<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>67487</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตรียมกดปุ่ม งบ4แสนล้าน  ระวัง อย่าให้เหลือบมาสูบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรใช้เวลา 5 วัน 4 คืน ในช่วง 27-31 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่ ส.ส.รัฐบาล-ฝ่ายค้าน ผลัดเปลี่ยนกันอภิปรายพระราชกำหนดที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผลักดันออกมา เพื่อรองรับการแก้ปัญหาวิกฤติไวรัสโควิด-19 จำนวน 3 ฉบับ โดยเนื้อหาการอภิปรายของ ส.ส.ทั้งปีกฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านหลายคน ก็มีเนื้อหาสาระและข้อเสนอแนะ-ข้อท้วงติงที่เป็นประโยชน์ไม่น้อย หากรัฐบาลจะรับไปพิจารณาเช่นเดียวกับการชี้แจงจากฝ่ายรัฐบาล ก็ทำให้เห็นถึงทิศทาง-ท่าทีของฝ่ายรัฐบาลในการเตรียมใช้เงินตาม พ.ร.ก.ทั้งสามฉบับร่วม 1.9 ล้านล้านบาทหลังจากนี้ได้เป็นอย่างดี จนสุดท้ายที่ประชุมสภาเมื่อวันที่ 31 พ.ค. ก็ลงมติอนุมัติพระราชกำหนดจำนวน 3 ฉบับไปแบบฉลุย เสียงท่วมท้น ตามผลดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ประชุมมีมติเสียงข้างมากอนุมัติ 274 คะแนน โดยไม่มีการลงมติไม่เห็นด้วย แต่มี ส.ส.ใช้สิทธิงดออกเสียงจำนวน 207 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.พ.ร.ก.ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิดฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ประชุมมีมติเสียงข้างมากอนุมัติ 275 คะแนน ไม่เห็นด้วย 1 คะแนน งดออกเสียง 205 คะแนน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.พ.ร.ก.รักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ประชุมมีมติเสียงข้างมากอนุมัติ 274 คะแนน ไม่เห็นด้วย 195 คะแนน งดออกเสียง 12 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และตามคิว ที่ประชุมวุฒิสภาสัปดาห์นี้ ก็จะรับไม้ต่อจากสภา โดยนำ พ.ร.ก.ทั้งสามฉบับมาพิจารณาต่อทันที ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว ส.ว.จะลงมติเห็นชอบแบบท่วมท้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องติดตามต่อจากนี้ก็คือ การใช้เงินของรัฐบาล โดยเฉพาะ &amp;quot;เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท&amp;quot; ตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ ที่แบ่งงบประมาณออกเป็น 3 ก้อน คือ ส่วนแรก 45,000 ล้านบาท เป็นงบเพื่อใช้ในด้านสาธารณสุข ส่วนอีก 500,000 ล้านบาท เป็นงบที่กันไว้เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับกระทบในด้านต่างๆ จากวิกฤติโควิดฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และก้อนที่สามที่เป็นงบสำคัญ นั่นก็คือ &amp;quot;งบ 400,000 ล้านบาท&amp;quot; เป็นงบเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งหลายฝ่ายเป็นห่วงว่าจะมีการ &amp;quot;แบ่งเค้ก&amp;quot; เกิดขึ้น เห็นได้จากการอภิปรายของ ส.ส.รัฐบาลและฝ่ายค้าน ต่างก็อภิปรายงบในส่วนนี้มากที่สุด จนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ต้องชี้แจงเรื่องกรอบการใช้เงินดังกล่าวกลางที่ประชุมสภา และในการให้สัมภาษณ์กับสื่อหลายครั้งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยก่อนที่สภาจะลงมติเห็นชอบ พ.ร.ก.ทั้งสามฉบับ พลเอกประยุทธ์ก็ย้ำประเด็นนี้อีกรอบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ที่เราเตรียมมาตรการฟื้นฟู 4 แสนล้านบาท เงินจำนวนนี้ถ้ามองดูแล้วเหมือนจะใหญ่โตมโหฬาร หอมหวาน ผมไม่เคยสบายใจ ไม่ว่าจะเงินเท่าไหร่ก็ตาม เพราะมันมีปัญหาแน่นอนในเรื่องการบริหารจัดการ อย่างที่ท่านเป็นห่วง ผมก็ห่วง ผมยินดีให้มีการตรวจสอบทุกประการ หลายคนหาว่าผมจะไม่ให้ตรวจสอบ แต่ผมถือว่าเงินกู้ดังกล่าวคือเงินแผ่นดิน ต้องมีการดำเนินการตามกฎหมายทุกประการ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญสามารถตรวจสอบการใช้เงินกู้ดังกล่าวได้ เช่นเดียวกับการตรวจสอบการเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดิน ประชาชนก็สามารถตรวจสอบได้&amp;quot; นายกฯ ระบุกลางห้องประชุมสภา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังก่อนหน้านี้ ส.ส.ฝ่ายค้าน พิจารณ์ เชาวัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายอ้างว่า งบ 4 แสนล้านบาทดังกล่าวได้กันไว้ให้ ส.ส. 80 ล้านบาท ผ่านทางจังหวัด โดย ส.ส.เข้าไปชี้ กำหนด 80 ล้านบาทจะนำไปใช้ในโครงการอะไร นำมาซึ่งเงินทอน หัวคิว และเอื้อผลประโยชน์ให้แก่พวกพ้อง และเชื่อว่างบ 4 แสนล้านที่จะสร้างความยั่งยืน สร้างงานให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น จะไม่บรรลุวัตถุประสงค์ของมัน จะไม่ใช่โครงการของประชาชน แต่จะสร้างความมั่นคง สร้างความยั่งยืนให้แก่นักการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ก่อนหน้านี้ ประมนต์ สุธีวงศ์-สมาชิกวุฒิสภาและประธานมูลนิธิองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) แสดงความเป็นห่วงว่า การที่คณะกรรมการกลั่นกรองฯ ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการประจำ ก็อาจทำให้มีโอกาสที่จะถูกผู้มีอำนาจ หรือว่านักการเมืองมากดดัน แล้วตัวเองจะทนไม่ไหว จึงต้องการให้มีการตรวจสอบการอนุมัติโครงการอย่างเข้มข้น เพื่อให้การใช้เงินเกิดประโยชน์จริงๆ ไม่มีตกหล่น ไม่ถูกเหลือบมาสูบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เสียงเตือน-ข้อเสนอแนะต่างๆ หากรัฐบาล โดยเฉพาะ คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ตั้งการ์ดไว้สูง มีการป้องกันเต็มที่ มีการวางระเบียบการตรวจสอบการใช้เงินอย่างรัดกุม เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลทุกอย่าง ตั้งแต่การเสนอโครงการ-อนุมัติเงิน ก็น่าจะทำให้ประชาชนเชื่อมั่นได้ระดับหนึ่งว่าเงินทุกบาทจะไม่เกิดการรั่วไหล เพราะหากเกิดผิดพลาดอะไรขึ้นมา โดยรัฐบาลไม่ป้องกันไว้ก่อน ผลที่ตามมาจะสั่นสะเทือนต่อรัฐบาลในระดับรุนแรงแน่นอน. &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67487</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรองสถานการณ์, ประมนต์ สุธีวงศ์, พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200531/image_big_5ed3abe20718a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67386</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/05/2020 23:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สกัดโกง เงินกู้  1 ล้านล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อย่าให้ถูก เหลือบมาสูบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การประชุมสภาผู้แทนราษฎรตลอดเกือบ 3-4 วันที่ผ่านมา &amp;nbsp;เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ พระราชกำหนดที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผลักดันออกมาเพื่อรองรับการแก้ปัญหาวิกฤติไวรัสโควิด-19 จะพบว่าพระราชกำหนดที่มี ส.ส.รัฐบาลและฝ่ายค้านอภิปรายกันมากที่สุด ก็คือ &amp;ldquo;พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563&amp;rdquo; หรือ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่พบว่า ส.ส.หลายคนอภิปราย แสดงความกังวลในประเด็นเรื่องความโปร่งใสในการอนุมัติโครงการที่อาจเปิดช่องให้มีการทุจริต-การแบ่งเค้ก โดยมีการแทรกแซงการอนุมัติโครงการจากฝ่ายการเมืองไปยัง &amp;ldquo;คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้&amp;rdquo; ที่กรรมการส่วนใหญ่เป็นข้าราชการประจำ&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมถึงเกรงจะมีการอนุมัติโครงการที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชน และไม่ทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ จนกลายเป็นการใช้งบแบบสูญเปล่า &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ประมนต์ สุธีวงศ์-สมาชิกวุฒิสภาและ ประธานมูลนิธิองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)&amp;rdquo; ย้ำแนวทางการสกัดการทุจริต ในการอนุมัติโครงการและงบประมาณที่รัฐบาลกันงบไว้ร่วม 1 ล้านล้านบาทว่า เงินดังกล่าวซึ่งเป็นเงินจำนวนมาก เป็นเงินภาษีประชาชน ที่จะเป็นภาระให้กับลูกหลานในอนาคต ดังนั้นการใช้เงิน การอนุมัติโครงการ ควรต้องทำอย่างโปร่งใส เปิดโอกาสให้มีตัวแทนจากภาคส่วนอื่นๆ เข้ามาร่วมอนุมัติ-ตรวจสอบด้วย เพราะการจะไปคิดว่า ไม่ต้องทำอะไร เพราะมีองค์กรอย่างสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือสำนักงาน ป.ป.ช.คอยกำกับดูแลตรวจสอบการใช้เงินอยู่แล้ว ก็อาจสายเกินไป เพราะสิ่งสำคัญคือต้องมีการป้องกันไว้ก่อน เพราะหากปล่อยให้ทุจริตแล้วค่อยไปตรวจสอบ ก็อาจช้าเกินไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ประธานมูลนิธิองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน&amp;rdquo; ย้ำในหลักการว่า พ.ร.ก.ที่รัฐบาลออกมาทั้งสามฉบับ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในสัปดาห์ที่ผ่านมาและจะเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมวุฒิสภาในสัปดาห์หน้านี้ จะพบว่าเป็นการออกมาบังคับใช้ในช่วงที่ประชาชนทั้งประเทศ มีความเดือดร้อนจากผลกระทบการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่หลายประเทศทั่วโลกต่างก็เจอกับปัญหาดังกล่าว ซึ่งหากถามถึงความจำเป็นในการออกพระราชกำหนดของรัฐบาล ก็ถือว่ามีเหตุผล เพราะว่ารัฐบาลก็มีความจำเป็นในการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่เดือดร้อน ส่วนเมื่อทำแล้ว จะเกิดประโยชน์สูงสุดอย่างไร เป็นประเด็นที่จะตามมาหลังจากนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับกรอบวงเงินที่วางไว้ตาม พ.ร.ก.