<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110206</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2021 16:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2021 16:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พัฒนาศักยภาพของชุมชน  การสร้างอาชีพเพิ่มรายได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มประมงเรือเล็กในพื้นที่จ.ระยอง ที่ผ่านมานั้นประมงเรือเล็กตากวน-อ่าวประดู่ จ.ระยอง ก็มักจะประสบปัญหาเรื่องค่าน้ำมันแพงในการออกหาปลาแต่ละครั้งก็ต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก ดังนั้น บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด (BLCP) ให้ความสำคัญต่ออาชีพดังกล่าว จึงได้หารือกับกลุ่มประมงเรือเล็ก และริเริ่มโครงการ &amp;ldquo;เพาะเลี้ยงหอยแมลงภู่แบบแขวน&amp;rdquo; ตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 ถึงปีปัจจุบัน (พ.ศ.2564) รวม 17 ปีต่อเนื่อง โดยบริษัทได้ว่าจ้างผู้ชำนาญการมาฝึกอบรมและสอนวิธีเพาะเลี้ยงหอยแมลงภู่ด้วยตนเอง เพื่อให้ชาวประมงมีองค์ความรู้จากการทำแพเพาะเลี้ยงหอยแมลงภู่ นำไปสู่การสร้างอาชีพและรายได้อย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันชาวประมงผู้ประกอบอาชีพแพเพาะเลี้ยงหอยแมลงภู่แบบแขวน ประกอบด้วย กลุ่มประมงเรือเล็กตากวน-อ่าวประดู่ จำนวน 73 ราย กลุ่มประมงพื้นบ้านปากคลองตากวน จำนวน 11 ราย และกลุ่มประมงเรือเล็กหาดแสงเงิน จำนวน 7 ราย รวมจำนวน 91 ราย ถือเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงหอยแมลงภู่รายใหญ่ที่สำคัญของ จ. ระยอง โดยเฉพาะบริเวณตากวน-อ่าวประดู่ สามารถผลิตหอยแมลงภู่ โดยเฉลี่ย 5 ตัน/ราย/รอบการผลิต ในแต่ละปีสามารถผลิตหอยแมลงภู่ รวมประมาณ 350 ตัน/ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นจากประสบการณ์และความชำนาญที่เพิ่มมากขึ้น กลุ่มวิสาหกิจชุมชนประมงเรือเล็กตากวน-อ่าวประดู่ ได้เพิ่มมูลค่าหอยแมลงภู่ โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์หอยแมลงภู่แปรรูป อุตสาหกรรมระดับครัวเรือน เพื่อต่อยอดอาชีพและสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง โดยมีรสชาติที่อร่อยถูกปาก เก็บไว้ได้นาน เป็นของทานเล่น เป็นกับแกล้ม หรือนำไปปรุงอาหาร เช่น ยำหอยแมลงภู่อบแห้ง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม สามารถสั่งซื้อได้ที่ : กลุ่มวิสาหกิจชุมชนประมงเรือเล็กตากวน-อ่าวประดู่ จ.ระยอง คุณนิตยา ไทยวงษ์ โทร.08-9831-2954 หรือ Facebook : Mrs.Hoi หอยแมลงภู่ทอดกรอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรงไฟฟ้าบีแอลซีพีมุ่งมั่นในการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการพัฒนาศักยภาพของชุมชนในพื้นที่ประกอบกิจการ เป็นพันธกิจหลัก และ BLCP จะเดินหน้าจัดทำโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110206</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มประมงเรือเล็กตากวน-อ่าวประดู่, กลุ่มวิสาหกิจชุมชนประมงเรือเล็ก, ประมง, ระยอง, หอยแมลงภู่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210718/image_big_60f3f02c88557.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109561</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/07/2021 15:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/07/2021 15:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม. เห็นชอบกรอบเจรจาอุดหนุนประมง ในเวทีประชุม รมต.