<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120174</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2021 12:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 12:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯขอภาครัฐ-เอกชน ร่วมมือเดินหน้าเปิดรับนักท่องเที่ยว 1 พ.ย. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ต.ค.64- &amp;nbsp;ที่ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ด้านตลาดในประเทศ นายชำนาญ ศรีสวัสดิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายสุทธิพงศ์ เผื่อนพิภพ รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และนางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เข้าพบ เพื่อรับนโยบาย &amp;ldquo;การเปิดรับนักท่องเที่ยวเข้าประเทศโดยไม่ต้องกักตัว&amp;rdquo; โดยมี นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายกรัฐมนตรีขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่จะร่วมมือกันดำเนินการอย่างเต็มที่ในการที่เตรียมความพร้อมเปิดประเทศตามเป้าหมายที่กำหนด ในวันที่ 1 พฤศจิกายน นี้ โดยต้องมีการกำหนดเงื่อนไขอย่างรอบคอบชัดเจนในการเปิดรับนักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศต่างๆ เป็นไปตามเงื่อนไข ข้อตกลงระหว่างประเทศต้นทางและประเทศไทย ควบคู่กับการดำเนินมาตรการด้านสาธารณสุขป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สำหรับผู้เดินทางมาท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่เกิดความมั่นใจในการดูแลด้านความปลอดภัยสาธารณสุข ทั้งนี้ยังขอให้พูดคุยกับสถานประกอบการต่าง ๆ ให้เกิดความเข้าใจตรงกันถึงความจำเป็นต่อการดำเนินมาตรการต่าง ๆ ของรัฐ เพื่อทุกภาคส่วนร่วมมือไปด้วยกันและปฏิบัติตามมาตรการ ให้สามารถดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดไว้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยควบคู่กับการดูแลด้านสาธารณสุขและสุขภาพของประชาชนและผู้ที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกรัฐมนตรี ยังมอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาถึงการจัดกิจกรรมในช่วงเทศกาลปีใหม่ ในรูปแบบร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงการพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการจัดคอนเสิร์ตโดยศิลปินไทย ศิลปินพื้นบ้านในพื้นที่ต่าง ๆ และกรุงเทพมหานคร เพื่อช่วยเหลือกลุ่มศิลปินที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศในช่วงสิ้นปี โดยย้ำให้ใช้จ่ายงบประมาณต้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด นายกรัฐมนตรียังระบุด้วยว่าจะมีการจัดประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ในจังหวัดนำร่องพื้นที่ท่องเที่ยวด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น นายกรัฐมนตรี ยังให้ ม.ร.ว. หญิงวไลวัฒนา สวัสดิ์-ชูโต กรรมการมูลนิธิชีวิตพัฒนา ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เข้าพบเพื่อประชาสัมพันธ์การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดอกลำดวน ที่โถงกลาง ตึกสันติไมตรี โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมการดำเนินโครงการสาธารณประโยชน์ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ พร้อมแนะให้มีการพัฒนาออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีความน่าสนใจมากขึ้น โดยนายกรัฐมนตรีสนับสนุนซื้อผลิตภัณฑ์ &amp;ldquo;ดอกลำดวน เวลาเป็นของมีค่า&amp;rdquo; เพื่อให้มูลนิธินำรายได้ดังกล่าวไปเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการต่าง ๆ และเพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พร้อมเชิญชวนให้ครม.ร่วมให้การสนับสนุนมูลนิธิอีกด้วย.