ทั้งสามฉบับ เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจของประเทศไทย และขนาดหนี้สินที่มีอยู่ ก็ถือว่าเป็นกรอบวงเงินที่มาก ส่วนจะมากเกินไปหรือไม่ คงตอบยาก เพราะในส่วนที่จัดสรรไว้เพื่อนำไปใช้ช่วยเหลือประชาชนโดยตรง เช่นการมอบเงินช่วยเหลือเดือนละ 5 พันบาทต่อเดือน ที่ให้เป็นเวลา 3 เดือน งบประมาณที่ใช้ก็ร่วม 500,000-600,000 แสนล้านบาทแล้ว ก็เกือบครึ่งหนึ่งของกรอบวงเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ส่วนที่เหลือก็คงใช้ในการดูแลเรื่องสภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งวงเงินที่ใช้ตาม พ.ร.ก.ทั้งสามฉบับ ก็คงเหมาะสมกับขนาดของเศรษฐกิจบ้านเราที่พอจะรับได้ เพราะหากใช้กรอบวงเงินมากกว่านี้ ก็อาจทำให้เกิดภาระในอนาคตในเรื่องหนี้สิน แต่หากน้อยไปไม่เพียงพอ ก็อาจทำให้การช่วยเหลือไม่ทั่วถึง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ประธานมูลนิธิองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน&amp;rdquo; กล่าวถึงกรอบวงเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ว่า เงินกู้ 1 ล้านล้านบาทดังกล่าว แบ่งออกเป็นสามส่วน ส่วนแรก 45,000 ล้านบาท เป็นงบเพื่อใช้ในด้านการสาธารณสุข ที่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ก็เข้าใจเพราะหากเราไม่ได้ระบบสาธารณสุขของประเทศที่เข้มแข็ง การที่จะดูแลประชาชนไม่ให้เจ็บป่วย ก็อาจลำบาก จึงเป็นกรอบวงเงินที่คงไม่ค่อยมีใครติงเท่าใด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนอีก 5 แสนกว่าล้านบาท จะเป็นงบที่ใช้เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับกระทบในด้านต่างๆ จากวิกฤติครั้งนี้ เช่น คนที่ตกงาน คนที่ไม่มีรายได้ เช่นการให้เงินช่วยเหลือประชาชนเดือนละ 5,000 บาท ก็เป็นเรื่องที่มีเหตุผล &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 400,000 ล้านบาท ตรงนี้ เป็นวงเงินที่ดูแล้วยังไม่มีกรอบการใช้เงินที่ชัดเจน เพราะในตัวพระราชกำหนดเขียนไว้เพียงกว้างๆ ว่าเพื่อนำไปใช้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพื่อช่วยเหลือคนที่ประสบปัญหา ขาดรายได้จากสภาวะเศรษฐกิจ ก็มองว่ากรอบวงเงินดังกล่าว 400,000 ล้านบาท ควรต้องมีการพิจารณาอย่างละเอียดในเรื่องการใช้งบประมาณ&amp;rdquo; ประมนต์ สมาชิกวุฒิสภาตั้งข้อสังเกต &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ประธานมูลนิธิองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน&amp;rdquo; กล่าวต่อไปถึงข้อเสนอการให้มีระบบตรวจสอบการอนุมัติเงินกู้ที่จะทำผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองเงินกู้ฯ ว่า จะพบว่าตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินดังกล่าว บัญญัติให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ แต่ว่าที่องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันเสนอก็คือต้องการให้มีการตั้งตัวแทนของภาคประชาสังคมเข้าไปมีส่วนร่วม ซึ่งในพระราชกำหนด กำหนดไว้ว่า นายกรัฐมนตรีสามารถแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิไปร่วมเป็นคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ได้ไม่เกินห้าคน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ..องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ก็อยากเห็นมีตัวแทนภาคประชาสังคมเข้าไป โดยคนที่เข้าไป ต้องเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์สุจริต มีความรู้ที่หลากหลาย เข้าใจถึงความต้องการของประชาชนพอสมควร เพื่อที่จะได้มีตัวแทนจากทุกภาคส่วนเข้าไปร่วมเป็นคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ดังกล่าว&amp;nbsp; เพราะงานของกรรมการที่สำคัญคือการกลั่นกรองการเสนอโครงการที่จะส่งเรื่องเข้ามา เพราะวงเงิน 400,000 ล้านบาท การขอทำโครงการ จะต้องมีการเสนอมาว่า จะใช้เงินอย่างไร ใช้ที่ไหน ใช้กับใคร จึงเห็นว่าการใช้เงินดังกล่าวต้องมีความเท่าเทียม มีความเป็นธรรม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;เท่าเทียมและเป็นธรรมดังกล่าว ทางองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันก็หวังว่าประชากรของเราทั่วประเทศจะได้รับการสนับสนุนจากกรอบวงเงินดังกล่าวเท่าเทียมกัน คือไม่ใช่ไปอยู่แค่ที่ใดที่หนึ่ง และเป็นธรรม ก็คือ ประชาชนทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ก็ควรได้รับการดูแลตามสัดส่วนที่เหมาะสม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ..รวมถึงการให้มีคณะกรรมการกำกับดูแลการจัดการและเบิกจ่ายเงิน ที่อาจเป็นชุดเดียวกันกับคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ก็ได้ ก็คือ พอมีการกลั่นกรองโครงการที่เสนอมาแล้วมีการเห็นชอบ ก็มีการกำกับดูแลการใช้จ่ายเงินหรือไม่ อาจตั้งเป็นกรรมการชุดพิเศษหรือตั้งอนุกรรมการขึ้นมา เพื่อไปคอยดูในเรื่องการใช้จ่ายเงินงบประมาณที่ได้รับการอนุมัติเพื่อให้เป็นไปโดยถูกต้อง และพยายามไปดูสิ่งที่อาจเกิดเป็นปัญหา โดยไม่ควรรอให้เกิดปัญหาก่อน เช่น กรรมการที่ตั้งขึ้นมา ก็ต้องไปดูว่า เมื่อมีการทำโครงการอะไรไปแล้ว จะเกิดปัญหาอะไรขึ้นหรือไม่ จะได้มีการเตรียมการป้องกันไว้ก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - ในพ.ร.ก.กู้เงินฯ เขียนล็อกไว้ว่า ให้เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ และให้มีกรรมการ เช่น ปลัดกระทรวงการคลัง, ผอ.สำนักงบประมาณ, ผอ.สำนักบริหารหนี้สาธารณะ ที่ส่วนใหญ่พบว่า โครงสร้างกรรมการกลั่นกรองเป็นข้าราชการประจำ หลายคนจึงเป็นห่วงเรื่องที่กรรมการอาจถูกแทรกแซง การอนุมัติเงินและอนุมัติโครงการได้?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก็เป็นไปได้ เพราะว่าเวลาเป็นข้าราชการประจำ ก็อาจมีโอกาสที่จะถูกผู้มีอำนาจ หรือว่านักการเมืองมากดดัน แล้วตัวเองจะทนไม่ไหว เราถึงเสนอว่า ถ้ามีผู้แทนจากภาคประชาสังคมเข้าไป ก็อาจจะเป็นคนที่ไปช่วยคัดค้าน ทัดทานได้บ้าง เรื่องที่จะถูกกดดันก็อาจเบาบางลง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยตัวแทนที่เสนอไป เราใช้คำว่าภาคประชาสังคม คือใครก็ได้ที่เป็นคนซึ่งมีความรู้ความสามารถ มีความซื่อสัตย์ เป็นที่ประจักษ์ในสังคม เชื่อว่ามีผู้ใหญ่ในสังคมหลายคนที่เอ่ยชื่อมาแล้ว หลายคนบอกว่าใช่ ก็คงเป็นประเภทนั้น เราขอเพียงให้บุคคลเหล่านั้นที่จะเข้าไปต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เป็นคนที่มีประวัติอย่างน้อยเข้าใจสังคม และเป็นคนที่ยอมรับของประชาชน หากเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ จะเป็นใครก็ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อถามว่าหากมีการมาทาบทามตัวนายประมนต์หรือคนในองค์กรต่อต้านคอรัปชัน เข้าไปร่วมเป็นกรรมการชุดใดชุดหนึ่ง &amp;ldquo;ประมนต์&amp;rdquo; ออกตัวว่า ในฐานะสมาชิกวุฒิสภาคงลำบากหน่อย แต่ถ้าในมูลนิธิองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เราก็ต้องหารือกันก่อน แต่ก็มีคนที่มีคุณสมบัติจะไปช่วยงานได้ เพราะองค์กรเราก็ถือว่ามีผลงานที่คนก็ยอมรับ ทำงานมาแล้วเกิดประโยชน์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ต้องไม่เกิดทุจริตเชิงนโยบาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;- มีเสียงทักท้วงมากเรื่อง ตีเช็คเปล่า เพราะใน พ.ร.ก. ไม่มีรายละเอียดใดๆ มากนักในเรื่องการใช้เงินกู้?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงินฯ คือสิ่งสำคัญ เพราะคณะกรรมการชุดนี้จะมาพิจารณาข้อเสนอที่เสนอเข้ามาในการจะขอใช้เงินจาก พ.ร.ก.ดังกล่าว จะนำเงินไปใช้ที่ไหน ใช้ทำอะไร ผมยกตัวอย่างที่เราไม่อยากเห็นคือ จะมีการใช้ไปในทางที่อาจจะเป็นประโยชน์เฉพาะคน มันมีในอดีตที่บอกว่า &amp;ldquo;ทุจริตเชิงนโยบาย&amp;rdquo; คำว่า ทุจริตเชิงนโยบายก็คือ จะมีกลุ่มบุคคลที่ตั้งโครงการขึ้นมาเพื่อประโยชน์ของกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แล้วก็นำเงินนี้ไปใช้โดยไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์กับส่วนรวมเท่าใดนัก อันนี้ที่เราเป็นห่วง หรือว่าอาจเป็นโครงการประเภทที่ว่าไม่ได้มีสาระสำคัญ แต่เป็นโครงการประเภทที่มีผู้ใหญ่บางคนอยากจะทำ แล้วจะมาใช้เงิน อันนี้เราก็ไม่อยากเห็น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เพราะฉะนั้น คณะกรรมการกลั่นกรองฯ จึงมีความสำคัญ เพราะเขาจะต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าโครงการที่มานำเสนอให้ประโยชน์กับท้องถิ่นจริงๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประธานมูลนิธิองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ยังได้เสนอแนวทางการสร้างความโปร่งใสในการใช้เงินตาม พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาทว่า การเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับการอนุมัติโครงการ ถือว่าเป็นขั้นตอนสำคัญในการสร้างความโปร่งใส ที่สามารถทำได้ด้วยการเปิดเผยผ่าน &amp;ldquo;เว็บไซต์เฉพาะกิจ&amp;rdquo; โดยเราต้องการให้มีการเปิดเผยข้อมูลการใช้เงินเพื่อให้ประชาชนที่สนใจเข้าถึงข้อมูลได้ เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการที่อนุมัติให้ใช้เงินเป็นโครงการอะไร ใช้เงินเท่าใด ใช้ทำโครงการที่จุดไหน จนถึงข้อมูลการประมูลโครงการว่าใครคือผู้ประมูลได้ และประมูลไปด้วยการเสนอราคามาเท่าใด ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้หากมีการเปิดเผยทั้งหมดจะทำให้มีความโปร่งใส ทำให้คนที่อยากรู้ข้อมูลเข้ามาค้นคว้าได้ และเป็นการปรามการทุจริต เพราะหากข้อมูลถูกเปิดเผย คนที่จะทำการทุจริตก็ต้องกลัวว่าถ้าถูกตรวจสอบขึ้นมาก็มีหลักฐาน จะไปทำอุบอิบไม่ได้ ก็เป็นอีกข้อเสนอหนึ่งที่เราต้องการสร้างความโปร่งใสด้วยการเปิดเผยข้อมูล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ตลอดจน อยากให้ไปศึกษาโครงการเงินกู้ก่อนหน้านี้ คือ โครงการเงินกู้ยืมมิยาซาวาแพลน ปี 2542 ที่เป็นโครงการกู้เงินที่เกิดขึ้นหลังประเทศเราเจอกับวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ปี 2540 ซึ่งรัฐบาลเวลานั้นมีการกู้เงินมา 50,000 หมื่นล้านบาทเพื่อนำมาฟื้นฟูเศรษฐกิจแบบในปัจจุบัน หรือ พ.