ขององค์การการค้าโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ค.64 - นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบกรอบเจรจาของไทยสำหรับการประชุมคณะกรรมการเจรจาการค้าระดับรัฐมนตรีขององค์การการค้าโลก (WTO) เรื่องการเจรจาจัดทำความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง ซึ่งจะมีการประชุมผ่านระบบทางไกล ในวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ โดยสาระสำคัญของกรอบเจรจา ประกอบด้วย 1.ห้ามให้การอุดหนุนการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU Fishing)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ให้การบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำที่ดี เป็นปัจจัยหนึ่งที่ใช้ในการพิจารณาว่าประเทศสมาชิกสามารถให้การอุดหนุนแก่ภาคประมงได้ต่อไปหรือไม่ 3.ให้มีการปฏิบัติที่เป็นพิเศษและแตกต่าง (Special and Differential Treatment : SDT) แก่ประเทศกำลังพัฒนารวมถึงประเทศไทย โดยฝ่ายไทยจะผลักดันให้การเจรจาความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง หาข้อสรุปในการประชุมระดับรัฐมนตรีขององค์การการค้าโลก (WTO) สมัยสามัญ ครั้งที่ 12 ที่จะจัดประชุมระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน - 3 ธันวาคม 2564 ซึ่งร่างความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง มีสาระสำคัญประกอบด้วย 4 หัวข้อหลัก ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ห้ามการอุดหนุนประมงที่ให้แก่เรือประมงหรือผู้ประกอบการประมงหลังจาก ถูกตัดสินว่าทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม 2.ห้ามให้การอุดหนุนประมงในพื้นที่ที่ทรัพยากรสัตว์น้ำร่อยหรอและไม่อยู่ในระดับที่ยั่งยืน (Overfished Stocks) 3.ห้ามให้การอุดหนุนประเภทที่นำไปสู่การทำประมงที่เกินศักยภาพ (Overcapacity) หรือการทำประมงที่เกินขนาด (Overfishing) เช่น การอุดหนุนเพื่อปรับปรุงเครื่องมือทำประมง ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง จนทำให้สามารถจับสัตว์น้ำได้มากกว่าปกติ และ 4.ประเด็นอื่น ๆ เช่น การปฏิบัติที่เป็นพิเศษและแตกต่าง (SDT) ไปจากข้อ 1-3 โดยยกเว้นให้ประเทศกำลังพัฒนา (รวมถึงไทย) เช่น ยังคงให้การอุดหนุนแก่ประมงที่มีรายได้ต่ำ ขาดแคลนทรัพยากร ต่อไปได้อีก 2 ปี นับจากวันที่ความตกลงมีผลบังคับใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวรัชดา กล่าวด้วยว่า การจัดทำความตกลงนี้ สอดคล้องกับการดำเนินการและท่าทีของไทยที่มีการปฏิรูปกฎหมายด้านการประมงตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้มีการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว โดยที่ประชุมเห็นควรให้มีการผลักดันประเด็นสำคัญของไทยในการเจรจาจัดทำความตกลงฯ ซึ่งจะทำให้ไทยสามารถแข่งขันในการส่งออกสินค้าประมงไปตลาดโลกได้อย่างเท่าเทียม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109561</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม., ประมง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210408/image_big_606e9eea90225.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80062</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2020 15:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2020 15:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฮลั่น!