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120174</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประยุทธ์ จันทร์โอชา, เปิดประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211019/image_big_616e4a6daa2b9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119957</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/10/2021 11:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2021 11:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฆษกรัฐบาล เผยคนไทยรับวัคซีน 2 เข็มแล้วกว่า 26 ล้านคน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ต.ค. 2564 นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พอใจภาพรวมการฉีดวัคซีนโควิด-19 ของประเทศไทยให้กับประชาชนทุกกลุ่มตามนโยบายรัฐบาล &amp;nbsp;ขณะนี้จำนวนผู้ได้รับวัคซีนเข็ม1 &amp;nbsp;ร้อยละ 51 และเข็ม 2 แล้วถึงร้อยละ 35 &amp;nbsp;หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของประชากรกลุ่มเป้าหมาย &amp;nbsp;สธ. รายงานข้อมูลการฉีดวัคซีนโควิด -19 ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. &amp;nbsp;- 16 ตุลาคม 2564 &amp;nbsp;ยอดสะสมทั้งประเทศอยู่ที่ &amp;nbsp;65 &amp;nbsp;ล้านโดสแล้ว แบ่งเป็นเข็มที่ 1 ฉีดสะสมจำนวน 37,609,600 ราย &amp;nbsp;คิดเป็นร้อยละ 51 ของประชากร เข็มที่ 2 &amp;nbsp;ฉีดสะสมจำนวน 26,007,497ราย คิดเป็น ร้อยละ 35 ของประชากรและเข็มที่ 3 ฉีดสะสม จำนวน 1.8 ล้านราย &amp;nbsp;รัฐบาลมั่นใจว่า จะฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กับประชาชนทั้งประเทศได้ตามเป้าหมายที่กำหนดคือ 100 ล้านโดส ครอบคลุมคนไทย จำนวน 50 ล้านคน คิดเป็น 70% ของจำนวนประชากร ภายในปี 2564 ได้สำเร็จและสอดคล้องกับจำนวนวัคซีนที่ไทยได้รับมาในปี 2564 ทั้งวัคซีนที่รัฐจัดหาและวัคซีนทางเลือกรวมกว่า 179 &amp;nbsp;ล้านโดส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังเปิดเผยความคืบหน้าเดินหน้าฉีดวัคซีนโควิด 19 ให้กับกลุ่มนักเรียน/นักศึกษา หลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานในพิธี Kick Off ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้กับนักเรียนทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยกระทรวงศึกษาธิการรายงานข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 15 ตุลาคม มีจำนวนนักเรียน/นักศึกษารวมทั้งหมด 5 ล้านคน &amp;nbsp;แสดงความประสงค์รับวัคซีน &amp;nbsp;3.7 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 74.15 นักเรียน/นักศึกษาที่ได้รับวัคซีนแล้ว 902,186 คน คิดเป็นร้อยละ 24.25 ขณะที่ กระทรวง อว. ก็ให้บริการฉีดวัคซีนนักศึกษาและบุคลากรกว่า 1 &amp;nbsp;ล้านคน &amp;nbsp; โดยหวังว่า ระบบการเรียนการสอนของไทยทั้งระดับพื้นฐานและอุดมศึกษา ส่วนใหญ่สามารถกลับมาเปิดการเรียนการสอนในรูปแบบปกติภายในเดือนพฤศจิกายน นี้ ขณะเดียวกัน กระทรวงยุติธรรมยังเปิดเผยว่า มีผู้ต้องขังที่ได้รับการฉีดวัคซีนเข็มแรกแล้ว 212,932 คน จากจำนวนทั้งหมด 284,190 คน และผู้ต้องขังฉีดวัคซีนครบสองเข็มจำนวน 66,416 ราย &amp;nbsp;ส่วนผู้ต้องขังจำนวน 71,258 คน เป็นผู้ติดเชื้อโควิดที่ต้องรอการฉีดวัคซีนหลังจากที่หายแล้ว 1-3 เดือน การฉีดวัคซีนให้ผู้ต้องขังจำนวนมากนี้ จะทำให้การแพร่ระบาดของเชื้อโควิดในเรือนจำลดลงต่อเนื่องด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นายกรัฐมนตรียังฝากชื่นชม การฉีดวัคซีนโควิด -19 ของไทยที่มีการพัฒนาการอย่างรวดเร็วนี้ สะท้อนความสามารถในการจัดหาวัคซีนและการผนึกกำลังของภาครัฐ เอกชน ประชาชนและทีมแพทย์ ที่ได้จัดจุดบริการฉีดวัคซีนทั้งในและนอกโรงพยาบาล เช่น สนามกีฬา มหาวิทยาลัย ศูนย์การประชุม ศูนย์การค้า สำหรับบริการประชาชนทั่วประเทศ และที่สำคัญ คือ ความร่วมมือกันของประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายที่พร้อมใจกันฉีดวัคซีนด้วยความสมัครใจเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้เกิดขึ้น มั่นใจไทยมีความพร้อมสู่การเปิดประเทศอย่างปลอดภัยในปลายปีนี้ ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศไว้&amp;rdquo; นายธนกร กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119957</URL_LINK>