ร.ก.เงินกู้ โครงการไทยเข้มแข็ง ปี 2552 ก็อยากให้คณะกรรมการกลั่นกรองฯ ไปศึกษาดูว่าในการใช้เงินกู้ทั้งสองโครงการดังกล่าวเวลานั้น เมื่อกู้เงินมาแล้วนำไปทำอะไรบ้าง ทำดี-ทำไม่ดีอย่างไร ทำแล้วเกิดประโยชน์จริงหรือไม่ จะได้นำมาเป็นข้อมูลที่ใช้ในการอนุมัติการใช้เงินในรอบนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประมนต์-สมาชิกวุฒิสภา ยังกล่าวหลังถามถึงข้อเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาตรวจสอบติดตามการใช้เงินกู้ฯ ดังกล่าวของรัฐสภา เพราะ พ.ร.ก.ดังกล่าวไม่ผ่านการตรวจสอบจากกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณฯ โดยมองว่า ถามว่าเรื่องนี้มีประโยชน์ไหม ก็ต้องตอบว่ามีประโยชน์ เพราะหากมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในลักษณะดังกล่าว ก็สามารถไปติดตามการทำงานตามโครงการต่างๆ ได้ แต่ผมคิดว่าคณะกรรมาธิการประเภทนี้มันจะช้าไป เพราะต้องเกิดทุจริตขึ้นเสียก่อนถึงจะค่อยมารายงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ข้อเสนอของผมที่เสนอในเรื่องการตรวจสอบการใช้งบประมาณตามพระราชกำหนดที่ออกมา นอกจากเรื่ององค์ประกอบของคณะกรรมการกลั่นกรองเงินกู้แล้ว ผมถึงได้เสนอให้ควรมี &amp;ldquo;คณะกรรมการอิสระในเรื่องการตรวจสอบ&amp;rdquo; โดยมีลักษณะการทำงานเป็นคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาเป็นพิเศษเลย เพื่อตรวจสอบเรื่องต่างๆ เหล่านี้ โดยที่แนวทางการตรวจสอบของคณะกรรมการอิสระฯ จะต้องทำงานตรวจสอบในเชิงรุก คือ ไม่ใช่ให้เกิดเรื่องทุจริตก่อน แต่เป็นคณะกรรมการที่มองปัญหาทั้งหมด เช่น ต้องดูว่าอาจจะมีการทุจริตตรงจุดไหน ก็ต้องไปป้องกันไว้ โดยพยายามวางมาตรการที่จะป้องกันการทุจริต เพื่อไม่ให้เกิดการทุจริต มันจะดีกว่าที่จะปล่อยให้เกิดการทุจริต ซึ่งคณะกรรมการอิสระฯ ตามที่เสนอใน พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ ไม่ได้เขียนให้ตั้งเอาไว้ แต่เป็นข้อเสนอที่ผมฝากไปว่าขอให้พิจารณาให้มีคณะกรรมการอิสระมาตรวจสอบโดยให้ทำงานควบคู่ไปกับคณะกรรมการกลั่นกรองฯ โดยเท่าที่เห็นทางรัฐบาลคงพูดแต่เรื่องคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ที่อาจจะเปิดโอกาสให้มีตัวแทนจากฝ่ายต่างๆ มามีส่วนร่วม แต่สำหรับคณะกรรมการอิสระฯ ยังไม่เห็นมีการกล่าวถึง ซึ่งเรื่องนี้ผมก็ได้เสนอไปหลายเวทีแล้ว แต่ยังไม่มีการบอกว่าจะสนับสนุน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;คณะกรรมการกลั่นกรองเงินกู้จะคอยพิจารณาว่างบประมาณใน พ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาทจะใช้ทำอะไรบ้าง ก็อยากให้มีคณะกรรมการอิสระอย่าง คณะกรรมการกำกับดูแลการจัดการและเบิกจ่ายเงินมาตรวจสอบ ที่ศักดิ์ศรีก็ไม่ด้อยกว่าคณะกรรมการกลั่นกรองเงินกู้ โดยกรรมการอิสระก็จะมาคอยดูแลว่าการใช้จ่ายเงินเป็นไปตามหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินหรือไม่ หรือหากกรรมการอิสระฯ เป็นห่วงว่าอาจจะเกิดการทุจริตที่จุดไหนก็ไปหาวิธีการที่จะป้องปรามเสียก่อน โดยให้ทำงานแบบขนานควบคู่ไปกับคณะกรรมการชุดแรก เพราะถ้าไม่เตรียมการล่วงหน้าแล้วเกิดการทุจริต ไปตามจับก็อาจจะเสียเวลาเปล่าๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - บทบาทองค์กรอิสระอย่าง สตง.-ป.ป.ช. คาดหวังได้หรือไม่ กับการตรวจสอบป้องกันการทุจริตเงิน 1 ล้านล้านบาท?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; องค์กรอย่าง ป.ป.ช.ก็น่าจะมีบทบาทในการติดตาม ป้องกันการทุจริต แต่บทบาทขององค์กรเหล่านี้ที่ผ่านมามักจะเข้าไปตรวจสอบเมื่อเกิดการทุจริตแล้ว มีผู้ร้องเรียนแล้วถึงจะเข้าไปตรวจสอบ ซึ่งมันช้าไป เราไม่อยากเห็นว่ามีคนทุจริตแล้วเราไปตามจับ แต่เราควรมีวิธีการที่คอยดูเสียก่อนว่าอาจจะมีทุจริตตรงไหน แล้วหาวิธีการป้องกันไว้ก่อน โดยหาก ป.ป.ช.-สตง.เขามีประสบการณ์ในเรื่องนี้ แล้วให้ข้อคิด ก็จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยกันป้องกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...ประชาชนมีความสำคัญมากในเรื่องนี้ โดยเฉพาะคนที่อยู่ในท้องถิ่น เช่น สมมุติคนที่อยู่ต่างจังหวัด แล้วมีโครงการไปลงในพื้นที่ เช่น ขุดสระน้ำ สร้างถนน ประชาชนต้องมีโอกาสรับรู้และไปติดตามว่ามีการใช้เงินตามที่ได้รับอนุมัติโครงการมาจริงหรือไม่ มีการยักยอก มีการสมยอม หรือมีทุจริตหรือไม่ คนในท้องถิ่นจะได้เข้าไปมีส่วนร่วม ไปตรวจสอบ ทำให้ประชาชนที่ต้องการดูแลตรวจสอบก็จะได้เข้าไปมีบทบาทได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;หากเกิดทุจริต จะสะเทือนเครดิตบิ๊กตู่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;- หากมีข่าวในทางลบ ออกมาไม่ดีเกี่ยวกับเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลหรือไม่?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก็คงสั่นสะเทือน เพราะเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีก็กำกับการมาตลอด อย่างการต่อสู้ป้องกันการแพร่ระบาดของโควิดฯ ก็ได้ผลดี คนก็ชื่นชม แต่เวลานี้เมื่อต่อไปจะต้องมีการฟื้นตัว ต้องมีการเยียวยา ที่หากทำไปแล้วเกิดไม่ดี ทำแล้วเสียหาย ทำแล้วทุจริต คะแนนที่ได้มาก็คงจะสูญเสียไปเยอะพอสมควร เรื่องนี้นายกฯ ก็คงรู้ว่าเป็นเรื่องสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เมื่อถามถึงว่า ตอนนี้เงินกู้เพื่อทำโครงการต่างๆ ในงบ 4 แสนล้านบาทยังไม่ออกมา แต่ตอนนี้ก็มีข่าวเรียกเก็บค่าหัวคิวจากเจ้าของโรงแรมที่เป็นสถานที่กักตัวกลุ่มเสี่ยงโควิด-19 ของรัฐ (State Quarantine) จ.ชลบุรี ประเด็นนี้ ประธานมูลนิธิองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ตอบว่า ก่อนหน้านี้ก็เคยมีข่าวที่จังหวัดลำพูน ที่ท้องถิ่นคือ อบต.-อบจ.ไปซื้อของในการป้องกันโรคโควิดฯ โดยจัดซื้อในราคาแพงและไม่จำเป็น ก็เป็นการทุจริตประเภทหนึ่ง ส่วนการเรียกรับค่าหัวคิวจากโรงแรมที่เป็น State Quarantine ก็เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงว่า ขนาดเงินที่ไม่มากก็มีพวกที่รอจังหวะแบบนี้ คือ พวกนี้ตามน้ำ พอเห็นโอกาสก็ฉวยโอกาส หากเข้าทางเขาก็ได้เงินไป มันมีพวกนี้เยอะ ที่เดี๋ยวนี้พูดกันแค่ 10-20 ล้านบาทเป็นเศษเงิน แต่อันนี้ที่จะทำคือหมื่นล้าน แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ประมนต์ ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา ยังกล่าวถึงบทบาทของ ส.ว.ในการมีส่วนร่วมตรวจสอบการใช้เงินดังกล่าวว่า วุฒิสภาก็มีหน้าที่คล้ายเป็นสภาพี่เลี้ยง อย่างเรื่องกฎหมาย ก็คอยดูว่ากฎหมายที่ออกมาแล้วส่งมาที่วุฒิสภาเป็นอย่างไร ทาง ส.ว.ก็ท้วงติงได้ อย่างพระราชกำหนดต่างๆ ที่ออกมาดังกล่าวก็น่าจะเป็นบทบาทที่สำคัญที่ทางสมาชิกวุฒิสภาสามารถสะท้อนความเป็นห่วงหรือความกังวลของประชาชนได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีสมาชิกวุฒิสภาหลายคนก็ทำไปแล้ว มีสมาชิกวุฒิสภาหลายคนได้ออกมาแสดงความคิดเห็นว่าเขาเป็นห่วงในประเด็นใดบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ถามปิดท้ายถึงบทบาทของมูลนิธิองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ต่อจากนี้ และที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีให้ความร่วมมืออย่างไรบ้าง ประมนต์ ย้ำว่า องค์กรก็พยายามมองในเรื่องความโปร่งใสเป็นหลัก เราก็พยายามขับเคลื่อนให้ประเทศเรามีคอร์รัปชันน้อยที่สุด โดยตัวนายกรัฐมนตรีเองก็คงไม่ต้องการเห็นการทุจริตเกิดขึ้น ที่โดยส่วนตัวเราก็ยอมรับ แต่เวลาที่อยู่ในวงการที่มีคนเยอะๆ คนใกล้ตัว ก็ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร มันก็มีปัญหาในตัวของมันเอง เพราะว่าตัวผู้นำเอง อาจไม่ทุจริต แต่คนใกล้ตัวเองบางทีก็ไว้ใจไม่ได้เหมือนกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;ldquo;พระราชกำหนดทั้งสามฉบับ จำเป็นที่จะต้องออกมา คนส่วนใหญ่ก็เห็นความจำเป็น เพียงแต่เมื่อจะใช้เงินก็ขอให้มีประโยชน์จริงจัง เต็มที่ ไม่ตกไม่หล่น เพราะทั้งหมดคือเงินภาษีของประชาชน ที่เราก่อไว้ให้ลูกหลานของเรา มันต้องใช้ให้เกิดประโยชน์จริงๆ อย่าให้ตกหล่น อย่าให้ถูกเหลือบสูบ ก็อยู่ที่คณะกรรมการกลั่นกรอง จะต้องดูว่าอย่าให้เกิดอะไรขึ้น&amp;rdquo; ประธานมูลนิธิองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันสรุปตอนท้าย. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้าราชการประจำก็อาจมีโอกาสที่จะถูกผู้มีอำนาจ หรือว่านักการเมืองมากดดัน แล้วตัวเองจะทนไม่ไหว เราถึงเสนอว่า ถ้ามีผู้แทนจากภาคประชาสังคมเข้าไป ก็อาจจะเป็นคนที่ไปช่วยคัดค้าน ทัดทาน ...เมื่อจะใช้เงินก็ขอให้มีประโยชน์จริงจัง เต็มที่ ไม่ตกไม่หล่น เพราะทั้งหมดคือเงินภาษีของประชาชนที่เราก่อไว้ให้ลูกหลานของเรา มันต้องใช้ให้เกิดประโยชน์จริงๆ อย่าให้ตกหล่น อย่าให้ถูกเหลือบสูบ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67386</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประมนต์ สุธีวงศ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200530/image_big_5ed2511b54e4c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66216</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/05/2020 16:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/05/2020 10:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>องค์กรต้านโกงแนะตั้งกก.