ไทยประสบความสำเร็จ ร่วมก่อตั้งเครือข่ายอาเซียน ต้านประมงผิดกฎหมาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ต.ค.63 - นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยินดีกับความก้าวหน้าของไทยและภูมิภาคอาเซียนในการจัดตั้งเครือข่ายอาเซียนเพื่อต่อต้านการประมงผิดกฎหมายขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (ASEAN Network for Combating Illegal Unreported and Unregulated Fishing: AN-IUU)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;AN-IUU มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความร่วมมือของภูมิภาคในการแลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างทันท่วงทีและความร่วมมือการใช้ข้อมูลจากระบบติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวัง (Monitoring, Control and Surveillance: MCS) เพิ่มขีดความสามารถของประเทศสมาชิกและความสามารถการติดตาม ควบคุมและเฝ้าระวัง และการต่อต้านการทำประมง IUU ผ่านแนวทางปฏิบัติที่ดีในการเผยแพร่ข้อมูล โดยเฉพาะการเฝ้าระวังทางทะเล การสืบสวนสอบสวนและประสบการณ์ของเครือข่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุชา กล่าวว่า นอกจากนี้ ไทยยังได้รับตำแหน่งผู้ประสานงานเครือข่าย AN-IUU ระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนกับภาคีภายนอก รวมทั้งเป็นเจ้าภาพในการจัดทำ online interactive platform สำหรับกลไกการแลกเปลี่ยนข้อมูลเรือประมงผิดกฎหมายในอาเซียน และการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเครือข่าย AN-IUU ครั้งที่ 1 ในเดือนธันวาคม 2563 ทั้งนี้ เครือข่าย AN-IUU ถือเป็นกลไกแรกของอาเซียนในการจัดการปัญหา IUU โดยบทบาทนำของไทยได้รับการยอมรับจากประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งข้อริเริ่มดังกล่าวนับเป็นพัฒนาการที่สำคัญที่สามารถขยายไปสู่ความร่วมมือในประเด็นการแก้ปัญหา IUU ในภูมิภาคได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80062</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกรัฐมนตรี, ประมง, อนุชา บูรพชัยศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200914/image_big_5f5f7d2316d2f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62064</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/04/2020 16:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/04/2020 16:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลูกเรือประมง 22 ชีวิตกลับจากออกเรือหาปลาในมาเลเซีย ยอมกักตัวเอง 14 วัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 เม.ย.63 - เวลา 12.15 น. ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก หมู่ที่ 6 บ้านสิเหร่ ตำบลบ่อน้ำร้อน อำเภอกันตัง จ.ตรัง มีไต๋ก๋งเรือและลูกเรือประมงซึ่งเป็นชาวบ้านหมู่ 6 ต.บ่อน้ำร้อนรวม 13 คน มากักตัวอยู่ด้วยกันเป็นเวลา 14 วันทันทีที่กลับขึ้นฝั่งที่ท่าเทียบเรืออำเภอกันตัง เมื่อวันที่ 2 เมษายน 63 เวลาประมาณ 05.00 น. ซึ่งทั้งหมดได้ออกไปกับเรือหาปลา เข้าไปยังน่านน้ำประเทศมาเลเซียนานกว่า 20 วัน จนกระทั่งถึงกำหนดกลับ ประกอบกับมาเลเซียประกาศปิดประเทศ จึงเดินทางกลับมาด้วยกันทั้งหมด 22 คน แต่อีก 9 คนเป็นคนจากหมู่บ้านอื่น ซึ่งผู้นำชุมชนได้ขอรับตัวไปกักตัวเองอยู่ภายในหมู่บ้านของตนเรียบร้อยแล้ว ขณะเดียวกัน ยังมีลูกเรือประมงซึ่งเป็นชาวบ้านหมู่ที่ 6 ต.บ่อน้ำร้อน ติดอยู่ในประเทศมาเลเซียอีกกว่า 20 คน และยังหาทางกลับไม่ได้เพราะมาเลเซียประกาศปิดประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับลูกเรือทั้ง 13 คนสมัครใจกักตัวเองและตรวจวัดไข้เป็นระยะ หากมีใครติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ก็จะได้ทำการรักษาอย่างทันท่วงที เพื่อไม่ให้นำเชื้อกลับไปติดลูกเมียและญาติพี่น้องที่อยู่ใกล้ชิด ซึ่งทุกคนยังไม่มีอาการผิดปกติ ขณะที่กำนันผู้ใหญ่บ้านและผู้นำชุมชน ต่างเร่งหาหน้ากากอนามัย เจลล้างมือและอาหาร มามอบให้ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ ทำให้ลูกเรือประมงทั้ง 13 คนพอใจเป็นอย่างมาก สำหรับที่จ.ตรังพบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แล้ว 6 ราย โดยมีผู้อยู่ในข่ายเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคจำนวน 120 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายยะพาด หมินมูด อายุ 58 ปีไต๋ก๋งเรือกล่าวว่า พวกตนมาด้วยกันทั้งหมด22 คน และถูกคัดกรองมาแล้วหลายด่าน ก่อนที่จะมาอยู่รวมกันที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กฯ ซึ่งมีนายจ้างจัดการให้ทั้งหมดและสะดวกสบายดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปรีชา หมาดบากาศ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 ต.บ่อน้ำร้อน อ.กันตัง จ.ตรังกล่าวว่า ยังมีลูกบ้านที่ติดค้างอยู่ในประเทศมาเลเซียอีก 2 ลำหรือประมาณ 20 กว่าคน เนื่องจากมาเลเซียปิดประเทศ ทำให้อีก 20 กว่าคนตกค้างกลับบ้านไม่ได้ ซึ่งต้องประสานกับกงสุลไทยในมาเลเซียเพื่อขอให้ลูกบ้านกลุ่มนี้กลับมา คาดคงหลังจากวันที่ 20 เมษายนนี้ไปแล้ว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62064</URL_LINK>
                <HASHTAG>กันตัง, ตรัง, ประมง, โควิด-19, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200404/image_big_5e88559133e10.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61906</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2020 11:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2020 11:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฉลิมชัยสั่งกรมประมง เดินหน้าโครงการ “สร้างรายได้จากอาชีพประมงในแหล่งน้ำชุมชน นำร่อง ปล่อยกุ้งก้ามกราม  ไปแล้วกว่า 1 ล้านตัว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้ กรมประมง จัดโครงการสร้างรายได้จากอาชีพประมงในแหล่งน้ำชุมชน&amp;rdquo; ตั้งเป้าปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกรามจำนวน 287,200,000 ตัว ลงแหล่งน้ำชุมชนจำนวน 1,436 แห่ง ในเขตพื้นที่ 19 จังหวัด หวังพลิกวิถีเกษตรกรสร้างรายได้ให้ชุมชนหลังได้รับผลกระทบจากวิกฤติฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยปี 62&amp;nbsp; นำร่องปล่อยกุ้งก้ามกรามจำนวน 1 ล้านตัวลงแหล่งน้ำชุมชนไปแล้ว 5 จังหวัด&amp;nbsp; ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่านายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว เกษตรและสหกรณ์ ได้มีข้อสั่งการให้กรมประมง ได้เร่งดำเนินโครงการสร้างรายได้ให้พี่น้องเกษตรกรในภาคประมง ซึ่ง จะมี2 โครงการหลักๆ ได้แก่ 1.