                <HASHTAG>#การฉีดวัคซีนในเด็กอายุ3ปีขึ้นไป, ธนกร วังบุญคงชนะ, ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ภาพรวมการฉีดวัคซีนโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210920/image_big_61480761e5f4a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117943</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อึ้ง!ยอดติดเชื้อไทยรั้งอันดับ28</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ แถลงเวที UNGA&amp;nbsp; 76 ชูความร่วมมือพหุภาคีพลิกวิกฤตเป็นโอกาสฝ่าโควิด ไทยติดเชื้อขยับขึ้น 28 ของโลก ป่วยใหม่ 12,353 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 125 คน กทม.ฉีดไฟเซอร์นักเรียนกลุ่มเสี่ยงแล้ว 2 พันราย ยังไม่พบผลข้างเคียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 26 ก.ย. เวลา 00.00 น. (ซึ่งตรงกับวันที่ 25 ก.ย. เวลา 13.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของนครนิวยอร์ก) ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถ้อยแถลงในการอภิปรายทั่วไป ของการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 76 (76th Session of the United Nations General Assembly &amp;ndash; UNGA 76) ภายใต้หัวข้อ การสร้างความยืดหยุ่นผ่านความหวัง โดยการฟื้นฟูจากโควิด-19 การสร้างอย่างยั่งยืน ตอบรับความต้องการของโลก เคารพสิทธิของผู้คน และการฟื้นฟูของสหประชาชาติ ผ่านระบบวีดิทัศน์ทางไกล โดยนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยสาระสำคัญของถ้อยแถลง ดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประชาคมโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งมีแนวโน้มจะอยู่กับเราไปอีกนาน ความสามารถที่จะเรียนรู้สู่บริบท &amp;ldquo;Next Normal&amp;rdquo; และได้ชื่นชมวิสัยทัศน์ของเลขาธิการสหประชาชาติที่ได้จัดทำรายงาน Common Agenda ซึ่งเสนอความสำคัญในการร่วมมือกัน &amp;ldquo;เพิ่มพลัง&amp;rdquo; และสร้างเครือข่ายความร่วมมือพหุภาคี เพื่อก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปสู่อนาคตที่ดีขึ้น ยั่งยืนมากขึ้น และมีสันติภาพ พลิกวิกฤตเป็นโอกาสร่วมกันผลักดันการปฏิรูป ความร่วมมือภายใต้กรอบพหุภาคี ให้สามารถเป็น &amp;ldquo;Driver of Change&amp;rdquo; อย่างแท้จริง &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า จะไม่มีใครปลอดภัย หากทุกคนยังไม่ปลอดภัย ประชาคมโลกจึงต้องเร่งผลักดันให้วัคซีนและยารักษาโควิด-19 เป็นสินค้าสาธารณะของโลก รวมถึงความร่วมมือด้านการพัฒนาวัคซีน ยา และเวชภัณฑ์ที่จำเป็น เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับโรคอุบัติใหม่ที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต นอกจากนี้ ทุกประเทศต้องเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะการบรรลุหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และสนับสนุนการดำเนินงานภายใต้ WHO เสริมสร้างความมั่นคงทางด้านสุขภาพโลก รวมถึงการหารือเพื่อพิจารณาจัดทำ Pandemic Treaty ในส่วนของไทยได้พยายามส่งเสริมการผนวกรวมมิติด้านสาธารณสุขในเรื่องการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ครอบคลุมทั้งภัยธรรมชาติและโรคอุบัติใหม่ เชิญชวนให้มีการใช้ประโยชน์จากหลักการกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นแนวทางด้านสาธารณสุขตามกรอบเซนได คือการสร้างระบบสาธารณสุขของโลกที่มีภูมิต้านทาน เท่าเทียม และเป็นธรรม ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการฟื้นตัวที่ยั่งยืนต่อไป &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ไทยในฐานะผู้ประสานงานอาเซียนเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน มุ่งมั่นที่จะส่งเสริมความเกื้อกูลกันระหว่างวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ค.ศ.2025 กับวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ.2030 เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูภายหลังโควิด-19 และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของโลกต่อความท้าทายต่างๆ ในอนาคต ไทยเชื่อว่าหัวใจของการดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมาย SDGs คือความสมดุล ไทยได้ประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (BCG)
