ายเงินชดเชยค่าบริการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงได้มากขึ้นด้วย ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันในระบบสวัสดิการรักษาพยาบาล และสอดคล้องกับสิทธิของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมบัญชีกลางจึงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์และอัตราค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังด้วยวิธีการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (ฉบับที่ 2) โดยกำหนดเพิ่มเติมให้ผู้มีสิทธิและบุคคลในครอบครัว ซึ่งได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้ทำการรักษาว่าเป็นผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังที่เป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีและมีความจำเป็นต้องล้างไต ให้มีสิทธิได้รับค่าฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมที่สถานพยาบาลของทางราชการและสถานพยาบาลเอกชน ครั้งละไม่เกิน 4,000 บาท ทั้งนี้ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้มีสิทธิและบุคคลในครอบครัวที่ติดเชื้อเอชไอวีและป่วยด้วยโรคไตวายเรื้อรัง ให้สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้งเพื่อให้การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่เกิดความเหลื่อมล้ำในระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของทั้ง 3 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานประกันสังคม และกรมบัญชีกลาง

&amp;ldquo;หลักเกณฑ์ฉบับดังกล่าว จะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2564 เป็นต้นไป โดยผู้มีสิทธิและบุคคลในครอบครัวที่ต้องการเข้ารับการรักษา&amp;nbsp; สามารถตรวจสอบการให้บริการกับสถานพยาบาลเอกชนได้จากแอพพลิเคชั่น &amp;ldquo;CGD.iHealthCare&amp;rdquo; เลือกเมนูสถานพยาบาลที่เข้าร่วม เลือกกลุ่มเฉพาะโรค (ฟอกไต) และใส่จังหวัดที่ต้องการค้นหาหรือชื่อสถานพยาบาลที่ต้องการค้นหา หรือติดต่อสอบถามที่ Call Center กรมบัญชีกลาง 02 270 6400 ในวัน เวลาราชการ&amp;rdquo; อธิบดีกรมบัญชีกลางกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95702</URL_LINK>
                <HASHTAG>#กรมบัญชีกลาง, ประภาศ คงเอียด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210311/image_big_60498f3d8b3a9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82277</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/10/2020 13:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/10/2020 13:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บอร์ด PPP ไฟเขียว 2 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 19,000 ล้านบาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ต.ค.2563 นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กรรมการ และเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (คณะกรรมการ PPP) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการ PPP ครั้งที่ 3/2563 เมื่อวันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2563 ณ ศูนย์เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ กระทรวงพลังงาน โดยมีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่งมีผลการประชุมสรุปได้ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. คณะกรรมการ PPP ได้เห็นชอบในหลักการของโครงการให้เอกชนร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP Net Cost จำนวน 2 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 18,961 ล้านบาท ได้แก่ 1.1 &amp;nbsp;โครงการบริหารจัดการท่าเทียบเรือสาธารณะเพื่อขนถ่ายสินค้าเหลว ของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) มูลค่ารวม 16,096 ล้านบาท ในรูปแบบการให้เอกชนบริหารจัดการโดยให้สัมปทาน โดย กนอ. จะมอบสิทธิแก่เอกชนเข้าใช้ทรัพย์สินเดิมของโครงการและดำเนินโครงการ ทั้งนี้ เอกชนจะเป็นผู้รับผิดชอบการลงทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั้งหมด โดยภาครัฐไม่มีภาระการลงทุนในโครงการ ตลอดระยะเวลาร่วมลงทุน 30 ปี เพื่อสนับสนุนการประกอบกิจการของผู้ประกอบการในพื้นที่กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.2 &amp;nbsp;โครงการศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของ จังหวัดเชียงราย ของกรมการขนส่งทางบกมูลค่ารวม 2,865 ล้านบาท โดยภาครัฐเป็นผู้ลงทุนค่าที่ดิน ค่าก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุนค่าอุปกรณ์ขนถ่ายสินค้า อุปกรณ์สำนักงานและส่วนประกอบ และงานระบบที่เกี่ยวข้องกับการบริหารด้านการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ รวมถึง O&amp;amp;M ทั้งหมด ตลอดระยะเวลาโครงการ 15 ปี เพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนรูปแบบ การขนส่งระหว่างประเทศบริเวณพื้นที่เศรษฐกิจชายแดน รวมถึงเชื่อมต่อระบบการขนส่งจากทางถนนไปสู่ทางรถไฟ โดยให้ไปพิจารณาผลตอบแทนของรัฐอย่างรอบคอบในขั้นตอนการคัดเลือกเอกชน รวมถึงการขอรับสิทธิประโยชน์ BOI&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. คณะกรรมการ PPP เห็นชอบร่างกฎหมายลำดับรองและแนวทางปฏิบัติภายใต้ พ.ร.บ. การร่วมลงทุนฯ ปี 2562 ในเรื่องหลักเกณฑ์ในการพิจารณาใช้การคัดเลือกเอกชนโดยไม่ใช้วิธีประมูล รวมถึงแนวทางการพิจารณาความสำคัญของโครงการร่วมลงทุนที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1,000 - 5,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีกฎหมายลำดับรองที่ใช้สำหรับการจัดทำและดำเนินโครงการครบถ้วน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. คณะกรรมการ PPP ยังได้วินิจฉัยกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตาม พ.ร.บ. การร่วมลงทุนฯ ปี 2562 ตามมาตรา 20 (9) ตามที่มีหน่วยงานหารือในกรณีปัญหาข้อกฎหมายตาม พ.ร.บ. การร่วมลงทุนฯ ปี 2562 &amp;nbsp;ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82277</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประภาศ คงเอียด, สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201030/image_big_5f9bb3f2b1f42.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80323</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2020 09:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2020 09:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐวิสาหกิจตะลุยส่งรายได้แผ่นดินทะลุเป้า“กองสลาก-ปตท.-กฟผ.”ครองแชมป์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ต.ค. 2563 นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ในเดือน ก.ย. 2563 สคร. จัดเก็บเงินนำส่งรายได้แผ่นดินจากรัฐวิสาหกิจและกิจการที่กระทรวงการคลังถือหุ้นต่ำกว่า 50% จำนวน 6,573 ล้านบาท ส่งผลให้ ณ สิ้นปีงบประมาณ 2563 (1 ต.ค. 2562 &amp;ndash; 30 ก.ย. 2563) มีเงินนำส่งรายได้แผ่นดินจากรัฐวิสาหกิจและกิจการที่กระทรวงการคลังถือหุ้นต่ำกว่า 50% รวมจำนวน 188,861 ล้านบาท เป็นไปตามเป้าหมายเงินนำส่งรายได้แผ่นดินตามเอกสารงบประมาณจำนวน 188,800 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยรัฐวิสาหกิจที่นำส่งรายได้แผ่นดินสะสมสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1. สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล นำส่งรายได้แผ่นดิน 46,598 ล้านบาท, 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นำส่งรายได้แผ่นดิน 29,198 ล้านบาท, 3. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นำส่งรายได้แผ่นดิน 28,619 ล้านบาท, 4. ธนาคารออมสิน นำส่งรายได้แผ่นดิน 18,000 ล้านบาท 5. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) นำส่งรายได้แผ่นดิน 10,500 ล้านบาท, 6. บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) นำส่งรายได้แผ่นดิน 8,890 ล้านบาท, 7. การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค นำส่งรายได้แผ่นดิน 6,715 ล้านบาท, 8. การท่าเรือแห่งประเทศไทย นำส่งรายได้แผ่นดิน 6,230 ล้านบาท, 9. ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) นำส่งรายได้แผ่นดิน 5,922 ล้านบาท และ10. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) นำส่งรายได้แผ่นดิน 5,660 ล้านบาท หน่วยงานอื่น ๆ นำส่งรายได้แผ่นดิน 22,529 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในปีงบประมาณ 2564 สคร. มีเป้าหมาย การจัดเก็บจำนวน 159,800 ล้านบาท ซึ่งจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19) ได้ส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของรัฐวิสาหกิจ และอาจส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บเงินนำส่งรายได้แผ่นดินด้วย โดย สคร. จะกำกับติดตามการนำส่งรายได้แผ่นดินของรัฐวิสาหกิจอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เงินนำส่งรายได้แผ่นดินของรัฐวิสาหกิจช่วยรักษาเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาวต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80323</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประภาศ คงเอียด, รัฐวิสาหกิจ, เงินนำส่งรายได้แผ่นดิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201013/image_big_5f8514b837888.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78871</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2020 15:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2020 15:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สคร.&#039;โชว์รัฐวิสาหกิจเบิกจ่ายกระฉูด 1.6 แสนล้าน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.ย.2563 นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า สคร. ได้ติดตามการเบิกจ่ายงบลงทุนในปี 2563 ของรัฐวิสาหกิจ 44 แห่ง ที่ สคร. กำกับดูแล โดย ณ สิ้นเดือน ส.ค. 2563 มีผลการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสมจำนวน 160,498 ล้านบาท หรือคิดเป็น 82% ของแผนการเบิกจ่ายสะสมและในกรณีที่ไม่รวมโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ดำเนินการล่าช้ามาอย่างต่อเนื่องจะทำให้ในภาพรวมรัฐวิสาหกิจมีผลการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสมคิดเป็น 95% ของแผนการเบิกจ่ายสะสม โดย สคร. ยังคงติดตามดูแลโครงการลงทุนที่เบิกจ่ายล่าช้าอย่างใกล้ชิด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับงบลงทุนปี 2564 ที่กำลังจะเริ่มในเดือน ต.ค. นี้ สคร. ได้เตรียมความพร้อมในการติดตามการเบิกจ่ายงบลงทุนปี 2564 อย่างใกล้ชิด โดยให้ความสำคัญกับการเร่งรัดโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศและจะกำกับดูแลให้การเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจมีความสอดคล้องกับมาตรการการบริหารเศรษฐกิจในระยะปานกลางและระยะยาวของศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบศ.) ต่อไป&amp;rdquo; นายประภาศ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวปิยวรรณ ล่ามกิจจา ที่ปรึกษาด้านพัฒนารัฐวิสาหกิจ สคร. กล่าวว่า ผลการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสมของรัฐวิสาหกิจ 44 แห่ง แบ่งเป็นการเบิกจ่ายของรัฐวิสาหกิจปีงบประมาณ 34 แห่ง จำนวน 84,792 ล้านบาท หรือคิดเป็น 69% ของแผนการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสม 11 เดือน (ตั้งแต่เดือน ต.