โครงการพัฒนาเสริมทางเลือกอาชีพด้านประมง: การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดินวงเงิน 221 ล้านบาท โดยโครงการฯ จะสนับสนุนพันธุ์ปลาและอาหารสัตว์น้ำให้แก่เกษตรกรกลุ่มเป้าหมายจำนวน 44,311 ราย และ 2.โครงการสร้างรายได้จากอาชีพประมงในแหล่งน้ำชุมชน วงเงินงบประมาณ 430,800,000 บาท โดยโครงการฯ จะสนับสนุนพันธุ์กุ้งก้ามกรามปล่อยลงแหล่งน้ำชุมชนจำนวน 1,436 แหล่ง เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรโดยรอบแหล่งน้ำหันมาเลี้ยงกุ้งก้ามกราม เนื่องจากเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีราคาสูงเป็นที่ต้องการของตลาด อีกทั้งยังง่ายต่อการดูแลและมีศักยภาพในการเจริญเติบโตให้ผลตอบแทนที่รวดเร็วเพียงแค่ 4-6 เดือนเท่านั้น เหมาะสมต่อการส่งเสริมให้เป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการฯ มีเป้าหมายดำเนินการในแหล่งน้ำชุมชน จำนวน 1,436 แห่ง ในพื้นที่ 129 อำเภอ 19 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกาฬสินธุ์ ขอนแก่น ตราด นครพนม บุรีรัมย์ พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สกลนคร สระแก้ว สุโขทัย อำนาจเจริญ อุดรธานี และ อุบลราชธานี ซึ่งจะดำเนินการปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกรามทั้งหมด 287,200,000 ตัว โดยจะทยอยปล่อยกุ้งก้ามกรามขนาด 5 &amp;ndash; 7 ซม.ขึ้นไป ซึ่งเป็นขนาดที่มีอัตราการรอดสูงลงในแหล่งน้ำเป้าหมายแห่งละ 200,000 ตัวพร้อมกับอาหารกุ้งที่ได้รับการสนับสนุนจากสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย จำนวน 1,436 กระสอบ ซึ่งจะมอบให้เป็นเป็นต้นทุนอาหารสัตว์น้ำแหล่งน้ำละ 1 กระสอบ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านการปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกรามภายใต้โครงการฯ อันดับแรกทุกแหล่งน้ำจะต้องมีการจัดตั้งกรรมการบริหารจัดการแหล่งน้ำชุมชนเพื่อประสานความร่วมมือในระดับท้องถิ่น พร้อมขับเคลื่อนโครงการในทุกขั้นตอนร่วมไปกับเจ้าหน้าที่กรมประมง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งด้านการเตรียมความพร้อมให้กับแหล่งน้ำ ได้แก่ การลดจำนวนปลาขนาดใหญ่และกินเนื้อ การสร้างที่หลบซ่อนรวมทั้งการสร้างอาหารธรรมชาติในแหล่งน้ำ การกำหนดกติกาการจับสัตว์น้ำของชุมชน การสนับสนุนข้อมูลเพื่อติดตามผลการดำเนินโครงการทั้งในเรื่องของจำนวนและการวิเคราะห์ผลผลิตสัตว์น้ำ ฯลฯ และเมื่อกรมประมงดำเนินการส่งเสริมการเลี้ยงเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในช่วงก่อนการเก็บเกี่ยวผลผลิตกรมประมงจะเข้าไปร่วมวางแผนการตลาดโดยจะยึดนโยบาย ข้อสังการของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้เน้นย้ำในเรื่อง &amp;ldquo;การตลาดนำการผลิต&amp;rdquo; ที่มุ่งเน้นการวางแผนการผลิตให้ตรงตามความต้องการตลาด เกษตรกรจะต้องไม่ใช่เพียงผลิตสัตว์น้ำได้แต่จะเรียนรู้วิธีการขายและต้องขายได้ มีช่องทางการตลาดที่เหมาะสมเพื่อที่จะสร้างเป็นอาชีพให้พึ่งพิงได้อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61906</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ประมง, ร้างรายได้จากอาชีพประมง, เฉลิมชัย ศรีอ่อน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200403/image_big_5e86b86b39fea.