<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113125</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/08/2021 21:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/08/2021 21:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เจ๋ง! คนหาปลาหลายจังหวัดภาคใต้-ประจวบฯ ช่วยหาวัตถุดิบส่ง รพ.สนาม-ครัวกลาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ส.ค.64 - นายบรรจง นะแส ที่ปรึกษาสมาคมรักษ์ทะเลไทย เปิดเผยว่าได้ชักชวนคนหาปลาทั้งประมงพื้นบ้านและคนตกปลาในหลายจังหวัดที่ติดทะเล ร่วมกันหาปลาเพื่อนำไปช่วยเหลือโรงพยาบาล(รพ.)สนามและครัวกลางที่รองรับผู้ติดเชื้อโควิด เนื่องจากได้ยินเสียงบ่นทั้งจากหมอและพยาบาลที่กำลังทำงานหนักติดต่อกันมานานหลายเดือนรวมทั้งผู้ป่วยว่ากินแต่ข้าวกล่อง ขณะเดียวกันปัจจุบันราคาอาหารทะเลกำลังตกเนื่องจากชาวประมงขนาดเล็กไม่มีตลาดขายเพราะในหลายพื้นที่ถูกปิดตามมาตรการป้องกันโควิด ดังนั้นหลายคนจึงอยากหาปลาสดไปช่วย รพ.สนาม และครัวกลาง โดยจังหวัดที่ร่วมกิจกรรมครั้งนี้ประกอบด้วยชาวประมงและนักตกปลาในจังหวัดสงขลา สตูล นครศรีธรรมราช สุราษฏร์ธานี ประจวบคีรีขันธ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้ปริมาณปลาทะเลมีเยอะ ส่วนหนึ่งเพราะมาตรการต่างๆที่เข้มงวดขึ้น แต่ตลาดปลาก็ปิดเยอะ ทำให้ชาวบ้านต้องตระเวนขายตามหมู่บ้าน หาตลาดไม่ได้ เช่น ที่จังหวัดสงขลาและจังหวัดชายแดนใต้ จะส่งไปประเทศมาเลเซียก็ไม่ได้ ดังนั้นเราจึงอยากเอาปลาที่หาได้ไปช่วยเหลือในจังหวัดนั้นๆ&amp;rdquo;นายบรรจง กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า ในหลายจังหวัดในภาคอื่นๆที่ไม่ได้ติดทะเลมีโอกาสจะได้กินอาหารทะเลส่วนนี้บ้างหรือไม่ นายบรรจงกล่าวว่า จริงๆแล้วชาวประมงก็อยากนำปลาไปช่วยเหลือแต่ติดขัดเรื่องกระบวนการจัดส่งของสดเพราะไม่มีบริษัทรับส่งสินค้าใดรับจ้างส่งให้ แต่หากจะส่งเองก็ต้องใช้ต้นทุนสูงมาก ที่ผ่านมาสมาคมฯก็ได้ส่งปลาแห้งไปช่วยชาวบ้านในเครือข่ายสลัม 4 ภาคที่กรุงเทพฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเรียง สีแก้ว เครือข่ายประมงพื้นบ้านนครศรีธรรมราชกล่าวว่า วิกฤตโควิดในภาคใต้มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น เราให้น้ำหนักหนักในการช่วยเหลือกับ รพ.สนาม เนื่องจากเราทำงานด้านประมงจึงได้นัดกันตกเบ็ดและวางอวน เพื่อเอาปลาไปช่วยเหลือ รพ.สนามโดยนัดหมายกันในวันที่ 13 เริ่มรวมตัวกันแต่ละพื้นที่ตั้งแต่เวลา 16.00 น.และจะมีการถ่ายทอดสดจากพื้นที่ต่างๆร่วมกันทางเพจสมาคมรักษ์ทะเลไทย หลังจากนั้นจะตกปลาและหาปลากันทั้งคืน และจะกลับเข้าฝั่งเช้าวันที่ 14 เพื่อส่งปลาไปครัวกลางและ รพ.สนามของจังหวัดนั้นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราอยากชักชวนผู้คนในสังคม สถานการณ์ขณะนี้ใครทำอะไรได้ก็ให้รีบทำ เพื่อช่วยเพื่อน ตามพื้นที่กักตัวต่างๆ เราอยากเห็นสังคมช่วยเหลือกันในยามวิกฤต อยากบอกให้ทุกคนรู้ว่า การอนุรักษ์ทำให้ทะเลมีความอุดมสมบูรณ์และพร้อมรองรับในยามวิกฤต ตอนนี้ทะเลไทยดีขึ้นเยอะโดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการอนุรักษ์ เช่น หยุดหาปลาในฤดูวางไข่ การทำบ้านปลา การทำปะการังเทียม รวมถึงการรณรงค์ไม่ให้ใช้เครื่องมือผิดกฎหมายหรือเครื่องมือทำลายล้าง&amp;rdquo;นายเรียงกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเรียง กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้เป็นงานอาสาสมัครและเป็นการจุดประกายขึ้นก่อนเพื่อให้สังคมได้ตื่นรู้ จริงๆมีบริบทอื่นๆ เช่น ชาวสวนเอาผลไม้มาช่วยเหลือ โดยในใจลึกๆแล้วอยากให้มีเรื่องราวดีๆในสังคมบ้างท่ามกลางสนามย่ำแย่ อยากให้มีการแบ่งปันกัน โดยครั้งหน้าอาจมัการขยับขยายมากขึ้นเป็น 15-16 จังหวัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113125</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักตกปลา, บรรจง นะแส, ประมงพื้นบ้าน, รพ.สนาม, สมาคมรักษ์ทะเลไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210812/image_big_61152ce02897c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101157</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/04/2021 12:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/04/2021 12:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กลุ่มเรือประมงพื้นบ้านระยอง 400 ลำ ยื่นหนังสือให้รัฐช่วยเยียวยาถมทะเลกว่า 1 พันไร่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 เม.ย.64 - นายศรีนวน อักษรศรี ประธานกลุ่มประมงพื้นบ้าน บ้านตากวน อ.เมือง จ.ระยอง พร้อมชาวประมงพื้นบ้านจำนวนมาก ได้นำเรือเล็กมาจอดรวมตัวกัน ที่บริเวณชายหาดบ้านตากวน ต.มาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง เพื่อร่วมกันเดินทางไปยังหน้า ท่าเทียบเรือมาบตาพุด เพื่อยื่นหนังสือถึงภาครัฐ ให้ทราบถึงความเดือดร้อน และต้องการได้รับการเยียวยา หลังชาวประมงต่างได้รับความเดือดร้อนต่อโครงการถมทะเลชายฝั่งระยอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่แผนที่วางไว้ต้องล้มเลิก เนื่องจากมีฝนตกลงมาอย่างหนัก ทางด้าน นายเริงฤทธิ์ กุศลกรรมบถ ผู้อำนวยการ สำนักงานท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด จึงได้ประสานกับกลุ่มประมงพื้นบ้าน ว่าฝนที่ตกลงมาเป็นอุปสรรค ไม่สะดวกที่จะลงทะเลไปรับหนังสือคำร้อง จึงขอเดินทางมารับหนังสือด้วยตัวเอง พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ชายหาดบ้านตากวน โดยมี ว่าที่ร้อยตรี พิรุณ เหมะรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง นายสุพจน์ ต่ออาจหาญ นายอำเภอเมืองระยอง ตำรวจสภ.เมืองมาบตาพุด และหน่วยงานที่เกี่ยงข้องทางทะเล ได้เดินทางมาเป็นสักขีพยาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งในการนี้ นายศรีนวน อักษรศรี ประธานกลุ่มประมงพื้นบ้าน บ้านตากวน ได้มอบหมายให้ นายอารักษ์ ศิริศรี ที่ปรึกษากลุ่มประมงพื้นบ้านระยอง เป็นผู้ส่งมอบหนังสือ เพื่อนำไปทบทวน และแก้ไขปัญหาให้กับชาวประมง โดยเนื้อหาในหนังสือมุ่งประเด็นให้ภาครัฐ เยียวยาชาวประมงพื้นบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนหนัก โดยให้นำแนวทางของการท่าเรืออุตสาหกรรมแหลมฉบัง มาเป็นโมเดลในการเยียวยาให้กับชาวประมง ตามสัดส่วนของความเดือดร้อน และระยะเวลาในการดำเนินการของการถมทะเลท่าเรือมาบตาพุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การมารวมตัวของชาวประมงในวันนี้ เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ทางกลุ่มประมงไม่ได้มีเป้าประสงค์ในการขัดขวาง หรือประท้วงไม่ให้มีการถมทะเล เพียงต้องการให้ภาครัฐหันมาพิจารณา ดูแล เยียวยาให้กับชาวประมงพื้นบ้านระยอง ที่กำลังเปลี่ยนวิถีประมง ที่ดำเนินวิถีทำมาหากินมาตั้งแต่บรรพบุรุษ หากเปลี่ยนอาชีพอื่นในเวลานี้ คงเป็นไปไม่ได้ยากแน่นอน เพราะด้วยปัจจัยหลายประการ สุดท้ายเพียงต้องการให้รัฐเข้ามาเยียวยาช่วยเหลือ แบบเดียวกับที่ทางท่าเรือแหลมฉบังดำเนินการ ให้เป็นไปในรูปแบบเดียวกัน ชาวประมงก็พอใจแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101157</URL_LINK>