ค. 62 &amp;ndash; ส.ค. 63) และการเบิกจ่ายของรัฐวิสาหกิจปีปฏิทิน 10 แห่ง จำนวน 75,706 ล้านบาท หรือคิดเป็น 104% ของแผนการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสม 8 เดือน (ตั้งแต่เดือน ม.ค. &amp;ndash; ส.ค. 2563) &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในกรณีที่ไม่รวมโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ติดประเด็นทางเทคนิคและดำเนินการล่าช้ามาอย่างต่อเนื่อง 3 โครงการ ได้แก่ โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย &amp;ndash; จีน ระยะที่ 1 ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.), โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. และโครงการทางพิเศษสายพระราม 3 &amp;ndash; ดาวคะนอง &amp;ndash; วงแหวนรอบนอกตะวันตก ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) จะทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจปีงบประมาณคิดเป็น 87% ของแผนการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จะเห็นได้ว่าการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจทั้งปีงบประมาณและปีปฏิทินส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในระดับที่ดีมาก โดยมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่สามารถเบิกจ่ายได้เกินกว่าเป้าหมาย เช่น โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าภาคใต้ตอนล่างและภาคตะวันตกของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรม &amp;ndash; มีนบุรี และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงหมอชิต &amp;ndash; สะพานใหม่ &amp;ndash; คูคต ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)&amp;rdquo; นางสาวปิยวรรณ กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78871</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประภาศ คงเอียด, ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.), เบิกจ่ายรัฐวิสาหกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180907/image_big_5b9274261ed4c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76580</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/09/2020 18:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/09/2020 18:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โต้ปมร้าวทำ “ปรีดี” สละเรือบิ๊กตู่ ลุ้นสเปกขุนคลังคนใหม่ฝ่ามรสุมศก.-บารมีการเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กลายเป็นประเด็นร้อน &amp;ldquo;ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์&amp;rdquo; ทันที หลังจาก &amp;ldquo;ปรีดี ดาวฉาย&amp;rdquo; อดีต รมว.การคลัง ประกาศสละเรือไม่ไปต่อกับรัฐบาลประยุทธ์ 2/2 ทั้งที่เพิ่งมีการปรับทีมเศรษฐกิจรัฐบาล และเริ่มทำงานได้เพียง 27 วัน สร้างความตกใจให้กับประเทศเป็นอย่างมาก แถมยังเป็นการประกาศลาออกท่ามกลางกระแสข่าว ขัดแย้ง กับ &amp;ldquo;สันติ พร้อมพัฒน์&amp;rdquo; รมช.การคลัง อีกตะหาก จึงกลายเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายจับตามองเป็นอย่างมากถึงทิศทางของกระทรวงการคลัง ภายใต้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แท้จริงแล้วปมร้าวระหว่าง &amp;ldquo;ปรีดี&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;สันติ&amp;rdquo; เริ่มมาจากประเด็นเรื่องการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงการคลัง เนื่องจาก &amp;ldquo;ประสงค์ พูนธเนศ&amp;rdquo; ปลัดกระทรวงการคลังคนปัจจุบัน จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.