อิสระ-เปิดเว็บเฉพาะกิจ ตรวจสอบใช้เงินกู้1ล้านล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 พ.ค. 63 - นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานมูลนิธิองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า เห็นด้วยกับการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019&amp;nbsp; พ.ศ. 2563&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งการใช้เงินตาม พ.ร.ก.นี้ จำเป็นต้องรวดเร็ว - ทันการณ์ จึงจะเกิดประโยชน์คุ้มค่า อาจต้องยกเว้นกฎระเบียบสำคัญบางประการ แต่หากทำโดยไม่รัดกุม ไม่เปิดเผยอย่างโปร่งใส จนตรวจสอบไม่ได้ทั่วถึง ก็อาจเป็นช่องว่างที่ทำให้การทุจริตเกิดขึ้นง่ายและรุนแรง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การใช้เงิน 4 แสนล้านจากเงินกู้ 1 ล้านล้าน เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม เป็นส่วนที่ น่ากังวลที่สุด&amp;nbsp; เพราะอาจมีการนำไปใช้ทำโครงการที่ไม่เกิดประโยชน์คุ้มค่า หรือเกิดการคอร์รัปชันเชิงนโยบาย หรือคอร์รัปชันในการจัดซื้อจัดจ้างได้&amp;nbsp; จึงอยากให้ยึดโมเดลแบบ โครงการเงินกู้ยืมจากรัฐบาลญี่ปุ่น มิยาซาวาแพลน ปี 2542 หรือ พ.ร.ก.เงินกู้ โครงการไทยเข้มแข็ง ปี 2552&amp;nbsp; ที่มีหลักเกณฑ์การใช้เงินชัดเจน และยังสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยจัดทำเว็บไซต์เฉพาะกิจให้สาธารณชนสามารถเข้าไปศึกษาติดตามได้อย่างอิสระ&amp;nbsp; และให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการฯ คณะกรรมกำกับดูแลการจัดการและเบิกจ่ายเงิน ที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย รวมทั้งแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน เป็นคณะกรรมการกลั่นกรองและอนุมัติการใช้จ่ายเงินกู้&amp;nbsp; &amp;nbsp; มีผู้แทนจากภาคประชาชนและนักวิชาการที่สังคมยอมรับ โดยกำหนดให้ทุกพื้นที่ ทุกโครงการ ดำเนินการภายใต้กติกาเดียวกันอย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มีระบบตรวจสอบและถ่วงดุลที่แข็งแกร่ง ด้วยการดำเนินงานอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยจัดทำ &amp;ldquo;เว็บไซต์เฉพาะกิจ&amp;rdquo;รวบรวมข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการตาม พ.ร.ก. กู้เงินฯ นี้&amp;nbsp; เปิดให้ประชาชนและสื่อมวลชนที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลได้อย่างอิสระ สามารถใช้งานเพื่อการสืบค้นข้อมูลได้ง่าย&amp;rdquo; นายประมนต์ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประมนต์ ยังเสนอให้มี &amp;ldquo;คณะกรรมการตรวจสอบอิสระ&amp;rdquo; ที่ชำนาญและน่าเชื่อถือตรวจสอบการดำเนินงาน ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) หากผู้ใดทุจริต จะต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรง และรวดเร็วทุกกรณี โดยให้นำมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 27 มีนาคม 2561 เรื่อง &amp;ldquo;มาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในระบบราชการ&amp;rdquo; มาบังคับใช้อย่างเข้มงวด และให้มีการรายงานข้อมูลโครงการ แผนการดำเนินงาน งบประมาณการจัดซื้อจัดจ้าง&amp;nbsp; หน่วยงานรับเรื่องร้องเรียน ให้ปรับปรุงข้อมูลให้ทันการณ์ โดยเปิดเผยบนเว็บไซต์เฉพาะกิจ&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขอให้รัฐบาลดำเนินการอย่างเปิดเผย โปร่งใส ให้ประชาชนมีส่วนร่วมและตรวจสอบได้&amp;nbsp; มีมาตรการถ่วงดุลและระบบตรวจสอบที่น่าเชื่อถือ และเป็นอิสระ&amp;nbsp; ลงโทษการคอร์รัปชันอย่างรวดเร็ว ไม่เลือกปฏิบัติ นอกจากจะได้รับความเชื่อถือจากประชาชนแล้ว ยังเป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะถูกยกระดับการประเมิน CPI เพราะเป็นเรื่องใหญ่ที่ถูกทุกฝ่ายและนานาชาติเฝ้าจับตามอง&amp;rdquo; ประธานมูลนิธิองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ กล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66216</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประมนต์ สุธีวงศ์, พ.ร.ก.เงินกู้, มิยาซาวา, องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200518/image_big_5ec1fe9f2db4a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45504</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/09/2019 11:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/09/2019 11:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนเด่นคนดังปราบโกงหลุดกมธ.สอบทุจริต!หึ่งใบสั่งล็อกสเปกเลือกคนของผู้มีอำนาจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ก.ย.62 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับผลการคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่จะเข้าดำรงตำแหน่งเป็นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริต ประพฤติมิชอบและเสริมสร้างธรรมาภิบาล ซึ่งมีการประชุมคัดเลือกเมื่อวานนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลปรากฎว่า สมาชิกวุฒิสภา 3 คนซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทด้านการป้องกันปัญหาการทุจริตในประเทศ ได้แก่ นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ อดีตประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)นายประมนต์ สุธีวงศ์ อดีตประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) และพลเรือเอก พะจุณณ์ ตามประทีป กรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบและสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ไม่ได้รับการโหวตเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งเป็นคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริต ประพฤติมิชอบและเสริมสร้างธรรมาภิบาลชุดดังกล่าวด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับวิธีการคัดเลือกได้เปิดให้ สมาชิกวุฒิสภาที่สนใจ สมัครเข้ารับการคัดเลือก จากนั้นให้สมาชิกวุฒิสภาที่สมัครเข้ามาโหวตชื่อกันอีกครั้ง โดยในขั้นตอนการเปิดรับสมัคร มี สมาชิกวุฒิสภาสมัครเข้ามา 23 คน และมีการโหวตรายชื่อให้เหลือเพียง 19 คน ซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ที่ไม่ได้รับการโหวตเลือก ประกอบด้วย นายปานเทพ กล้าณรงค์, นายประมนต์ สุธีวงศ์ และพลเรือเอก พะจุณณ์ ตามประทีป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวระบุว่า &amp;nbsp;สาเหตุที่นายปานเทพ &amp;nbsp;นายประมนต์ และ พลเรือเอก พะจุณณ์ ไม่ได้รับการเสนอชื่อ เป็นเพราะมีใบสั่งจากผู้มีอำนาจในรัฐบาล ส่งสมาชิกวุฒิสภาในสังกัดเข้ามาร่วมสมัคร 15 ราย เพื่อโหวตเลือกสมาชิกในกลุ่มตนเองเข้ามาเป็นคณะกรรมาธิการฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรายชื่อสมาชิกวุฒิสภา 19 ราย ที่ได้รับการโหวตเลือกให้ดำรงตำแหน่งเป็นคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริต ประพฤติมิชอบและเสริมสร้างธรรมาภิบาลชุดนี้ มีรายชื่อดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. นายกูรดิสถ์ จันทร์ศรีชวาลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. นางสาวดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. พลตำรวจโท ตรีทศ รณฤทธิวิชัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. พลอากาศเอกถาวร มณีพฤกษ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. นายธานี อ่อนละเอียด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. พลเอกพิสิทธิ์ สิทธิสาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7. พลเอกเลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8. นางวรารัตน์ อติแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9. นายวันชัย สอนศิริ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10. พลเอก วิชิต ยาทิพย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11. นางสาววิไลลักษณ์ อรินทมะพงษ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12. นายวิวรรธน์ แสงสุริยะฉัตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13. พลเรือเอกศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14. หม่อมหลวงสกุล มาลากุล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15. นายสมเดช นิลพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16. พลตำรวจโท สมบัติ มิลินทจินดา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17. นายสัญชัย จุลมนต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18. พลเอกสำเริง ศิวดำรงค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19. พลเอกอาชาไนย ศรีสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริต ประพฤติมิชอบ และเสริมสร้างธรรมาภิบาล ได้แก่ พลเรือเอก ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ ซึ่งเป็นน้องชายของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45504</URL_LINK>