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53903</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/01/2020 11:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/01/2020 11:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ประวิตร&#039;ปัดขัดแย้ง&#039;จุรินทร์&#039;แจง​คุมประมงเหตุหวั่นโดนปลดใบเขียว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ม.ค.63-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติเห็นชอบให้​ ปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติแทนนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ว่า ตนดูมาเก่าแล้ว ดูมาตั้งแต่ 4 ปีที่แล้วที่ทำให้ประมงปลดใบเหลืองจนได้ใบเขียว แต่ตอนนี้ทางอียูเขามีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการประมงของไทย จึงอยากให้ตนเปลี่ยนมาดูแลประมงต่อ เพราะประมงของไทยจะได้ใบเหลืองแล้วเราจะเดือดร้อน ยืนยันว่าไม่ได้มีความขัดแย้งกับนายจุรินทร์ ไม่มีอะไร และการประมงจะต้องมีการปรับใหม่ ทั้งในเรื่องของระเบียบ และอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เดี๋ยวก็จะมาโดนใบเหลืองแบบปานามาอีก ที่ได้ใบเขียวแค่ 8 เดือน ฉะนั้นเราก็ต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะการที่จะต้องดูเรื่องประมงผิดกฎหมาย ไม่ให้มีการทำผิดกฎหมาย และเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายด้วย&amp;rdquo; พล.อ.ประวิตร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าจะต้องมีการเรียกประชุมหรือไม่ เพราะเรือประมงพื้นบ้าน และเรือประมงพาณิชย์ยังมีความเดือดร้อนอยู่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ต้องเรียกอยู่แล้ว​ เรื่องเรือประมงพื้นบ้าน 5 หมื่นกว่าลำเรียบร้อยแล้ว เหลือแต่ประมงพาณิชย์ที่จะเดือดร้อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53903</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิฏฐ์, บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, ประมง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200106/image_big_5e12bc30918ae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46280</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2019 12:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2019 12:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทะเลไทยเดือดอีกรอบ!&#039;บรรจง&#039;ดึงสติ&#039;อลงกรณ์&#039;ประเทศนี้ไม่ได้มีแต่ประมงพาณิชย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ย.62 - นายบรรจง นะแส ที่ปรึกษาสมาคมรักษ์ทะเลไทย ได้โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวโดยมีเนื้อหาระบุว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ถึงท่านอลงกรณ์ พลบุตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประมงพื้นบ้านไม่ได้มีฐานะร่ำรวยที่จะเดินทางมาประชุมกับท่านได้ทุกวันพุธเหมือนกับพี่น้องประมงพาณิชย์ ข้อเสนอทางออกในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทะเลไทยให้ยั่งยืน พี่น้องประมงพื้นบ้านได้นำเสนอท่านทั้งที่เป็นวาจาในห้องประชุมและทำเป็นเอกสารไปเมื่อ2เดือนที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรุณาอย่าฟังแต่ข้อเสนอของประมงพาณิชย์และได้แต่หวังว่าข้อเสนอและเอสารดังกล่าวท่านคงไม่ได้ทิ้งถังขยะไปแล้วนะครับ???