นี้ ทำให้ก่อนหน้านี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีการแต่งตั้งให้ &amp;ldquo;กฤษฎา จีนะวิจารณะ&amp;rdquo; อธิบดีกรมศุลกากร มาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลังแทน ซึ่งนั่นเองเป็นเหตุผลของการโยกย้ายใหญ่ของกระทรวงการคลังในครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เริ่มจากในการประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.ระยอง เมื่อปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา &amp;ldquo;ปรีดี&amp;rdquo; ได้เสนอเอกสารโดยระบุชื่อ &amp;ldquo;ลวรณ แสงสนิท&amp;rdquo; ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพสามิต แต่! กลับมีการขานชื่อ &amp;ldquo;ประภาศ คงเอียด&amp;rdquo; ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) แทน จน &amp;ldquo;วิษณุ เครืองาม&amp;rdquo; รองนายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นทักท้วงทันทีว่า ไม่สามารถทำได้ เพราะชื่อที่ขานกับเอกสารที่นำเข้า ครม.ไม่ตรงกัน จึงทำให้คลังต้องถอนวาระดังกล่าวออกไปก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แว่วๆ มาว่า เบื้องหลังการแต่งตั้งอธิบดีกรมสรรพสามิตครั้งนี้ มีเอกชนรายใหญ่ในวงการที่เกี่ยวข้องกับกรมดังกล่าวเข้ามาเอี่ยวด้วย โดยมีการฝากฝังผ่าน รมช.การคลัง ก่อนจะส่งรายชื่อให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี จนกลายเป็นเรื่องโบ๊ะบ๊ะกลางที่ประชุม ครม.สัญจร ก่อนที่ &amp;ldquo;ปรีดี&amp;rdquo; จะเสนอเรื่องนี้ให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาอีกครั้ง โดยยังยืนยันโผเดิมที่เคยเสนอไป และ ครม.ก็เห็นชอบตามที่เสนอ หลังจากนั้นก็มีข่าวว่า &amp;ldquo;ปรีดี&amp;rdquo; ลาออกตามมาทันที&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้ว่าท้ายที่สุด &amp;ldquo;ปรีดี&amp;rdquo; จะออกมายืนยันชันเจนถึงเหตุผลของการลาออกครั้งนี้ว่า ไม่เกี่ยวกับปมขัดแย้งกับนายสันติแต่อย่างใด เพราะที่ผ่านมาการทำงานเข้าขากันได้ดี มีการรับฟังและช่วยงานกันอย่างเต็มที่ แต่ที่ต้องไขก๊อกลาออกทิ้งเก้าอี้ขุนคลังไปอย่างกะทันหัน ก็เพราะ &amp;ldquo;ปัญหาเรื่องสุขภาพ&amp;rdquo; ซะมากกว่า เพราะเมื่อ 3-4 ปีก่อน เคยมีอาการเส้นเลือดในสมองตีบ ซึ่งเดิมที่คิดว่าอาการต่างๆ ทุเลาเบาบางลงแล้ว แต่ภายหลังจากรับตำแหน่งสำคัญอย่าง รมว.การคลัง อาการที่เคยคิดว่าดีขึ้นก็กลับมาใหม่ นั่นเพราะการทำงานที่กดดัน และอยากให้งานทุกอย่างบรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ จนท้ายที่สุดก็ไม่ไหว จำเป็นต้องลาออกไปนั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ &amp;ldquo;สันติ&amp;rdquo; เองก็ออกมายืนยันอีกแรงว่า ไม่ได้มีความขัดแย้งทั้งในมุมส่วนตัวกับ &amp;ldquo;ปรีดี&amp;rdquo; และภายในพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แต่อย่างใด โดยยอมรับว่าภาพการทำงานอาจจะดูเหมือนขัดแย้งกัน เพราะผมทำหน้าที่เป็นเพียง รมช.การคลังเท่านั้น มีการแบ่งงานกันรับผิดชอบอย่างชัดเจน เพื่อให้ รมว.การคลังได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ปรีดี&amp;rdquo; ได้โทร.มาขอโทษถึงการลาออก ซึ่งทำให้มีข่าวออกมาว่าเกิดจากปมความขัดแย้งระหว่างกัน อีกทั้งยังได้ขอบคุณที่ร่วมทำงานด้วยกันในช่วงที่ผ่านมา และผมสามารถนำประสบการณ์ในฐานะ รมช.