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย ยังคงมีความท้าทายสูงเหมือนหลายประเทศ อย่างไรก็ดี เชื่อมั่นว่าการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชนมีความสำคัญ โดยเฉพาะการมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จะช่วยรับมือกับความท้าทายด้านสุขภาพและโรคอุบัติใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ไทยได้นำพลังของอาสาสมัครในท้องถิ่นและความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่น มาปรับใช้ในการรับมือกับโควิด-19 โดยใช้สารสกัดจากฟ้าทะลายโจรสมุนไพรพื้นบ้านของไทย มาเป็นยารักษาและบรรเทาอาการของโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำความร่วมมือพหุภาคีในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะภายใต้กรอบของ UN จะนำเราไปสู่ความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ครั้งยิ่งใหญ่ และพลังของประชาคมโลก ในการรับมือกับวิกฤตโลกร้อน จะนำเราไปสู่เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำหน้า ทั้งนี้ สิ่งสำคัญคือความยืดหยุ่นในการปรับตัวเพื่อรับมือกับความท้าทาย จะผลักดันให้เราบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกัน พร้อมกับการมีโลกใบใหม่ที่ดีและเข้มแข็งกว่าเดิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. รายงานตัวเลขสถานการณ์ประจำวันว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 28 ของโลก พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 12,353 ราย แบ่งเป็นผู้ติดเชื้อในประเทศจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 10,809 ราย, จากการค้นหาผู้ติดเชื้อเชิงรุกในชุมชน 1,000 ราย, จากเรือนจำ/ที่ต้องขัง 532 ราย ผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศและเข้าสถานที่กักกันที่รัฐจัดให้ 12 ราย จากโครงการ Phuket Sandbox ได้แก่ กาตาร์ 1 ราย, อิสราเอล 1 ราย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 2 ราย, กัมพูชา 1 ราย (ช่องทางธรรมชาติ) และ มาเลเซีย 7 ราย (ช่องทางธรรมชาติ) พบผู้ป่วยยืนยันสะสมทั้งหมด 1,561,638 ราย รักษาอยู่ 122,463 ราย รักษาในโรงพยาบาล 35,051 ราย และโรงพยาบาลสนาม 87,412 ราย เป็นผู้ป่วยอาการหนัก 3,324 ราย และต้องใส่ท่อช่วยหายใจ&amp;nbsp; 724 ราย รักษาหายกลับบ้านแล้ว 1,422,907 ราย หายเพิ่ม 14,305 ราย เสียชีวิตใหม่ 125 ราย รวมเสียชีวิต 16,268 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยผู้เสียชีวิตรายใหม่เป็นผู้ป่วยชาย 63 ราย ผู้ป่วยหญิง 62 ราย เป็นชาวไทย 122 ราย, เมียนมา 3 ราย ค่ากลางอายุผู้เสียชีวิต 67 ปี อายุผู้เสียชีวิตระหว่าง 23-105 ปี ค่ากลางระหว่างการทราบผลติดเชื้อจนเสียชีวิต 11 วัน นานสุด 41 วัน พบอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป 79 ราย คิดเป็น 63% อายุน้อยกว่า 60 ปีมีโรคเรื้อรัง 29 ราย คิดเป็น 23% และไม่มีโรคเรื้อรัง 17 ราย คิดเป็น 14% แบ่งเป็นกรุงเทพมหานคร 27 ราย, ปริมณฑล 27 ราย, ภาคเหนือ 9 ราย, ภาคใต้ 18 ราย, ภาคอีสาน 11 ราย และภาคตะวันออก 33 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้ติดเชื้อรายใหม่ในประเทศ 10 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 1,976 ราย รวมสะสม 360,072 ราย, สมุทรปราการ 713 ราย รวมสะสม 106,681 ราย, ชลบุรี 651 ราย รวมสะสม 84,435 ราย, ยะลา 558 ราย รวมสะสม 21,009 ราย, ระยอง 517 ราย รวมสะสม 29,805 ราย, นครศรีธรรมราช 477 ราย รวมสะสม 14,111 ราย, สมุทรสาคร 412 ราย รวมสะสม 87,685 ราย, สงขลา 409 ราย รวมสะสม 28,073 ราย, นราธิวาส 370 ราย รวมสะสม 22,091 ราย และราชบุรี 297 ราย รวมสะสม 28,746 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านยอดการฉีดวัคซีนในประเทศไทย รวม 50,101,055 โดส สะสมแบ่งเป็นฉีดวัคซีนเข็มแรก 31,352,795 ราย เพิ่มขึ้น 40,659 