                <HASHTAG>การทุจริต, ประมนต์ สุธีวงศ์, ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ, พะจุณณ์ ตามประทีป, สมาชิกวุฒิสภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190911/image_big_5d7877eba24f8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24713</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/12/2018 00:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รุมยำโต๊ะจีนระดมทุน จ่อชงกกต.สอบ&#039;พปชร.-รปช.&#039;จี้เปิดชื่อผู้บริจาค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;พปชร.&amp;rdquo; พา &amp;ldquo;รปช.&amp;rdquo; ซวย การเมืองรุมถล่มโต๊ะจีนระดมทุน เตรียมชง กกต.-ป.ป.ช.ตรวจสอบ &amp;ldquo;มาร์ค-ตู่&amp;rdquo; บี้เปิดรายชื่อผู้บริจาคเงิน เพื่อไทยได้ทีขย่มสะท้อนความเหลื่อมล้ำ พรรคจะปูเสื่อให้นำอาหารมาแลกเปลี่ยนกันกิน &amp;ldquo;ป๋าเปรม&amp;rdquo; เตรียมเปิดบ้านสี่เสาฯ ให้ &amp;ldquo;นายกฯ&amp;rdquo; นำ ครม.-กองทัพอวยพร 27 ธ.ค. รับห่วงหลังเลือกตั้ง &amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; ปิดประตูใช้มาตรา 44 แก้เบอร์เดียวทั่วประเทศ นักการเมืองพาเหรดชง กกต.โชว์เพาเวอร์กดดัน คสช.ให้ใช้อำนาจ พลังประชารัฐเตรียมสร้างกระแสอีกรอบ ปราศรัยพร้อมกัน 5 จุดอาทิตย์นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพฤหัสบดี ในแวดวงการเมืองมีการวิพากษ์วิจารณ์การจัดงานเลี้ยงโต๊ะจีนระดมทุน ทั้งในส่วนของพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) โต๊ะละ 1 ล้านบาท และพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โต๊ะละ 3 ล้านบาทอย่างกว้างขวาง โดย น.ส.จุฑาฑัตต เหล่าธรรมทัศน์ เหรัญญิกพรรค รปช. ออกแถลงการณ์ชี้แจงถึงงานระดมทุนพรรคว่า มียอดการจำหน่ายโต๊ะอย่างเป็นทางการอยู่ที่ 234 โต๊ะ และ 4 ที่นั่ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 234,400,000 บาท โดยเงินทุนที่ได้รับหลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว จะเป็นเงินทุนในการดำเนินการจัดกิจกรรมของพรรคต่อไป รวมถึงเป็นเงินทุนในการใช้จ่ายหาเสียงเลือกตั้งในปีหน้านี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า ในวันศุกร์ที่ 21 ธ.ค.สมาคมจะนำเรื่องการจัดระดมทุนของทั้ง 2 พรรคไปร้องเรียนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าเป็นการจัดเลี้ยงผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และเข้าข่ายการโฆษณาหาเสียงด้วยการจัดให้มีมหรสพหรือการรื่นเริงใดๆ เพราะมีการนำนักร้อง นักแสดง มาโชว์ในเวทีตามมาตรา 73 (3) (4) ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.2561 หรือไม่ และขัดต่อ พ.ร.ป.พรรคการเมือง 2561 ที่เน้นให้สมาชิกจ่ายเงินให้พรรคการเมืองเฉพาะผู้ก่อตั้งและสมัครสมาชิกเป็นหลักหรือไม่
&amp;ldquo;การที่พรรคการเมืองจัดงานระดมเงินโดยที่ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งเป็นการขัดกฎหมายดังกล่าวโดยชัดแจ้ง อีกทั้งขัดต่อเจตนารมณ์ของการปฏิรูปการเมือง ที่มุ่งเน้นให้พรรคการเมืองเป็นพรรคของมหาชน ไม่ใช่พรรคนายทุนที่จ่ายเงินซื้อโต๊ะจีนราคาแพงลิ่ว เพราะหวังผลประโยชน์ตอบแทนในอนาคตนั่นเอง&amp;rdquo;นายศรีสุวรรณระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชัน โพสต์เฟซบุ๊กเช่นกันว่า &amp;nbsp;งานระดมทุนพรรคพลังประชารัฐเตรียมตัวโดนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบ เพราะโต๊ะจีนราคา 3 ล้าน โต๊ะหนึ่งมี 10 ที่นั่ง ตกที่นั่งละ 300,000 บาท ต้องตรวจสอบว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐ (รัฐมนตรี และข้าราชการ) จำนวนเท่าใดที่เข้าร่วมงานนี้ ซึ่งต้องซื้อบัตรเข้าร่วมงาน หรือมีผู้ใดออกเงินให้ หากอ้างว่ามีคนอื่นออกเงินให้ก็เข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. กรณีรับของขวัญมีมูลค่าเกิน 3 พันบาท หากบรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เข้าร่วมงานอ้างว่าซื้อบัตรเข้าร่วมงานเอง ก็ต้องเอาใบเสร็จมาแสดง&amp;nbsp;
&amp;ldquo;หากเอาเงินตัวเองซื้อบัตรเข้าร่วมงาน กรณีนี้อาจต้องถูกตรวจสอบว่ามีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ เพราะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ร่ำรวยขนาดซื้อบัตรราคา 300,000 บาทได้อย่างไร เรื่องนี้ยาวและซวยแล้วละครับ &amp;nbsp;ที่สำคัญ ความผิดสำเร็จแล้วจะแก้ตัวกันอย่างไร&amp;rdquo; นายวีระโพสต์
บี้เปิดรายชื่อคนบริจาค
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า การจะจัดระดมทุนจะเป็นโต๊ะจีน หรือเป็นอะไรก็แล้วแต่ ผู้ที่บริจาคเงินตั้งแต่ 1 แสนบาทขึ้นไปต้องเปิดเผยชื่อตัวเองอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าบอกว่าจัด 200 โต๊ะแล้วก็ขายบัตร โดยไม่รู้ใครมาซื้อบัตรแล้วมีเงินมา 600 ล้านบาท อย่างนี้ทำไม่ได้ ต้องมีการแสดงว่าใครเป็นคนที่ซื้อโต๊ะ ซึ่งถือเสมือนเป็นผู้บริจาค เขาต้องเปิดเผยชื่อผู้บริจาค สื่อก็ไปตรวจสอบได้ว่าใครไปนั่งกินบ้าง กรณีของ พปชร.มีประเด็นว่า ต้องให้มั่นใจด้วยว่าไม่มีการเอาตำแหน่งหน้าที่ในรัฐบาลไปใช้ในการระดมทุน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) ระบุเช่นกันว่า เป็นสิ่งที่ควรเข้าไปตรวจ เพราะเป็นสิ่งที่ผิดปกติ โดยนึกถึงตัวเองที่ไม่ใช่คนยากลำบาก แต่จะให้ควักเงิน 3 แสนบาทไปนั่งทานอาหารยังคิดเยอะเลย แต่นี่สามารถทำได้ถึง 200 โต๊ะ มีคนถึง 2 พันคนที่ยอมควักเงิน 3 แสนไปนั่งทานอาหารมื้อหนึ่ง ก็เป็นเรื่องพิเศษที่ กกต.ควรเข้าไปตรวจสอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงการระดมทุนของพรรค พท. นายภูมิธรรมตอบว่า จะดูว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง แต่คงไม่มีศักยภาพพอที่จะทำได้เท่ารัฐบาลที่ขายโต๊ะละ 3 ล้านบาท เพราะสวนทางกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่กำลังยากลำบาก ยิ่งชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้า พท. กล่าวทำนองเดียวกันว่า การขายโต๊ะจีนดังกล่าวเป็นการตบหน้าประชาชน รัฐบาลแจกเงินประชาชนผ่านโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 500 บาท แต่กลับมาเปิดระดมทุนอย่างหรูหัวละ 3 แสนบาท แสดงให้เห็นว่าคนจนไม่มีสิทธิ์เข้างานหรือมีส่วนร่วมสะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำ ขอเรียกร้องให้นายกฯ นำเอาประเด็นนี้ไปหารือในคณะกรรมการแก้ไขความยากจน และหากมี 4 รัฐมนตรีเข้าร่วมประชุม ควรให้ชี้แจงด้วยว่าจะแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พรรคไม่จัดงานระดมทุนใหญ่โตอย่างพลังประชารัฐแน่นอน แต่จะใช้รูปแบบการจัดในพื้นที่กว้าง ปูเสื่อให้ประชาชนที่สนใจนำอาหารมาแลกเปลี่ยน นั่งรับประทานร่วมกัน ผมจะทำอาหารมาร่วมด้วย ส่วนใครสมัครใจจะบริจาคเท่าใดก็แล้วแต่ บาทเดียวก็พร้อมรับ&amp;rdquo;นายปลอดประสพกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจตุพร พรหมพันธุ์ กองเชียร์พรรคเพื่อชาติ (พ.พ.ช.) กล่าวว่า การจัดแบบนี้เป็นเพียงพิธีกรรมทางการเมือง ซึ่งมันสะท้อนอะไรหลายๆ อย่าง ทั้งนี้ รายนามผู้บริจาคกี่คน คนละเท่าไรนั้น ก็ควรเปิดเผยต่อประชาชน เพื่อให้เห็นความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีอะไรทับซ้อน ไม่มีผู้เกี่ยวข้องกับโครงการต่างๆ ของรัฐบาล เป็นไปได้หรือไม่หากมีการจัดงานในลักษณะแบบนี้อีก ขอให้มีการแสดงรายชื่อรายนามผู้ซื้อโต๊ะ ส่วนคนที่จัดไปแล้วก็แถลงมา กกต. ก็นำมาเผยแพร่กับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.พรพรหม พรหมชาติ รองโฆษก พ.พ.ช. กล่าวว่า ขอตั้งข้อสังเกตการระดมทุนของ พปชร.เป็นการกระทำที่ผิด พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส.2561 มาตรา 73 ข้อ 3 หรือไม่ ซึ่งมีผลบังคับใช้ 90 วันตั้งแต่วันที่ 11 ธ.ค.2561 โดยในงานระดมทุนได้มีการแสดงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินหลายกลุ่ม น่าจะเข้าข่ายทำการโฆษณาหาเสียงโดยจัดให้มีมหรสพ หรืองานรื่นเริงต่างๆ กรณีนี้ กกต.ต้องชี้แจงว่าเข้าข่ายต่อการผิดกฎหมายหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์การต่อต้านคอร์รัปชัน ปฏิเสธให้ความเห็นในเรื่องดังกล่าว โดยระบุเพียงสั้นๆ ว่า ขอไม่ให้ความเห็นเกี่ยวกับกระบวนการของพรรคการเมืองแต่ละพรรค หากพบว่ามีจริง ขอให้สื่อไปถามคนที่จับเรื่องนี้แล้วกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังมีกระแสเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ผู้สื่อข่าวได้พยายามติดต่อไปที่แกนนำพรรค พปชร.หลายคน ซึ่งได้ให้การปฏิเสธ โดยระบุเพียงสั้นๆ ว่า &amp;ldquo;ไม่ทราบ และขอให้ไปถามนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นหัวหน้าคณะผู้จัดงาน&amp;rdquo; โดยตลอดช่วงเย็น ผู้สื่อข่าวได้พยายามติดต่อโทรศัพท์หานายณัฏฐพล เพื่อให้ชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าว แต่ไม่สามารถติดต่อได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง &amp;nbsp;กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่ากระทรวงการคลังได้มีการจ่ายเงินซื้อโต๊ะจีนเพื่อสนับสนุนพรรค พปชร. จำนวน 20 โต๊ะ รวมเป็นเงินกว่า 60 ล้านบาทว่า เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจริง และเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะตามหลักของการนำเงินงบประมาณรัฐมาใช้ จะไม่สามารถนำมาใช้ในการระดมทุนหรือสนับสนุนพรรคการเมืองได้ ที่สำคัญอีกอย่าง หากเป็นข้าราชการแล้ว ก็ไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับทางการเมืองได้ เพราะจะต้องวางตัวเป็นกลาง ทำงานเพื่อประเทศและประชาชนเป็นหลัก แต่ถ้าหากใครเข้าไปยุ่งกับเรื่องนี้ จะถือว่ามีความผิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสอบถามหน่วยงานรัฐ และรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงการคลัง รวมทั้งธนาคารเฉพาะกิจของรัฐทั้งหมด ก็ได้รับการยืนยันว่า ไม่ได้รับคำสั่งให้ไปจองโต๊ะหรือให้เข้าไปร่วมงานดังกล่าวแต่อย่างใด