การคลัง ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมามาใช้ในการทำงานให้เกิดประโยชน์ได้อย่างมาก ยืนยันว่าการทำงานระหว่างผมและ &amp;ldquo;ปรีดี&amp;rdquo; ไม่มีความขัดแย้งแม้แต่น้อย แต่ด้วยปัญหาด้านสุขภาพของ &amp;ldquo;ปรีดี&amp;rdquo; กับภาระหน้าที่ที่กดดัน จากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัว จำเป็นต้องมีการออกนโยบายใหม่ๆ และงานส่วนใหญ่ถาโถมมาที่คลังเป็นหลัก จึงเป็นประเด็นสำคัญของการลาออกครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อนจะออกตัวกลายๆ ว่า มีความพร้อมหากนายกรัฐมนตรีต้องการให้ &amp;ldquo;สันติ&amp;rdquo; ขยับเก้าอี้ขึ้นไปนั่งเป็น &amp;ldquo;ขุนคลัง&amp;rdquo; โดย &amp;ldquo;สันติ&amp;rdquo; ระบุว่า ผมทำงานร่วม 2 รมว.การคลังที่อยู่ในภาคเศรษฐกิจและการเงิน และอีกหนึ่งรองนายกรัฐมนตรีที่คร่ำหวอดทางเศรษฐกิจ ฉะนั้นผมซึมซับเศรษฐกิจของบ้านเราทั้งภาวะเดินหน้าและถดถอย โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ต้องทำงานได้ทันทีภายใต้ความกดดันนั้น ผมทำงานผ่านมาเป็นเวลากว่า 1 ปี ในอดีตผมเคยอยู่กระทรวงใหญ่ๆ มาแล้ว เคยเป็น รมว.คมนาคม และ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผมมีความเชี่ยวชาญและภูมิต้านทานพร้อมรับแรงกดดันในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ก็ออกมายอมรับการลาออกของ &amp;ldquo;ปรีดี&amp;rdquo; ด้วยเหตุผลและความจำเป็นด้านสุขภาพ ซึ่งหมอแนะนำให้พักผ่อน เพราะกลัวว่าอาการจะรุนแรงขึ้น พร้อมทั้งยืนยันว่า แม้ว่าจะไม่มี รมว.การคลังในขณะนี้ แต่รัฐบาลก็ยังสามารถทำงานต่อไปได้ ขอให้ทุกฝ่ายไม่ต้องกังวล เพราะยังมี รมช.การคลังและข้าราชการอยู่ อีกทั้งนายกรัฐมนตรีเอง ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจก็กำกับดูแลอยู่แล้ว ยืนยันว่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยังเดินหน้าต่อไปได้ พร้อมทั้งอยากให้เชื่อมั่นว่ารัฐบาลทำงานได้ อย่ายึดติดกับตัวบุคคลมากนัก ส่วนการจะตั้ง รมว.การคลังคนใหม่นั้น จะดำเนินการในช่วงเวลาที่เหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน &amp;ldquo;สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์&amp;rdquo; รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงการคลัง ระบุว่า การลาออกของ &amp;ldquo;ปรีดี&amp;rdquo; นั้น จะไม่ส่งผลต่อการทำงานของทีมเศรษฐกิจรัฐบาล เพราะนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ แผนงานของรัฐบาลมีการวางไว้หมดแล้ว ดังนั้น รมช.การคลัง รวมทั้งข้าราชการ ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงการคลัง ที่ยังทำงานอยู่ ก็ล้วนมีความเชี่ยวชาญ สามารถขับเคลื่อนงานให้เป็นไปตามแนวทางที่รัฐบาลวางไว้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ภาคเอกชนอย่าง &amp;ldquo;สุพันธุ์ มงคลสุธี&amp;rdquo; ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ก็ออกมายอมรับว่า ส่วนตัวรู้สึกช็อกกับการลาออกจากตำแหน่งของ &amp;ldquo;ปรีดี&amp;rdquo; ซึ่งเป็นธรรมดาที่เรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาล และเป็นประเด็นที่นายกรัฐมนตรีต้องรีบพิจารณาหา รมว.การคลังคนใหม่ที่มีความรู้ เข้าใจการทำงาน และทำงานเป็นทีมร่วมกับ ครม.ได้เข้ามาทำหน้าที่ให้เร็วที่สุด เพื่อสะท้อนถึงความมีเสถียรภาพของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เข้าใจว่านายปรีดีอาจมีปัญหาเรื่องสุขภาพหรืออาจมีเรื่องไม่สบายใจอย่างไรหรือไม่ แต่อย่างไรเสียก็ The show must go on (การแสดงยังต้องดำเนินต่อไป) นายกรัฐมนตรีคงต้องเร่งหาบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสมเข้ามาเป็น รมว.คลัง ใหม่โดยเร็ว เพื่อสร้างความมั่นใจต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะความจำเป็นที่รัฐบาลยังต้องให้ความช่วยเหลือภาคส่วนต่างๆ ทั้งผู้ประกอบการและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ข้อกังวลที่หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาเรื่องปากท้องชาวบ้านจะล่าช้านั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะหา รมว.