ราย เข็มที่สองจำนวน 17,667,069 ราย เพิ่มขึ้น 67,821 ราย และเข็มที่สามสะสมจำนวน 1,080,391 ราย เพิ่มขึ้น 3,735 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรุงเทพมหานคร (กทม.) รายงานการฉีดวัคซีนโควิด-19 (ไฟเซอร์) ที่คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช มีนักเรียน/เยาวชน กลุ่มเสี่ยง 7 โรค ในกทม. กว่า&amp;nbsp; 2,000 ราย แบ่งเป็นได้รับ 1 เข็ม จำนวน 1,681 ราย และได้รับครบ 2 เข็ม จำนวน 614 ราย ยังไม่พบการรายงานผลข้างเคียง ยืนยันว่าวัคซีนที่รัฐบาลนำมาให้บริการแก่เด็กนักเรียน/ เยาวชน ที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป รวมทั้งผู้ใหญ่ ผ่านการรับรองจากสำนักงานองค์การอาหารและยา (อย.) องค์การอนามัยโลก และมีหลักฐานทางวิชาการที่บ่งชี้ว่ามีประสิทธิภาพและความปลอดภัย จึงขอให้ความมั่นใจแก่น้องๆ นักเรียน เยาวชน อย่างไรก็ตาม การให้ฉีดวัคซีนโควิด-19&amp;nbsp; ให้แก่ผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ปกครองก่อนด้วย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117943</URL_LINK>
                <HASHTAG>UNGA 76, UNGA76, การประชุมสมัชชาสหประชาชาติ, ประยุทธ์ จันทร์โอชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210926/image_big_614fd7d3da423.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117350</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2021 07:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2021 07:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;บิ๊กตู่&#039;กล่าวถ้อยแถลงเวทีUNขับเคลื่อน&#039;เศรษฐกิจพอเพียง-ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี&#039; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ย.64 -ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 21.41 น. วันที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวถ้อยแถลงในกิจกรรม &amp;ldquo;Sustainable Development Goals (SDG Moment)&amp;rdquo; ครั้งที่ 2 ในห้วงการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 76 (76th Session of the United Nations General Assembly: UNGA76) ผ่านระบบประชุมทางไกล ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายกรัฐมนตรียินดีที่มีส่วนร่วมในกิจกรรม SDG Moment รัฐบาลไทยร่วมกับทุกภาคส่วนขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างต่อเนื่อง และได้กำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อดำเนินนโยบายและใช้งบประมาณให้สตอบโจทย์กับการพัฒนาประเทศและนำไปสู่การบรรลุ SDGs ตลอดจนได้นำเสนอรายงานผลการทบทวนการดำเนินงานตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 ระดับชาติ โดยสมัครใจ (VNR: Voluntary National Review) ต่อสหประชาชาติ เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีระบุถึงหมุดหมายที่สำคัญ 3 ประการ เพื่อบรรลุเป้าหมาย SDGs ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ส่งเสริมสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนทุกช่วงอายุ โควิด-19 ได้ตอกย้ำความสำคัญของการมีระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็ง และหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ครอบคลุมและทั่วถึง รวมทั้งการจัดสรรงบประมาณสำหรับการประกันสุขภาพ ยกระดับอุตสาหกรรมทางการแพทย์และการบริการสาธารณสุขอย่างพอเพียง เร่งด่วน เพื่อให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุสามารถพึ่งพาตนเองในยามวิกฤตได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. สร้าง &amp;ldquo;ความสมดุลของสรรพสิ่ง&amp;rdquo; ผ่านการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG มุ่งสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมบนพื้นฐานของความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เช่น เพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร ต่อยอดอุตสาหกรรมชีวภาพและพลังงานทดแทน และปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ให้เป็นหนึ่งในฐานการผลิตขนาดใหญ่ของโลก ตั้งเป้าที่จะเพิ่มการผลิตรถไฟฟ้าพลังงานสะอาดให้ได้ร้อยละ 30 ของการผลิตยานยนต์ไทยทั้งหมดภายในปี ค.