                <HASHTAG>ท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3, ประมงพื้นบ้าน, มาบตาพุด, ศรีนวน อักษรศรี, โครงการถมทะเลชายฝั่งระยอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210429/image_big_608a485b948ae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75887</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/08/2020 12:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2020 12:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวประมงพื้นบ้าน จ่อยกพลขึ้นกรุงเทพฯ ติดตาม 14 ข้อเสนอเพื่อการประมงยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ส.ค.63 &amp;nbsp;- ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย เตรียมขึ้นกทม.ยื่นหนังสือติดตามข้อเสนอเพื่อการประมงยั่งยืน 14 ข้อ ระบุว่า ชาวประมงพื้นบ้านจะไม่เลิกประกอบอาชีพทำการประมงที่รับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และประเทศ และเชื่อว่าหากชาวประมงทุกฝ่ายทำการประมงอย่างรับผิดชอบ จะยิ่งทำให้ชาวประมงและคนไทยได้รับประโยชน์ จากทรัพยากรอาหารทะเลไทยได้อย่างยั่งยืนเป็นธรรมได้ &amp;nbsp;แต่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหาชาวประมงพื้นบ้าน และการประมงลักษณะไม่ยั่งยืน ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. รัฐบาลต้องหยุดยั้งการประมงที่ทำลายสัตว์น้ำวัยอ่อน โดยการกำหนด ชนิด ขนาด และสัดส่วน พันธุ์สัตว์น้ำเศรษฐกิจที่ห้ามทำการประมงช่วงวัยอ่อน เช่น ปลาทู ปลาลัง ปลากุเลา ปลาอินทรี ปลาจาละเม็ด ปลาสาก ปลาหลังเขียว และปูม้า เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ขอให้รัฐบาลออกระเบียบควบคุมการใช้เครื่องมืออวนล้อมจับ, ลดจำนวนของเรือปั่นไฟจับสัตว์น้ำที่ใช้อวนตาถี่ และกำหนดให้เรืออวนลากคู่ทำการประมงในระยะห่างจากชายฝั่งทะเล 15 ไมล์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ขอให้เปลี่ยนการกำหนดโควต้าการจับสัตว์น้ำ จากจำนวนวัน (240 วัน) เป็น ปริมาณน้ำหนักที่แท้จริง เพราะการให้โควต้าเป็นจำนวนวันดังกล่าว เป็นการใช้ทรัพยากรที่ไม่ยั่งยืน-ไม่เป็นธรรมกับชาวประมงพื้นบ้าน โดยเฉพาะในจำนวน 240 วัน เรือประมงขนาดใหญ่ใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงสามารถจับสัตว์น้ำได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ (ความไม่เป็นธรรม คือล่าสุด ปี 2562 กลุ่มประมงพาณิชย์จับสัตว์น้ำไปถึง 1.4 ล้านตัน แต่ชาวประมงพื้นบ้านจับได้แค่ 1.6 แสนตัน)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ขอให้สั่งการกรมประมงเปิดเผยข้อมูลสถิติการประมงไทยในรายละเอียด ปริมาณการจับสัตว์น้ำทะเลไทย จากข้อมูล Log Book เป็นต้น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องได้ร่วมเสนอแนะต่อแผนการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำทะเลไทยอย่างเป็นระบบ และโปร่งใส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ขอให้ออกนโยบายห้ามส่งออกผลผลิตปลาป่นจากการประมงไปนอกประเทศ เนื่องจากปลาป่นสำหรับใช้เป็นอาหารสัตว์ที่ผลิตในประเทศไทยนั้น มีปริมาณร้อยละ 18 ของปลาป่นทั้งหมด มีธุรกิจในประเทศยังส่งออกปลาป่นจากการประมง ซึ่งหมายถึง ปล่อยให้เกิดการนำลูกปลาเศรษฐกิจวัยอ่อน ในทะเลเป็นสินค้า ที่ทำลายประโยชน์ของประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. ขอให้แก้ไขปรับปรุงกฎหมาย พระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 และ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2560 บางส่วน โดยเพิ่ม หมวดว่าด้วย &amp;ldquo;การประมงพื้นบ้าน&amp;rdquo; นำข้อกำหนดเกี่ยวกับการประมงพื้นบ้านอยู่ในหมวดนี้ เพื่อเป็นหลักประกันการจัดการที่แตกต่างกับการประมงพาณิชย์ &amp;nbsp;และให้ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายประมงส่วนที่กระทบกับวิถีชีวิตการประมงขนาดเล็ก ดังนี้
a. นิยามการประมงพื้นบ้านในมาตรา ๕ ให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง โดยแก้จากเดิม ที่นิยาม &amp;ldquo;ประมงพื้นบ้าน&amp;rdquo; ว่าหมายถึง &amp;ldquo;การทำการประมงในเขตทะเลชายฝั่ง...&amp;rdquo; เป็น &amp;ldquo;...การทำการประมงทะเล...&amp;rdquo; เนื่องจากการประมงพื้นบ้านทำการประมงนอกเขตชายฝั่งด้วยเป็นปกติ หากกำหนดให้ทำเขตชายฝั่งอย่างเดียวจะเป็นการทำลายทรัพยากรมากขึ้น&amp;nbsp;
b. แก้ไขมาตรา 26 ว่าด้วยองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการประมงประจำจังหวัด ที่มีความเกี่ยวโยงกับบทบัญญัติ มาตรา 25 มาตรา 26 และมาตรา 27 โดยควรกำหนดกลไกการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการประมงประจำจังหวัดที่ชัดเจน, ตัดองค์ประกอบ กรรมการโดยตำแหน่ง &amp;ldquo;นายอำเภอ&amp;rdquo; ออก เนื่องจากมีผู้ว่าราชการจังหวัด อยู่แล้ว และกำหนดให้มีการประชุมอย่างน้อยปีละ 4 ครั้ง, กำหนดเขตอำนาจของคณะกรรมการประมงประจำจังหวัดครอบคลุมอย่างน้อย 12 ไมล์ทะเล และกำหนดแผนงานที่ชัดเจนในการสนับสนุนผลักดันให้คณะกรรมการประมงประจำจังหวัด จัดทำแผนแม่บท การจัดการประมงระดับจังหวัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;c. ยกเลิกบทบัญญัติในมาตรา 34 ที่ห้ามมิให้ผู้ได้รับใบอนุญาตทำการประมงพื้นบ้านทำการประมงในเขตทะเลนอกชายฝั่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7. รัฐควรออกใบอนุญาตทำการประมงพื้นบ้านให้ชาวประมงขนาดเล็ก เนื่องจากตั้งแต่มีกฎหมายฉบับใหม่ ชาวประมงพื้นบ้านเรือต่ำกว่า 10 ตันกรอส ยังไม่เคยได้รับใบอนุญาตทำการประมงพื้นบ้านเลย และหากออกใบอนุญาตก็จะต้องห้ามทำการประมงนอกเขตชายฝั่ง รวมทั้งควรแยกระบบและวิธีการออกใบอนุญาตแตกต่างจากการประมงพาณิชย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8. เร่งจดทะเบียนเรือประมงพื้นบ้าน โดยใช้ระบบการจดทะเบียนเรือประมงสำหรับชาวประมงพื้นบ้านขนาดเล็กเป็นการเฉพาะ แยกออกจากระบบที่ดำเนินการกับเรือประมงพาณิชย์ โดยจัดให้มีระเบียบข้อกำหนดการจดทะเบียนเรือและขออนุญาตสำหรับเรือประมงพื้นบ้าน เนื่องจากวัตถุประสงค์การใช้เรือ ลักษณะของเรือ การใช้งานเครื่องยนต์ และเครื่องมือประมงที่แตกต่างจากเรือประมงพาณิชย์ ( ความไม่เป็นธรรม คือ ผู้ประกอบการประมงพาณิชย์สามารถจดทะเบียนได้ไม่จำกัดจำนวน แต่ ผู้ประกอบการรายย่อย ถูกจำกัดให้จดทะเบียนเรือประมงขนาดเล็กได้ครอบครัวละ 1 