&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศนี้ไม่ได้มีแต่ประมงพาณิชย์นะเว้ยเฮ้ย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนนายนี้นายบรรงจง โพสต์รายละเอียดว่า ตามข่าวคุณอลงกรณ์ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาหลายวัน เห็นมีการเรียกประชุมพี่น้องประมงพาณิชย์ทุกวันพุธมาเดือนกว่าแล้ว เพื่อหาทางแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะผลกระทบต่อพี่น้องประมงพาณิชย์จากกรณีมาตรการ IUU FISHING ของสหภาพยุโรปที่รัฐบาลที่ผ่านมาได้ดำเนินการเพื่อปลดใบเหลืองจนสำเร็จ ผมมีเรื่องที่จะบอก/เสนอคุณอลงกรณ์ดังนี้นะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ประเทศไทยเรามีพี่น้องประมงพื้นบ้านกระจายอยู่ตามพื้นที่ชายฝั่งใน22จังหวัด คิดเป็น85%ของชาวประมงในประเทศ พี่น้องประมงพาณิชย์มีเพียง15%เท่านั้นนะครับ เพราะฉะนั้นการแก้ไขปัญหาใดๆ เราควรมองจากสภาพปัญหาของคนส่วนใหญ่ของผู้ที่ด้อยโอกาสเป็นอันดับแรก คำถามง่ายๆคือวันนี้ท่านกำลังทำเพื่อคนส่วนใหญ่ที่ด้อยโอกาสหรือกำลังดำเนินการต่างๆเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับผู้ที่อิ่มหมีพีมันมาจากทรัพยากรส่วนรวมของชาติมายาวนานครับ???&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ฟังมาว่าในที่ประชุมมีแต่เรื่องแนวทางในการช่วยเหลือเหล่าประมงพาณิชย์ ทั้งการจะออกมาตรการให้เรือเถื่อน/เรือสวมทะเบียนได้กลับมาทำการประมงได้ดังเดิม หรือไม่ก็จะผลักดับใช้งบประมาณแผ่นดินอีก 5000 พันล้านบาทในการรับซื้อเรือคืน พูดง่ายๆก็คือเตรียมฟูกนุ่มๆไว้รองรับเหล่าคนรวยนั่นเอง โดยไม่พูดถึงปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรที่ลดลงจากการทำการประมงด้วยอวนลาก คุณอลงกรณ์ต้องทำการบ้านเสียหน่อยนะครับว่า การทำการประมงด้วยเรืออวนลากได้รับการยืนยันจากนักวิชาการประมงว่าคือเครื่องมือทำการประมงที่ทำลายพันธุ์สัตว์น้ำที่รุนแรงเป็นหนึ่งในสามของเครื่องมือทำการประมงที่ทำลายพันธุ์สัตว์น้ำวัยอ่อนที่รุนแรงคืออวนลาก เรือปั่นไฟและอวนรุน อวนรุนได้ถูกรัฐบาล คสช.ใช้ม.44ยกเลิกไป(ข่าวว่าพวกท่านก็จะให้กลับนำมาใช้ได้อีกแค่ขอขยายตาอวน ส่วนเรืออวนลากในอดีตในปี พ.ศ. 2523 กรมประมงประกาศที่จะไม่ออกใบอนุญาตทำประมงให้กับเรือประมงอวนลากใหม่เพื่อเป้าหมายในการลดจำนวนเรืออวนลากในระยะยาว(หากดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวป่านนี้ทะเลไทยก็จะไม่มีอวนลากและรัฐบาลก็ไม่จำเป็นที่ต้องใช้งบประมาณหลายพันล้านเพื่อแก้ปัญหาเหมือนในปัจจุบัน) แต่ด้วยการเคลื่อนไหวของผู้ประกอบการและกลุ่มประมงอวนลากในขณะนั้น(ผ่านกลไกการเมืองเหมือนที่ท่านกำลังดำเนินการอยู่ในตอนนี้) ทำให้กรมประมงต้องอนุญาตให้เรืออวนลากผิดกฎหมายที่ไม่มีทะเบียนมาจดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย (เรียกว่านิรโทษกรรมเรืออวนลากเถื่อน) เหตุการณ์เช่นนี้ซึ่งเกิดขึ้นมาแล้ว 3 ครั้งด้วยกันคือในปี พ.ศ. 2525 พศ. 2532 และ พศ. 2539 โดยใช้อำนาจทางการเมืองโดยไม่คำนึงถึงงานข้อมูล/งานวิทยาศาสตร์ทางทะเล เอาผลประโยชน์ของหัวคะแนน/ผู้สนับสนุนพรรคเหมือนที่ท่านกำลังทำอยู่ในตอนนี้ ซึ่งจะทำให้วิกฤติทรัพยากรสัตว์น้ำ/แหล่งอาหารของผู้คนในสังคมและอาชีพของประมงชายฝั่งกว่าล้านครอบครัวที่มีแนวโน้มจะดีขึ้นกลับย่ำแย่ลงไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ข่าวว่ามีการเสนอแก้ไขพรก.