&amp;ldquo;ป๋า&amp;rdquo;เปิดบ้านสี่เสาฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน พล.อ.พิศณุ พุทธวงศ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และหัวหน้าสำนักงานมูลนิธิรัฐบุรุษฯ นายทหารคนสนิท พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ กล่าวว่า พล.อ.เปรมเตรียมเปิดบ้านวันที่ 27 ธ.ค.นี้ เพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำคณะรัฐมนตรีและผู้บัญชาการเหล่าทัพเข้าอวยพรและขอพรเนื่องในวันปีใหม่ ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์เพียงคณะเดียว ซึ่ง พล.อ.เปรม มีสุขภาพแข็งแรงดี ยังคงเดินได้ตามปกติ และยังคงเป็นห่วงบ้านเมือง เพราะใกล้จะเลือกตั้ง แล้วหลังเลือกตั้งจะเป็นอย่างไรต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์อย่างมีอารมณ์เมื่อถูกถามกรณีหลายพรรคการเมืองเสนอให้แก้กฎหมาย หรือใช้มาตรา 44 ให้การเลือกตั้งเป็นแบบเบอร์เดียวทั่วประเทศว่า ไม่ใช้ ไม่ใช่เรื่อง เป็นเรื่องที่ไปตกลงกันให้เรียบร้อยกับ กกต. ไม่ได้เกี่ยวข้องตรงนี้ อะไรก็มาตรา 44 ตลอด บอกแล้วให้แก้ไขปัญหาการบริหารราชการเป็นหลัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า นายจตุพรเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์อยากเป็นนายกฯ ต่อ และอีกไม่กี่วันจะตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกฯ และหัวหน้า คสช. พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไปถามจตุพรเขาโน่น เพราะไม่ได้พูดอะไรสักคำ บอกว่าจะทำหน้าที่จนกว่าจะจบหน้าที่ของตนเอง ตอนนี้จบหรือยัง ไปถามเขาโน่น อย่ามากดดันตนเองแบบนี้ ประเทศชาติ ประชาชน เขาต้องการอะไรในขณะนี้ เขาต้องการความสงบสุขใช่หรือไม่ เขาต้องการให้มีการเลือกตั้งที่สุจริต โปร่งใส เป็นธรรมใช่หรือไม่ หรือท่านไม่อยากได้แบบเดิม ถ้าไม่อยากได้แบบเดิมก็ต้องไปแก้ไข ถ้ายังทำแบบเดิม พูดกันแบบเดิม ให้ร้ายกันแบบเดิมก็ไปไม่ได้กันอยู่ดี จะไปได้อย่างไร&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ผมบอกแล้วว่าการเมืองคือการบริหารราชการแผ่นดิน แนะนำคนดีเข้าสู่การบริหารราชการแผ่นดิน ถามว่าคนดีก็คือคนดี คนเก่ง คนซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส ไม่มีความประพฤติเสียหายมัวหมอง เหล่านี้ต้องได้รับการพิจารณาจากประชาชนโดยตรง ใครที่ทำความผิดทำความเสียหาย สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน คนเหล่านี้ไม่ควรได้รับการสนับสนุน ผมพูดอย่างนี้ในฐานะที่เป็นรัฐบาล&amp;rdquo; นายกฯ กล่าว และว่า ต้องปรับทุกคน ตนเองยังต้องปรับตัวเอง ไม่ปรับตัวได้อย่างไร เขาเป็นใคร&amp;nbsp;
เมื่อถามว่า หาก 4 รัฐมนตรีที่ไปร่วมงานกับ พปชร.ลาออกจะกระทบกับการทำงานของรัฐบาลหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์เดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันที พร้อมกล่าวสั้นๆ ว่า เขายังไม่ออก ส่วนเวลาไหนถึงจะเหมาะสมลาออกนั้น พล.อ.ประยุทธ์เดินพร้อมส่ายศีรษะกล่าวว่า ไม่รู้ ไปถามเขาเอา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมชัย ศรีสุทธิยากร สมาชิกพรรค ปชป. กล่าวถึงกรณี กกต.ปฏิเสธเสนอรัฐบาลใช้มาตรา 44 แก้ไขให้บัตรเลือกตั้งใช้แบบเบอร์เดียวทั่วประเทศว่า การจะทำให้เบอร์เดียวมี 2 แนวทาง คือ ครม.และ กกต.ในฐานะผู้ปฏิบัติที่ทราบถึงปัญหาเสนอ สนช.และ คสช.ใช้มาตรา 44 ดำเนินการ โดยไม่ว่าเลือกทางใดทางหนึ่ง ควรทำให้เสร็จก่อนวันที่ 25 ม.ค. ซึ่งเป็นช่วงเวลาได้หมายเลขผู้สมัคร และยังไม่ได้พิมพ์บัตร โดยหากเสนอให้ สนช.แก้ไขเรื่องดังกล่าวใน พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ก็เท่ากับเป็นการประจาน สนช.ว่าไม่พิจารณาให้รอบคอบสมบูรณ์ แต่ถ้าใช้ช่องทางมาตรา 44 อย่าลืมว่ารัฐบาลเคยใช้มาตราดังกล่าวแก้ไขปัญหามาหลายครั้งแล้ว
บี้ กกต.กดดัน คสช.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เข้าใจว่า กกต.มีภาระมาก แต่อยากให้มองสิ่งนี้ว่าทำให้การเลือกตั้งดีขึ้น ไม่ทำให้ประชาชนสับสน อย่ามองว่าการใช้มาตรา 44 เป็นเรื่องน่ารังเกียจ ทุกอย่างอยู่ที่เหตุผล ถ้าใช้แล้วเกิดผลการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ก็จะเป็นประโยชน์&amp;rdquo; นายสมชัยกล่าว และว่า ถึงกรณี กกต.เปิดทางให้ต่างประเทศเข้ามาสังเกตการณ์การเลือกตั้งว่า ต้องไฟเขียวทุกกลุ่ม ไม่ใช่เลือกเฉพาะกลุ่มที่มีความสัมพันธ์อันดี และเมื่อเปิดให้เข้ามาก็ต้องให้ดูทุกพื้นที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายภูมิธรรมกล่าวในเรื่องนี้ว่า กกต.ควรทำหน้าที่นี้ อย่าให้คนรู้สึกว่า กกต.ไม่เห็นประโยชน์ของประเทศและไม่เป็นกลาง ถ้ารัฐบาลมั่นใจว่าที่ผ่านมาบริหารประเทศดี การใช้เบอร์เดียวจะยิ่งดีกับรัฐบาล&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนพดล ปัทมะ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอบคุณ กกต.เรื่องกำหนดให้บัตรเลือกตั้งมีโลโก้และชื่อพรรค และท่าทีที่สร้างสรรค์ของประธาน กกต.ที่ให้ต่างประเทศมาสังเกตการณ์เลือกตั้งได้ แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่ กกต.สามารถใช้อำนาจเพื่อให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์และยุติธรรม อาทิ ไม่ควรไปคุมจำนวนป้าย แต่ไปคุมที่ค่าใช้จ่าย และไม่ควรไปลงรายละเอียดและกำหนดขนาดป้าย กกต.ควรเสนอให้แก้กฎหมายให้พรรคเดียวกันใช้เบอร์เดียวกันทั่วประเทศ และควรเปิดให้พรรคการเมืองกำหนดสถานที่และรณรงค์ปราศรัยหาเสียงอย่างเต็มที่ตามที่เคยทำมา &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายรยุศด์ บุญทัน รองโฆษก พ.พ.ช. กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ระบุจะไม่ใช้คำสั่งตามมาตรา 44 แก้ไขบัตรเลือกตั้งให้เป็นเบอร์เดียวทั่วประเทศ ว่านายกฯ มีอายุมากแล้ว อาจมีปัญหาเรื่องความจำ จึงทำให้หลงลืมว่าที่ผ่านมามักกลับคำพูดไปมาเสมอ ขึ้นอยู่กับอารมณ์ในแต่ละวัน เชื่อว่าอีกไม่นาน พล.อ.ประยุทธ์จะถูกกระแสกดดันและเรียกร้องจากสังคมให้ใช้มาตรา 44 ในเรื่องนี้ และ พล.อ.ประยุทธ์ก็จะกลับคำพูดอีกครั้ง เพราะยิ่งใกล้เลือกตั้ง หากทำอะไรที่สวนทางกับสังคมย่อมไม่ส่งผลดีกับ พล.อ.ประยุทธ์แน่นอน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร.ท.หญิงสุณิสา ทิวากรดำรง สมาชิกพรรคเพื่อไทยกล่าวถึงการไฟเขียวให้ต่างชาติเข้ามาสังเกตการณ์การเลือกตั้ง ว่าน่าจะสายเกินไปแล้ว เพราะต่างชาติคงเตรียมตัวไม่ทัน เนื่องจากการเข้ามาสังเกตการณ์ต้องมีขั้นตอนมากมาย ต้องใช้เวลา แต่ที่ผ่านมารัฐบาลไทยไม่ได้แสดงความจริงใจ ต่างชาติทวงถามเรื่องนี้มาเป็นปีๆ แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับความเคลื่อนไหวในการเปิดตัวผู้สมัครและการหาสมาชิกนั้น นายภูมิธรรมกล่าวถึงการเชิญผู้สมัคร ส.ส.ทั่วประเทศของพรรคมาประชุมในวันที่ 21 ธ.ค. ว่าจะทำความเข้าใจกับผู้สมัครในเรื่องที่เราได้ไปพูดคุยกับ กกต.เรื่องกฎระเบียบต่างๆ ส่วนตัวผู้สมัครของพรรคจะเอารายชื่อกลุ่มแรกมาดูในวันที่ 21 ธ.ค. และช่วงบ่ายจะประชุมคณะกรรมการสรรหาเพื่อพิจารณารอบที่ 2 คาดว่าอย่างช้าต้นปีหน้าจะตอบได้ว่าเราจะส่งผู้สมัครกี่เขต และเมื่อมีพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้งออกมา เราจะประกาศ 3 รายชื่อแคนดิเดตนายกฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพจเฟซบุ๊กอนุทิน ชาญวีรกูล ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้เผยคลิปวิดีโอที่นายอนุทิน และ พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ โฆษกพรรค ทดลองนั่งแกร็บคาร์ พร้อมระบุว่า หลังทดลองนั่งแกร็บก็ทำให้มั่นใจว่าตัดสินใจไม่ผิดที่จะทำให้คนขับแกร็บในไทยเป็นอาชีพถูกกฎหมาย และเป็นอาชีพที่หารายได้เลี้ยงปากท้องและเลี้ยงดูครอบครัวอีกอาชีพหนึ่ง เพราะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการใช้บริการของประชาชน และมั่นใจว่าไม่ขายฝัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายก่อแก้ว พิกุลทอง สมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการทำงานพื้นที่ภาคใต้ กล่าวว่า ในวันที่ 21-22 ธ.ค.นี้ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช และคณะ จะลงพื้นที่พบปะรับฟังความคิดเห็นพี่น้องประชาชนและภาคธุรกิจ 3 จังหวัดภาคใต้ คือ จ.ภูเก็ต จ.พังงา และ จ.นครศรีธรรมราช โดยวันที่ 21 ธ.ค.ที่พังงา, วันที่ 22 ธ.ค. ที่ จ.นครศรีธรรมราช โดยจะเดินทางไปที่ อ.ควนหนองหงษ์ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีม็อบชาวสวนยางไปขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ เพื่อเชิญแกนนำม็อบสวนยางครั้งนั้นมาพูดคุยแลกเปลี่ยนให้ข้อมูลด้วย
พปชร.ปราศรัยใหญ่ 5 จุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษก พปชร. กล่าวว่า พรรคจะเปิดเวทีใหญ่พบปะพี่น้องประชาชน 5 จุดพร้อมกันในวันที่ 23 ธ.ค.2561 เวลา 14.00 น. ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ กำแพงเพชร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และนครสวรรค์ โดยที่ จ.เชียงใหม่ นำโดยนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค และ ดร.ธรรมนัส พรหมเผ่า จ.พิษณุโลก นำโดยนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง จ.กำแพงเพชรนำโดย พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์, จ.นครสวรรค์นำโดยนายภิญโญ นิโรจน์ อดีตรัฐมนตรี และ จ.เพชรบูรณ์นำโดยนายสันติ พร้อมพัฒน์ โดยในวันที่ 23 ธ.ค. ที่จัดพร้อมกัน 5 เวทีนั้น จะถ่ายทอดสดผ่าน Facebook และ youtube ของพรรคด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนครั้งนี้ จะมีพี่น้องประชาชนเข้าร่วมแห่งละไม่ต่ำกว่า 7,000 คน และจะมีกิจกรรมให้ชาวบ้านร่วมโหวตเสนอความคิดเห็นด้วย เช่น อยากให้ใครเป็นนายกฯ ชาวบ้านมีปัญหาอะไร อยากได้อะไร ซึ่งจากการลงพื้นที่พี่น้องประชาชนตอบรับพรรคพลังประชารัฐอย่างมาก ทำให้กระแสพรรคดีวันดีคืน เชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะได้รับชัยชนะแน่นอน เนื่องจากพรรคมีความพร้อมทุกอย่าง และมีนโยบายที่ดีที่สุดเท่าที่ทุกพรรคเคยมีมา&amp;rdquo; นายธนกรกล่าว &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกรยังกล่าวถึงกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำพรรคเพื่อไทยระบุว่า พปชร.