การคลังคนใหม่เข้ามาทำหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายที่สำคัญและผลักดันมาตรการต่างๆ ได้แค่ไหน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ &amp;ldquo;กิจพณ ไพรไพศาลกิจ&amp;rdquo; ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด มองประเด็นดังกล่าวว่า เป็นเรื่องที่มีผลลบต่อบรรยากาศภาพรวมแน่นอน เนื่องจากนักลงทุนและประชาชนมีความกังวลต่อฐานะเงินคงคลัง การขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) และแนวโน้มการขยายตัวของจีดีพีในอนาคต รวมถึงความกังวลในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่มีความจำเป็นต้องเร่งใช้จ่าย อีกทั้งมาตรการพิเศษที่ต้องออกมาในช่วงรอยต่อของการหมดความช่วยเหลือของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม มองว่าเป็นการตัดสินใจที่ดี เนื่องจากการเป็น รมว.การคลังในภาวะปัจจุบันที่ต้องเปลี่ยนแปลง และขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ควรได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่จากความขัดแย้งในการประชุม ครม.ที่นายปรีดีไม่สามารถปรับตำแหน่งข้าราชการได้เอง และนายกรัฐมนตรีไม่ส่งสัญญาณปกป้อง สะท้อนให้เห็นว่า รมว.การคลังที่มาจากคนนอก ไม่มีบารมีทางการเมืองมาก่อน ถึงแม้จะเสียสละเข้ารับตำแหน่ง แต่เมื่อไม่ได้รับการสนับสนุนก็ทำให้งานออกมาไม่เป็นไปตามที่คาดหวังได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ปัจจุบันนักลงทุนหรือแม้แต่ประชาชนเอง ก็มีความกังวลต่อเศรษฐกิจไทยอยู่แล้ว ทั้งตอนนี้และอนาคต โดยเฉพาะช่วงรอยต่อที่กำลังหมดลงของมาตรการช่วยเหลือจาก ธปท. เมื่อไม่มี รมว.การคลัง จึงเป็นความเสี่ยงในการขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นทำให้เกิดการผลักดันไม่เต็มที่ หรืออาจจะล่าช้า มีโอกาสที่ตัวเลขเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังจะชะลอลงอีก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทันทีที่ &amp;ldquo;ปรีดี&amp;rdquo; ลาออก คำถามที่ตามมาคือ ภาพลักษณ์ของกระทรวงการคลัง ซึ่งถือเป็นกระทรวงหลักในการบริหารเศรษฐกิจ กลับตกอยู่ภายใต้ความขัดแย้ง จากที่ควรเป็นหน่วยงานในการสร้างความเชื่อมั่น และขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้ปัจจัยเสี่ยงรอบด้านที่กดดัน ทั้งจากโควิด-19 ความไม่แน่นอนทางการเมือง การชะลอตัวของตลาดการค้าโลก การถดถอยของเศรษฐกิจโลก แต่กลับต้องมาสะดุดจากปัญหาภายในเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากนี้คงต้องมาติดตามกันต่อว่า &amp;ldquo;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา&amp;rdquo; นายกรัฐมนตรี จะเฟ้นหาบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ มีความเหมาะสมเข้ามารับบทหนัก ทำงานในหน้าที่ ขุนคลัง ซึ่งไม่เพียงต้องต่อสู้กับภาวะเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญกับปัญหา แต่ยังต้องต่อสู้กับผู้มีบารมีทางการเมือง การทำงานภายใต้แรงกดดันนี้ จะมีพระเอกขี่ม้าขาวโดดลงสนามเพื่อช่วยสานต่อนโยบายรัฐบาลขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศฝ่ามรสุมได้เร็วเพียงใด!.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76580</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิจพณ ไพรไพศาลกิจ, ประภาศ คงเอียด, ปรีดี ดาวฉาย, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ลวรณ แสงสนิท, วิษณุ เครืองาม, สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์, สุพันธุ์ มงคลสุธี, อีโคโฟกัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200905/image_big_5f5378b510cac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