ลำ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9. ให้จัดตั้งกองทุนประมงพื้นบ้าน และ/หรือ สนับสนุนงบประมาณ การพัฒนาการประมงพื้นบ้านแบบครบวงจร โดยสนับสนุนกองทุนประมงพื้นบ้านลงถึงแต่ละจังหวัด โดยเน้นส่งเสริมตามระดับกิจกรรม ทั้งในด้านต้นทุนการประมง การอนุรักษ์ทรัพยากร, ช่วยเหลือยามเกิดภัยพิบัติและกรณีเครื่องมือเสียหายหรือเครื่องมือหายโดยไม่ทราบสาเหตุ, ส่งเสริมนวัตกรรมด้านการตลาด หรือโปรโมทมาตรฐานสัตว์น้ำคุณภาพ เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในการเลือกซื้อสินค้า (ความไม่เป็นธรรม คือ รัฐบาลเตรียมใช้งบประมาณแผ่นดินรับซื้อเรือประมงพาณิชย์ หมื่นล้านบาท แต่ มีงบอุดหนุนชุมชนประมงพื้นบ้านทั่วประเทศ ปีละ 16 ล้าน)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10. ขอให้รัฐบาลอนุญาตให้ทำการประมงพื้นบ้านในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทางทะเล ได้ เนื่องจาก ปัจจุบันทุกพื้นที่ทะเลที่ถูกกำหนดเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ (ฝั่งอันดามันตลอดแนว) เป็นที่ทำการประมงของชาวประมงพื้นบ้านโดยปกติ แต่ข้อกำหนดอุทยานแห่งชาติ ห้ามเก็บหาประโยชน์ทุกชนิด แม้มีกฎหมายอุทยานแห่งชาติฉบับใหม่ กรมอุทยานก็ยังไม่มีการดำเนินการยกเว้นให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11. ขอให้รัฐบาลทบทวน แหล่งทำการเพาะเลี้ยงในทะเลใหม่ทั้งระบบ &amp;nbsp;โดยการเพาะเลี้ยงชายฝั่งในหลายพื้นที่เป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถสร้างรายได้ให้กับชาวประมง แต่มีปัญหาทางด้านกระบวนการ ทำให้ชุมชนเข้าไม่ถึงการอนุญาตตามกฎหมาย พื้นที่เพาะเลี้ยงทางทะเลตกในมือของนายทุน ไม่มีการวางแผนการจัดการพื้นที่ และควรกำหนดพื้นที่เพาะเลี้ยงอย่างมีขอบเขตที่ชัดเจนสำหรับประชาชนในชุมชนอย่างแท้จริง โดยคำนึงถึงสภาพพื้นที่ที่เหมาะสม &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12. ขอให้รัฐบาลสนับสนุน ผลผลิตสัตว์น้ำคุณภาพ และระบบรับรองมาตรฐานสัตว์น้ำหลังการจับของชาวประมงพื้นบ้าน โดยควรมีหลักการ 4 ประการ คือ ผู้ผลิตมีความรับผิดชอบทางสังคม เช่น เข้าร่วมหรือสนับสนุนกิจกรรมในการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างต่อเนื่อง , ไม่ละเมิดหลักการขั้นพื้นฐานว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และแสดงให้เห็นถึงระบบการจัดการที่มีความเป็นธรรมและชัดเจน, ใช้วิธีการและเครื่องมือที่คำนึงถึงความยั่งยืนของระบบนิเวศ และทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ไม่ใช้วิธีการและเครื่องมือทำประมงแบบทำลายล้างไม่ผิดกฎหมายหรือละเมิดกติกาชุมชน และ สัตว์น้ำผลผลิตมีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภคไม่มีการใช้สารเคมีอันตรายทุกชนิด สัตว์น้ำสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของสัตว์น้ำได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13. ขอให้รัฐบาลจัดตั้ง &amp;ldquo;โรงเรียนชาวประมงยั่งยืน&amp;rdquo; &amp;nbsp;เพื่อตอบสนองการประมงสมัยใหม่ นำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ผสมผสานให้สอดคล้องและสามารถอธิบาย ภูมิปัญญา หลักความเชื่อชุมชน ได้อย่างมีเหตุผล ถ่ายทอดความรู้ภูมิปัญญา อย่างมีหลักวิชาการ มีสถาบันรองรับ สามารถเป็นวิชาชีพหรือหลักสูตรหนึ่งในสังคมไทย