จะแพ้เลือกตั้งแน่นอนว่า ปี่กลองการเลือกตั้งเพิ่งเริ่มต้นยังเร็วไปที่จะบอกว่าใครแพ้หรือใครจะชนะเลือกตั้ง ร.ต.อ.เฉลิมเป็นนักการเมืองอาวุโสที่คนฝั่งธนฯ ชื่นชอบ แต่ไม่เข้าใจ ร.ต.อ.เฉลิมที่ชอบบอกว่า พปชร.ไปก้าวก่ายพรรคเพื่อไทย เพราะจริงๆ แล้ว ร.ต.อ.เฉลิมมาก้าวก่าย พปชร.โดยตลอด น่าจะเอาอย่างคุณหญิงสุดารัตน์ที่ก้มหน้าก้มตาลงพื้นที่อ้อนชาวบ้านด้วยวาจาที่สุภาพอ่อนโยนน่ารักเหมือนศิลปินวง BNK 48&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ร.ต.อ.เฉลิมเป็นนักการเมืองอาวุโสคนสำคัญของประเทศไทย น่าที่จะเป็นแบบอย่างให้กับคนรุ่นหลัง ทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์ เพราะครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้ายของท่านในสนามเลือกตั้ง เพราะท่านบอกจะทิ้งทวนแล้ว อยากจะให้ท่านฝากผลงานทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์ แข่งกันด้วยนโยบายเพื่อให้ลูกหลานได้จดจำในสิ่งที่ดีๆ เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ&amp;rdquo;นายธนกรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายโกศล ปัทมะ อดีต ส.ส.นครราชสีมา พท. กล่าวถึงกรณีนายธนกรออกมาโจมตี ร.ต.อ.เฉลิม ว่าต้องการใช้ ร.ต.ต.เฉลิมเป็นทางลัดในการสร้างชื่อเสียงทางการเมือง ซึ่งนักการเมืองที่ดีต้องสร้างราคาให้ตัวเองโดยการทำงานรับใช้ประชาชน ไม่ใช่ใช้ทางลัดแบบนี้ เพราะคนที่ใช้ทางลัดโตเร็วจะยืนระยะทางการเมืองได้ไม่นาน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ได้แต่งตั้ง นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง หรือเก่ง เดอะสตาร์ เป็นรองโฆษกพรรค.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24713</URL_LINK>
                <HASHTAG>จตุพร พรหมพันธุ์, น.ส.พรพรหม พรหมชาติ, ประมนต์ สุธีวงศ์, ประสงค์ พูนธเนศ, พรรคพลังประชารัฐ, พล.อ.พิศณุ พุทธวงศ์, ภูมิธรรม เวชยชัย, วีระ สมความคิด, ศรีสุวรรณ จรรยา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181220/image_big_5c1ba475d8685.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22397</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/11/2018 22:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประจานกก.สภามหา&#039;ลัย กลัว-เลี่ยงหน้าที่ยื่นทรัพย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีตกรรมการ ป.ป.ช.อัดพวกลาออกเลี่ยงยื่นทรัพย์สิน เพราะกลัวชาวบ้านรู้ ชี้ข้ออ้าง กก.มหาวิทยาลัยไร้อำนาจ-เบี้ยประชุมน้อยฟังไม่ขึ้น เชื่อเปิดเผยยันผัวเมียทำวงแตก แต่ผงะเมื่อถูกถามเคส อ.มีชัยไม่ขอก้าวล่วง ขณะที่กระทรวงการคลังดึง 96 โครงการ 53 หน่วยงานร่วม &amp;quot;โครงการข้อตกลงคุณธรรม&amp;rdquo; โวประหยัดงบ 6.8 หมื่นล้านบาท พร้อมปลุกวัฒนธรรม&amp;ldquo;ตื่นรู้ สู้โกง&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 20 พ.ย. นายประสาท พงษ์ศิวาภัย อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ &amp;nbsp; (ป.ป.ช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีประกาศของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เรื่องกำหนดตำแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 102 พ.ศ.2561 ที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปแล้วเมื่อวันที่ 1 พ.ย.61 และจะมีผลบังคับในวันที่ 2 ธ.ค.61 นี้ ว่าในฐานะอนุกรรมการพิจารณาศึกษาหลักการร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.... ในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบและธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. พ.ศ.... ของ สนช. ตนเห็นว่าประกาศ ป.ป.ช.ดังกล่าวที่ให้สถาบันอุดมศึกษาในสังกัดของรัฐและสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการมหาวิทยาลัย อธิการบดีและรองอธิการบดี ยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินนั้น เป็นเรื่องที่ควร สมเหตุสมผลแล้ว เนื่องด้วยเหตุผลคือ เป็นผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง นั่นหมายถึงกรรมการและผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานอื่นของรัฐ ถือเป็นคำเฉพาะตามกฎหมาย ระบุชัดเจนว่ามีหน้าที่ต้องยื่นตามมาตรา 102 ซึ่งสถาบันอุดมศึกษาถือว่าเป็นหน่วยงานอื่นของรัฐ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นายกสภาและกรรมการมหาวิทยาลัยมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณในการจัดซื้อจัดจ้าง มีอำนาจในการบริหารงานบุคคล พิจารณาแต่งตั้งถอดถอนนายกสภาและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ อธิการบดี ศาสตราจารย์และศาสตราจารย์พิเศษ อธิการฯ และรองอธิการฯ ฯลฯ มีอำนาจในการบริหารสำนักงาน มีหน้าที่ออกข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศของมหาวิทยาลัยได้ เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลและการบริหารการเงิน การพัสดุและทรัพย์สินมหาวิทยาลัย อนุมัติในการจัดตั้งหรือรวมยุบเลิกส่วนงานภายในได้ ถือเป็นอำนาจใหญ่ แล้วจะมาบอกว่าไม่มีอำนาจได้อย่างไร หรือจะมาบอกว่ามีเบี้ยประชุมไม่เท่าไรต่อเดือนคงไม่ได้&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า ในเมื่อมีเหตุผลสมควรยื่นแล้วทำไมนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.จึงลาออก นายประสาทกล่าวว่า ในส่วนกรณีของนายมีชัยนั้น คงไปตอบแทนไม่ได้ ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล ขอไม่ก้าวล่วง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประสาทยังกล่าวถึงการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินในกฎหมายใหม่นี้ ถือว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างมาก โดยเฉพาะในมาตรา 106 ที่ระบุถึงการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อสาธารณะของตำแหน่งที่ต้องยื่นคือผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง ได้แก่ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงในหน่วยงาน ซึ่งหมายถึงนายกสภาและกรรมการสภามหาวิทยาลัยด้วย ดังนั้นจึงทำให้หลายคนเกิดความกลัวที่จะต้องยื่น และกลัวที่จะถูกเปิดเผย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;มาตรา 106 นี้เป็นดาบที่สอง ที่ ป.ป.ช.ถือเป็นหมัดเด็ด เปิดมาก็วงแตกทันที เพราะหลายคนยังไม่รู้ว่ามาตรา 106 นั้นแรงกว่ามาตรา 102 เสียอีก นอกจากคนกลัวที่จะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินหนี้สินแล้ว ยังกลัวที่จะต้องถูกเปิดเผยต่อสาธารณะด้วย เพราะในการเปิดเผยนั้น ทั้งของตัวเองและคู่สมรส และคู่ที่อยู่กินกันฉันสามีภรรยา ทำไมเวลาที่จะมีผลกระทบถึงตัวเองโดยตรงกลับโวยวายไม่อยากยื่นหรือแสดงบัญชีทรัพย์สิน แล้วจะอยู่เหนือการตรวจสอบได้อย่างไร ในเมื่อเราจะต้องทำอย่างเปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ ดังนั้นประกาศของ ป.ป.ช.ดังกล่าวผมถึงเห็นด้วย เพราะ ป.ป.ช.ก็มองแล้วว่าตำแหน่งใดที่จะสุ่มเสี่ยงต่อการใช้อำนาจและหาผลประโยชน์ได้ ซึ่งเรื่องนี้ ป.ป.ช.ได้พิจารณาจากสถิติเรื่องร้องเรียนที่เข้ามาด้วย&amp;rdquo; นายประสาทกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่กระทรวงการคลังร่วมมือกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันจัดสัมมนา &amp;ldquo;โครงการข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact Conference 2018)&amp;rdquo; เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในหลักการและแนวทางดำเนินงานตามข้อตกลงคุณธรรม พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้สังเกตการณ์และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาการจัดทำข้อตกลงคุณธรรมในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า สำหรับโครงการที่เข้าร่วมจัดทำข้อตกลงคุณธรรมตั้งแต่ปีงบประมาณ 2558-2562 มีโครงการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่นำข้อตกลงคุณธรรมมาใช้จำนวนทั้งสิ้น 96 โครงการ จาก 53 หน่วยงาน ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท สามารถประหยัดงบได้ 6.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งในปัจจุบันมีผู้สังเกตการณ์อยู่ในบัญชีรายชื่อ จำนวนทั้งสิ้น 201 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ในฐานะเป็นตัวแทนภาคประชาสังคม มีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้สังเกตการณ์ที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มีความรู้ ความสามารถ มีความอิสระและเป็นกลาง จากสภาวิชาชีพต่างๆ เข้าร่วมสังเกตการณ์กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการ ตั้งแต่ขั้นตอนร่าง TOR จนถึงการส่งมอบงาน และเพื่อเป็นการวางรากฐานและสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในโครงการข้อตกลงคุณธรรม องค์กรยังได้มีส่วนร่วมสำคัญในการผลักดันให้บรรจุข้อตกลงคุณธรรมเข้าไว้ใน พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ 2560 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 ส.ค.2560 ที่ผ่านมา และขอบคุณหน่วยงานที่ให้ความร่วมมืออย่างดียิ่ง ช่วยให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างคุ้มค่า สร้างวัฒนธรรมการ &amp;ldquo;ตื่นรู้ สู้โกง&amp;rdquo; ไม่ยอมให้ใครแสวงหาประโยชน์จากการใช้งบประมาณของภาครัฐ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22397</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประมนต์ สุธีวงศ์, ประสาท พงษ์ศิวาภัย, มีชัย ฤชุพันธุ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181120/image_big_5bf41a8e3f759.