ศ. 2030&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ขจัดความเหลื่อมล้ำและการพัฒนาด้าน digital literacy เพื่อปลดล็อคศักยภาพให้แก่ประชาชนในประเทศ ใช้ประโยชน์จากระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า หรือ TPMAP ที่เกิดจาก Big Data เพื่อตอบโจทย์ความท้าทาย รวมถึงปัญหาความยากจนอื่น ๆ ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนจะสำเร็จจากการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ซึ่งนายกรัฐมนตรียืนยันเจตนารมณ์ของไทยที่จะก้าวไปข้างหน้า โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และพร้อมร่วมมือกับนานาประเทศเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง กิจกรรม SDG Moment จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อ 2563 ในรูปแบบการอภิปรายทั่วไปตามข้อมติของสมัชชาสหประชาชาติที่ต้องการย้ำความสำคัญและสร้างแรงบันดาลใจในการดำเนินการตามเป้าหมาย SDGs ภายในปี ค.ศ.2030 เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งการกล่าวถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีไทยเป็นโอกาสประชาสัมพันธ์แผนการขับเคลื่อน SDGs ของไทย โดยเฉพาะการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการส่งเสริมโมเดลเศรษฐกิจ BCG เป็นมาตรการฟื้นฟูจากโควิด &amp;ndash; 19 ที่สร้างสมดุล.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117350</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกฯ, ประยุทธ์ จันทร์โอชา, “Sustainable Development Goals (SDG Moment)” ครั้งที่ 2</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210921/image_big_6149233e2ecf6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116352</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/09/2021 11:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/09/2021 11:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯ เตรียมลงพื้นที่ สมุทรปราการ 12 กันยานี้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ก.ย.64 - ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ในวันอาทิตย์ที่ 12 ก.ย.นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม มีกำหนดการลงพื้นที่ตรวจราชการ ที่ จ.สมุทรปราการ เวลา 13.00 น. เพื่อตรวจความพร้อมแผนป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่เจ้าพระยาตอนล่าง ที่สะพานน้ำยกระดับ สถานีสูบน้ำสุวรรณภูมิ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชลหารพิจิตร อ.เมืองสมุทรปราการ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ อธิบดีกรมชลประทาน อธิบดีกรมทางหลวง และผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ต้อนรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นเวลา 14.00 น. นายกฯจะตรวจเยี่ยมสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ โดยเยี่ยมชมโถงเฉลิมพระเกียรติ และตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่บริเวณจุดบริการฉีดวัคชีนโควิด 19 ชั้น 2 อาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ ก่อนรับฟังการนำเสนอวีดิทัศน์สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ จากคณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ที่สำนักงานบริหารโรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ ด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116352</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ลงพื้นที่, สมุทรปราการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210910/image_big_613afd04e5867.