โดยให้ผู้นำชาวประมงตัวอย่างเป็นผู้มีส่วนร่วมควบคุมบริหารจัดการ ให้สถานที่ดังกล่าวเป็นที่เผยแพร่ความรู้การทำประมงพื้นบ้าน หรือประมงพาณิชย์ที่รับผิดชอบ หลักสูตร อาจประกอบด้วย หลักการทำประมงรับผิดชอบ ภูมิอากาศ ภูมิประเทศ กระแสน้ำ กระแสลม ทักษะการจับปลา ฤดูกาลในการทำประมง การต่อเรือประมง ความปลอดภัยกฎหมายและนโยบายการประมง เป็นต้น &amp;nbsp;และมีการรับรองเมื่อจบหลักสูตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14. รัฐบาลต้องยืนยันการบังคับใช้กฎหมายเพื่อการจัดการทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน และรับผิดชอบต่อไป ไม่ควรผ่อนผันเกี่ยวกับการตรวจสอบแหล่งที่มาของผลผลิต เพราะจะเป็นช่องว่างทำให้ปัญหาการประมงแบบทำลายล้างไม่สามารถการควบคุม เกิดเรือประมงสวมทะเบียน, ละเมิดสิทธิแรงงาน และการค้ามนุษย์ กลับมาอีกในประเทศไทย..&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75887</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชายเล, ทะเลไทย, บรรจง นะแส, ประมงพื้นบ้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200829/image_big_5f49e25a04d62.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68478</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/06/2020 10:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/06/2020 10:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ระทึก!เรือประมงพื้นบ้านออกไปตกปลา2ลำจมลงใกล้เกาะไม้ท่อนช่วยเหลือได้2คนยังค้นหาอีก4</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12 มิ.ย.63&amp;nbsp; -เมื่อเวลา 08.00 น. พลเรือโท เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผู้อำนวยการศรชล.ภาค 3 ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยทัพเรือภาคที่ 3&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; ศรชล.ภาค 3 ได้รับแจ้ง เมื่อเวลา 08.00 น.ว่ามีเรือประมงพื้นบ้านเป็นเรือหางยาว 21 กง รับแขกออกไปตกปลา เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 11 มิถุนายน 2563&amp;nbsp; ออกจากท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต ไปยังเกาะไม้ท่อน จังหวัดภูเก็ต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา ได้ประสบเหตุจมลงบริเวณทิศตะวันตกเฉียงใต้ ประมาณ 1.5 ไมล์ จากเกาะไม้ท่อน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชาวประมงได้พบลังโฟมและบัตรประชาชนในทะเลของคนที่ออกเรือทางทิศตะวันตกเฉียงใต้&amp;nbsp; ประมาณ 8 กิโลเมตร ของเกาะไม้ท่อน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นบัตรประชาชนของนายวิทูร มหาวรรณศรี อายุ 38 ปี&amp;nbsp; ชาวจ.พะเยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางศรชล.ภาค 3 ได้สั่งการให้กองเรือปฏิบัติการทัพเรือภาคที่ 3 จัดเรือ ต.229&amp;nbsp; ออกให้การช่วยเหลือ ทำการช่วยเหลือได้รวม 2 คน&amp;nbsp; ทราบชื่อ นายสุเทพ หาทรัพย์ และ นายอาทิตย์ ป้านภูมิ&amp;nbsp; นำเข้าฝั่งที่หลักเทียบ ทัพเรือภาคที่ 3&amp;nbsp; และประสานศูนย์นเรนทรจัดรถพยาบาลเพื่อส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต ส่วนอีก 4 คน อยู่ระหว่างการติดตามค้นหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางด้าน พ.ต.อ.ประเสริฐ ศรีคุณรัตน์ ผกก.8 บก.รน.