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16451</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เชียร์บิ๊กตู่กังขาป้อม องค์กรต้านโกงให้นายกฯเต็มร้อยสังคมผิดหวังนาฬิกาหรู</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ เผยผลการดำเนินงาน 7 ปี ทัศนคติและจิตสำนึกต่อการทุจริตของประชาชนเปลี่ยนไป ร้อยละ 90 ไม่ยอมรับอย่างสิ้นเชิงและยอมรับรัฐบาลเก่งมีผลงาน &amp;quot;ประมนต์&amp;quot; ให้คะแนน &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; เต็มร้อย แต่ยังเสียเพราะคนใกล้ตัว ผิดหวังคดีนาฬิกาเพื่อนช้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ที่โรงแรมดุสิตธานี นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน(ประเทศไทย) เป็นประธานแถลงข่าว &amp;ldquo;7 ปี องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)&amp;rdquo; โดยกล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนให้ประชาชนคนไทยร่วมเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน จากการสำรวจของหอการค้าไทยร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในการแถลงดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทยล่าสุด พบว่า ทัศนคติและจิตสำนึกต่อการทุจริตคอร์รัปชันของประชาชนเปลี่ยนแปลงไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ไม่ยอมรับคอร์รัปชันโดยสิ้นเชิง โดยร้อยละ 99 เห็นว่าคอร์รัปชันไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ยอมรับรัฐบาลที่เก่งมีผลงานดีเด่นแต่ทุจริต&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า การดำเนินงานที่ผ่านมาขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ใช้ยุทธศาสตร์ 3 ป. คือ เปิดโปง ป้องกัน และปลูกฝัง โดยแบ่งการทำงานออกเป็น 3 ช่วง ช่วงแรก ระหว่างปี พ.ศ.2554-2557 พบปัญหาและอุปสรรคเรื่องความร่วมมือจากภาครัฐยังน้อยประชาชนขาดความเชื่อมั่นในรัฐบาล ทำให้ไม่สามารถผลักดันการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารราชการและการแก้ไขกฎหมายต่างๆ ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กิจกรรมหลักในช่วงนี้ จึงเป็นการปลุกกระแสผ่านโครงการต่างๆ อาทิ คัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม การจัดอบรม &amp;ldquo;หมาเฝ้าบ้าน&amp;rdquo;, การจัดทำพิพิธภัณฑ์กลโกงชาติ, การริเริ่มข้อเสนอเพื่อปฏิรูปการต่อต้านคอร์รัปชันเสนอต่อ คสช., การจัดทำหลักสูตร &amp;ldquo;โตไปไม่โกง&amp;rdquo; การร่วมจัดทำดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทย (CSI) และการจัดทำสารคดีสั้น &amp;ldquo;ปลูกจิตสำนึกต่อต้านคอร์รัปชัน&amp;rdquo; เป็นต้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับช่วงที่สอง ระหว่าง พ.ศ.2557-2560 สถานการณ์คอร์รัปชันสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก จากการขับเคลื่อนขององค์กรฯ ภาคีเครือข่าย และความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยใช้ยุทธศาสตร์ทำงานร่วมกับรัฐบาล มีผู้แทนเข้าร่วมเป็นสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.), สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ส่งผลให้ภาครัฐมีความจริงใจและให้ความร่วมมือ ภาคเอกชนมีส่วนร่วมมากกว่าที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นำไปสู่การออกนโยบาย กฎหมาย ที่เอื้อต่อการปราบคอร์รัปชันได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบยิ่งขึ้น อาทิ ร่วมกับกระทรวงการคลัง ร่าง พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 กำหนดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ผ่านโครงการข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) และโครงการเพื่อความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ (CoST), พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการพิจารณาขออนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 การผลักดันให้มีบทบัญญัติต่างๆ ในรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง พ.ศ.2560 และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการยุติธรรม มีการจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ให้ตัดสินนักโทษหนีคดีโดยไม่หมดอายุความ และการมีบทลงโทษเอกชนและประชาชนที่ให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประมนต์เผยว่า ผลจากการที่องค์กรและภาคีเครือข่ายร่วมผลักดันกฎหมายดังกล่าว อย่าง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ พ.ศ.2560 กำหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐผ่านโครงการข้อตกลงคุณธรรม นับตั้งแต่ปี 2558 ถึงปัจจุบัน พบว่าในโครงการข้อตกลงคุณธรรม มีหน่วยงานเข้าร่วม 73 โครงการ มูลค่ารวม 875,428 ล้านบาท มีการลงนามในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างแล้วจำนวน 45 โครงการ มูลค่ารวม 103,839 ล้านบาท ช่วยประหยัดงบประมาณให้รัฐได้สูงถึง 25,128 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 24.20
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นับเป็นความสำเร็จที่เกิดจากทุกฝ่ายที่ร่วมมือกันทำให้เกิดการจัดซื้อจัดจ้างเกิดความโปร่งใส ยุติธรรม &amp;nbsp;และมีการแข่งขันมากขึ้น แต่ยังพบปัญหาเกี่ยวกับ ระบบบริหารราชการแผ่นดินและการใช้อำนาจรัฐเปิดช่องทางการรับสินบน หน่วยงานราชการไม่ตอบสนองต่อการต่อต้านคอร์รัปชันเท่าที่ควร การบังคับใช้กฎหมายไม่เสมอภาค เกิดความเสื่อมศรัทธาในหมู่ประชาชนบ้าง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ กล่าวว่า ตลอด 7 ปีที่องค์กรและภาคีเครือข่ายได้ผนึกกำลังต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชัน สร้างความเปลี่ยนแปลงให้สังคมไทยหลายประการ ได้แก่ เกิดเครือข่ายคนไทย ทั้งประชาชน นักธุรกิจ นักวิชาการสื่อมวลชนและข้าราชการ ร่วมมือต่อต้านคอร์รัปชันอย่างมีพลังและต่อเนื่อง รวมทั้งช่วยปลุกกระแสให้เห็นถึงความเลวร้ายของการโกงชาติ และได้ร่วมผลักดันให้เกิดกฎหมาย เปลี่ยนแปลงกระบวนการยุติธรรมและระบบราชการ ที่รวดเร็ว เอื้อต่อการต้านโกงและเอาผิดคนโกง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประมนต์ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า สถานการณ์การเรียกรับเงินใต้โต๊ะจากอดีตที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับปัจจุบัน พบว่ามีแนวโน้มลดลงมาก ทำให้ตระหนักรู้ว่ามีการตรวจสอบเพิ่มมากขึ้น แต่หากระบบการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชันอ่อนแอลงเมื่อใด คนที่จะทุจริตก็จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า รัฐบาลชุดนี้มีโครงการก่อสร้างมากมาย องค์กรได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการตรวจสอบอย่างไรบ้าง นายประมนต์ตอบว่า ได้ร่วมตรวจสอบในโครงการสำคัญต่างๆ ซึ่งมีบุคลากรที่เรียกว่าผู้สังเกตการณ์ ที่ต้องมีคุณสมบัติครบถ้วน มีความรู้ มีประวัติที่น่าเชื่อถือและผ่านการอบรม ฉะนั้นจึงยังขาดบุคลากรในส่วนนี้อยู่พอสมควร แต่เบื้องต้นองค์กรสามารถดำเนินการจนทำประหยัดงบประมาณในภาครัฐได้ถึงร้อยละ 25&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงการส่งหนังสือเพื่อทวงถามความคืบหน้าต่อคณะ ป.ป.ช.กรณีนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม และ การยืมเงิน 300 ล้านบาท ของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีต ผบ.ตร. นายประมนต์ตอบว่า ทางเราได้ติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสิ่งใดที่ทำแล้วมีความรู้สึกว่าเป็นการกระทำ 2 มาตรฐาน สังคมเองก็ต้องการคำอธิบาย และความล่าช้าที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ทุกคนผิดหวัง แต่ตนก็ยังรอว่าทาง ป.ป.ช.จะชี้แจงกรณีดังกล่าวอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซักว่า ให้คะแนนความจริงใจของรัฐบาลนี้ในการร่วมต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันเมื่อเทียบกับรัฐบาลที่ผ่านมากี่คะแนน ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯตอบว่า ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เต็มร้อยคะแนน แต่ยอมรับว่ายังมีบุคคลใกล้ตัวหลายคนที่สังคมตั้งข้อสงสัย ซึ่งเป็นปัญหาส่วนหนึ่ง และปัญหาอีกส่วนคือระบบราชการ เมื่อมีและนโยบายอย่างหนึ่งอย่างใดออกมาแล้วการขับเคลื่อนยังไม่ราบรื่น เพราะระบบราชการไทยมีข้อจำกัดพอสมควร ทำให้หลายเรื่องที่องค์กรพยายามจะเปลี่ยนแปลงต้องใช้เวลา
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวิเชียร พงศธร รองประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน กล่าวถึงก้าวต่อจากนี้ไปในปี 2561 องค์กรและภาคีเครือข่ายจะยังคงเดินหน้าติดตามหลายประเด็นคอร์รัปชันที่ยังไม่บรรลุผล อาทิ การผลักดันเรื่องการปฏิรูปราชการ ตำรวจ และกฎหมายที่ล้าสมัย, การติดตามโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่สำคัญๆ และการพัฒนาการดำเนินงานต่อต้านคอร์รัปชันให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้ Big Data &amp;amp; Analytics มาใช้ในการตรวจสอบที่เข้มข้นมากขึ้น และพัฒนาระบบนิเวศสร้างค่านิยมต่อต้านคอร์รัปชันในเด็ก ในสื่อ ภาคธุรกิจ และประชาสังคมต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16451</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประมนต์ สุธีวงศ์, พ.ร.บ.นิรโทษกรรม, วิเชียร พงศธร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180829/image_big_5b86ad3b4ac62.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