ประมง2558หลายมาตราที่เป็นประโยชน์กับเหล่าประมงพาณิชย์และไม่คุ้มครองสิทธิประมงพื้นบ้านเช่นจะยังขึงพืดให้พี่น้องประมงพื้นบ้านหากินอยู่แต่ในเขต12ไมล์ ในขณะที่จะให้ยกเลิกม.57(ที่ระบุไว้ห้ามนำพันธุ์สัตว์น้ำวัยอ่อนขึ้นเรือ โดยจะให้ตัดออกไปเพื่อคุ้มครองเรืออวนลาก/เรือปั่นไปที่จับพันธุ์สัตว์น้ำวัยอ่อนในจำนวนสูง(67%ส่งโรงงานปลาป่น) เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจอาหารสัตว์(ปลาป่น)ได้ดำเนินการต่อไป ทั้งๆที่ปริมาณการใช้ปลาป่นในประเทศเพียง2แสนตัน แต่ประเทศไทยผลิตปลาป่นได้ถึง5แสนตัน อย่าลืมว่าปลาป่น1กิโลต้องใช้พันธุ์สัตว์น้ำตัวเล็กๆถึง4กิโล นั่นหมายความว่าในแต่ละปีอวนลากและธุรกิจปลาป่นได้ทำลายพันธุ์สัตว์น้ำวัยอ่อนในทะเลไทยไปถึง2ล้านตัน ท่านเคยคิดไหมว่าหากไม่มีการทำลายเยอะขนาดนี้ทะเลไทยจะอุดมสมบูรณ์เป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่ดีให้กับผู้คนในสังคมและลูกหลายไทยได้เยอะขนาดไหน???&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.กรณีเรือปั่นไฟจับปลากะตักตัวทำลายลูกปลาทูที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่พบเห็นได้ทั่วไปเช่นกรณีนำลูกปลาทูตัวเล็กๆมาต้มตากขายกันเกลื่อนเมือง ท่านอลงกรณ์ควรจะได้รับรู้ว่าวิกฤติปลาทูไทยส่วนสำคัญเกิดจากปล่อยให้มีการทำการประมงด้วยเรือปั่นไฟ และคุณอลงกรณ์ควรจะได้รับรู้ไว้ด้วยว่าปัญหานี้(กรณีเรือปั่นไฟจับปลากะตักตัวทำลายลูกปลาทูที่รุนแรง)เคยเกิดขึ้นมาก่อนและปัญหาก็จบลงในสมัยที่อดีตหัวหน้าพรรคของท่าน(นายชวน หลีกภัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรในปี2526ได้มีรมช.บุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณออกประกาศยกเลิกเรือปั่นไฟ ปัญหาเรือปั่นไฟจับปลากะตักและการทำลายลูกปลาทูที่รุนแรงก็ยุติลง)และมีอดีตรัฐมนตรี(นายมณฑล ไกรวัศนุสรณ์ได้ออกประกาศให้กลับมาทำการประมงด้วยการปั่นไฟได้อีกในปี2539การทำลายลูกปลาทูจึงเริ่มขึ้นอีกครั้งตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาถึงปัจจุบัน)ดังนั้นคุณอลงกรณ์จึงควรทำการบ้านให้มากหากรับหน้าสื่อแทนท่านรัฐมนตรีเกษตรในการแก้ไขปัญหาวิกฤติของทรัพยากรทะเลไทย ยกเว้นว่าท่านเข้ามาทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของหมู่พวกโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของพี่น้องร่วมชาติ????&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก็ได้แต่หวังว่าข้อมูล/ความคิดเห็นนี้จะไปถึงท่านอลงกรณ์/รัฐมนตรีเกษตรและนายกรัฐมนตรี เพื่อท่านจะได้พิจารณาอย่างรอบคอบ/รอบด้าน โดยไม่เอาผลประโยชน์ของพรรคพวก/กลุ่มทุนพรรคมาเป็นตัวตั้ง??? เพราะสังคมไทยคงไม่ยอมให้ท่านดำเนินการใดๆที่เอารัดเอาเปรียบผู้คนโดยรวมในสังคมได้อีกต่อไป และขอยกคำของพี่น้องประมงพื้นบ้านทั่วประเทศที่พอได้ทราบว่าพวกท่านกำลังใช้อำนาจทางการเมืองโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรม คือเขาฝากบอกพวกท่านมาว่า... &amp;ldquo;ประเทศไทยไม่ได้มีแต่อาชีพประมงพาณิชย์นะเว้ยเฮ้ย..&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในภาพอาจจะมี 2 คน, ผู้คนกำลังนั่ง และสถานที่ในร่ม&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46280</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงเกษตรฯ, ทะไลไทย, บรรจง นะแส, ประมง, ประมงพาณิชย์, ปลาทู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190921/image_big_5d85b8fa22f4f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