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112565</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/08/2021 11:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/08/2021 11:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯขอบคุณทีมแพทย์ชนบท 38 ทีมช่วยคัดกรองเชิงรุกในพื้นที่กทม. ตัดวงจรโควิดระบาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ส.ค. 2564 นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ชื่นชมทีมแพทย์ชนบท 38 ทีมจากทั่วประเทศ ร่วมดำเนินการเชิงรุกในพื้นที่ กทม. &amp;nbsp;ตามแนวทางของศบค. และกระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;คีอเร่งตรวจหาเชื้อ เพื่อคัดแยกผู้ป่วยออกให้เร็วที่สุด ซึ่งผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย จะถูกจัดระบบการดูแลรักษาที่บ้าน (Home Isolation) และที่ชุมชน (Community Isolation) พร้อมจ่ายยาฟ้าทะลายโจรหรือยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) ช่วยลดการแพร่ระบาด ทำให้สามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่กรุงเทพมีประสิทธิภาพมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ทีมแพทย์ชนบท 38 ทีมจากทั่วประเทศ ประกอบด้วย ภาคเหนือ 6 ทีม ภาคกลาง 10 ทีม ภาคตะวันออก 2 ทีม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 12 ทีม และภาคใต้ 8 ทีม เดินหน้าตรวจเชิงรุกในพื้นที่ กทม. ระหว่างวันที่ 4-10 สิงหาคมนี้ &amp;nbsp; โดยในวันที่ 4 ส.ค. ตรวจ ATK ไป 14,715 คน พบติดเชื้อ 1,992 คน (13.5%) &amp;nbsp;วันที่ 5 ส.ค &amp;nbsp;ตรวจ ATK ไป 15,692 คน สะสม ณ วันที่ 5 ส.ค. ตรวจคัดกรองแล้ว จำนวน 30,407 คน พบติดเชื้อ 3,298 คน (10.8%) และได้มีการจ่ายยาฟาวิฟิราเวียร์ไป 66,700 เม็ด ทั้งนี้ มีเป้าหมายคัดกรองผู้ป่วย จำนวน &amp;nbsp;250,000 &amp;nbsp;ราย &amp;nbsp;และตั้งแต่วันที่ 6 ส.ค. ที่ผ่านมา ยังได้ให้บริการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีโรคเรื้อรังเพื่อให้บริการครบวงจรด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นายกรัฐมนตรีแสดงความชื่นชมความเสียสละและอุทิศตนของทีมแพทย์ชนบทที่เข้ามาสนับสนุนการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) &amp;nbsp;กรุงเทพมหานคร รวมทั้งทีมอาสาจากภาคประชาชน ซึ่งมั่นใจว่า ความสามัคคีของคนไทย จะเป็นพลังของชาติ ให้ไทยสามารถฝ่าวิกฤตโควิด-19 ครั้งนี้ไปได้&amp;quot; นายอนุชา กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112565</URL_LINK>
                <HASHTAG>คัดกรองเชิงรุก กทม, ทีมแพทย์ชนบท, ประยุทธ์ จันทร์โอชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210518/image_big_60a37c6372d3b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112368</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2021 07:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2021 07:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อ๋อย&#039;ร่ายยาวนายกฯคนนี้ไม่น่าไว้วางใจ แล้วงบ 1.63 หมื่นล้าน ควรไปไว้ที่ไหน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
6ส.ค.64-นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ(ทษช.) โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก Chaturon Chaisang หัวข้อ เพราะนายกฯ คนนี้ไม่น่าไว้วางใจ&amp;nbsp; แล้วงบ 1.63 หมื่นล้าน ควรไปไว้ที่ไหน ? มีเนื้อหาดังนี้
.
เห็นการโต้แย้งในเรื่องการโยกงบประมาณ 1.63 หมื่นล้านบาทที่คณะกรรมาธิการตัดลดได้ไปไว้ที่งบกลาง
ผมก็ทวีตข้อความไปว่า &amp;ldquo;ผมเป็นกรรมาธิการงบประมาณมาหลายครั้ง แต่ไหนแต่ไรมา (ไม่นับช่วงที่พิจารณาใน สนช.) กรรมาธิการจะไม่โยกงบที่ตัดได้ไปไว้ที่งบกลางอย่างที่ทำกันคราวนี้ ที่แปลกเป็นพิเศษ คือมีฝ่ายค้านร่วมสนับสนุนด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้นผมก็ตอบคำถามและแลกเปลี่ยนความเห็นไปอีกบ้าง
ก็คิดว่าได้แสดงความเห็นเรื่องนี้ไปตามสมควรแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เผอิญมีการวิจารณ์หรือโต้แย้งความเห็นของผมที่ยกมาข้างต้น แต่ไม่ได้โต้แย้งในหลักการหรือเหตุผล มีแต่บอกว่าผมไม่เคยทำงานตามรัฐธรรมนูญปี 60 ไม่รู้จักมาตรา 144 ในรัฐธรรมนูญปัจุบัน