กล่าว่า ตำรวจน้ำได้รับแจ้งเรือหางยาวของชาวบ้าน จำนวน 2 ลำ&amp;nbsp; ลำแรก มีผู้โดยสารบนเรือ 2 คน อีกลำ มีผู้โดยสารบนเรือ รวม 4 คน&amp;nbsp; เดินทางออกจากท่าเรือน้ำลึก อ่าวมะขาม&amp;nbsp; ออกไปตกปลา ที่บริเวณเกาะไม้ท่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังรับแจ้ง ทางกองกำกับการ 8 กองบังคับการตำรวจน้ำ ได้ส่งเรือ&amp;nbsp; 522&amp;nbsp; ร่วมทำการช่วยเหลือได้ปลอดภัย จำนวน&amp;nbsp; 2 คน ยังติดตามค้นหาอีก 4 คน เจ้าของเรือ ชื่อ นายอาบี้ วารีศรี&amp;nbsp; ยังติดต่อไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การค้นหาผู้ประสบภัยในทะเลครั้งนี้ มีเรือของชาวบ้าน เรือตำรวจน้ำ เรือจากทัพเรือภาคที่ 3 ร่วมค้นหาผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68478</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประมงพื้นบ้าน, พลเรือโทเชิงชาย ชมเชิงแพทย์, เกาะไม้ท่อน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200612/image_big_5ee2f8b37fd92.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53885</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/01/2020 11:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/01/2020 08:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประมงพื้นบ้านสงขลาคึกคักออกเรือวันแรกจับกุ้งปลาได้อื้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ม.ค.63-ที่บริเวณชายหาดบ้านบ่ออิฐ ต.เกาะแต้ว อ.เมือง จ.สงขลา ชาวประมงพื้นบ้านบ้านบ่ออิฐนำเรือออกไปทำการประมงวางอวนจับปลาหลายสิบลำ หลังคลื่นลมในทะเลลดความรุนแรงลงสามารถออกไปทำการประมงได้ ถึงแม้ว่าจะยังคงอยู่ในช่วงฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ชาวประมงพื้นบ้านออกเรือไปตั้งแต่ตีสี่ตีห้ากลับเข้าฝั่ง วันนี้สามารถวางอวนจับกุ้งหางแดงตัวใหญ่ที่มีราคาแพงได้หลายกิโลกรัมส่งขายราคากิโลกรัมละ500-600 บาท และมีปลาบางส่วนหลากหลายชนิด โดยจะให้ทางแม่บ้านนำไปส่งขายให้กับแม่ค้าขาประจำที่มารับซื้อในหมู่บ้านส่งขายให้กับแพปลา นำรายได้เลี้ยงครอบครัว หลังจากที่ผ่านมาคลื่นลมแรงฤดูมรสุมฯต้องหยุดออกเรือมาหลายสัปดาห์ แต่หากได้ออกทุกวันก็ยังอยู่ได้ ไม่แน่ใจว่าจะออกเรือได้สักกี่วัน เพราะยังอยู่ในช่วงฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ถ้าคลื่นลมแรงอีกรอบก็ไม่ออกก็ต้องรอดูลมก่อนออกทุกครั้ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
สำหรับความช่วยเหลือเกื้อกูลของชาวประมงพื้นบ้านที่ช่วยเหลือกันในการช่วยลากและเข็นเรือขึ้นมาจากทะเลไว้บนชายหาด แสดงถึงความสามัคคีของชาวประมงพื้นบ้านในชุมชนบ้านบ่ออิฐที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาตลอดทั้งชาวประมงครอบครัวและชุมชนที่มีอยู่ในสังคมชุมชนบ้านบ่ออิฐ อ.เมือง จ.สงขลา ในการออกเรือไปจับปลาวันนี้ได้ทำการวางอวนใกล้ฝั่งประมาณ 3-4 กิโลเมตรเท่านั้นไม่กล้าออกไปไกล และออกไปแบบรวมกลุ่มกัน เพราะกลางทะเลยังมีคลื่นลมแรง หากเกิดปัญหาขึ้นก็จะได้ช่วยเหลือกันได้ทัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53885</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุ้งปู, จ.สงขลา, ทะเล, ประมงพื้นบ้าน, ออกเรือ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200106/image_big_5e128d3f3e2a8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