เลยคิดว่าต้องแสดงความเห็นเพิ่มเติมอีกหน่อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่คือกรรมาธิการตัดงบจากหน่วยงานต่างๆ ได้ 1.63 หมื่นล้านบาท แล้วจะจัดสรรวงเงินนี้อย่างไร ให้ตรงประเด็นที่สุดก็คือควรโยกไปไว้ที่งบกลางหรือไม่เพราะเหตุใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปกติที่คณะกรรมาธิการตัดงบประมาณของหน่วยงานต่างๆ ก็เพราะเห็นว่าไม่มีความจำเป็นหรือจำเป็นน้อย โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับอีกหลายหน่วยงานที่มีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณ แต่กลับไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ คณะกรรมาธิการจึงรู้ดีว่ามีหน่วยงานไหนที่มีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณในเรื่องอะไรที่ยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่การโยกงบประมาณที่ตัดได้ไปไว้ที่งบกลาง กลายเป็นมอบอำนาจการตัดสินใจทั้งหมดกลับไปที่นายกรัฐมนตรี บรรดาข้อมูลที่คณะกรรมาธิการได้มาตลอดการทำหน้าที่ จึงไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรในการจัดสรรงบประมาณ
แต่ไหนแต่ไรมา เป็นที่รู้กันดีว่างบกลางเป็นงบประมาณที่ตรวจสอบยาก การตั้งงบกลางมากหรือน้อยจึงต้องดูความจำเป็นและประสิทธิภาพในการใช้ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลเอกประยุทธ์ นิยมใช้งบกลางมาตั้งแต่เป็นนายกฯ สมัย คสช.แล้ว ทั้งโอนงบจากหน่วยงานต่างมาไว้ที่งบกลาง งบเหลือจ่ายแทนที่จะโอนเข้าคลังก็โอนมาที่งบกลาง และการใช้งบกลางในช่วงนั้นก็ทำแบบตามอำเภอใจ เพราะไม่มีใครตรวจสอบได้ จนเคยตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมารัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ยังได้แก้ พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ เพื่อเพิ่มอำนาจแก่ตนเองเป็นว่า &amp;ldquo;...ในกรณีที่มีความจําเป็นผู้อํานวยการโดยอนุมัตินายกรัฐมนตรีจะโอนงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการใดรายการหนึ่งไปเพิ่มรายการอื่น ๆ ในงบกลางด้วยกันก็ได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การใช้งบกลางของพลเอกประยุทธ์ ตลอดมาถึงปัจจุบันเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีอะไรเป็นมรรคเป็นผล จำนวนมากไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นจึงไม่ควรโยกงบประมาณที่คณะกรรมาธิการตัดได้ไปไว้ที่งบกลาง เพราะนายกฯ อาจจะเอาไปใช้ในทางที่ไม่เป็นประโยชน์อีกเช่นเคย แม้จะมีการตั้งข้อสังเกตไว้ว่าให้ใช้งบกลางจำนวนนี้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง นายกฯ ก็มีอำนาจตามกฎหมายที่จะโยกไปใช้อย่างอื่นได้อยู่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พูดอีกแบบก็คือ เพราะนายกฯคนนี้ไม่น่าไว้วางใจ
ถามว่าแล้วจะโยกงบนี้ไปไว้ที่ไหน ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรรมาธิการและ ส.ส.ไม่สามารถเสนอแปรญัตติเพิ่มเติมงบประมาณให้แก่หน่วยงานต่างๆ ได้ กติกาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 144 นี้ใช้มาหลายสิบปีแล้ว ไม่ใช่เพิ่งเขียนขึ้นใหม่
แต่คณะกรรมาธิการก็สามารถนำเอาคำของบประมาณของหน่วยงานต่างๆ ที่ขอกันมาเป็นแสนล้านมาพิจารณาคัดเลือกรายการที่เห็นว่าจำเป็นและเป็นประโยชน์ได้
การดำเนินการแบบนี้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 144 แต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องแบบนี้ ถึงแม้ไม่เคยเป็น ส.ส.หรือกรรมาธิการภายใต้รัฐธรรมนูญปี 60 แต่ก็พอจะหาความรู้และทำความเข้าใจได้ไม่ยาก ส่วนจะเห็นตรงกันบ้าง ไม่ตรงกันบ้าง ก็เป็นเรื่องธรรมดาครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112368</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.งบประมาณ65, งบกลาง, จาตุรนต์  ฉายแสง, ประยุทธ์ จันทร์โอชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210806/image_big_610c7dc9f089d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
